xs
xsm
sm
md
lg

หมอบอกว่ารักษาไม่หาย ต้องกินยาไปตลอดชีวิต! แต่ “นิดดา หงษ์วิวัฒน์” หายขาดจากโรค หักล้างคำหมอ ด้วยอาหารออแกนิก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

แฟนเป็นมะเร็ง อีกทั้งตนเองก็ป่วยหนัก จนหมอบอกว่ารักษาไม่หาย ต้องกินยาไปตลอดชีวิต! แต่ด้วยการปรับอาหารการกิน ตลอดจนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ทำให้ “นิดดา หงษ์วิวัฒน์” หายขาดจากโรคไฟฟ้าช็อตที่หัวใจซึ่งไม่กลับมารังควานอีกเลย!

“งานไม่เคยทำให้เราตาย” ก็จริงอยู่
แต่ถ้าทำเกินกำลังและโหมหนักเกินไป จนฝืนวิสัยของชีวิต ก็อาจจะทำให้เดี้ยงได้
เฉกเช่นประสบการณ์ที่เกิดกับผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งแห่งสำนักพิมพ์แสงแดด “นิดดา หงษ์วิวัฒน์”

เพราะโหมงานหนัก เวลาพักไม่เป็นเวลาพัก เวลากิน ไม่กินตามเวลา ส่งผลเสียหายต่อสุขภาพขั้นรุนแรง บวกกับมีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว ทำให้หมอที่ปรึกษาและรักษา ถึงกับเอ่ยปากว่า “คุณต้องทานยาตลอดชีวิต”!
แต่เพราะคิดและศึกษา นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแบบพลิกสถานการณ์!
ฟังเรื่องราวทรงคุณค่า สำหรับคนที่อยากกลับมาดูแลตนเองอีกครั้งหนึ่ง จากคุณป้านิดดา หงษ์วิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์แสงแดด และเจ้าของร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อย่างร้าน “Sangdad Health Mart”

• แรงบันดาลใจในการหันมาดูแลสุขภาพในตอนนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ

เริ่มจากการที่ตัวเองป่วยเป็นโรคไฟฟ้าช็อตที่หัวใจ เป็นโรคหัวใจชนิดหนึ่งที่เวลาแสดงอาการ จะเหมือนเราถูกไฟช็อต แล้วหัวใจจะเต้นผิดจังหวะอย่างแรง เราจะรู้สึกไม่มีแรงขึ้นมาทันที หมอบอกว่ารักษาไม่หาย ต้องกินยาตลอดชีวิต หรือไม่ก็ต้องผ่าตัดใส่ไมโครแบตเตอรี่เข้าไปเพื่อไปช่วยให้หัวใจทำงาน ก็เป็นอย่างนั้นสักระยะ จนอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ บางทีเป็นรอบแรก นอนพัก พอดีขึ้น ก็ลุกมาทำกิจวัตรทำงานต่อ แต่ประเดี๋ยวเดียวเป็นอีกแล้ว นั่นคือสาเหตุแรกที่ทำให้เริ่มครุ่นคิดและศึกษาอย่างจริงจังทางด้านธรรมชาติบำบัด เพราะเราไม่อยากใส่ไมโครแบตเตอรี่ มันเหมือนคนเหล็ก

