xs
xsm
sm
md
lg

ยิ่งกว่านิยาย “ตุ๊กตา-อุบลวรรณ” สุดยอดดารานักสู้ชีวิต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายในละคร เพราะเธอคนนี้ผ่านความยากลำบากและเรื่องราวแย่ๆ มากมายทำเอาชีวิตแทบทรุดมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ต้องระเหเร่ร่อนตามไซต์ก่อสร้าง แย่งข้าวหมากิน พ่อติดคุก แม่เป็นอัมพฤกษ์ โดนทวงหนี้ จนถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย

ตุ๊กตา-อุบลวรรณ บุญรอด หลายคนอาจจะรู้จักเธอดีในฐานะดารานักแสดงและพิธีกรในวงการบันเทิงที่มีผลงานมานักต่อนัก แต่เบื้องหลังของเธอใครเลยจะรู้ว่าในวัยเด็กเธอต้องพบเจอและผ่านอะไรมาบ้างจนกว่าจะประสบความสำเร็จแบบทุกวันนี้

นอกจากนี้แล้วปัจจุบันเธอยังทำรายการทางช่องเคเบิลซึ่งเป็นรายการที่เน้นช่วยเหลือคนที่ลำบากให้ต่อสู้ชีวิต อีกทั้งยังเปิดอบรมอาชีพนวดหน้าด้วยสองมือ “ศาสตร์ยกหน้า ด้วยการกดจุดรีดน้ำเหลือง” ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนที่มาเรียนสามารถนำไปทำเป็นอาชีพได้อีกด้วย

นับว่าเรื่องราวของเธอข้างต้นที่เราหยิบยกมานั้นสามารถเป็นอุทาหรณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังท้อแท้ได้ดีทีเดียว

หากคุณเป็นบุคคลหนึ่งที่กำลังสิ้นหวัง ไร้ซึ่งกำลังใจอยู่ เชื่อว่าถ้าได้อ่านเรื่องราวของเธอแล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้นได้อย่างแน่นอน ดังที่เธอได้ให้ข้อคิดไว้ว่า “ชีวิตมันมีทั้งทุกข์และสุข แน่นอนมันต้องมีช่วงวิกฤตเพราะคนเรามีต้นทุนมาไม่เท่ากัน แต่อยากให้ทุกคนมองคนที่ลำบากกว่าเรา ถ้าเราไปมองคนที่ดีกว่าเรา เราจะมีแต่ความอิจฉาริษยา แต่ถ้าเรามองคนที่แย่กว่าเรา กำลังใจเราจะเกิดว่าเราโชคดีมากที่เราไม่เป็นแบบเขา”

• เห็นว่าชีวิตก่อนเข้าวงการคุณตุ๊กตาเคยผ่านความยากลำบากมาเยอะมาก คือยังไงคะ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย

พ่อแม่ของตุ๊กตาเป็นกรรมกรก่อสร้าง แล้วก็ไม่ได้มีบ้านเป็นของตัวเอง เราจะต้องระเหเร่ร่อนตามบ้านสังกะสีที่เขาสร้างตามไซต์งาน จำได้ว่าเราอยู่มาแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ เราเห็นพ่อแม่ทำงานแบบนี้ซึ่งเขาก็จะได้เงินวันละไม่กี่บาท น้อยมากๆ ทำก่อสร้างอย่างเดียวมันไม่พอจะกิน เพราะว่างานที่ทำไม่ได้เงินทุกวัน และต้องสร้างเสร็จก่อนเขาถึงจะมาจ่ายเงินเป็นงวดๆ เขาไม่ได้จ่ายรายวัน ก็ต้องหาเงิน หางาน หาอาชีพอื่นเพิ่ม อย่างเช่น ตอนกลางวันทำงานก่อสร้าง ตอนกลางคืน พ่อกับแม่ก็ต้องรับจ้างทำอย่างอื่นด้วย

บางที กว่าเราจะได้เงิน เรียกได้ว่าไม่มีข้าวกินกันเลย ต้องไปหาข้าวที่เขาทิ้ง ข้าวบูด เวลาข้าวบูดเขาก็จะทิ้ง แม่ก็จะไปเก็บมาตากแดด ตากให้แห้งเพื่อให้กลิ่นบูดหายไป พอแห้งจนมันแข็งกรังแล้วมันจะเหมือนข้าวตังแห้งๆ เขาก็จะเอามาต้มน้ำ ส่วนเนื้อแม่เขาจะเอาให้พ่อกับตุ๊กตากิน ส่วนแม่จะกินน้ำเพื่อให้พ่อกับลูกมีแรง

