xs
xsm
sm
md
lg

เปิดคำพิพากษา! ศาลยกฟ้อง "อัจฉริยะ" เอาผิด "ษิทรา" กล่าวหาหมิ่นประมาทบนโซเชียล

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คำพิพากษาฉบับเต็ม ศาลยกฟ้อง "อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์" ฟ้อง "ษิทรา เบี้ยบังเกิด" หมิ่นประมาท หลังโพสต์แฉขบวนการทำทำหลักฐานเท็จ บันทึกประจำวันย้อนหลัง กรณีผู้เสียหายฟ้อง "อัจฉริยะ" คัดทะเบียนราษฎรโดยมิชอบ

วันนี้ (26 ธ.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษายกฟ้อง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กรณีเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ และเลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนเพื่อเยาวชนและสังคม ในข้อหาหมิ่นประมาท เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมา หลังนายษิทราโพสต์รูปภาพแบบจำลองบันทึกประจำวัน ที่แสดงให้เห็นว่ามีการทำหลักฐานเท็จ โดยการทำบันทึกประจำวันย้อนหลัง หลังจากที่ น.ส.รักชนก เจริญมากสุวรรณ ไปแจ้งความดำเนินคดีนายอัจฉริยะ เรื่องคัดทะเบียนราษฎรโดยมิชอบ โดยศาลเห็นว่าเป็นการรายงานการเคลื่อนไหวของนายษิทรา ในฐานะทนายความของนายเศรษฐ์ เดชสุภา และ น.ส.รักชนก ซึ่งเป็นผู้เสียหายไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

สำหรับเนื้อหาคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ระบุไว้ดังนี้

---

ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

ศาลจังหวัดสมุทรปราการ

วันที่ 24 เดือนธันวาคม พุทธศักราช 2562

ความอาญา

ระหว่าง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ โจทก์

นายษิทรา เบี้ยบังเกิด จำเลย

เรื่อง หมิ่นประมาท

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยโพสต์รูปภาพแบบจำลองบันทึกประจำวันและนำข้อความอันเป็นความเท็จลงในระบบคอมพิวเตอร์เผยแพร่แก่สาธารณชนทั่วไปให้เข้าใจไปในทางที่ว่า โจทก์กับกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จและปลอมแปลงเอกสารราชการ วันที่ 7 มกราคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยเผยแพร่วิดีทัศน์ผ่านทางเว็บไซต์เฟซบุ๊กของจำเลยเพื่อให้ปรากฏเป็นภาพประกอบตัวอักษร ภาพเคลื่อนไหวหรือภาพยนตร์ ที่มีทั้งภาพและเสียงพูดของจำเลยขณะให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าว อันเป็นการกระทำโดยการกระจายเสียงหรือกระจายภาพ หรือกระทำการป่าวประกาศ เผยแพร่ต่อสาธารณะและประชาชนทั่วไปด้วยข้อความในทำนองว่า โจทก์กับรองผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรบางปะอิน และผู้ร่วมขบวนการคนอื่นร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จและปลอมแปลงเอกสารราชการ และเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยส่งต่อซึ่งข้อมูล (แชร์ข้อมูล) คอมพิวเตอร์ ที่จำเลยใส่ความโจทก์ผ่านทางเว็บไซต์เฟขบุ๊กชื่อบัญชี ควาย + Socal Smile เพื่อทำให้ปรากฏเป็นวีดีทัศน์หรือภาพยนตร์ที่มีภาพและเสียงพูดของจำเลยขณะให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าว และจำเลยพิมพ์ข้อความประกอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งการพิมพ์ข้อความและเผยแพร่วีดิทัศน์ของจำเลยเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามและประชาชนทั่วไป โดยการโฆษณาด้วยภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียงหรือสิ่งบันทึกเสียง บันทีกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือกระจายภาพ หรือโดยป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ให้ปรากฎว่าโจทก์กับพวกคิดร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จและปลอมแปลงเอกสารราชการ โตยประการที่นำจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง เหตุเกิดที่แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และตำบลบางครุ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ต่อเนื่องและเกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 326, 328

ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก็และจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องตันว่า จำเลยเป็นผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ "ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน" เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2562 จำเลยโพสต์ข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของจำเลยว่า "หลังจากที่คุณรักชนก เจริญมากสุวรรณ ไปแจ้งความดำเนินคดีนายอัจฉริยะ เรื่องคัดทะเบียนราษฎรโดยมิชอบที่ สภ.บางปะอิน ได้มีกลุ่มบุคคลสมคบคิดและร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จ โดยการปลอมแปลงเอกสารราชการเพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง พรุ่งนี้ 7 มกราคม เวลา 10.00 น. ผู้เสียหายจะเดินทางไปร้องทุกข์ที่กองปราบ ดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ กับพวกที่ร่วมขบวนการทุกคน ในข้อหาร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จ ปลอมแปลงเอกสารราชการ แล้วจะแถลงพร้อมเปิดหลักฐานบางส่วนให้ประชาชนทราบถึงพฤติกรรมของบุคคลกลุ่มนี้ว่าสามารถทำได้ทุกอย่าง #แม้แต่การทำหลักฐานเท็จก็ตาม" ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 วันที่ 7 มกราคม 2562 เวลา 9.58 นาฬิกา จำเลยเผยแพร่ภาพวิดีโอถ่ายทอดสดผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของจำเลยขณะจำเลยให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวตามบันทึกภาพและเสียงหมาย ว.จ.1 ต่อมาเวลา 15.33 นาฬิกา จำเลยแชร์หรือเผยแพร่คลิปวิดีโอที่จำเลยให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวจากเพจ ควาย + Social Smile ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของจำเลยพร้อมพิมพ์ข้อความประกอบว่า "ช่อง 3 อธิบายข่าวทำพยานหลักฐานเท็จพร้อมภาพประกอบแบบเข้าใจง่ายครับ" ตามภาพถ่ายหมาย จ.6 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์เองตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2562 จำเลยโพสต์ข้อความผ่านทางเพจเฟชบุ๊กของจำเลยในทำนองว่า จำเลยกับผู้เสียหายจะเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ที่กองบังคับการปราบปรามเพื่อดำเนินคดีกับโจทก์ และกลุ่มบุคคลที่ขบวนการทุกคน ในข้อหาทำพยานหลักฐานเท็จและปลอมแปลงเอกสารราชการ ต่อมาวันที่ 7 มกราคม 2562 เวลา 9.58 นาฬิกา จำเลยผยแพร่ภาพการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนด้วยวิดีโอถ่ายทอดสดที่กองบังคับการปราบปรามด้วยข้อความโดยสรุปว่า โจทก์กับรองผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรบางปะอิน สาขาย่อยสินทิวา ทำการลงบันทึกประจำวันประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ย้อนหลังอันเป็นการร่วมกันปลอมเอกสารราชการและทำพยานหลักฐานเท็จ แต่จำเลยไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเบิคดีกับโจกท์ แต่เป็นการแจ้งความไว้เพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น ต่อมาเวลา 15.33 นาฬิกา จำเลยแชร์คลิปที่จำเลยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการแจ้งความดำเนินคดีกับโจทก์ตามบันทึกภาพและเสียงหมาย วจ.1 จากเพจ ควาย + Social Smile ทางเพจเฟซบุ๊กของจำเลย ทำให้มีประชาชนทั่วไปเข้ามาพิมพ์ข้อความแสดงความคิดเห็นในลักษณะหมิ่นประมาทด่าทอโจทก์ตามที่ปรากฏในภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.4 และ จ.6 แผ่นที่ 3 ถึง 6 เมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยโพสต์ลงในเพจเฟซบุ๊กของจำเลยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2562 ตามเอกสารหมาย จ.3 และภาพวิดีโอขณะจำเลยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่กองบังคับการปราบปรามตามบันทีกภาพและเสียงหมาย ว.