xs
xsm
sm
md
lg

เปิดใจ “โป้ง โมเดิร์นด็อก” กับการทำปุ๋ยขาย ออเดอร์ดีใช่เล่น!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จากความเสียดายในขยะที่เกิดจากการร่วงของใบไม้ในสวนที่บ้าน ที่มีการทิ้งไปในแต่ละครั้ง โป้ง โมเดิร์นด็อก หรือ ปวิณ สุวรรณชีพ มือกลองของวงระดับตำนานของวงการเพลงไทย ตัดสินใจที่จะลดขยะอย่างว่า ด้วยการเลี้ยงไส้เดือนไว้เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่า ได้นำพาให้เขาได้ต่อยอดมาเป็นธุรกิจขายดินที่มีส่วนของไส้เดือนมาผสมในนาม ‘คืนดิน‘ ซึ่งตอบโจทย์ให้กับเกษตรกรที่ยังต้องการผลผลิตแบบอินทรีย์ และยืนหยัดในท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ได้ในคราวเดียวกัน

  • อยากให้ช่วยเล่าถึงจุดเริ่มของธุรกิจนี้หน่อยครับ

คือตอนแรกมันก็ไม่ได้เริ่มจากการทำธุรกิจซะทีเดียว แต่มันเริ่มมาจากความต้องการในการกำจัดขยะครัวเรือน คือที่บ้านมันจะมีต้นไม้เยอะ แล้วใบไม้ก็ร่วงเยอะมาก ซึ่งใบไม้แห้งเหล่านี้ก็อยู่บนสนามและที่ต่างๆในบ้าน เราก็ต้องมากวาดและใส่ถุงขยะ ซึ่งในแต่ละอาทิตย์ก็ต้องเสียเงินในการไปซื้อถุงขยะมา ซึ่งมันก็เป็นแบบนี้มาเรื่อยๆ แล้วจำนวนที่เราใส่ขยะลงไปในถุงขยะในแต่ละครั้ง มันก็เป็นจำนวนที่เยอะมาก เรารู้สึกว่าน่าจะเอาใบไม้หรือขยะพวกนี้ เอามาทำประโยชน์ได้บ้าง ก็เลยหาวิธีที่ทำยังไงให้ ทำการรีไซเคิลขยะพวกนี้ให้ได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของไอเดียที่จะทำครับ

อีกแง่หนึ่ง เราเรียกว่าเป็นความเสียดายดีกว่า เพราะรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นขยะ อยากจะให้มันเป็นประโยชน์มากกว่า สำหรับใบไม้พวกนั้น ก็เลยหาวิธีว่าจะทำยังไงให้เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์ได้ ตอนแรกมันก็มีหลายวิธีที่ลองหาดู มันมีวิธีทำหลายอย่างแหละ ทั้งในการหมักขยะ หรือวิธีต่างๆ เยอะแยะเต็มไปหมดเลย แต่วิธีที่เราหามาได้นั้น แต่ละวิธีมันต้องใช้เวลาและกำลังเยอะมากกับจำนวนขยะที่เรามี พอเราอยากจะให้มันง่าย มีความเป็นไปได้จริง และสามารถทำได้ทุกอย่างเลย ทำได้ตลอดเวลา ทั้งจากขยะใบไม้และขยะที่มาจากในครัว จนมาลงตัวกับวิธีการของไส้เดือน

  • พอตัดสินใจมาทำแล้ว ทำไมถึงเป็นไส้เดือนครับ

คือก่อนหน้านั้น โดยปกติเราเป็นคนที่ปลูกต้นไม้ จัดสวนปลูกเอง แต่ก็ไม่ถึงขั้นว่าจะต้องมาทำปุ๋ยลักษณะนี้ เราก็จัดสวนแบบคนปกติทั่วไป แต่ถามว่าทำไมถึงเป็นไส้เดือน เพราะว่ามันก็เป็นสิ่งมีชีวิต แล้วก็ต้องมีการกิน อีกอย่างขยะที่เรามีอยู่เยอะมาก ก็เป็นส่วนหนึ่งในอาหารของไส้เดือนด้วย ซึ่งมันก็ตอบโจทย์ของเรา เพราะเราไม่ต้องทำอะไรเลย ไส้เดือนมันก็ใช้ชีวิตตามปกติ มีอาหารให้มันกินตลอดเวลา แล้วผลจากการกินของมันก็คือมีประโยชน์ให้เรา คือขี้ของมัน ออกมาเป็นขี้ไส้เดือน ซึ่งก็เป็นประโยชน์ให้กับต้นไม้