ลำบากถึงขนาดที่พ่อต้องไปรับจ้างตักส้วมคือสมัยก่อนยังไม่มีรถดูดส้วม แล้วส้วมก็จะเป็นส้วมซึม ที่เป็นวงๆ บ้านใครสูงหน่อยก็ตั้งสูงนิดหนึ่ง พ่อต้องกระโดดลงไปในถังส้วม ก็จะต้องไปตักแล้วยื่นขึ้นมาแล้วก็ส่งให้แม่กับตุ๊กตาเอาไปเททิ้ง หนอนเยอะแยะเต็มหัวพ่อเลย มันก็จะต้องไต่อยู่แล้ว เพราะมันเป็นอุจจาระอ่ะเนอะ เราก็ต้องทำเพื่อให้ได้เงินมา หรือบางทีต้องไปรับจ้างเชือดไก่ซึ่งสมัยก่อนจะไม่มีโรงฆ่าสัตว์ที่ใหญ่โตอะไรแบบตอนนี้ จริงๆ พ่อไม่ได้อยากฆ่านะคะ พอพ่อฆ่าเสร็จก็ส่งมาให้แม่กับตุ๊กตาล้างไก่ ถอนขนไก่ เราก็จะเห็นก่อนไก่จะตาย ทุกวันนี้เราเลยไม่กินไก่เลย

เรารู้ว่าพ่อกับแม่เราลำบาก บ้านเราก็ไม่มี เราก็อยู่สังกะสีเป็นรูๆ เราก็ช่วยพ่อแม่ทำงานมาตั้งแต่เด็กเลย งานอื่นๆ ที่ตุ๊กตาทำก็จะมีเก็บตะปูขาย ได้โลละหนึ่งบาท พับถุงปูนขาย พอโตขึ้นมาหน่อย เราก็ไปรับจ้าง ผักที่มีอยู่เราก็เก็บไปขายที่ตลาด รับจ้างขายน้ำแข็งใสตามงานวัด ทำขนมขาย รับจ้างเย็บไส้ไก่ ปักชุดแต่งงาน ทำทุกอาชีพเลยเพื่อแลกกับเงิน

 ตอนนั้นอายุประมาณเท่าไหร่คะ

จริงๆ ตั้งแต่จำความได้ประมาณ 6-7 ขวบ เราก็รู้แล้วว่าเราเห็นตะปูไม่ได้ เราจะต้องเก็บแล้วมันก็ไล่สเต็ปมาเรื่อยๆ พอโตขึ้นหน่อย เราก็จะมีอาชีพที่มันทำยากมากขึ้น อย่างไปรับจ้างกดน้ำขาย รับจ้างล้างจานตามโรงเรียนต่างๆ รับจ้างรีดผ้า รับจ้างเลี้ยงลูกอาจารย์ เราจะทำแบบนี้จนอายุเกือบ 15 ปีค่ะ

 ดูเหมือนว่าคุณตุ๊กตาเป็นคนไม่เกี่ยงงาน ไม่เลือกงานเลยนะคะ

ไม่เลือกค่ะ (ตอบเร็ว) ถ้างานไหนที่เราสามารถทำแล้วได้เงิน เราก็จะทำ ขอให้เขาให้เงินเรา เราก็จะทำ เราไม่เกี่ยงว่าจะต้องได้เงินมากหรือได้เงินน้อย ยกเว้นก็แต่งานที่มันไม่สุจริต เราไม่ทำอยู่แล้วค่ะ

