xs
xsm
sm
md
lg

วิเคราะห์ 47 ผู้เสียชีวิตโควิด-19 “เบาหวาน” เสี่ยงสุด ร่างกายพังคุมเชื้อโรคไม่อยู่ แต่คนไม่มีโรคก็ตายได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โฆษก ศบค. แถลงคนไทยหายป่วยต่อเนื่อง เหลือรักษาตัวไม่ถึงพัน ไม่มีผู้เสียชีวิต วิเคราะห์ 47 ราย ตายสะสม พบช่วงอายุ 50-59 ปี มากที่สุด โรคที่พบร่วมมากสุด “เบาหวาน” เหตุเกี่ยวกับน้ำตาลในเลือด ร่างกายพังจัดการเชื้อโรคที่เข้ามาไม่ได้ แต่คนที่ไม่มีโรคก็ตายได้เหมือนกัน ปัจจัยเสี่ยงพบสัมผัสผู้ป่วยก่อนหน้าและไปในที่แออัดพอๆ กัน

วันนี้ (18 เม.ย.) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์ประจำวัน ระบุว่า ผู้ป่วยรายใหม่ในวันนี้ 33 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,733 ราย หายป่วยแล้วสะสม 1,781 ราย (เฉพาะวันนี้หายแล้ว 98 ราย) รักษาอยู่ 899 ราย มี 68 จังหวัด มี 9 จังหวัดที่ไม่มีรายงานผู้ป่วย และไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ผู้เสียชีวิตสะสมรวม 47 ราย พบช่วงอายุ 20-29 และ 30-39 ปี สลับกันเป็นผู้ป่วยมากที่สุด ขอให้ดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพราะเป็นสาเหตุของการติดเชื้อและเสียชีวิต

ผู้ป่วยรายใหม่ พบผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 11 ราย มาจากกรุงเทพฯ ทั้งหมด ส่วนจังหวัดระยองและตาก ไม่มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ในช่วง 14 วัน เพิ่มเติม รวม 29 จังหวัด ส่วนกรุงเทพฯ และนนทบุรี ยังคงเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมองว่ามีโรงพยาบาลขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น ต่างจังหวัดลดลงโดยมากที่สุดคือภาคใต้ ต้องให้กำลังใจและช่วยกัน

จากการวิเคราะห์ 47 รายที่เสียชีวิต พบว่า มีอัตราการป่วย 1.7% ของการติดเชื้อ ต่ำกว่าต่างประเทศที่มีประมาณ 4-5% สัญชาติไทย 87% ต่างชาติ 13% โดยมีชาวจีนเป็นเคสแรกๆ ค่าเฉลี่ยอายุ 57 ปี ต่ำสุด 28 ปี สูงสุด 85 ปี พบช่วงอายุ 50-59 ปีเสียชีวิตมากที่สุด 14 คน คิดเป็น 29.8% เพศชายมากกว่าเพศหญิง โรคประจำตัวที่พบร่วม พบเบาหวานมากที่สุด 43 ราย ความดันโลหิตสูง 38 ราย แต่ไม่มีโรคประจำตัวเสียชีวิต 17 ราย

เมื่อดูการกระจายตัวของผู้ป่วยเสียชีวิต พบใน 7 วัน เสียชีวิตเพิ่ม 15 ราย ปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตพบว่าสัมผัสผู้ป่วยยืนยัน 9 ราย และสถานที่แออัด (สถานบันเทิง ร้านอาหาร ปาร์ตี้ บ่อน ที่มีการรวมกลุ่มคน) 9 ราย ไม่นับรวมมวย 5 ราย แนะนำให้หลีกเลี่ยง ยกกรณีการรับของแจก แออัดจำนวนมากมีความเสี่ยง

ส่วนสถานการณ์ทั่วโลก 208 ประเทศ ผู้ป่วยสะสมทั่วโลก 2,250,751 ราย ผู้ป่วยรายใหม่ 57,136 ราย รักษาหายแล้ว 570,801 เสียชีวิตสะสม 154,261 เฉพาะรายใหม่ 8,740 ราย พบ สหรัฐอเมริกา มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด 2,541 ราย รองลงมาประเทศจีน เสียชีวิตอันดับสอง วันเดียว 1,290 ราย ทั้งที่จะเปิดเมือง สะท้อนว่า มาตรการที่จะต้องออก ต้องดูสถานการณ์โลกด้วย อันดับ 3 สหราชอาณาจักร 847 ราย ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 53 ประเทศทางเอเชีย ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นวันเดียว 556 ราย สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 623 ราย อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 407 ราย ฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น 218 ราย มาเลเซีย เพิ่มขึ้น 69 ราย

ช่วงของการเดินทาง พบว่า ตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2562 ถึง 30 มี.ค. 2563 พบจำนวนผู้เดินทางลดลง ขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือ แม้จะมีการเดินทางจากการขนส่ง แต่การเดินทางโดยตัวบุคคลขอให้ลดลง วิธีการที่ปลอดภัยที่สุด คือ อยู่บ้าน ส่วนตัวเลข 7 วันอันตราย พบว่า ปีนี้ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางถนน จาก 517 ราย ในปี 2562 เหลือ 150 ราย โดยผู้ขับขี่เมาแล้วขับลดลง 35.16%