• หมอบอกไหมครับว่าโรคนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร

จากพฤติกรรมของตัวเราเอง เพราะแต่ก่อนเราไม่เป็น อยู่ๆ มาเป็นได้อย่างไร นี่คือคำถาม ซึ่งคำตอบก็คือ หนึ่ง ความกังวล ความเครียด ทำงานเกินแรง เพราะตอนนั้นเป็นผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์แสงแดด แล้วก็เปิดแสงแดดมีเดีย รับผลิตแพคเกจจิ้ง โปรดักชั่นเฮ้าส์ เปิดนิตยสารครัว ออกรายเดือน แล้วก็เปิดสำนักพิมพ์แสงแดดเพื่อเด็ก พิมพ์ตำราเรียน เปิดสำนักพิมพ์คติ ผลิตหนังสือศิลปะทั้งหมด นี่คือตัวแรกที่จะกระแทกสุขภาพเรามากที่สุด ซึ่งก็จะเชื่อมาถึงข้อที่สอง คือเรานอนไม่เป็นเวลา ทำงานดึกถึงสว่าง นอนเวลาที่เขาตื่น ตื่นเวลาที่เขานอน ทีนี้ พอนอนไม่เป็นเวลา ก็ทำให้กินไม่เป็นเวลาไปด้วย ก็เกิดปัญหาอาเจียน เพราะท้องไม่รับ ร่ากายก็อ่อนแอ สามคืออาหาร ด้วยความเร่งรีบ เราก็ทานอาหารตามมีตามเกิด ทานอาหารข้างทาง ร่างกายก็เลยตามมีตามเกิดไปด้วย ก็ทำให้เราป่วย

• เมื่อรู้ต้นตอของปัญหาสุขภาพ มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรบ้างครับ

อันดับแรกเลยคือ เลิกรับงานที่เกินตัว เกินกำลัง ทำตามแรงที่เรามี นอนตามเวลา ตื่นตามเวลา กินตามเวลา มุ่งในการทำอาหารกินเอง เราก็รู้สึกว่าร่างกายดีขึ้น เลยทำต่อเนื่องแล้วก็ต่อยอดศึกษาจนเข้าใจว่าหัวใจของคนเรามันสามารถเดินได้ด้วยกระแสไฟฟ้า คือมีโรงงานทำไฟฟ้าอยู่ที่หัวใจ ไซโนเอเตรียลโนด (Sinaoatrial node) หรือเอสเอโนด (SA node) ตัวนี้จะเป็นตัวส่งประจุไฟฟ้า ซึ่งหัวใจต้องขับเคลื่อนด้วยเลือด ต้องการออกซิเจน

จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอันเป็นต้นเหตุ ถัดจากนั้นก็ไปที่ต้นตอ อย่างที่บอกว่าความเครียดเป็นสิ่งแรกที่ทำให้เกิดโรค เลยเริ่มฝึกสมาธิ เพื่อให้ตัวเองผ่อนคลาย ศึกษาเรื่องแสงแดด จนรู้ว่าแสงแดดสามารถต้านการอักเสบในกระแสเลือด รู้ว่าอากาศในแสงแดดมีออกซิเจนมากกว่าในที่ร่ม แสงแดดช่วยหลั่งสารเซโรโทนิน ทำให้มีการผ่อนคลาย แสงยูวีทำปฏิกิริยากับผิวหนัง กับคอเลสเตอรอลที่อยู่ใต้ผิวหนังให้กลายมาเป็นวิตามินดี 3 ซึ่งเป็นตัวที่จำเป็นกับชีวิตมาก

ทีนี้ ต่อจากพฤติกรรมด้านสภาวะจิตอารมณ์ พฤติกรรมร่างกายก็มาเรื่องของอาหาร ศึกษาภาวะการย่อยอาหาร ปรากฏว่าสัตว์สี่ขาหรือสัตว์ใหญ่ มีการหลั่งสารอะดรีนาลิน สารคอจิโซ เหมือนคนเลย สัตว์พวกนี้ร่างกายย่อยได้แค่ 65 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นพิษ ฉะนั้น กินเนื้อเยอะๆ มากๆ จะถ่ายอุจาระเหนียวและเหม็น นั่นคือของเสียที่เหลือจากการย่อยไม่ได้ สัตว์ปีกและไก่ ย่อยได้ที่ 75 เปอร์เซ็นต์ ตัวที่ย่อยได้มากหน่อยก็คือปลา ย่อยได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหาปลา ไม่ได้อยู่ที่เนื้อ แต่อยู่ที่การปนเปื้อนสารพิษจากน้ำ คือจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นพิษ แต่มันเป็นพิษเพราะวิธีการของมนุษย์ ที่ในการเลี้ยง ใส่สารพิษเข้าไป ปลาก็เป็นพิษ อย่างไรก็ตาม กับเรื่องการกิน เราก็หันมาเน้นผักสดผลไม้สดมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นมังสวิรัติ