 ตอนนั้นมีน้อยใจหรือท้อแท้ในโชคชะตาบ้างหรือเปล่าคะ

ตอนนั้นเรายังไม่มีความรู้สึกน้อยใจในโชคชะตาหรือวาสนานะคะ เรารู้แต่เพียงว่าเราเกิดมาก็จนแล้ว เราก็เลยไม่มีโอกาสที่จะได้ไปอิจฉาคนรวยๆ แต่ว่ามันจะมีช่วงที่เราเหนื่อยๆ คือช่วงที่เราต้องย้ายโรงเรียนไปเรื่อยๆ เพราะว่าเราอยู่ตามไซต์งาน ถ้าสมมติว่าสร้าง 3 เดือนเสร็จ หรือ 6 เดือนเสร็จ เราก็ต้องเปลี่ยนโรงเรียนไปเรื่อยๆ ตามสถานที่ทำงาน ใกล้ที่ก่อสร้างของพ่อกับแม่ค่ะ แต่ก็ท้อบ้างเพราะในความเป็นเด็ก และด้วยความที่เราเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่เหมือนกับสลัม มันก็เลยไม่ทำให้เรารู้สึกเกิดความต่าง เพราะเพื่อนๆ เรามันก็คนเหมือนกัน ระดับเดียวกัน แล้วเรารู้สึกว่าเราเห็นในสิ่งที่พ่อแม่เหนื่อย พ่อแม่ทำเพื่อเรา เราก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้แย่เพราะเราเห็นความเหนื่อยของพ่อแม่เราก็ภูมิใจ ที่พ่อแม่พยายามทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูเรา

 แต่เห็นว่ามีช่วงที่พีคสุดๆ จนถึงขั้นอยากฆ่าตัวตายด้วยนี่ยังไงกันคะ

ช่วงที่ท้อจริงๆ เหนื่อยจริงๆ จนถึงขั้นที่ว่าอยากจะฆ่าตัวตายมันน่าจะเป็นช่วงจังหวะที่พ่อติดคุก คือหลังจากที่พ่อเป็นกรรมกรมาโดยตลอด พอเราโตขึ้นเริ่มที่จะเป็นสาว ช่วงสักอายุประมาณ 12-13 ปี พ่อก็ไปซื้อที่ดินเพราะว่าลูกโตขึ้นจะให้มาอยู่ตามที่ก่อสร้างมันไม่ได้แล้ว มันอันตราย แล้วก็เป็นลูกสาวด้วย พ่อก็เลยไปซื้อที่ซึ่งเป็นที่ตาบอด ที่ตาบอดคือไม่มีน้ำ ไม่มีไฟเขาถึงขายถูก แล้วพ่อก็ลากเศษไม้มาสร้างบ้านด้วยตัวเอง เสร็จปุ๊บเหมือนมีผู้รับเหมาเขามาจ้างพ่อ พ่อก็เป็นคนงานอีกทีหนึ่ง ทีนี้เราก็มาต่อเติมบ้านแล้วจากที่เราเคยทำงานอยู่ไซต์งานใหญ่ๆ ก็เริ่มมาต่อเติมบ้านเป็นหลังๆ แล้วมาอาศัยอยู่กับผู้รับเหมาคนนี้ เขาไปรับเหมาบ้านหลังหนึ่ง แต่เขาดันเอาเงินหนีไป เอาเงินค่าจ้างแล้วหนีไปแต่พวกหินทรายเขาเอามาลงไว้ที่บ้านเรา มันก็เลยกลายเป็นของกลาง ปูน หิน ทราย อยู่ที่บ้านเรา ตำรวจก็เลยมาจับพ่อ เพราะคิดว่าพ่อเป็นคนทำ พ่อก็เลยไปติดคุกอยู่ประมาณ 6 เดือนค่ะ

ระหว่างที่พ่อโดนจับ มันกลายเป็นว่าเราเริ่มสร้างหนี้ สร้างหนี้จากการที่เราไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อซื้อที่แล้วก็ปลูกบ้าน แม่ก็เลยเครียดมากจนช็อก กลายเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีกเดินไม่ได้ เราก็ตัวคนเดียว ไม่รู้จะทำยังไงดี เครียดมาก (ลากเสียงยาว)

มีอยู่วันหนึ่ง เจ้าหนี้ก็มาทวงหนี้ที่บ้านและเราก็เป็นเด็ก จะทำยังไง อยากพาแม่ไปหาหมอไม่มีเงิน บ้านก็ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟใช้เราก็อยู่กันแบบมืดๆ อยากจะช่วยพ่อก็ไม่รู้จะช่วยยังไง ตอนนั้นมันมืดมนไปหมด เจ้าหนี้ก็มาทวงหนี้ที่บ้าน เราก็ร้องไห้ เราทุกข์ แต่ถ้าเราหยุดเก็บผักไปขายแล้วเราจะเอาที่ไหนมาซื้อข้าวให้แม่ แม่ก็เป็นแบบนี้อยู่ ก็เลยไปนั่งร้องไห้อยู่ที่ตลาด ตอนนั้นความคิดก็คืออยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ก็นั่งร้องไห้ไป ซึ่งขณะที่ร้องไห้ เราไม่เคยรู้เลยว่าที่ตลาดจะมีคุณลุงที่เป็นขอทาน ขาด้วน แขนขาดข้างหนึ่ง เขาจะมานั่งเป่าขลุ่ยอยู่เป็นประจำ เขาจะนั่งอยู่บนไม้กระดานที่มีล้อ เขาก็เลื่อนเข้ามาหาเรา เราไม่รู้เลยว่าเขาเฝ้ามองดูเรามาโดยตลอด ซึ่งเขาก็ถามว่าเราเป็นอะไร เราก็เล่าให้เขาฟังว่าเราอยากตาย