ขณะที่ผลการปฏิบัติงานในสถานการณ์เคอร์ฟิว พบว่า ชุมนุมมั่วสุมเพิ่มขึ้น 4 ราย แต่ออกนอกเคหสถานลดลง การนำคนไทยกลับจากต่างประเทศที่ตกค้าง วันนี้มีนักเรียนเอเอฟเอสชุดสุดท้ายลงที่สุวรรณภูมิ 132 คน ส่วนคนไทยที่ตกค้างลงที่สนามบินอู่ตะเภา 162 คน ฝากประชาชนที่อยู่รอบๆ State Quarantine เช่น โรงแรม ไม่ต้องกังวล เพราะประกอบการทำงานหลายภาคส่วนจะเข้าไปดูแลให้ถูกสุขสักษณะและอนามัยสิ่งแวดล้อม ส่วนการจัดสรรหน้ากากอนามัย จัดส่งไปทางสาธารณสุขประมาณ 22 ล้านชิ้น มหาดไทย 13.5 ล้านชิ้น

ในช่วงตอบคำถาม มีการสอบถามถึงคนไทยที่ลงทะเบียนรอกลับประเทศไทย ชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่ 15-18 เม.ย. ที่ผ่านมา พบว่า เข้าทางด่านชายแดน 1,984 คน เฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 1,604 ราย กระจายเป็นรายวันถึงสิ้นเดือน เฉลี่ย 200-300 ราย ส่วนทางอากาศจะรายงานเป็นวันๆ ไป สถานที่กักตัวแบบ State Quarantine ถือว่าเพียงพอ ถ้าเต็มก็จะไปยังจังหวัดใกล้เคียง แบบ Local Quarantine จังหวัดต่างๆ

ส่วนคนไทยกักตัวที่อาคารรับรองสัตหีบและครบกำหนด 14 วัน พบมี 4 คนที่มีไข้สูง ชี้แจงว่า ระยะฟักตัวอยู่ที่ประมาณ 5-7 วัน ที่ผ่านมาคนที่มีไข้ก็นำมารักษา มาตรการ State Quarantine มีความสำคัญ เพราะเป็นการตรวจแล้วเจอ 4 คนนี้ก็เข้าสู่กระบวนการรักษา ส่วนที่เหลือมีโอกาสติดเชื้อ ถ้าไปในที่คนพลุกพล่านหรือมั่วสุมและไม่ใส่หน้ากากอนามัย อาจจะเป็น 1 คนที่ไม่อาการ และแพร่เชื้อไปยังคนอื่น กลุ่มคนอายุ 20-29 ปี ที่ไม่แสดงอาการ ยกเว้นคนที่หายป่วยมีภูมิคุ้มกันแล้ว แต่ทุกคนต้องใส่หน้ากากอนามัย 100%

เมื่อถามว่า ผู้เสียชีวิต 47 ราย ส่วนใหญ่เป็นโรคเบาหวานเกิดมาจากเหตุใด ชี้แจงว่า สาเหตุเพราะเป็นโรคในกลุ่ม NCD เกี่ยวกับเมตาบอลิซึมและอินซูลีน ทำให้น้ำตาลเกิน ร่างกายเสียหายต่อร่างกาย ที่เสียชีวิตเพราะตัวโรคทำให้ร่างกายทรุด ประกอบกับเมื่อเชื้อโรคเข้ามา การจัดการเชื้อโรคทำไม่ได้

กรณีภาพการแจกของในเขตดอนเมือง ภาครัฐจะจัดการอย่างไร ชี้แจงว่า ขอว่าผู้ใจบุญอยากจะบริจาคให้ประชาชนต้องมีระบบที่ดี เพราะไม่ได้ทำตามกฎหมายและใช้เวลานาน ในเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ขอให้นับระยะเวลาไปอีก 7-14 วันข้างหน้า ขอให้เฝ้าระวังตัวเอง ถ้ามีอาการไข้ ไอแห้งๆ เจ็บคอขอให้ไปพบแพทย์ แต่ถ้าไม่ให้เป็นแบบสิงคโปร์หรือญี่ปุ่น ขอให้ดูแลสุขภาพให้ดี ถ้ารู้ว่าญาติไปตรงนั้นมา ขอให้ใส่หน้ากากอนามัย 100% ไม่เช่นนั้นจะเกิด Super Spreader ส่วนฝ่ายความมั่นคงยินดีให้คำแนะนำแก่ผู้ใจบุญต่อจากนี้ คนไทยหลายคนอยากจะช่วยกันเองเราไม่ว่า

“ภาพที่วัดดอนเมือง และวัดต่างๆ เป็นที่พึ่งประชาชนผู้มีรายได้น้อย โรงทานมีมากขึ้นในประเทศไทย เป็นภาพที่น่ารัก ส่วนภาครัฐและเอกชนบริจาคมากมาย ฝ่ายทหารทำโครงการขนข้าวชาวนาเปลี่ยนปลาชาวเล โดยกองทัพอากาศ ใช้เครื่องบินขนส่งสินค้าทางการเกษตรเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน อยากจะฝากว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วล้วนดีเสมอ ในกลุ่มคนที่ผ่านความทุกข์ยาก ทุกข์ร้อนต่างๆ ก็ยังเป็นพลังและบทเรียนสำคัญในการเดินไปข้างหน้า” นพ.ทวีศิลป์ กล่าวทิ้งท้าย




















กำลังโหลดความคิดเห็น...