เรื่องราวในอดีตหลายต่อหลายเรื่อง เมื่อย้อนรอยไปดูก็ทำให้ต้องแปลกใจในความพิลึกพิลั่น ถึงกับทำให้อุทานว่า “เรื่องอย่างนี้มีด้วยหรือ” เหมือนนิทานพื้นบ้านที่เล่ากันเพื่อความสนุกสนาน แต่ตัวละครในเรื่องเป็นถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินที่มีตัวตนอยู่ในประวัติศาสตร์ คงไม่มีใครบังอาจแอบอ้างเอาพระนามมาเล่ากันแค่สนุกแน่ อีกทั้งเรื่องยังถูกจารึกไว้ในพงศาวดารในฐานะเป็นตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ความน่าเชื่อถือจึงมากพอที่จะสรุปได้ว่า เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง แต่อาจจะถูกห่อหุ้มไว้ด้วยบางสิ่งบางอย่างตามความนิยมของยุคสมัย
อย่างเรื่องที่จะนำมาเล่าตอนนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือ พระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา
พงศาวดารเหนือฉบับพระวิเชียรปรีชา (น้อย) ได้บันทึกไว้ว่า
“ท้าวอู่ทองก็ครองเมืองอโยธยาเป็นสุข มีพระราชบุตร ๓ พระองค์ๆ ๑ คือเจ้าอ้าย องค์ ๑ ชื่อเจ้ายี่ องค์ ๑ ชื่อเจ้าสาม เจริญใหญ่มามีรูปอันงามประกอบด้วยปัญญา และท้าวพระยาทั้งหลายก็กลัวอานุภาพเธอนักหนา เจ้าอ้ายไปกินเมืองนคร เจ้าน้องยี่ไปกินเมืองตะนาวศรี เจ้าน้องสามไปกินเมืองเพชรบุรี
ฝ่ายพระเจ้าอู่ทองมีพระราชบุตรีอีกองค์ ๑ เมื่อจะประสูตินั้น ท้าวอู่ทองฝันเห็นว่าดอกบัวลอยมา เธอจึงตรัสให้พราหมณ์มาทาย พราหมณ์จึงทายว่า พระองค์เจ้าจะได้บุตรเขยมาต่างเมืองข้างเหนือ”
พงศาวดารเหนือฉบับเดียวกันได้กล่าวถึงพระเจ้าเชียงใหม่ว่า
“สมเด็จพระสุคนธคีรีเจ้าเมืองพิชัยเชียงใหม่ มีพระราชบุตร ๒ พระองค์ ๆ ๑ ชื่อเจ้าชัยทัตกุมาร องค์ ๑ ชื่อเจ้าชัยเสนกุมาร ๒ องค์เป็นภิกษุขึ้นไปเรียนพระไตรปิฎกถึงเมืองภุกาม ๓ พรรษาก็จบพระธรรม แล้วเจ้าจึงเรียนไตรเพทข้างไสยศาสตร์ได้จบบริบูรณ์...”
พงศาวดารเหนือเล่าต่อไปว่า เมื่อเรียนจบทางไสยศาสตร์ที่เมืองพม่าแล้ว สองพี่น้องก็เกิดร้อนวิชา จึงแอบลอบเข้าถึงในปราสาทของพระเจ้ากรุงหงสาวดีทั้งๆที่ยังเป็นพระ อุ้มเอาพระราชธิดาไปปลงกรรมฐานที่วัด แล้วอุ้มมาส่งก่อนสว่าง พระเจ้าหงสาวดีลงไปดูลูกสาวในตอนกลางคืนไม่พบ นึกแปลกพระทัย จึงแอบเอาเมล็ดผักกาดใส่มวยผมพระราชธิดาไว้ เจ้ากูสองพี่น้องได้ใจแอบอุ้มเอาไปทุกคืน จนเมล็ดผักกาดงอกจากวังไปจนถึงกุฏิ พระเจ้ากรุงหงสาวดีจึงจับได้ ให้เอาสองพี่น้องไปฆ่าเสีย
พงศาวดารเหนือบันทึกตอนนี้ไว้ว่า
“...เจ้ากูจึงว่า มหาบพิตรอย่าเพ่อฆ่าเรา ๆ จะลองวิชาคุณอันเราได้เรียนมานั้นให้ท่านดูก่อน จึงให้คนไปตักน้ำใส่ขันอันใหญ่มา แล้วเจ้ากูองค์ ๑ เป็นนกยาง องค์ ๑ เป็นปลาว่ายอยู่ในขันนั้น แล้วนกยางจึงคาบเอาปลาพาบินไป พระยาหงสาเห็นหลากจึงให้คนตามไปดูมิได้เห็นบาตรและจีวรในกุฏิ และเจ้ากูทั้ง ๒ ก็เข้าไปถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว...”