คุณลุงขอทานถามกลับมาว่า “ทำไมถึงอยากตาย อายุเท่าไหร่ มือเท้าหนูมีครบนะลูก หนูดูลุงสิ ลุงไม่ได้พิการตั้งแต่กำเนิด ลุงถูกรถชน แต่ลุงมีลูกมีเมียที่ต้องดูแล แต่ลุงอายุเท่าไหร่แล้วอีกไม่กี่ปีก็ตายลุงยังสู้เลย ถึงแม้ว่าลุงจะเป็นขอทาน แต่ลุงก็เป่าขลุ่ยเอาเสียงเพลงแลกเงิน ไม่ใช่ว่าลุงมาขอเขาฟรีๆ นะ หนูมีมือ มีเท้า หนูยังมีแม่ มีพ่อ แล้วหนูอายุเท่านี้หนูจะท้อทำไม” วินาทีนั้นมันเหมือนกับหน้าชา ตัวชาแล้วนึกขึ้นได้ว่าทำไมเราไม่มีสมอง ทำไมเราคิดไม่ได้มือเท้าเราก็มี มันอาจจะได้น้อยก็เก็บเล็กผสมน้อยไป กระเพาะเรามีเท่านี้เราก็ไม่ต้องกินอะไรเยอะก็ได้ มันก็เลยมีความคิดแล่นเข้ามาในหัวว่ามันจะต้องมีหนทาง

พอเราคิดได้ ตอนนั้นข้าวไม่พอ ตุ๊กตาก็จะไปขอข้าวที่วัดเลยค่ะ เดินไปที่วัดเลย บอกพระว่าอยากเป็นเด็กวัด พระบอกเป็นไม่ได้ เราเป็นผู้หญิง เป็นเด็กวัดไม่ได้ เราก็นั่งร้องไห้ๆ จนตอนหลังพระคงสงสาร เพราะเราก็เล่าให้พระฟัง ทุกเช้าที่พระท่านไปบิณฑบาต ท่านก็จะเอาข้าวที่ได้จากบิณฑบาตมาแขวนที่หน้าบ้านให้พร้อมกับกับข้าว ตอนจ้าหนี้มาทวง จากที่ปกติหลบแต่ในบ้าน เราก็ออกมาเล่าให้เขาฟังว่า ตอนแรกเขาก็บอกว่าไม่สนใจ ยังไงหนี้ก็ต้องใช้ เราก็บอกว่าเอาอย่างนี้ได้ไหมคะ ถ้ามีงานอะไรให้หนูทำ ให้หนูทำใช้หนี้ได้ไหม วันนี้หนูไปขายผักที่ตลาดมาหนูได้มา 50 บาท หนูให้น้า 30 บาทเลยแต่หนูขอเก็บไว้ใช้ 20 บาท ได้ไหม เพราะหนูจะต้องเลี้ยงแม่ เราจะพูดกับเขาตรงๆ จนสุดท้าย เขาก็รับเราไปทำงานที่บ้าน ไปเลี้ยงลูกเขา แถมยังให้เงินเราอีกด้วยนะ (ยิ้ม)