จ.1 เอกสารหมายจ.3 มีข้อความส่วนหนึ่งว่า " .... พรุ่งนี้ 7 มกราคม เวลา 10.00 น. ผู้เสียหายจะเดินทางไปร้องทุกข์ที่กองปราบดำเนินดตีกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ กับพวกที่ร่วมขบวนการทุกคนในข้อหาร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จ ปลอมแปลงเอกสารราชการ ...." และตามคลิปวิดีโอหมาย ว.จ.1 จำเลยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนโดยมีข้อความส่วนหนึ่งว่า "..... วันนี้มาแจ้งความนายอัจฉริยะและ รองผู้กำกับคนนึงที่ สภ.บางปะอินในข้อหาร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จ แล้วก็ปลอมแปลงเอกสารราชการ เรื่องนี้สืบเนื่องจาก คุณกบและคุณรักได้ไปแจ้งความที่ สภ.บางปะอิน ในเรื่องคัดทะเบียนราษฎร ที่มีการเอาทะเบียนราษฎรของภรรยาคุณกบออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หลังจากที่เราแจ้งความแล้วเมื่อวันที่ 11 ธันวา มีขบวนการพยายามจะทำให้เห็นว่าการที่คัดทะเบียนราษฎรออกมา มีการแจ้งความไว้ก่อน ซึ่งเรามีหลักฐานสำคัญยืนยันได้ว่า วันที่ 28 พฤศจิกายน เขาไม่ได้ไปแจ้งความจริง แต่ว่าเขาไปหลังจากที่เราไปแจ้งความเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม วันนี้ก็เลยมาแจ้งความเพื่อดำเนินคดี" เมื่อผู้สื่อข่าวถามเพื่อให้จำเลยอธิบายว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร จำเลยตอบว่า "ก็ลายเซ็นเขานะครับ เป็นคนที่ไปลงบันทึกประจำวันไว้วันที่ 28 แล้วคนที่ไปลงให้เขา ก็คือรองผู้กำกับ ซึ่งตามระเบียบตำรวจการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน คนที่จะต้องลงเป็นรองเวรกับผู้มีหน้ที่บันทึก ก็คือสิบเวรผู้กำกับรองผู้กำกับสืบไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่มีอำนาจไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ...." การโพสต์ข้อความและการให้สัมภาษณ์พร้อมกับการผยแพร่ภาพวิดีโอถ่ายทอดสดของจำเลย ทำให้ประชาชนผู้ติดตามเพจเฟชบุ๊กของจำเลยทราบว่าจำเลยกล่าวถึงโจทก์ ส่วนจำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 มีการโพสต์ภาพถ่ายข้อมูลทะเบียนราษฎรของนางสาวรักชนก เจริญมากสุวรรณ์ ภรรยาของนายเศรษฐ์ เดชสุภา ในเพจฟชบุ๊กชื่อ "นักล่าเน็ตไอดอล วี1" ตามภาพถ่ายเอกสารหมาย ล.5 แผ่นที่ 2 ถึง 7 นายเศรษฐ์ตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎรของนางสาวรักชนก พบว่า ในวันเดียวกันปรากฏชื่อ นายเรืองยศ เกสรบัว เป็นผู้คันข้อมูลทะเบียนราษฎรของนางสาวรักชนกตามผลการตรวจสอบการใช้ข้อมูลเอกสารหมาย ล.35 นายเศรษฐ์สอบถามสาเหตุของการค้นข้อมูล พันตำรวจโทเรื่องยศไม่ตอบ นายเศรษฐ์ถามว่า รู้จักเจ้าของไลน์ที่ใช้ชื่อว่า Revenge หรือไม่ พันตำรวจโทเรืองยศตอบว่า เป็นของโจทก์ ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2561 นายเศรษฐ์และนางสาวรักชนกไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรบางปะอินและให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวตามที่ปรากฎในเอกสารหมาย ล.6 แผ่นที่ 8 ถึง 12 ในช่วงเย็นวันเดียวกัน นายเศรษฐ์เห็นบทสัมภาษณ์ของพันตำรวจโทเรืองยศตามเอกสารหมาย ล.36 มีข้อความทำนองว่า พันตำรวจโทเรื่องยศเตรียมที่จะดำเนินคดีกับตนและนางสาวรักชนก นายเศรษฐ์จึงโทรศัพท์ติดต่อจำเลยเพื่อขอคำปรึกษา และได้แต่งตั้งจำเลยเป็นทนายความและผู้รับมอบอำนาจแจ้งความร้องทุกข์และดำเนินคดีกับโจทก์ และพันตำรวจโทเรืองยศ ตามเอกสารหมาย ล.38 จำเลยตรวจสอบข้อความสนทนาทางแอพพลิเคชั่นไลน์ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 3 พบว่า วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 เวลา 17.39 นาฬิกา ผู้ใช้บัญชีชื่อ Revenge ได้ส่งภาพถ่ายทะเบียนราษฎรของนางสาวรักชนกเข้ามาในกลุ่มไลน์ชื่อ เหลือแค่นี้แหละ พร้อมกับพิมพ์ข้อความว่า "เมียไอ้โหลก สวยตรงไหน" ต่อมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีการโพสต์รูปภาพถ่ายทะเบียนราษฎรของนางสาวรักชนกในเพจนักล่าเน็ตไอดอล V1 ซึ่งเป็นภาพเตียวกับที่ถูกส่งในกลุ่มไลน์ เหลือแค่นี้แหละ ตามภาพถ่ายหมาย ล.5 แผ่นที่ 3 ถึง 7 และจำเลยได้รับเอกสารหมาย ล.8 จากสำนักงานตำรวจภูธรบางปะอิน สาขาย่อยสินทิวา ซึ่งเป็นรายงานประจำวันรับแจ้งไว้เป็นหลักฐาน ระบุ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 แต่ลักษณะของเอกสารมีความผิดปกติ กล่าวคือ ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอกสารหมาย ล.22 จะห้ามมิให้มีการลงรายงานประจำวันรับแจ้งเหตุหลายเรื่องในแผ่นเดียวกัน เนื่องจากค้นหลังของแผ่นกระดาษรายงานประจำวันจะมีการทำคู่ฉบับโดยใช้กระดาษก๊อปปี้ ซึ่งจะต้องฉีกแล้วมอบให้แก่ผู้ที่มาแจ้งความ แต่เอกสารหมาย ล. แผ่นที่ 1 ซึ่งเป็นกระดาษแผ่นสุดท้ายของสมุดรายงานประจำวัน ระบุการรับแจ้งคดีลำดับที่ 3 เวลา 13.08 นาฬิกา มีชื่อของบุคคลอื่นเป็นผู้แจ้ง ลำดับที่ 4 มีชื่อโจทก์เป็นผู้แจ้งความ ระบุเวลา 15.00 นาฬิกา แต่ตามเอกสารหมาย ล.8 แผ่นที่ 2 ซึ่งเป็นกระดาษแผ่นแรกของสมุดรายงานประจำวันเล่มที่ใช้เป็นลำดับถัดไป มีการรับแจ้งคดีลำดับที่ 4 เวลา 13.30 นาฬิกา จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า การลงบันทึกในประจำวันเอกสาร หมาย ล.8 แผ่นที่ 1 ลำดับที่ 4 เป็นการลงบันทึกประจำวันย้อนหลังเพื่อให้โจทก์อ้างเหตุในการเข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎรของนางสาวรักชนกเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ได้ การที่จำเลยพิมพ์ข้อความในเฟซบุ๊กของจำเลยว่าจะเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับโจทก์ในวันที่ 7 มกราคม 2562 และการที่จำเลยให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่วซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุพร้อมกับเผยแพร่ภาพวิดีโอถ่ายทอดสดเพื่อให้ประชาชนผู้ติตตามเฟบุ๊กของจำเลยทราบ จึงเป็นการรายงานการเคลื่อนไหวของตนในฐานะทนายความของนายเศรษฐ์และนางสาวรักชนก ทั้งใจความที่จำเลยนำเสนอต่อสื่อมวลชน ก็สอดคล้องกับรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานตำรวจสถานี้ตำรวจภูธรบางปะอินเอกสารหมาย ล.45 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้กล่าวข้อความหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยมีเจตนาใส่ความโจทก์ แต่ฟังได้ว่าจำเลยแสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายความของนายเศรษฐ์และนางสาวรักชนก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) ข้อความในเพจเฟซบุ๊กตามเอกสารหมาย จ.3 และการให้สัมภาษณ์ของจำเลยต่อสื่อมวลชนตามหมาย วจ.1 จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดังนั้น การที่จำเลยแชร์หรือส่งต่อข้อมูลการให้สัมภาษณ์จากเพจควาย + Socal Smle ผ่นทางเพจเฟบุ๊กของจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทเช่นกัน

พิพากษายกฟ้อง/

นางสาวเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยางกูร

นายพิภากร์ เล็กบำรุง
กำลังโหลดความคิดเห็น...