เมื่อโอรสทั้งสองสำเร็จวิชาจากเมืองพม่ากลับมา สมเด็จพระสุคนธคีรีและมเหสีก็ดีพระทัยนัก ใคร่จะให้เจ้าชัยทัตขึ้นครองราชย์แทน จึงให้ลาสิขาบทและจะหาคู่ครองให้ พอดีมีเสียงร่ำลือมาถึงเมืองเชียงใหม่ว่า พระราชธิดาของพระเจ้าอู่ทองนั้นงามดังนางฟ้า เจ้าชัยทัตก็เกิดอยากได้เป็นมเหสีทันที จึงกลับบวชใหม่เป็นเณร แล้วชวนน้องชายผู้ยังเป็นพระภิกษุรอนแรมมาจนถึงกรุงศรีอยุธยา
พงศาวดารเหนือเล่าว่า
“...มาอยู่อาศัยในวัดใกล้พระราชวัง ฟังกิตติศัพท์คนทั้งหลายเล่าลือแก่กัน ครั้นรู้ตระหนักแล้ว เจ้าก็ลาเพศออกจากเณร แล้วซ่อนกำบังกายเข้าไปในพระราชวังมิได้ จึงเห็นต้นพิกุล ๑ ต้นอยู่ใกล้กำแพงวัง เจ้าจึงขึ้นข้ามเข้าไปได้ จึงให้นิทราไว้มิให้ผู้ใดรู้ และเจ้าจึงเข้าไปหานางได้ แล้วนางถามว่าท่านนี้เป็นบุตรผู้ใด จึงบอกว่าเรานี้เป็นบุตรเจ้าเชียงใหม่ หาภรรยาที่ชอบใจมิได้ พี่จึงมาหาเจ้าจะใคร่ได้เจ้าเป็นนางอัครมเหสี แต่เทียวไปหานางทุกวันจนนางทรงครรภ์แก่แล้ว สมเด็จพระเจ้าอู่ทองเห็นลูกดูหลากตา แต่มิออกปากกลัวลูกจะน้อยใจ แล้วคิดว่าพระทวารบานประตูได้ร้อยชั้นยังเข้ามาได้ จะมาในที่ใด ถ้าเว้นไว้แต่ท่อน้ำ ครั้นพระองค์เจ้ารำพึงแล้วจึงตรัสสั่งคนทั้งหลายให้ทำเป็นลอบเหล็กดักไว้ที่ท่อน้ำนั้น
ฝ่ายเจ้าชัยทัตเคยประดาน้ำเข้าไปทุกวัน ๆ นั้นก็เข้า ลอบเหล็กติดอยู่ช้านานก็ตายในที่นั้น ต้องคำโบราณว่า ทำมิชอบเข้าลอบตายเอง พระเจ้าอู่ทองจึงให้คนไปดูเห็นคนตายอยู่ จึงเอารูปนั้นมาดูเห็นหลาก เป็นบัณฑิตรูปงาม และพระองค์จึงเสียดาย พระองค์คิดว่าจะมาแต่ผู้เดียวหรือว่ามีเพื่อน พระองค์จึงให้คนค้นหาจึงได้พบน้องชายอยู่อาราม ก็ให้คุมเอาตัวมาในพระราชวัง จึงให้ถามดูรู้ว่าบุตรพระเจ้าเชียงใหม่ และพระราชเทวีอันทรงพระครรภ์แก่ก็ทรงพระกรรแสงไห้รักสามี ว่ากูจะเป็นหม้ายและลูกจะหาพ่อมิได้ จะอายแก่ไพร่พลทั้งหลาย เขาจะทายประมาณครรภ์ เห็นหน้าพระเจ้าอาว์ดุจดังเห็นหน้าผัวอันตาย พระเจ้าอู่ทองจึงให้เจ้าชัยเสนอันเป็นภิกษุนั้นลาผนวช แล้วจึงราชาภิเษกให้เป็นพระยา”
เจ้าชัยทัตซึ่งเคยแปลงร่างเป็นนกยางและพากันบินหนีพระเจ้าหงสาวดีได้ แต่พอมาถึงกรุงศรีอยุธยาไสยศาสตร์พม่ากลับเสื่อม ต้องตายในลอบ พระราชธิดากำลังท้องแก่กลัวลูกจะไม่มีพ่อ เลยให้น้องชายสามีสึกจากพระมารับภาระที่พี่ชายก่อไว้
การแก้ปัญหาของคนในยุคเมื่อ ๖๐๐ กว่าปีก่อนด้วยวิธีนี้ ถือได้ว่าแก้ปัญหาได้ลงตัวพอดี ไม่ต้องคิดมากว่าเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ เรื่องเลยแฮปปี้เอนดิ้งลงได้
เรื่องพระเจ้าอู่ทองดักลอบติดเอาโอรสพระเจ้าเชียงใหม่เรื่องนี้ เค้าโครงเรื่องจริงก็คงมีอยู่ และการแต่งแต้มระบายสีก็คงต้องมีตามธรรมเนียม ตามรสนิยมของคนในยุคนั้น พอถึงยุคนี้ก็ต้องวินิจฉัยเอาเองว่า อันไหนน่าจะจริง อันไหนแต้มสี หรือจะอ่านให้เป็นเรื่องจักรๆวงศ์ๆ ก็นับว่าสนุกดี


