xs
xsm
sm
md
lg

หนึ่งในล้าน! “สุวรรณฉัตร พรหมชาติ” แท็กซี่หัวใจน่ากราบ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

อย่าบิ่นบ้า มัวแต่อ้าง ช่างหัวมัน
ถ้าเรื่องนั้น เกี่ยวกับเพื่อน มนุษย์หนา
ต้องเอื้อเฟื้อ ปฏิบัติ เต็มอัตรา
โดยถือว่า เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย
การช่วยเพื่อน เหมือนช่วย ตัวเราเอง
เมื่อจิตเพ่ง เล็งช่วย ทวยสหาย
ย่อมลดความ เห็นแก่ตัว ลงมากมาย
ทุกทุกราย อย่าเขวี้ยงขว้าง ช่างหัวมัน

ข้างต้นคือบางส่วนบทกลอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่บุคคลที่เรากำลังจะพูดถึงได้นำเอามาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันเสมอมา

ถ้าพูดถึงอาชีพขับแท็กซี่ หลายคนคงเบือนหน้าหนี เพราะปัจจุบันอาชีพดังกล่าวเป็นอาชีพที่มีหลายคนวิพากษ์ วิจารณ์ในมุมลบไปต่างๆ นานา ว่าไม่รับคนบ้างล่ะ หลอกต่างชาติบ้างล่ะ ขับไม่ดีบ้างล่ะ แต่ทุกสังคม ทุกอาชีพย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีคลุกเคล้าผสมรวมกัน ดังนั้น จึงไม่อาจจะเหมารวมได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับเขาคนนี้เพราะเขาผู้นี้คือผู้สร้างมุมมองและภาพลักษณ์ที่ดีใหม่ๆ ให้กับวงการแท็กซี่อย่างหาข้อครหาไม่ได้

โชเฟอร์แท็กซี่ที่ได้รับฉายาจากคนที่เคยใช้บริการมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น แท็กซี่หัวใจหล่อ แท็กซี่อุ้มบุญ แท็กซี่มหาชน แท็กซี่หัวใจทองคำ แท็กซี่น้ำใจงาม แท็กซี่จิตสาธารณะ แท็กซี่ฮีโร่แล้วแต่คนจะเรียกกันไป

“เดี่ยว สุวรรณฉัตร พรหมชาติ” โชเฟอร์แท็กซี่ที่มาพร้อมรถคู่ใจสีเขียวเหลืองติดสติ้กเกอร์อย่างชัดเจนรอบคันรถเต็มไปหมดว่า “พระสงฆ์ สามเณร แม่ชี นิมนต์นั่งฟรีครับ” “คนพิการ คนตาบอดนั่งฟรีครับ” “เชิญครับ ไปทุกที่” พร้อมเบอร์โทรหมายเลข “087-3315421”

กว่ายี่สิบปีที่ขับแท็กซี่บริการฟรี ไม่เพียงแต่เฉพาะกับผู้ที่ปฏิบัติธรรมเพียงเท่านั้น เพราะเขายังทำหน้าที่รับส่งผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต พิการ นอนติดเตียง นั่งรถเข็น เขาพร้อมอุ้มให้ฟรีทั้งไปและกลับจนทำให้เกิดความประทับอกประทับใจ บอกต่อกันปากต่อปาก ใช้บริการกันเป็นประจำจนเสมือนญาติมิตร ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยหากสิ่งที่เขาทำนั้นจะทำให้เขามีมิตรสหายเต็มไปหมดทั่วทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

แม้ว่าหลายคนจะมองว่าสิ่งที่เขาทำนั้นดูจะลำบากเกินกำลังไปหรือเปล่า แต่สิ่งหนึ่งที่เขาได้รับกลับมาแน่นอนว่าคือความสุขและความอิ่มเอมใจ และสิ่งนี้คงจะเป็นคำตอบยืนยันความคิดของเขาคนนี้ได้ดีว่า

“รอให้รวยก่อนชาตินี้ก็ไม่ได้ทำ สำหรับผมต่อให้ผมสะดุดตายหรือเจออุบัติเหตุตายพรุ่งนี้ ผมก็ไม่เสียดายชีวิตเพราะผมได้สะสมแต้ม สะสมบุญแล้ว สุดท้าย ท้ายสุดก็เอาไปไม่ได้สักบาทและไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ต่อให้เรามีมากน้อยแค่ไหนก็หาความสุขไม่เจอหรอก ที่ผมทำอยู่มันเป็นการแบ่งปันน้ำใจให้กับสังคม”

• ขอย้อนถามถึงจุดเริ่มต้นก่อนค่ะ เห็นว่าคุณนิมนต์ให้บริการพระสงฆ์ สามเณร แม่ชี นั่งฟรีตั้งแต่เริ่มแรกที่ขับเลย ตรงนี้ไม่ทราบว่ามีแรงบันดาลใจอย่างไรคะ