• จากการทดลอง ผลลัพธ์ปรากฏออกมาเป็นอย่างไรครับ

6 เดือน หาย…หายหมดเลย เริ่มต้น การอาเจียนหายก่อน หลังจากนั้น การเกิดหัวใจช็อตค่อยๆ ห่าง และหัวใจเต้นผิดจังหวะน้อยลง จากที่หมอบอกว่ารักษาไม่หาย ต้องทานยาตลอดชีวิตหรือต้องผ่าตัดใส่ไมโครแบตเตอรี่ ก็หายใน 6 เดือน

• ไม่มีอาการกลับมาเป็นอีกใช่ไหมครับ

นี่ก็สิบกว่าปีมาแล้ว จากตอนนั้นที่ป่วย ช่วงปี พ.ศ.2545 อายุราวๆ จะ 50 ตอนนี้ 66-67 เราไม่มีอาการอีกเลย เพราะเราหันมาดูชีวิตตัวเอง แล้วก็ถามตัวเองว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตก็คือชีวิตเรา ไม่ใช่เงิน ทอง งาน พวกนี้มาแล้วก็ไป แต่ทิ้งโรคไว้ให้ ก็ไม่ไหว

• ร้านแสงแดด Health Mart ก็เกิดขึ้นมาตอนนั้นเลยหรือเปล่าครับ

ยังๆ ก่อนจะเกิดร้าน เกิดค่ายก่อน ซึ่งค่ายก็เกิดหลังจากวิกฤตอีกวิกฤตหนึ่ง คือพอเราหายจากโรค ปีถัดมา 2547 สามีป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก อันนี้หนักเลย แม้ว่าจะตรวจพบเร็วและอยู่ในขั้นต้น แต่วิธีการรักษามะเร็ง แพทย์จะทำคีโม ต้องฉายแสงและผ่าตัด ผลข้างเคียงคือผมร่วง เหนื่อย ไม่มีแรง หายใจไม่ออก และพอผ่าตัดต่อมลูกหมากก็ทำให้ฉี่ไม่ได้ ต้องใส่แพมเพิร์ส เพราะต่อมลูกหมากเป็นท่อที่เกาะท่อปัสสาวะ แล้วท่อปัสสาวะเคลื่อนตัวได้ด้วยการขยับของต่อมลูกหมาก พอไม่มี ก็เหมือนท่อวางเฉยๆ คุมการฉี่ไม่ได้ ก็ปรึกษากันเราก็เอาแนวความคิดเราบอกกับเขาซึ่งเขาเป็นทั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้วย ตกลงกันได้ว่าเราจะไม่ป่วยเพราะรักษา ก็ตัดสินใจย้อนศรไปทางธรรมชาติบำบัด โอเค เราใช้ชีวิตผิดมาแล้ว เครียดกินอาหารไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง

• สามีก็รักษาในแนวทางเดียวกัน...

แนวทางเดียวกัน แต่ลงลึกกว่า คือต้องเป็นระดับมังสวิรัติขนานแท้ เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก ต้องงดโปรตีน งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ก็ไปศึกษาเรื่องอาหารมังสวิรัติกับพลังของเอ็นไซม์ที่ได้จากพืช จากพวกวิตามินอะไรต่างๆ ก็พบว่าต้องกินเปลี่ยนเลือด คือเลือดเรามี 2 ชนิด มีเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวมีอายุ 3-4 วัน แปลว่าถ้าได้อาหารดีๆ พอครบกำหนด เขาตายแล้วเกิดใหม่ก็จะแข็งแรง และเม็ดเลือดขาวในร่างกายทั้งหมดก็เป็นเม็ดเลือดขาวตัวใหม่ที่แข็งแรง มันจะสู้โรคได้ ส่วนเม็ดเลือดแดงมีอายุ 4 เดือน เป็นตัวที่มีทั้งสารอาหาร มีทั้งการรับออกซิเจน เป็นตัวผ่านของฮอร์โมนส์