  • อยากให้ช่วยเล่าถึงช่วงแรกในการเริ่มทำตรงนี้หน่อยครับ

จริงๆ ไอเดียในการทำก็คือ ต้องมีทั้งความง่ายและไม่ใช้เวลาของชีวิตของเรา ทำยังไงก็ได้ถึงจะให้ระบบการจัดการง่ายที่สุด ถ้าพูดถึงวิธีการทำงานก็คือเอาขยะไปให้ไส้เดือนกิน พอไส้เดือนกินหมดมันก็กลายเป็นปุ๋ย จากนั้นเราก็ทำการแยกตัวไส้เดือนกับปุ๋ยที่ได้ นำไส้เดือนไปกินขยะต่อ ส่วนปุ๋ยเราก็นำมาปลูกต้นไม้ ซึ่งในช่วงแรกเราก็ใช้เวลาแค่ 2-3 ชั่วโมงต่อ 1 สัปดาห์ เพราะว่าเราทำมันเพราะจะเอาปุ๋ยมาใช้ในบ้านของเราเอง เราแค่มาดูตรงนี้แป๊บเดียวก็มีปุ๋ยใช้แล้ว

แล้วไส้เดือนมันก็เป็นสิ่งมีชีวิตมันก็ค่อยๆออกลูกหลานไป จำนวนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ได้ไปไหน แต่ขณะเดียวกันขยะมันก็มีเท่าเดิม เพราะบ้านเรามันก็ไม่ได้โตขึ้น ทีนี้มันก็ต้องขยับขยาย เพราะตัวไส้เดือนมันมีจำนวนมากขึ้น มีผลผลิตมากขึ้นที่นี้ก็ต้องมองหาตลาด ว่าจะต้องทำยังไงให้ขี้ไส้เดือนพวกนี้มันจะต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ให้มันเป็นไปตามที่เราต้องการ เลยต้องเริ่มหาตลาดแล้วว่าเราจะทำยังไงต่อดี แรกๆ ก็ไม่มีใครสนใจ ไม่ได้มีแผนอะไร พอได้เยอะเราก็ทำการใส่กระสอบ เอาไปให้ใครหลายๆคน อย่างเพื่อนที่ปลูกผักบ้าง บางคนที่รู้ก็มาขอซื้อดินจากเราไป มันก็เป็นธุรกิจง่ายๆ เอามะม่วงมาแลก เหมือนกับใช้ชีวิตอย่างง่ายๆ คนก็เอามะม่วงมาช่อนึง แล้วก็เอาขี้ไส้เดือนกลับไปถุงนึง แต่พอตอนหลังมันเริ่มจริงจังมากขึ้น ต้องเริ่มมี Package ต้องมีการหาตลาด มันก็เริ่มมีการยุ่งยากแล้ว

  • ความยุ่งยากตรงนี้คือ เหมือนกับเราใส่ใจและจริงจังด้วยมั้ยครับ

ใช่ครับ เริ่มจริงจัง แต่จริงๆ มันจริงจังมาตั้งนานแล้ว เพราะเราเลี้ยงมาตั้งแต่มีกระบะเล็กๆ จนมันขยายมาเรื่อยๆ ทีละ 10 กระบะ จนกระทั่งมาหลักร้อยแล้ว และปริมาณมันเกือบ 1 ตันได้ แล้วเราก็ต้องหาวิธีในการระบายออกให้ได้ ซึ่งช่วงแรกสุดเราก็นึกไม่ออกเลยว่าจะปล่อยยังไง ก็เลยให้มีการกองอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ พอตรวจไส้เดือนมันเยอะเกินไป เราก็เอาไปเททิ้งข้างสนามในหมู่บ้าน เรียกว่ามันเหลือใช้เลย เพราะว่าเราก็ไม่ได้มีต้นทุนอะไร เรียกว่าไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร จนกระทั่งอยู่ในช่วงภาวะวิกฤต งานเริ่มหาย เราก็เลยมีการจริงจังมากขึ้น หาตารางให้มันให้ได้ เลยต้องเริ่มหาแบรนด์ เริ่มมี packaging เริ่มมีการทำการตลาด

  • รวมถึงเริ่มเปิดแฟนเพจ “คืนดิน”