ต้องบอกก่อนว่าผมทำตรงนี้มาได้ 20 ปีแล้วครับ ผมเริ่มจากการช่วยเหลือพระสงฆ์ สามเณร แม่ชี มาก่อน อันนี้ต้องขอย้อนว่า ที่เราตัดสินใจมาทำตรงนี้เพราะมันเกิดมาจากตอนที่บวชเณรช่วงประถมศึกษาปีที่ 3 ของการปิดภาคฤดูร้อน ด้วยความที่บ้านเรายากจน แม่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป พ่อไม่มี ซึ่งเราอยู่ข้างนอกก็รู้แล้วว่าลำบาก มันไปไม่รอด พอบวชแล้วก็ไม่อยากจะสึก เพราะรู้ว่าสึกมา แม่จะต้องลำบาก

มีอยู่ช่วงหนึ่ง คิดอยากจะเห็นหน้าพ่อ เพราะเกิดมาไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลย โดนเพื่อนๆ แถวบ้านล้อเป็นประจำ ซึ่งตรงนี้แม่ก็ไม่บอก ว่าพ่อคือใคร ด้วยความแค้นใจบางอย่าง แต่ผมอยากรู้ว่าพ่อเป็นใครก็เลยนั่งรถสองแถวที่หน้าวัดมะนาวหวานไปที่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช ไปเจอลุงท่านหนึ่งถามว่าเราจะไปไหน ผมเลยตอบไปว่าจะไปหาพ่อ ทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่าท่านอยู่ที่ไหน ซึ่งคุณลุงแกใจดีมากๆ ผมนั่งรถเขาแล้วเขาไม่เก็บเงินสักบาท แถมยังถวายปัจจัยให้เราด้วยอีก 100 บาท ตอนนั้นผมพูดตามตรงว่ารู้สึกประทับใจและดีใจมากๆ เพราะท่านเป็นพุทธบริษัทที่ดี ให้ความเมตตาต่อสมณะให้เราเดินทางอย่างสะดวกสบาย

ผมมีความรู้สึกเลยว่าหาได้ยากนะโยมแบบนี้ ซึ่งตอนนั้นเวลาที่ผมเข้าโบสถ์ เข้าวิหาร เวลาทำกิจอันศักดิ์สิทธิ์ผมจะภาวนาให้แกอยู่สม่ำเสมอซึ่งตามประสาเณรที่รู้สึกประทับใจ ผมเลยคิดว่าสักวันหนึ่งถ้าตัวเองมีโอกาส ก็จะทำเหมือนกัน นี่จึงเป็นที่มา ซึ่งทำให้ผมมาขับแท็กซี่นิมนต์ให้พระสงฆ์ สามเณร แม่ชี นั่งฟรี

 เป็นเพราะเคยลำบากมาก่อนหรือเปล่าคะถึงอยากที่จะช่วยเหลือคนอื่น

ลำบากมาก (ตอบเร็ว) เคยกินดินด้วยซ้ำไป ความลำบาก ความยากจนเราเคยเจอมาหมด เราเจ็บป่วย เราไปโรงพยาบาลก็เห็นคนเมตตาเรา เมตตาแม่เรา แม่ผมใส่เสื้อเก่าๆ ใส่ผ้าถุงขาดๆ พยาบาลเห็นก็ซื้อมาให้ ถึงผมจะลำบาก ผมก็ได้รับน้ำใจเสมอมา เราไม่มีเงิน ไม่มีอะไร เด็กคนอื่นอาจจะสุขสบายพร้อมทุกอย่าง แต่เราต้องทำงานตลอด เก็บของขาย ทำมาแทบทุกอย่างที่ฝ่าความลำบากมา บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ ใช้ฟืน ใช้เทียน ใช้ตะเกียงมาโดยตลอด

จากที่ผมตามหาพ่อ กว่าผมจะเจอพ่อก็อายุ 14 ปี พอเจอพ่อ ผมก็เลยตัดสินใจสึกออกมาทำงานก่อสร้างกับพ่อ ทำไปทำมาก็ออกมาทำงานที่โรงงานเจาะยาง ตอนนั้นชีวิตย่ำแย่มากๆ ผมต้องพึ่งยาบ้าด้วย เพื่อที่จะทำให้มีแรงยกลังยาง ตอนนั้นค่าแรงถูกมากๆ วันละ 70 บาทเอง จ้างถูกมาก สิ้นเดือนมา เราไม่เห็นตัวเงินด้วยซ้ำ