ก็เริ่มจากกินผักและผลไม้ 3 เวลา กินธัญพืชต่างๆ เมล็ดถั่วจำพวกประเภทบีนและนัท ทำน้ำนมธัญพืชกินกันเอง ทำน้ำคลอโรฟิลล์ เพราะคนเป็นมะเร็ง ตัวจะร้อนมาก เนื่องจากมันหิวกระหายการเติบโต เวลาเติบโต มันต้องการเมตาบอลิซึม การกินของเย็นๆ จะช่วยรักษาโรค กาแฟที่เคยกิน เลิกหมด เพราะกาแฟมีคาเฟอีน มันจะบังคับตับทำงาน แล้วมันจะเปลี่ยนเป็นอาหารสำรอง กลายเป็นน้ำตาล ซึ่งน้ำตาลเป็นต้นตอของมะเร็ง น้ำตาลทุกชนิดเป็นอาหารของมะเร็ง ฉะนั้น เมื่อเครียด ร่างกายผลิตน้ำตาล เป็นอาหารของมะเร็ง กินกาแฟ คาเฟอีนบีบตับให้เปลี่ยนไกลโคเจนเป็นน้ำตาล กินแป้งเยอะๆ ขนมต่างๆ แป้งเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ไปเป็นน้ำตาล ฉะนั้น ต้องแก้ให้ครบหมดถึงจะหยุด

คือเราต้องดูแลรักษาแบบองค์รวม แต่ทางแพทย์ปัจจุบันรักษาด้วยคีโมการฉายแสง แต่คุณจะทำอะไรช่างคุณ จิตใจคุณจะยังตกต่ำหรือวิตกกังวลเครียดช่างคุณ อาหารจะอยากจะกินอะไรเรื่องของคุณ แต่ธรรมชาติบำบัด คุณต้องยกมาหมดเลย อาหารต้องเป็นธรรมชาติ การใช้ชีวิตต้องรู้พักรู้เพียร เมื่อเพียรแล้วก็ต้องรู้พักแล้วก็ต้องรู้ผ่อนคลาย รู้ผ่อนคลายก็จิตใจดี เรียกได้ว่าต้องพรหมวิหาร 4 เลย ซึ่งเราทำได้ ผลปรากฏว่า ไม่ใช่แค่ค่ามะเร็งต่อมลูกหมากลดลงและหายไปอย่างเดียว ผิวพรรณก็ดีขึ้น โรคต่างๆ ที่เคยเป็นอย่าง “กระเนื้อ” “สะเก็ดเงิน” หลุดโดยไม่ต้องไปรักษาทำเลเซอร์ซึ่งกำลังจะตัดสินใจไปด้วย แถมน้ำหนักลดลง 10 กิโลกรัม

• อย่างนี้แสดงว่า อาหารออร์แกนิก เหมาะกับการรักษาคนป่วยมากๆ เลย จริงไหมครับ

ใช่ค่ะ เพราะคนที่ป่วยมากๆ ร่างกายไม่มีกำลังในการย่อย เราจึงต้องกินอาหารอ่อนๆ พลังในการเมตาบอลิซึ่มหรือย่อยอาหารไม่มี แต่คนส่วนมากชอบคิดว่าป่วยแล้วต้องโด๊ป แต่ส่วนใหญ่จะตายเพราะโด๊ป เนื่องจากร่างกายทำงานเกินแรง แทนที่จะเอาพลังไปรักษาโรค กลับต้องไปย่อยอาหารหนักๆ หมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน) ถึงบอกให้กินอาหารฤทธิ์เย็น เพราะอาหารเย็นอาศัยแรงในการเมตาบอลิซึ่มน้อย แล้วพอเริ่มฟื้นตัวมีกำลัง ต้องการการฟื้นตัว ค่อยโด๊ป ให้อาหารที่ดี และเมื่อเป็นปกติ อย่าไปโด๊ป เพราะร่างกายสมดุลแล้ว โด๊ปไปจะทำให้เปลี่ยนเลย คือการให้อะไรร่างกายเยอะๆ กลับเป็นผลเสีย เหมือนกับการที่เรานิยมกินอาหารเสริมวิตามินในปัจจุบันโดยไม่รู้ สุดท้ายก็กลายเป็นนิ่ว แถมนิ่วประเภทหินอีกด้วย