ตอนแรกก็ไม่ได้มี content อะไรเลย เพิ่งจะมาเริ่มทำเมื่อไม่นานมานี้เอง พอเริ่มสนใจวิธีนี้มันก็ดูไม่ยุ่งยากดี อยากจะรู้ว่าวิธีการเป็นยังไง ก็เริ่มเขียนอธิบายให้ความรู้ เพราะเรารู้สึกว่ามันก็ไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยากอะไรใครก็สามารถทำได้หมด เลยมีเพจไว้สื่อสารกับคน


  • จนมาถึงช่วงตรงนี้ เหมือนกับได้ศึกษาไปด้วย ถึงขนาดในเรื่องของธรรมชาติของไส้เดือนด้วยมั้ยครับ

ใช่ครับ คือ ศึกษามาตั้งแต่ก่อนเริ่มเลี้ยงแล้ว เพราะอย่างที่บอกว่าเราอยากเรียนเพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์จริงๆ ไม่อยากมาเสียเวลา เสียเงินทอง ก็เลยศึกษาไว้ก่อน พอเลี้ยงจริงๆก็เริ่มที่จะเข้าใจถึงธรรมชาติของไส้เดือนอะไรมากขึ้น ว่าไส้เดือนมีพันธุ์ต่างๆเต็มไปหมด เลยเอามาทดลองดูเพราะว่าโดยส่วนตัวเราเป็นคนที่ชอบทดลองอะไรอยู่แล้ว หาแต่ละพันธุ์มาดูว่า อันไหนที่เข้ากับวิธีการกำจัดขยะ ของเรามากที่สุด เราก็ทำการทดลองไปเรื่อยๆจนกระทั่งเริ่มลงตัว เหมือนกับเราทำโรงงานมาโรงงานหนึ่ง มีพนักงาน มีเครื่องจักร แต่สิ่งที่ว่ามามันเป็นสิ่งมีชีวิตก็คือไส้เดือนเท่านั้นแหละ ก็เข้าใจระบบการผลิตมันให้ได้ ทำยังไงถึงจะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และไม่ต้องวุ่นวายอะไรกับชีวิตมาก

  • พอได้มาทำธุรกิจนี้จริงจังแล้ว โดยส่วนตัวของคุณเอง มีความเปลี่ยนแปลงยังไงบ้างครับ

จากที่เริ่มต้นในตอนแรกแบบที่คิดเลยว่า ทำเล่นๆสนุกๆ เพียงเพื่อจะกำจัดขยะ แต่ตอนนี้มันต้องมีลูกค้าแล้ว ลูกค้าที่สั่งของในแต่ละครั้งก็ขึ้นมาเป็นแบบหลักร้อยกิโลกรัม ถึงขั้นเป็นตัน เราก็เลยคิดว่าจะต้องจัดการกับออเดอร์ตรงนี้ยังไง ระบบการผลิตนั้นเป็นยังไง มันก็ต้องคิดในเรื่องไลน์ผลิตมากขึ้น มันต้องเข้าระบบอุตสาหกรรม ต้องวางแผนว่ามีการ turn over ยังไง คือตอนนี้มันก็ไม่ได้เอาใบไม้แห้งมาเป็นต้นทุนอย่างเดียวแล้ว เนื่องจากมันไม่พอ มันต้องหาอย่างอื่นมาช่วยในการผลิตแล้ว เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมจริงๆ

ส่วนการใช้ชีวิตนั้นมันก็ไม่ได้ใช้ชีวิตทั้งหมดไปกับไส้เดือนนะ คือข้อดีอย่างนึงคือเราไม่ได้เป็นคนทำงานไง เพราะไส้เดือนจัดการให้หมด เราแค่หาให้มัน พ่อมันกินเสร็จแล้ว เราก็ทำการเก็บกวาดขี้ของมันแค่นั้นเอง อย่างที่บอกยังไงไส้เดือนมันก็ต้องกินทั้งวันทั้งคืน เราแค่จัดการว่าทำยังไงถึงจะให้มันกินได้ตลอดเวลา แล้วเราก็เก็บผลผลิตจากมันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราก็ไปดูการทำงานของมันบ้างเพียงแต่มันไม่ใช่แค่อาทิตย์ละ 2-3 ชั่วโมงแล้วล่ะ (หัวเราะ) เพราะผลผลิตเยอะขึ้นก็ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของมันเพิ่มขึ้นด้วย ไม่ใช่แบบว่ามาโกยเก็บใส่ถุงแล้ว แต่ก็ต้องมาใส่แพคเกจจิ้ง แล้วขนาดของแพ็คเกจมันก็มีหลายแบบมัน เราก็ต้องมีการจัดการตาม Order ที่เขาสั่งมา เมื่อก่อนก็แค่โกยใส่ถุงไปน้ำหนักก็ไม่ต้องชั่ง เดี๋ยวนี้คือไม่ได้แล้วต้องมีการจัดการให้มันเป็นระเบียบมากขึ้น