พอเริ่มอายุได้ 15 ปีผมก็อยากจะเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ผมเลยเสี่ยงดวงเพื่อที่จะมาทำงานในกรุงเทพฯ เพราะคิดว่าเป็นเมืองศิวิไลซ์ งานหรือเงินก็น่าจะดีกว่า ตอนที่เดินทางมากรุงเทพฯ เชื่อไหมว่าผมต้องพบกับความลำบากอีกครั้ง เพราะมีคนหลอกให้ผมลงที่จังหวัดชุมพร ให้เราลงเรือเพื่อที่เขาจะได้ค่าหัวคิวจากไต๋เรือ ครั้งนั้นเรียกได้ว่านรกชัดๆ เลย ด้วยความเป็นเด็ก ก็คิดไปว่าเราจะได้เที่ยวทะเลแล้ว แต่ก็ต้องบาดเจ็บโดนเรือหนีบ ตอนนั้นขาเป็นแผลบาดเจ็บเห็นเส้นเอ็น เห็นกระดูกจนคิดว่าตัวเองจะพิการเดินไม่ได้ซะแล้ว ใจเราเลยอยากกลับบ้าน แต่ถึงเราเจ็บยังไง คนที่เขาเอาเงินหัวคิวเราไปแล้วเขาก็กลับบังคับให้เราลงเรือเพื่อไปทำงานอีก เราอยู่บนเรือไม่ได้กินยา ไม่ได้ใส่ยาอะไรเลย น้ำไม่ได้อาบ ข้าวก็กินไม่ลงเพราะเจ็บแผล เป็นการอยู่บนเรือที่ทรมานมาก งานหนักมากๆ ผมเป็นเด็กอยู่คนเดียว โดนรังแก โดนเตะ โดนต่อยผมก็ไม่กล้าสู้ กลัวเขาปล่อยทิ้งทะเล พอเข้าฝั่งกลับมาได้ เอาของขึ้นฝั่งผมก็เลยคิดหนีทั้งๆ ที่เจ็บแผลอยู่ ก็ไปเจอรถสองแถว เราขอเขาขึ้น ซึ่งเขาก็สงสารมาส่งเราที่สถานีรถไฟชุมพร ทั้งๆ ที่รถสองแถวไม่ได้ผ่านตรงนั้นเลย ตอนนั้นผมเลยได้รับน้ำใจอีกครั้งหนึ่ง (ยิ้ม)

พอผมมาถึงสถานีรถไฟชุมพร ผมได้เจอ 6-7 คน เหมือนเป็นเทวดาซึ่งมาโปรด ถ้าผมพูดถึงตรงนี้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผมก็จะร้องไห้ทุกครั้ง เพราะผมนอนอยู่ตรงม้าหินอ่อนทั้งวัน รอรถไฟ ไม่มีใครสนใจเราเลย แต่มีคนอีสาน 6-7 คนที่เขามาด้วยกันเป็นกลุ่ม เขาเข้ามาถามเราแล้วเขาก็ซื้อข้าวให้เรากิน ซื้อตั๋วรถไฟมาให้ รวบรวมเงินมาให้เกือบ 300 บาท ตอนนั้นผมซึ้งใจมากๆ กินข้าวไปน้ำตาไหลไป เพราะคนที่เขามาช่วยเหมือนเทวดามาช่วยเหลือเรา มันเป็นการช่วยเหลือโดยคนที่ไม่รู้จัก ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้อง แต่เป็นมนุษย์ด้วยกันที่เขาเอื้อมมือมาช่วย เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมา 20 ปี แต่มันไม่เคยเลือนไปจากหัวใจผม ผมอยากตอบแทนบุญคุณเขา ผมเลยตอบแทนโดยการมาช่วยเหลือคนอื่นๆ เท่าที่ช่วยได้

 ชีวิตคุณเดี่ยวเป็นไปอย่างไรหลังจากนั้น ทำไมสุดท้ายถึงได้มาขับแท็กซี่

ผมเข้ากรุงเทพฯ มา ก่อนหน้าที่ผมจะมาขับแท็กซี่ ผมก็เข้าทำงานเจียระไนพลอย ทำงานโรงงานกระดาษ ทำงานอ็อกเชื่อมก็เจอเรื่องแย่ๆ มาตลอด โดนซ้อมบ้างแหละ โดนเบี้ยวเงินเดือนบ้างแหละ ผมต่อสู้มาตลอด

ผมมาขับแท็กซี่ตั้งแต่อายุ 18 ปี เพราะผมมองว่าการทำงานอย่างนั้นมันไม่มีอนาคต เพราะเราเป็นลูกจ้างเขา ตรงนี้ผมต้องกราบขอบพระคุณเจ้าของอู่ที่เขาเมตตาให้เราขับรถแท็กซี่ แรกๆ ผมไม่ได้เงินนะ อาศัยผู้โดยสารบอกทางเอา ตอนเข้ามาใหม่ๆ เราก็เหมือนเรียนรู้วิชา ตอนหลังๆ ผมเริ่มดึงรถไปขับมือเดียว เงินก็พอเหลือใช้ เหลือส่งให้แม่


• อย่างที่บอกว่าอยากช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่ช่วยได้เพราะเราเคยได้รับน้ำใจมาก่อน เลยทำให้เราขับแท็กซี่รับพระสงฆ์ สามเณร แม่ชีฟรี นอกจากนี้เห็นว่าคุณเดี่ยวยังช่วยเหลือ ผู้ป่วย ผู้พิการฟรีอีกด้วย ไม่ทราบเริ่มต้นมาได้อย่างไรคะ