• ตั้งแต่ครั้งนั้นเราเลยได้ข้อคิดแล้วก็ฮึดสู้ขึ้นมาเลย

ใช่ค่ะ เราเลยฮึดสู้ขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ (ยิ้ม) บางทีเราชอบมองหากำลังใจจากไหนก็ไม่รู้ แต่จริงๆ กำลังใจที่ดีที่สุดมาจากคนรอบตัว และเราควรมองกำลังใจจากคนที่เขาแย่กว่าเรา คือถ้าเราไปมองว่าคนนี้มีรถ คนนี้ได้ไปเที่ยว คนนี้มีบ้าน คนนี้กินอาหารดีๆ เราก็จะเกิดกิเลส เพราะฉะนั้น กำลังใจที่ดีคือมองคนที่เขาแย่กว่าเรา ถ้าเราขาด้วนเหมือนลุงคนนั้นล่ะ ถ้าเราถูกรถชนเหมือนลุงคนนี้ล่ะ เราจะเป็นยังไง มันต้องแย่แน่เลย แต่นี่เรามีขา ลุงเขาจะไปไหน เขามีแขนข้างเดียวเขาต้องกระเสือกกระสน เรามีทั้งมือทั้งเท้า มันก็เลยทำให้ตุ๊กตาเกิดกำลังใจ ตั้งแต่นั้นมาตุ๊กตาจะมองคนที่แย่กว่าเราแล้วเราจะรู้สึกว่าชีวิตเราโชคดีมาก (ยิ้ม)

 เห็นบอกว่าเราลำบากมาจนถึงอายุ 15 ปี หลังจากนั้นก็คือเราได้เข้าวงการแล้วใช่ไหมคะ แล้วพลิกผันเข้าสู่วงการได้อย่างไร

ใช่ค่ะ เข้าวงการ (ยิ้ม) เราเข้าวงการจากวันที่พับถุงขายค่ะ พับถุงกล้วยแขกแล้วมันจะมีกระดาษหนังสือพิมพ์ที่เราพับเขาเขียนไว้ว่ามีประกวดดาราทองของนิตยสารดาราไทยทีวี สมัยก่อนนิตยสารของดาราไทยทีวีจะดังมาก ดาราดังทุกคนจะต้องไปขึ้นปกหนังสือเล่มนี้ ตอนนั้นยังไม่คิดอะไร ไม่อยากเป็นดารา ไม่อยากเป็นอะไรเลย อยากได้เงิน พอเห็นว่าที่ 1 จะได้รถยนต์คันหนึ่ง เราก็คิดว่าถ้าเราได้ เราจะเอารถไปขาย จะได้เอาเงินไปให้พ่อกับแม่ คิดแค่นั้นเองค่ะ แล้วก็ไปประกวดเลย

ตุ๊กตาเขียนจดหมาย พร่ำพรรณนาไปว่าที่บ้านลำบากมาก อยากมีโอกาสสักครั้งที่จะประกวด พ่อแม่เราเป็นอย่างนี้นะ อย่างนั้นนะ เราอยากช่วยท่าน แล้วก็ส่งรูปนักเรียน 2 นิ้วไป ซึ่งพอเขาคัดแล้วก็มีจดหมายส่งกลับมาว่าเราสามารถให้คุณมาคัด คุณผ่านการคัดเลือกจาก 1,000 คนเหลือ 100 คน เพราะสมัยก่อนไม่ค่อยมีประกวดดาราไงคะ ก็ไปประกวด จนชนะได้ที่ 1 หลังจากนั้นก็มาอยู่กับค่ายอาร์เอส

จริงๆ ความฝันเราไม่ได้อยากเป็นดาราเลยนะคะ ตุ๊กตาอยากเป็นหมอเพราะว่าอยากรักษาคน อยากช่วยคน อยากเรียนหมอ เพราะว่าเป็นความฝันตั้งแต่เด็กๆ แล้วเวลาแม่เราป่วย เราอยากจะรักษาแม่ เวลาใครไม่สบาย เราจะรักษาให้ฟรีเลย เราจะไม่คิดเงินด้วย ซึ่งตุ๊กตาว่าตามความฝันเด็กๆ ส่วนใหญ่ทุกคนก็น่าจะอยากเป็นหมอ แต่พอมันพลิกผันมาทำตรงนี้ เราต้องอยู่กับโลกของความเป็นจริงค่ะ (ยิ้ม)

 แล้วตอนที่เข้าวงการแล้ว ชีวิตเราเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ยังเหมือนเดิมนะคะ ตุ๊กตาก็ยังไปขายของตามตลาดเหมือนเดิม ก็ยังทำเหมือนเดิมจนเข้ามาได้สักพักหนึ่งถึงเลิกทำ เพราะว่ามีงานในวงการให้เราทำมากขึ้น แต่ในช่วงแรกๆ ก็ยังไปขายของ ก็ยังรับจ้างทำรายงาน รับจ้างรีดผ้า ทำในสิ่งที่เราเคยทำอยู่ค่ะ จนตอนหลังพอมันเริ่มมีงานเยอะขึ้น เราก็ไม่ได้ทำ เราก็จะมาทำงานในวงการอย่างเดียว (ยิ้ม)