หรือตัวอย่างแคลเซียมตัวเดียวที่บอกว่ากินๆ ทานเข้าไป แต่ถ้าไม่มีวิตามินดีก็เข้าร่างกายไม่ได้ แล้วแม้เข้าร่างกายไปแล้ว ไม่มีแมกนีเซียมกับวิตามินซีก็เข้ากระดูกไม่ได้ ถ้าไม่มีฟอสฟอรัสเข้าช่วยแคลเซียม คุณก็สร้างเยื่อกระดูกไม่ได้ ก็คืออินทรีย์สารจากพืชผักผลไม้ และเกลือแร่ พอเรากินไม่เป็น เราก็ไม่แข็งแรง ฉะนั้น การกินโอเว่อร์ ไม่ดีทั้งนั้น แต่คนส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ศึกษา ใช้คอมมอนเซ็นส์ ใช้ความเคยชิน

• แล้วคำกล่าวที่ว่า ร่างกายต้องได้รับสารอาหารทั้งพืชผักและเนื้อสัตว์ครบถ้วนล่ะครับ?

ต้องถามว่าเขาขาดสารอาหารประเภทอะไร สมมุติโปรตีน ธัญพืชทุกชนิดมีโรตีนสูงมาก เช่น ชิคพี (Chickpea) ถั่วลูกไก่ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “สเต็กบีน” ทำไมเป็นอย่างนั้น นั่นก็เพราะว่าถั่วตัวนี้มีโปรตีนสูงเท่ากับเนื้อสัตว์ ในขณะที่มันสามารถย่อยได้เกือบหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ คือต้องดูว่าขาดอะไร แล้วมาดูซิว่าในธรรมชาติมีไหม ธรรมชาติไม่มีอะไรที่ไม่มีเลย วิตามินดี แสงแดดในเนื้อสัตว์ไม่มีเป็นต้น แต่แน่นอน สัตว์เขากินพืชผักผลไม้ มาเป็นอาหารเขา เขาถึงได้มีสารอาหาร เขาถึงเรียกว่า "Circle of Life" มันเป็นวงวัฏจักรของอาหาร

ดังนั้น เรากินเนื้อสัตว์ จริงๆ เราก็กินพืชพักด้วย วัวกินหญ้า โตเอาๆ กล้ามเนื้อใหญ่โต ไม่เห็นไปกินเนื้อวัวด้วยกันเอง นี่เป็นการพูดเพื่อตัวเอง แต่ถ้าให้ยุติธรรม มันต้องย้อนดูสารอาหาร คุณขาดอะไร ขาดคาร์โบไฮเดรต แป้ง น้ำตาล ไขมัน ถั่วทุกชนิด โดยเฉพาะ ไฟน์นัท ถั่วของต้นสน ไขมันสูงอันดับหนึ่ง จนที่นี้ต้องเก็บไว้ในช่องแช่แข็งเพื่อไม่ให้มันหืน แร่ธาตุจากผักผลไม้ไม่มีในสัตว์ คนทุกวันนี้ถึงได้เป็นโรคท้องผูก แล้วเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ เพราะคุณไม่กินไฟเบอร์เลย ไม่มีตัวช่วยกวาดล้างพิษออกจากระบบย่อยอาหารและระบบของการขับถ่าย ยิ่งกว่านั้นมีเอสโตรเจนฮอร์โมนส์หหห แคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส เราเป็นอะไรเราก็ต้องศึกษาว่าต้องการอะไร เพิ่มความรู้ขึ้นไป