อันนี้จะมาพร้อมๆ กันกับที่ผมรับพระสงฆ์ สามเณร แม่ชีฟรีเลยครับ ผมทำเพราะมีคุณลุงท่านหนึ่งท่านสะกิดใจผมได้ ท่านเป็นคนพิการนั่งรถเข็น แกคงจะเรียกรถแท็กซี่เป็นสิบคันแล้วแต่ไม่มีใครรับ คนปกติเรียกรถยากอยู่แล้ว แล้วนี่เป็นคนพิการ มีรถเข็นด้วยมันยิ่งยากกว่า พอเจอผม ผมรับแกขึ้นบนรถ แกก็พูดขึ้นมาว่า “คนเดี๋ยวนี้มันใจดำมาก อยากฆ่าตัวตาย” ซึ่งแกพูดซ้ำกัน 2-3 รอบได้ มันเลยสะกิดใจผมเพราะผมนึกไปถึงตอนที่ผมนอนอยู่ที่สถานีรถไฟชุมพรขึ้นมาทันที

 ถ้าอยากใช้บริการรถแท็กซี่คุณเดี่ยวต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างคะ

คุณสมบัติที่จะใช้บริการรถผมจะต้องเป็นผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต นอนติดเตียง นั่งรถเข็น พิการตลอดชีวิต พิการด้วยอุบัติเหตุ ให้บริการฟรี พร้อมอุ้มให้ฟรีด้วยทั้งไปและกลับ รอบๆ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจังหวัดใกล้เคียงฟรีหมด แต่ถ้ายังพอเดินได้ตรงนี้ก็ต้องให้สิทธิกับผู้ป่วย ผู้พิการท่านอื่นๆ ด้วยเพราะว่าเยอะมาก ผมจะรับคนทุกอายุ ทุกเพศ ทุกวัย ใครใช้บริการผมยินดีหมด

ส่วนพระสงฆ์ สามเณร แม่ชี นิมนต์นั่งฟรีนั้น อย่างทุกวันนี้เวลาวิ่งรถไปไหน ผมพบเจอ ผมก็จะนิมนต์ท่านให้นั่งฟรีตลอด ถ้าพบเจอระหว่างทาง หน้าโรงพยาบาลสงฆ์ หน้ามหาวิทยาลัย ตามป้ายรถเมล์หรือขนส่งทั่วๆ ไป ถึงท่านจะเรียกหรือไม่ได้เรียก ขอให้ผมได้เจอ ผมก็จะลงไปนิมนต์บ้าง บีบแตรยกมือไหว้ นิมนต์ท่านขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าเป็นพระ สามเณร แม่ชีที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตผมจะไปรับไปส่ง อุ้มถึงวัดเลยครับ ส่วนพระปกติทั่วๆ ไปที่ยังเดินได้ ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าเราไม่สะดวกไป แต่ถ้าเจอระหว่างทาง ผมจะนิมนต์ (ยิ้ม)

• วันหนึ่งเราช่วยทั้งหมดกี่ราย มีวิธีการรับงานอย่างไรบ้าง

วันหนึ่งผมรับผู้ป่วย ผู้พิการสูงสุด 6 คนในระยะเวลาไม่ซ้ำกัน ทั้งไปและกลับ ผมจะเปิดให้โทรมานัดคิวช่วงเวลา 3 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน แล้วผมจะจดคิวไว้ในสมุดครับ ส่วนพระสงฆ์ สามเณร แม่ชีที่พบเจอทั่วไป ผมเคยรับบางวันสูงสุด 8 เที่ยว บางวัน 4-5 เที่ยว ผมจะเอาตามความสะดวกของเราด้วย

 มีเหตุการณ์หรือเคสไหนที่เราไปช่วยแล้วเราประทับใจมากที่สุดไหมคะ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยค่ะ

ทุกเคสเลยครับ (ยิ้ม) เพราะไม่มีเคสไหนที่ผมจะรังเกียจเขาเลยและไม่มีเคสไหนที่ผมไม่ประทับใจเพราะเรารู้ว่าคนที่เราช่วยเขาซาบซึ้งใจกับเรา ผมจะช่วยเขาในทุกๆ เรื่อง อย่างบางคนผมขับไปรับพาอุ้มขึ้นไปบนสำนักงานเขตทำบัตรประชาชน ทำบัตรผู้สูงวัย ทำบัตรรักษาฟรี ทำบัตรผู้พิการ บางคนผมไปรับอุ้มขึ้นธนาคารไปทำธุรกรรม ผมพาไปทุกที่ ไปทำธุระทุกอย่างที่เขาอยากจะไปไม่เพียงแต่จะรับไปโรงพยาบาลเท่านั้นครับ บางคนพาไปกราบหลุมศพพ่อ หลุมศพแม่ก็มี (ยิ้ม) ซึ่งเราก็อุ้มเขาไปกราบ เพราะมันไม่มีทางให้สำหรับผู้พิการ