  • แล้วกลุ่มลูกค้าที่มาซื้อดินโดยส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะใดครับ

ตอนนี้จะเป็นคนเมืองที่ปลูกผัก ปลูกต้นไม้อยู่ที่บ้าน เป็นแบบคนเมืองเลยไม่ใช่เกษตรกร เหมือนกับคนที่อยู่บ้านแล้วไม่มีอะไรทำ จะปลูกผักกินเอง ปลูกต้นไม้สวยงาม เมื่อก่อนไม่รู้ว่าจะเอาปุ๋ยอะไรไปให้ต้นไม้ดี ตอนนี้รู้ว่าปุ๋ยลักษณะนี้จะเป็นตัวช่วยในการเจริญเติบโตได้ก็ลองไปใช้ ปรากฏว่าเขาชอบ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่กลับมาอีกรอบ ส่วนลักษณะการขาย เอาเป็นว่ามีหลายขนาดแล้วกันครับ แบ่งขนาดเป็นถุงเล็ก ถุงกลาง ถุงใหญ่ แล้วก็แบ่งขายเป็นกิโลกรัมครับ

  • แล้วขั้นตอนการผลิตของดิน ต้องมีการบำรุงเพิ่มตามไปด้วยมั้ยครับ

ตอนนี้กินใบไม้แห้งที่บ้านอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เพราะว่ามันมีการผลิตเยอะมาก ก็ต้องไปซื้อขี้วัวมาให้มันกิน ซึ่งขี้วัวก็เป็นปุ๋ยอย่างนึงเหมือนกัน แต่ว่าในภาคการเกษตรเขาจะเรียกขี้วัวว่าเป็นของร้อน คือยังไม่สามารถเอามาใช้กับต้นไม้ได้ เพราะมันจะไปดึงธาตุอาหารในดินหมดเลย เนื่องจากยังไม่ย่อยสลาย แล้วไส้เดือนจะไปช่วยย่อยขี้วัวให้กลายเป็นปุ๋ยเย็น และสามารถเอาไปใช้ได้ทันที แล้วขี้ไส้เดือนก็สามารถเอาไปใช้กับต้นไม้ได้เลย คนก็เลยมีความรู้สึกดีกับขี้ไส้เดือน ที่เอาไปใช้กับต้นไม้ต่างๆ

ก่อนหน้านั้นเวลาเอาขี้ไส้เดือนใส่ต้นไม้ มันก็เจริญเติบโตดีประมาณนึง แต่ในขี้ไส้เดือนมันก็มีไข่ของมันอยู่ แต่ก็ไม่สามารถแยกออกมาได้เพราะว่ามันเล็กมาก แล้วพอเราใส่ไปในกระถางต้นไม้ พอไข่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมก็ฟักออกมาเป็นตัว มันก็เลยโตอยู่ในกระถาง แล้วต้นไม้ที่เราเคยปลูก มันก็เจริญเติบโตดีขึ้น อย่างมะนาวจากที่เราเคยปลูกที่ไม่เคยมีผลเลยก็ออกผล เวลาที่เราขุดดินไปมันก็ยังมีตัวไส้เดือนอยู่ เราเอาชีวิตกลับเข้าไปใส่ในกระถาง ก่อนหน้านี้ดินมันไม่มีชีวิตอะไร พอมันมีไส้เดือนมา ก็เหมือนกับเอาของดีกลับไปอยู่ในดิน แล้วมันก็คืนกลับมาให้เราเอง


  • จากประสบการณ์ในการเล่นดนตรีแล้วมาขายของเอง แล้วมาประยุกต์กับธุรกิจตรงนี้มากน้อยแค่ไหนบ้างครับ

ก่อนหน้านี้เราก็ไม่ได้เล่นแค่ดนตรีอย่างเดียว เราก็มีการขายเสื้อขายซีดีเพลงของวง ซึ่งเราก็มีการจัดการของตัวเองอยู่แล้ว มันก็จะมีระบบในการผลิต ว่าจะต้องทำยังไง เราจะหาลูกค้ายังไง และระบบในการสั่งซื้อว่าเป็นยังไง คือมันก็เอามาใช้ได้นะ มันก็เหมือนกันเลยในเรื่องของวิธีการจัดการ เหมือนมันไม่ได้เริ่มมาจากศูนย์ ก็แค่เปลี่ยนผลิตภัณฑ์นิดหน่อย แล้วก็หาวิธีการขาย คือลูกค้าเราก็ไม่ใช่คนฟังเพลง ก็ต้องหาวิธีการยังไงเพื่อที่จะมีการดึงดูดลูกค้า