ชีวิตมนุษย์เกิดมากจาพืชผักผลไม้ ไม่ได้เกิดมาจากเนื้อสัตว์ การหุงข้าว โรงสีโม้แป้ง พูดถึงมนุษย์ที่เกิดมามีตัวตนในโลกนี้ ทำไมมนุษย์ถึงพัฒนามาถึงตอนนี้ได้ เขามีอะไรเป็นตัวผลัก พืชผักผลไม้ จากเจเนอเรชั่นต่างๆ มันพัฒนามา จนกระทั่งสังคมมั่นคงรุ่มรวยแล้ว มีอะไรเกินแล้ว กิเลสมนุษย์ก็เริ่มขึ้นมา ก็มีการสะสม มีการพัฒนา แปลงความคิด ตรงนี้ไม่ใช่ธรรมชาติ เขาถึงบอกว่าการย้อนกลับสู่ภาวะเดิม พืชผักผลไม้เป็นสรณะ ย้อนไปยุคเดิม ทานผักจานใหญ่เป็นอาหาร จริงๆ ข้าวก็ทานไม่ได้ ต้องเมล็ดถั่ว เพราะข้าวมาทีหลัง แต่ถ้าตอนนี้ร่างกายเราปรับมาถึงตรงนี้แล้ว เราก็ต้องผสานกัน

องค์การอนามัยโลกบอกว่าขณะนี้ คนตายด้วยโรคที่ไม่มีเชื้อโรค ไม่ใช่โรคระบาด แต่เป็นเพราะโรคที่เกิดจากพฤติกรรม 50 ล้านคนต่อปี ถ้าคนมีความรู้จะลดการตายได้มากกว่าครึ่ง เราอยากทำอะไรที่ให้ความรู้คน เพื่อให้คนสามารถที่อยู่รอดมีความสุขปราศจากโรคภัย ก็เกิดเป็นหนังสือ อาหารดีที่ต้องกิน อาหารสุขภาพบ้านคุณนิดดา ฯลฯ แล้วก็ค่ายอบรม พอรู้จักหมอเขียว ยิ่งร่วมกันทำ คนก็เริ่มถามว่าทำอย่างไร ทำเผื่อพวกเขาด้วยได้ไหม เพราะไหนๆ ก็ทำให้ครอบครัวอยู่แล้ว ก็เลยกลายมาเป็นร้าน และในทุกวันเสาร์ของสัปดาห์ก็มีการจัดอบรมสุขภาพฟรีให้แก่ผู้ที่สนใจ ทั้งทำอย่างไรให้สุขภาพตัวเองแข็งแรง และสำหรับผู้ที่ป่วยอยากหายขาดจากโรค แต่ละอาทิตย์ก็แตกต่างหัวข้อ ต่างคนประสบการณ์ถ่ายทอด ซึ่งติดตามได้ในเพจเฟซบุ๊ก SANGDADHEALTHMART

นั่นคือแนวคิดทั้งหมด เพื่อให้คนสัมผัสอาหารที่ดีกับสุขภาพ ส่วนคนที่พอได้ยินคำว่ามังสวิรัติก็กลัวแล้ว มันจะอร่อยไหม เบื่อ จืดชืด เลยมาทำให้ดูว่าอาหารไม่มีเนื้อสัตว์ก็อร่อยได้อย่างที่เห็นว่ามีเมนูอาหารจานด่วนด้วย ไม่ใช่เพราะว่าเป็นการตลาดที่ปรับให้เข้ากับยุคสมัยหรือกลุ่มลูกค้าที่เร่งรีบในเรื่องของเวลา แต่เราต้องการจะกระตุ้นให้เกิดการใส่ใจในสุขภาพและทุกคนหันมาทำอาหารทานกันเองมากขึ้น เพราะรู้ว่าอาหารอร่อยมันบำรุงจิตใจ กินแล้วมีความสุข ส่วนอาหารดีมันบำรุงร่างกาย สารอาหารมันเป็นตัวซ่อมสร้างอวัยวะ เพราะเรากินอาหารถูก มันซ่อมสร้าง จิตใจเราดีด้วย มันก็ทำให้อวัยวะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น ฉะนั้น อาหารสุขภาพมันควรจะต้องเป็นอาหารดีและอาหารอร่อยคู่กัน