 ถ้าปกติไม่มีผู้ป่วยหรือผู้พิการโทรมาใช้บริการ คุณเดี่ยวก็วิ่งรถตามปกติเหมือนแท็กซี่ทั่วๆ ไปหรือเปล่าคะ

ทำเหมือนแท็กซี่ทั่วไปเลยครับ ถ้าวันไหนไม่มีเคสผู้ป่วย ผู้พิการ ผมก็วิ่งรถกดมิเตอร์ตามปกติ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการจะใช้บริการแล้วมันจำเป็นจริงๆ ผมก็ไปรับ ณ เดี๋ยวนั้นเลยครับ เพราะอย่างบางคนจะไม่ทราบว่าผมจะเปิดให้โทรมานัดคิวช่วงเวลา 3 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน อย่างบางคนเขาเพิ่งได้เบอร์เรามา ถ้าจังหวะที่ผมว่างพอดีผมก็จะไปรับเลย

 นอกจากที่คุณเดี่ยวขับแท็กซี่บริการพระสงฆ์ สามเณร แม่ชี คนป่วย คนพิการฟรีแล้ว เห็นว่าคุณเดี่ยวยังเป็นแท็กซี่จิตอาสา ภายใต้การดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ด้วย

ผมทำอยู่ที่ FM.99.5 ด้วยครับ (ยิ้ม) เป็นโครงการช่วยเหลือสังคม สถานีจราจรช่วยเหลือสังคมภายใต้การดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ผมเป็นสมาชิกกับโครงการนี้มาหลายปีแล้วครับ ตั้งแต่ที่เขาเปิดสถานีครั้งแรกเลย

FM.99.5 ที่ผมทำอยู่ไม่มีสปอนเซอร์ ไม่มีโฆษณานะครับ ซึ่งตรงนี้หน้าที่ของเราก็คือถ้าเราวิ่งรถไปเจอเหตุใดๆ เราก็แจ้งไปที่เบอร์ 1255 อย่างถ้าไปเจอรถเสีย เราก็แจ้งไปที่เบอร์ดังกล่าว แต่ถ้าเราสามารถช่วยได้เราก็จะช่วยลากรถฟรี จัมพ์แบตให้ฟรี หรือถ้าอุบัติเหตุต่างๆ ข่าวสารต่างๆ เราก็มีหน้าที่เป็นกระบอกเสียง ทำหน้าที่เป็นสายข่าวที่ไม่มีเงินเดือน (ยิ้ม)

 การที่เราทำแบบนี้ มันส่งผลต่อชีวิตเราอย่างไรบ้าง

มันมีนะที่มีคนมาพูดกับผมว่าเรารวยนักเหรอถึงทำขนาดนี้ ทำได้ยังไง ผมก็ได้แต่ตอบไปว่าไม่หรอก ผมต้องเช่าบ้านเดือนละ 3,000 กว่าบาท ค่าจอดรถต้องจ่ายทุกเดือน เดือนละ 1,200 บาท บางวันก็ไม่มีอะไรกิน เราก็ต้องเหนียมๆ กลัวเงินไม่พอ ต้องกินข้าวราดแกงข้างทาง บางครั้งอยากกินพิซซ่า อยากกินอะไรแปลกๆ ก็ไม่กล้ากิน เพราะมันแพง

การที่เราทำตรงนี้ตามที่ผมคิดอยู่ทุกวันว่ารอให้รวยก่อนชาตินี้ก็ไม่ได้ทำ รอให้พร้อมก่อนมันก็ไม่พร้อมหรอก บางคนบอกรอให้เกษียณก่อนเพราะงานยุ่ง เกษียณมาได้ทำบุญไม่กี่ครั้งก็ตายแล้ว บางคนรวยเป็นหมื่นล้านยังหาความสุขไม่เจอเลย บางคนรวยกลัวเงินล้านแหว่งก็ไม่ทำ แต่สำหรับผมต่อให้ผมสะดุดตายหรือเจออุบัติเหตุตายพรุ่งนี้ ผมก็ไม่เสียดายชีวิตเพราะผมได้สะสมแต้ม สะสมบุญแล้ว สุดท้าย ท้ายสุดเอาไปไม่ได้สักบาทและไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า

 หลายคนมองว่าคุณเดี่ยวเป็นแท็กซี่ที่น่ายกย่องและน่าเอาเป็นตัวอย่าง ตรงนี้คิดเห็นอย่างไรบ้างคะ