อาจจะเรียกว่าเป็นความท้าทายมากเลย อย่างปีแรกที่เราทำนี่คือไม่รู้จะทำยังไง มันเลยขายไม่ค่อยได้ สินค้าที่เราทำมาคือวางไว้เฉยๆเลย เราก็ต้องค่อยๆดูว่ามันจะมาแนวไหนดี ใครจะเป็นคนซื้อของๆ เรา ซึ่งกว่าที่เราจะรู้ว่าใครเป็นลูกค้าเรา ก็ใช้เวลานานอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยก็ต้องให้คนรู้จักผลิตภัณฑ์ของเราก่อน ว่ามันคืออะไรและดียังไง ซึ่งจริงๆตอนนี้คนก็ยังไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่นะว่าแบรนด์ของเราคืออะไร สินค้าของเราดียังไง เราก็ต้องอาจจะให้ความรู้ตรงนี้ก่อน ว่ามันคืออะไร

เอาจริงๆ คนที่มาตามผลิตภัณฑ์ของเราส่วนมากก็มาจากวงการบันเทิง แต่ในวงการเกษตรแล้วคนยังไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เพราะว่ามันอยู่ในวงการเกษตรอินทรีย์ แล้วคนที่ทำอาชีพเกษตรกรเขาอาจจะมองว่ามันเป็นการสิ้นเปลือง ทั้งๆที่ มันน่าจะเป็นของความยั่งยืนนะ เพราะว่ามันใช้หลักธรรมชาติในการรักษาธรรมชาติ มันไม่ได้ใช้วิธีที่เอาเคมีในการดูแล ซึ่งผลภายภาคหน้าจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ อันนี้คือสิ่งที่ทำให้การเกษตรมันแตกต่าง

  • ซึ่งข้อมูลที่คุณว่า คนทั่วไปอาจจะยังไม่รู้

ใช่ครับ หรือว่าอาจจะรู้แล้วแต่ไม่สนใจก็ได้ เพราะว่าต้นทุนตรงนี้มันสูงกว่าการฉีดสารเคมีครั้งเดียว ตรงนั้นมันง่ายกว่าอยู่แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนจบมันจะเป็นยังไง คือถ้าให้เห็นภาพง่ายๆคือคนปลูกเขาไม่ได้กินนะ เขาจะต้องปลูกให้ได้เยอะที่สุด เขาก็ไม่ได้กินผลตรงนี้ เลยอาจจะไม่สนใจวิธีการ แต่เรามีการปลูกเอง จะต้องใช้วิธียังไงให้ได้ผลผลิตที่เรากินเอง ซึ่งมันก็เห็นผลอยู่แล้วว่าเราใช้เคมีมันก็ง่ายแหละ แต่ถ้าเรากินเองเราจะกินตรงนี้อีกเหรอ

  • พอได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ผลตอบรับเป็นยังไงบ้างครับ

(หัวเราะเบาๆ) มันก็เหมือนกับเป็นการเปิดตัวเลยนะ จริงๆ เราจะไปเป็นแนวตลกมากกว่า ไม่ได้จะไปขายของจริงจังหรอก แต่ว่าคนคงเห็นเยอะมั้ง คือนับตั้งแต่วันนั้น สินค้าที่เราทำขาดสต๊อกตลอดเลย จากที่เคยวางที่บ้านเป็น 700-800 กิโล ตอนนี้ทำไม่ทัน มียอดค้าง Order อยู่ประมาณ 500-600 กิโลตลอดเวลา ซึ่งก็ถือว่าดีแต่ที่เราคิดว่าอยากจะให้มันดีกว่านั้น คืออยากจะให้คนเข้าใจว่ามันคืออะไร แล้วก็มีผลดียังไงกับการเกษตรกรรม กับชีวิตคนด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นความคาดหวังจากตัวเรา ยังไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะต้องมาใช้เกษตรอินทรีย์ เป็นวิธีในการดำรงชีวิตอะไรขนาดนี้หรอก แต่อยากจะให้รู้ว่าจริงๆแล้วมันมีทางแบบนี้นะ ว่ามันสามารถที่จะไปแบบนี้ก็ได้