ถามว่าทำยากหรือไม่ ถ้าบอกว่ายากก็ยาก แต่ถ้าชีวิตมันอยู่บนเส้นดายแล้ว คุณทำยาก ตาย ทำไม่ยากก็รอด คือบางครั้ง การเจ็บป่วยกลับเป็นเรื่องดี มันผลักคนไปอยู่ที่มุม ฉะนั้น ไอ้ที่บอกว่ายาก มันกลายเป็นเรื่องง่าย และไม่มีเคล็ดลับอะไรด้วย เพียงแต่ต้องเป็นของที่ปลอดสาร อย่างที่นี่ เราปลอดสารทั้งหมด

คำแนะนำสำหรับทุกๆ คน คือค่อยๆ เพิ่มผักผลไม้ก่อนและต้องเป็นประเภทไม่หวานด้วย ตื่นเช้าก่อนออกจากบ้าน ทานผลไม้และผักหน่อย กินคู่กัน แต่คนชอบบอกว่าไม่มีเวลา แตงกวาก็ได้พกง่ายดี กินแตงกวาก่อนกินอย่างอื่น เดี๋ยวเราก็ชิน วันนี้ยังไม่ได้กินผักผลไม้เลย ให้มันอยู่ในจิตสำนึก ถ้าอยู่แล้วเราจะเริ่มมองหา และทำต่อจนเป็นนิสัย ไม่มีเลิก ตบะไม่แตก เพราะไม่ได้บอกให้หยุดกินสิ่งที่เคยชิน เพียงแต่เพิ่มผักผลไม้เท่านั้น คล้ายๆ เหมือนคุ้มครองเซลล์ก่อน หลังจากนั้นจะไปทานอะไรก็ ก็ค่อยๆ ปรับ ช่วงเช้าดีที่สุด

ทุกวันนี้ ทั้งเราและสามีแข็งแรง ล่าสุดกิจกรรมที่ทำปีนเขา ปีนแบบเทรคกิ้ง พิชิตภูกระดึง ภูฮิลล์ที่ประเทศเนปาลความสูง 3,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เดินเขาประมาณ 5 ลูก โพคาล่า ก็ไปมา กำลังจะไป ABC เบสแคมป์ ABC ที่ยอดเขาอันนะปุรณะ ความสูงรองจากภูเขาเอเวอร์เรสต์

• เท่าที่ฟังมา ทั้งภาวะจิตใจ ร่างกาย อาหาร เชื่อมโยงถึงกันและส่งผลต่อสุขภาพเรานะครับ

เพราะหัวใจของชีวิตเราคือร่างกาย เรามาอาศัยเขาในการทำทุกอย่าง ทีนี้ ถ้าร่างกายเราไม่ดี เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อะโรคะยา ปะระมา ลาภา การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ คือสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ ก็จะสำเร็จได้ ทรัพย์สมบัติที่ยังไม่มาก็ไขว่คว้าได้ สมบัติที่มีอยู่แล้วก็งอกเงยได้ ด้วยเพียงสภาพที่ดี ฉะนั้นสุขภาพที่ดีมันช้อนทุกอย่างที่เราต้องการได้หมด แต่สุขภาพไม่ดี สมองเบลอแล้ว ทำงานก็ไม่ได้ ได้แต่เครียด ได้แต่กังวล ก็เหมือนหนอนที่เลื้อย ลุกโงหัวไม่ขึ้น สุขภาพที่ดีจึงเป็นหัวใจของความสำเร็จทุกชนิด รวมทั้งความสุขด้วย

ก็ดีใจที่ช่วยลดความทุกข์จากการเจ็บป่วย ถึงจะน้อยนิดก็ยังดี และได้เป็นกำลังใจให้คนที่ป่วย คนที่เขาว้าเหว่ ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่ปรึกษา อนาคตก็มีเป้าหมายดึงให้กลุ่มคนที่ไม่ป่วยให้สนใจมากขึ้น เพราะสมัยนี้คนสนใจสุขภาพกันมากกว่าแต่ก่อน แม้ยังไม่ถึงขั้นให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ถ้ามีโอกาส ทำไมไม่ลองสักหน่อย