(ยิ้ม) หลายคนจะมองว่าผมเป็นแท็กซี่หัวใจหล่อ แท็กซี่อุ้มบุญ แท็กซี่มหาชน แท็กซี่หัวใจทองคำ แท็กซี่น้ำใจงาม แท็กซี่จิตสาธารณะ แท็กซี่ฮีโร่ แล้วแต่เขาจะเรียก แต่ก่อนหน้านี้ยังมีแต่คนเรียกเราว่า 25 สตางค์ 50 สตางค์อยู่เลย หาว่าเราไม่เต็มบาท ไม่ครบคน ตอนนี้เขาให้ฉายามาแบบนี้ผมก็รู้สึกซาบซึ้งนะครับว่าสิ่งที่ทำไปมีคนเห็น เราสามารถเป็นแบบอย่างให้แก่เด็กๆ ให้กับคนที่ชอบพูดว่ายังไม่พร้อม ยังไม่รวยหรืองานยุ่งไม่มีเวลาไปทำบุญได้

ผมมีคติในการใช้ชีวิตอย่างหนึ่งก็คือ เป็นคนดี ดีกว่าดวงดี คนเรามักจะพูดว่าดวงดีแล้วจะดี แต่จริงๆ แล้วเราดี ดีกว่าดวงดีนะครับ ถ้าเราเป็นคนชั่วแล้วจะดวงดีมันก็ยังไงๆ อยู่นะ เพราะถ้าเราเป็นคนดี ยังไงมันก็ดีกว่าแน่นอน เพราะเราเป็นคนกำหนดเอง (ยิ้ม)

• ครอบครัวหรือคนรอบข้าง คิดเห็นอย่างไรบ้างคะที่เห็นเราทำแบบนี้

แฟนผมที่อยู่ด้วยกันเขาก็เสียสละให้กับผู้ป่วยนะครับ ทุกวันนี้เขาโหนรถเมล์ไปกลับเพราะไม่เคยจองทันผู้ป่วยเลย วันหยุดเขาก็ต้องนอนอยู่ห้อง จากแต่ก่อนผมเคยพาเขาไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ แต่เดี๋ยวนี้หยุดก็ต้องนอนอยู่ห้องเพราะจองไม่เคยทันคนป่วย ผมต้องขอบคุณเขานะครับที่เขายอมเสียสละ เขาสงสารคนป่วย เขาเข้าใจเราแล้วก็อยู่กับเราได้ แต่ถ้าเขาบังคับให้ผมเลิกทำตรงนี้

ก่อนหน้านี้เพื่อนๆ ผมจะพูดประมาณว่าผมบ้า ไม่เต็มบาท แต่ผมก็จะบอกเขาไปว่าทำอะไรก็ทำไปเถอะ ถ้าไม่ได้เดือดร้อน เรื่องทำดีอย่าไปอาย เรื่องชั่วๆ มากกว่าที่ควรจะอาย

แต่ก็มีบางคนโทรมาด่าผมเลยนะครับหาว่าเราสร้างภาพ ผมเคยโดนหลอกด้วยนะครับ หลอกให้เราไปรับที่นั่นที่นี่ ดอนเมืองบ้างล่ะ สุวรรณภูมิบ้างล่ะ หมอชิตบ้างล่ะอ้างกับเราว่าเป็นคนพิการแต่ผมไปไม่เจอ โทรหาเป็นหลายสิบสายก็ไม่รับ หรืออย่างบางคนมาจองคิวไว้ เสนอเงินให้ผมหลายพัน เหมาสามสี่วันซึ่งเราเอะใจเพราะเรามีลางสังหรณ์ก็เลยรับคิวผู้ป่วยท่านอื่นๆ ก่อน แล้วก็เป็นจริงตามนั้น เพราะสี่วันที่เขามาจองไว้ เขาหลอกเราหมดทุกวัน (หัวเราะ) ที่ผมโดนหลอก ผมมองนะว่าช่างมัน ไม่เป็นไร ขนาดเบอร์ 191 ยังโดนหลอกเลย ผมโดนมาสารพัด โดนหลอกไม่เท่าไหร่ ยังโดนทำลายรถด้วย

ผมว่ามันนานาจิตตังนะ มีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด มีสรรเสริญก็ต้องมีคนนินทาเป็นธรรมดา (ยิ้ม) แต่ผมจะเฉยๆ นะครับ ผมจะไม่ถือสาอะไร ให้เขาทำไปเขาก็จะเหนื่อยไปเอง

 แน่นอนว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นส่งผลให้เราต้องสูญเสียเวลาความเป็นส่วนตัวไป แล้วเรารู้สึกอย่างไรกับตรงนี้เคยคิดจะหยุดทำหรือเปล่า หรือมีเหนื่อยหรือท้อบ้างไหมคะ

ไม่เคยคิดครับ (ตอบเร็ว) ผมไม่เคยคิดจะหยุดทำเลย แต่ถ้าวันหนึ่งถ้าผมหมดแรงและไม่มีแรงทำจริงๆ ผมก็จะหยุดแล้วไปปลูกพืช ปลูกผักกินที่บ้านนอก ถ้ายังมีแรงก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ

ผมไม่เหนื่อย ไม่ท้อนะครับ ผมมีความสุขมากกว่า คนเราเกิดมา ผมว่าจะท้อไม่ได้หรอกเพราะว่าเราต้องใช้ชีวิต เรามีลมหายใจ เรามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนอยู่ เราต้องอยู่อย่างมีเมตตา อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี อยู่อย่างมีศีลธรรม มันไม่ท้อหรอก

ผมมีความเชื่อว่า ถ้าเรายิ่งให้ก็จะยิ่งได้ ยิ่งทำยิ่งมีความสุข ยิ่งปีติ แต่ทำตรงนี้เราต้องเสียสละ เพราะหลายคนอาจมองเรื่องกำไร เรื่องขาดทุน ไหนจะเรื่องเชื้อเพลิงอีก เราต้องเสียสละ แรงกาย แรงเหงื่อ เราต้องอุ้ม ต้องยกผู้ป่วย ค่าเชื้อเพลิง รายได้แต่ละวัน การทำตรงนี้ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวด้วยเพราะบางครั้งโทรมาดึกๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเราก็ต้องตื่นไป

บางวันผมเคยไม่ได้เงินสักบาทเดียว แต่ผมก็สามารถอยู่ได้ ชีวิตผมทำงานมา 5 เดือนไม่ได้เงินก็ยังมี แล้วผมมองว่าการที่เราเคยได้นับเงินเยอะๆ มันไม่เห็นจะมีความสุขตรงไหนเลย มันไม่มีความสุขเท่าช่วยเหลือคนเลย ผมว่าการได้ช่วยเหลือคนมันเป็นอะไรที่ทำให้เราปีติ อิ่มใจ มีความสุขมากกว่านะ มันทำให้ชีวิตเรามีคุณค่า ถ้าผมจะต้องตายพรุ่งนี้ ผมก็ไม่เสียดายชีวิต ผมเลยทำมาตลอดโดยที่ไม่ได้สนใจอะไร

 ไม่ทราบว่ามีใครเป็นแบบอย่างในการทำความดีให้กับคุณเดี่ยวคะ

ผมมองพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นตัวอย่าง ท่านทรงงานหนักมาตลอด ทำมา 4,000 กว่าโครงการย่อยที่ช่วยเหลือราษฎร แล้วเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทั่วโลกไม่มีใครเขาทำกัน ผมเลยเอาท่านเป็นแบบอย่างในชีวิตมาโดยตลอด (ยิ้ม)

 จะว่าไปแล้วเราได้อะไรจากสิ่งที่ทำมา 20 ปี บ้างคะ

ความสุขครับ (ตอบเร็ว) ผมมีความสุขทุกวัน มีญาติพี่น้องทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเต็มไปหมด เขาไม่เคยลืมเรา ซึ่งเราก็ไม่เคยไปรบกวนเขานะครับ อีกอย่างที่เราได้คือเราได้เป็นแบบอย่างของการแบ่งปัน บางเคสที่ผมไปรับ ลูกหลานตัวเล็กๆ ขึ้นรถเรามาด้วย เห็นสิ่งที่เราทำ เราช่วยญาติของเขาซึ่งเขาไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่คนรู้จัก ไม่ใช่เพื่อนบ้านของเรา แต่เราช่วยฟรี วันข้างหน้าน้องๆ เหล่านี้เติบโตขึ้นมาในสังคม เขาจะทำให้สังคมน่าอยู่ เพราะว่าเราทำเป็นแบบอย่างให้เขาเห็น วันข้างหน้าเขาจะมีเมตตา เขาจะช่วยเหลือสังคมโดยที่มองเราเป็นตัวอย่าง ผมมีความเชื่อแบบนั้นนะครับ

• ปัจจุบันมีหลายคนวิพากษ์ วิจารณ์แท็กซี่มุมลบไปต่างๆ นานา ว่าไม่รับคนบ้างล่ะ หลอกต่างชาติบ้างล่ะ ขับไม่ดีบ้างล่ะ ในฐานะที่เป็นโชเฟอร์แท็กซี่คุณเดี่ยวมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างคะ

ผมมองว่าแท็กซี่ที่ไม่ได้ผ่านการอบรมมีเยอะมาก เขาเข้าไม่ถึงหัวใจของการบริการ ไม่ได้ถูกอบรมเป็นกิจจะลักษณะ แล้วแท็กซี่บางคนเข้ามาในกรุงเทพฯ แค่ขับรถเป็น ใส่รองเท้าแตะ กางเกงขาสั้น ไม่รักษาภาพพจน์ตัวเองและภาพลักษณ์อาชีพตัวเอง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแล้วก็เอาเปรียบสังคม เอาเปรียบผู้โดยสาร ไม่เป็นมิตรต่อผู้โดยสาร ทำมาหากินในแบบผู้โดยสารหวาดระแวง เกิดการไม่ไว้วางใจกับบุคคลอาชีพนี้ บางคนเห็นผู้หญิงหน้าตาดีหน่อยก็หัวงูใส่ มันไม่ปลอดภัย อีกอย่างชาวต่างชาติบางคนจะรู้สึกแย่มากกับการท่องเที่ยวประเทศไทยตรงที่ว่าเขาต้องเหมาแท็กซี่ราคาแพง ไม่ยอมกดมิเตอร์หรือโกงมิเตอร์บ้างล่ะ พาเขาอ้อมบ้างล่ะ ผมว่ามันไม่ใช่นะ