  • จากความเสียดายของในวันนั้น จนมาเป็นอย่างทุกวันนี้ มองว่ามันเกินความคาดหมายมั้ยครับ

ถือว่าเยอะมาก แล้วก็อีกมุมหนึ่งก็คือถือว่ามันมาในช่วงตอนนี้ เรียกว่าเป็นจังหวะชีวิต คือถ้าสมมุติว่ามันเกิดขึ้นหลังจากนี้ประมาณ 5 ปี มันอาจจะเริ่มต้นไม่ได้หรือไม่ทันแล้ว ซึ่ง ณ ตอนนั้น การใช้ชีวิตมันอาจจะลำบากกว่านี้ก็ได้ คือเหมือนกับเราใช้ชีวิตกับดนตรีมาตลอด แล้วอยู่ดีๆมันก็ขายไม่ได้ มันอาจจะมีความเคว้ง แต่ช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงที่พอจะปรับตัวได้ทัน ถ้าจะเดินทางนั้นทางเดียวมันคงอาจจะไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ เรียกว่านับศูนย์เลยดีกว่า เพราะว่าเราไม่เคยมีความรู้ในทางด้านนี้มาก่อนเลย แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นเรียกว่าลงล็อคนะ อาจจะจับทางถูก ก็ยังมีการต่อสู้อยู่ หาทางให้มันไปดีที่สุด มันอาจจะยังไม่เป๊ะซะทีเดียว ยังไม่ได้เจออุปสรรคอะไรมากมายมาก ถือว่าเป็นช่วงที่ยังลองผิดลองถูกอยู่

  • ในการทำเกษตร ณ ตอนนี้ โดยส่วนตัวพี่โป้งเอง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางรอดในตอนนี้ด้วยมั้ยครับ

คือตอนนี้การแสดงดนตรี เรียกว่าหยุดแบบไม่มีอนาคตเลย งานหายแบบไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับมาแสดงอีกเมื่อไหร่ รายได้ของนักดนตรีมันก็มาจากการแสดง มันอาจจะมียอดขายจากดิจิตอล Streaming บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมันจะมาจากการแสดง แล้วพอมันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว หายหมดเลย มันก็เลยต้องทำให้คนดิ้นรนกัน ใครที่พึ่งพาทางการแสดงอย่างเดียว อาจจะอยู่ลำบากหน่อย คือถ้ามาดูแล้วอาจจะไม่ชั่วคราวนะ มันอาจจะนานเลยแหละ จริงๆแล้ววงดนตรีมันไม่ได้มีแค่นักดนตรี 3 คนนะ มันมีทั้งทีมเบื้องหลัง อีกเยอะมากที่เราต้องดูแล คนเหล่านั้นเขาใช้ชีวิตอยู่กับดนตรี การแสดง คอนเสิร์ตหรือเวที คือพอมันหายหมดแล้วมันก็ไม่ได้มีแค่นักดนตรีที่เดือดร้อน ลูกน้องเราทั้งหมดก็เดือดร้อนเหมือนกัน

  • ความคาดหวังต่อไปในธุรกิจนี้ครับ

(นิ่งคิด) ถ้าเอาแบบภาพอุดมคติเลย เราอยากให้มันอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองต่อไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่ต้องไปใช้เวลากับมันมากเกินไป เพราะว่าพูดกันตรงๆ คือเราก็ไม่ใช่เกษตรกร เรายังมีอาชีพที่ยังสนุกกับมันอยู่ อย่างที่บอกว่าถ้าสามารถอยู่ได้มันก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของชีวิตเพื่อมารองรับอีกแผน เผื่อมันเกิดอะไรขึ้นในอนาคต มันก็ยังที่จะมาหนุนทั้งตัวเราเองและครอบครัวได้ คือที่ทำอยู่ในตอนนี้ก็ถือว่าใหญ่โตสำหรับเราแล้วนะ เรารู้สึกว่าที่เราทำในตอนนี้มันกำลังพอดีๆ เลย ตอนนี้ถือว่าอยู่ในการควบคุมได้ดี ยังมีความสุขกับมันอยู่ คือถ้ามันเยอะกว่านี้ มันจะดูดิ้นรนมากเกินไป แบบของผลิตเยอะเกินไปหรือลูกค้าไม่สั่งของ มันอาจจะไม่สนุกแล้ว เรารู้สึกว่าอยากให้เป็นลักษณะอย่างนี้ไปเรื่อยๆดีกว่า

เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : แฟนเพจ “คืนดิน”


กำลังโหลดความคิดเห็น...