เมนูแนะนำ สำหรับคนรักสุขภาพ

ก๋วยจั๊บ
จากอาหารจานเด่นของที่บ้าน สู่รสชาติที่ชื่นชอบของใครหลายคน ทำจากวัตถุดิบที่สะอาดเริ่ม ตั้งแต่ไข่เป็ด เป็นไข่ไร่ทุ่งเท่านั้น และสดใหม่ทุกวัน ตัวน้ำซุปเป็นน้ำซุปผักที่หอมและหวานโดยไม่ตรงปรุงน้ำตาล ต้มกับเครื่องยาตามฉบับ ที่สำคัญคือเต้าหู้ ใช้ฟองเต้าหู้ที่เรียกว่าฮูกี่ โปรตีนทางธรรมชาติที่จะทำให้อิ่มสบายท้องและสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

วุ้นเส้นผัดไทย
ขับรสเด่นลงตัวด้วยมะขามเปียกกับน้ำตาลโตนดแต่น้อย และละมุนลิ้นกับวุ้นเส้นที่ทำจากถั่วเขียวเท่านั้นเพื่อสุขภาพ รับประทานกับเครื่องเคียง หัวปลีสดสะอาดและถั่วงอกที่เพาะเองโดยไม่ใช้สารเร่งโต สารฟอกขาว (โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์) สารคงความสด (ฟอร์มาลีน)

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสับมังสวิรัติ
ของดีแต่ดั้งเดิมที่น้อยคนจะรู้จัก โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ เมนูนี้เป็นราดหน้าชนิดหนึ่ง แต่เอาเนื้อมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ในขณะที่ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสับมังสวิรัติ เมนูนี้ดัดแปลงผสมลงกับเห็ด เต้าหู้และฟองเต้าหู้ ร่วมกับผักต่างๆ ทำให้เกิดรูปแบบใหม่มีหน้าตา มีสีสัน เพิ่มความน่ารับประทานยิ่งขึ้น นอกจากนี้เส้นก๋วยเตี๋ยวยังเป็นเส้นที่ทำใหม่ทุกเช้า เส้นเหนียวนุ่ม รสชาติถูกปากไม่แพ้ของดั้งเดิม

สลัดบีทรูทวอลนัท
สุขภาพชั้นยอดจากวอลนัท เป็นถั่วเปลือกแข็งที่มีโอเมก้า 3 สูงลำดับต้นๆ และอุดมด้วยสารอาหาร ส่วนบรีทรูทเป็นผักที่ผลิตออกซิเจนในร่างกาย เหมาะกับคนเป็นมะเร็งที่ขาดออกซิเจน เมื่อรวมกับน้ำสลัดบัลซามิกทำจากซอสหมักซีอิ้วธรรมชาติที่ใช้เวลา 3 ปีครึ่ง น้ำส้มสายชูจากการหมักของผักผลไม้ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม ความเปรี้ยวและเค็มจึงมีรสหอมเตะจมูก

ข้าวคั่วกลิ้งไข่ดาว
อีกหนึ่งอาหารที่ถูกปาก แม้จะไม่เผ็ดเท่าต้นตำหรับ กระนั้น เครื่องเทศ ขมิ้น ใบมะกรูด ยังครบครัน แถมหอมอร่อยจากกรรมวิธี ทั้งการเลือกคัดข้าวจากเกษตรอินทรีย์และการผัดที่ไม่มัน

ลูกเดือยเปียก
ของหวานที่รสชาติลงตัว ไม่หวานและมันจนเกินไป ในปริมาณที่ร่างกายรับได้ ย่อยจนหมด เมื่อนำคลุกราดบนลูกเดือยที่ต้มจนนุ่มเปื่อย จึงสัมผัสได้ถึงรสของลูกเดือยหนึ่งในยาอายุวัฒนะชั้นยอดเต็มๆ

ข้อมูลร้าน Sangdad Health Mart
สาขาเลียบด่วนเอกมัยรามอินทรา โทร 02-530-5290 ต่อ 105
สาขาทาวน์ อิน ทาวน์ โทร 02-934-4414 ต่อ 214
เปิดบริการ เวลา 11.00 - 19.00 น.
Facebook : Sangdad Health Mart
LINE : @SANGDADHEALTHMART

เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพ : พลภัทร วันดี

กำลังโหลดความคิดเห็น...