สำคัญที่สุด ผมเห็นว่าต้องทำมาหากินอย่างมีศักดิ์ศรี เขาก็จะให้เกียรติเราเอง จากตอนแรกที่เขามองแท็กซี่แบบเหมารวม แต่พอเขามาเจอคนที่ดีปุ๊บ เขาก็จะแยกแยะได้ อาชีพอื่นก็เช่นกันครับ ทุกที่มีทั้งคนดีและคนไม่ดี จะเหมารวมไม่ได้ แต่หลายคนอาจจะมองเหมารวมเพราะแท็กซี่ที่เขาเจอมาส่วนใหญ่อาจจะเป็นอย่างนั้น เขาอาจจะเกลียดแท็กซี่ หรือถ้าพูดถึงปุ๊บ ก็มองว่าไม่ดีแล้ว

 การขับแท็กซี่เป็นหน้าที่บริการอย่างหนึ่ง คุณเดี่ยวคิดว่าการบริการที่ดีหรือการเป็นคนขับแท็กซี่ที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร

การขับแท็กซี่ต้องเข้าถึงหัวใจการบริการ เพราะมันเป็นภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศชาติด้วย เราต้องบริการด้วยหัวใจ มองว่าผู้โดยสารเป็นเหมือนญาติมิตร ใจเขา ใจเรา ซื่อสัตย์กับอาชีพตัวเอง มันก็จะทำให้ลูกค้าเข้ามาเอง ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน ตรงนี้ถ้าเราทำดี เราไม่จำเป็นต้องไปหาลูกค้าหรอกครับ เดี๋ยวลูกค้าก็เข้ามาเอง บางครั้งผมเจอลูกค้าต่างชาติ เขาให้เงินมา 100 ดอลลาร์เลยนะครับ กับค่ารถเงินไทยต่างหาก ซึ่งเราก็ต้องตกใจนะว่าทำไมเขาให้เยอะขนาดนี้ แต่ตรงนี้ เรามองว่าเป็นเพราะเราไม่เอาเปรียบเขา ไม่โกงเขา บางคนมิเตอร์ขึ้นไม่เท่าไหร่ แต่ให้มา 500 บาทเพราะเราบริการด้วยหัวใจ

ผมอยากให้นึกถึงใจเขา ใจเรา ถ้าเราไปเที่ยวบ้านเขา เขาดีกับเรา เราประทับใจก็อยากไปเที่ยวอีก เช่นกันเขาก็คิดแบบนั้น

อีกอย่าง ต้องแต่งกายให้สุภาพ ไม่ควรใส่กางเกงขาสั้น ไม่ควรใส่รองเท้าแตะ ไม่ควรเปิดเสียงดังบนรถรบกวนผู้โดยสาร เป็นอาชีพแท็กซี่ต้องสร้างความเชื่อมั่น สร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร และควรขับรถอย่างมีสติ

• ท้ายนี้อยากให้คนมองอาชีพแท็กซี่ว่าอย่างไรบ้างคะ

ง่ายๆ เลย ถ้าคุณอยากให้อาชีพแท็กซี่เป็นอย่างที่คุณต้องการ เวลาที่คุณเรียกแล้วเขาไม่รับ คุณช่วยแจ้งมาที่เบอร์ 1584 เพื่อร้องเรียนหน่อย เพราะเขามีมาตรการปรับอยู่ตรงนี้ จะได้ดัดนิสัยของแท็กซี่บางคันด้วย เพราะถ้าคุณเรียกแต่แท็กซี่ไม่รับเป็นสิบๆ คันเลยแล้วคุณไม่ร้องเรียน เขาก็จะไปทำกับคนอื่นๆ อีกจนเคยตัว เคยชิน ถ้าคุณอยากให้แท็กซี่ดี ผมว่าเราต้องช่วยกัน แต่งกายไม่สุภาพก็ร้องเรียนไปเลย พูดจาไม่ดีร้องเรียนไปเลย เรียกแล้วไม่ยอมไป ก็ร้องเรียนไปเลยครับ (ยิ้ม)








Profile

ชื่อ : สุวรรณฉัตร พรหมชาติ
ชื่อเล่น : เดี่ยว
วันเกิด : 10 ธันวาคม 2520
อายุ : 38 ปี
อาชีพ : ขับแท็กซี่

เรื่อง : วรัญญา งามขำ
ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์ และ Facebook สุวรรณฉัตร พรหมชาติ

กำลังโหลดความคิดเห็น...