 คือตอนนั้นถึงจะเป็นดาราแล้วเราก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่ก็เรียกได้ว่าชีวิตเราสบายมากขึ้น

ใช่ค่ะ (ตอบเร็ว) เรายังใช้ชีวิตเหมือนเดิมปกติ ไปไหนก็ยังทำตัวปกติเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นดารา คิดว่ามันคืออาชีพอาชีพหนึ่งที่เราแสดงให้คนได้ดู แล้วก็เป็นอาชีพที่มันได้เงินเยอะดีนะ (หัวเราะ) ในความรู้สึกของเราว่าต้องขายของอีกกี่ชาติถึงจะได้เงินขนาดนี้ ตอนนั้นถ่ายมิวสิกวิดีโอ 4 เพลง ได้มาประมาณ 2 หมื่นบาท เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วก็เยอะนะ เพราะปัจจุบัน 2 หมื่นบาทยังเยอะอยู่เลย ตกใจเลยค่ะ คือได้เพลงละห้าพันบาท เราก็เฮ้ยไม่เห็นต้องทำอะไรเลย เดินไป เดินมา แล้วก็ยิ้ม ทำตามที่เขาบอกได้ตั้งสองหมื่นบาทเลยเหรอ สำหรับเรามันเยอะมาก (หัวเราะ) อะไรทำนองนี้มากกว่า แต่ชีวิตก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยค่ะ (หัวเราะ) เพราะว่าเราอยากกินอะไรก็ไม่ต้องอดแล้ว แล้วเราก็ให้พ่อแม่หยุดทำงานเลย ไม่ให้ทำงานอีกเลย

 เห็นว่าคุณตุ๊กตาทำรายการเพื่อช่วยเหลือคนอื่นด้วย ไม่ทราบว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไรคะ

ตุ๊กตาทำมาได้ 5 ปีที่แล้วแล้วค่ะ ชื่อรายการว่า “โหรชีวิต” เริ่มจากตอนนั้นมันเกิดธุรกิจหนึ่งก็คือ ทีวีดาวเทียม ซึ่งดาวเทียมกับเคเบิลเข้ามาในประเทศไทย ก่อนหน้านี้ก็จะมีแค่ช่อง 3 5 7 9 แต่พอมีทีวีดาวเทียมเขาติดต่อว่าอยากให้มาทำรายการ ซึ่งการทำทีวีดาวเทียมต้องเป็นรายการสดเท่านั้น พอดีตอนนั้นเราหมดสัญญากับทางอาร์เอส เราก็เลยมาทำ พอทำก็รู้สึกสนุกมาก

ตอนนั้นตุ๊กตาเป็นดาราคนแรกที่มาทำทีวีดาวเทียมกับเคเบิล แล้วกลายเป็นว่าพอเรามาทำ มันโดนดูถูกเยอะมาก ไปไหนเพื่อนดาราถามว่าตอนนี้ตุ๊กตาทำอะไรอยู่ พอเราบอกว่าทำทีวีดาวเทียมอยู่ เขาก็ประมาณว่าเฮ้ย คือต้องเป็นดาราที่ไม่มีงานเท่านั้นนะถึงมาทำทีวีดาวเทียม คือต้องเป็นดาราที่ไม่มีงานทำแล้ว เรายังจำคำพูดจากเพื่อนๆ ดาราหรือนักแสดงที่ดูถูกเราไว้ได้อยู่เลย ซึ่งปัจจุบันทุกคนทำทีวีดาวเทียมกันหมดแล้ว ตอนนี้ไม่มีดาราคนไหนไม่ทำทีวีดาวเทียมเลยนะคะ ขนาดดาราเบอร์ต้นๆ ยังมาทำเลย เราก็เลยแบบว่าโลกเรามันเปลี่ยนไปจริงๆ แต่ในสมัยนั้น ตุ๊กตาเป็นคนเริ่มต้น คือทำก่อนก็เลยได้ฉายาเป็นเจ้าแม่เคเบิล เจ้าแม่ดาวเทียมเพราะว่าไปโผล่ออกเกือบทุกช่องเลย (หัวเราะ)

หลังจากนั้น พอเราได้มาทำรายการทีวีดาวเทียมมันก็เหมือนกับได้รับโอกาสว่าอยากจะมีรายการเป็นของตัวเองไหม ลองทำดูไหม เราก็สนใจซึ่งชีวิตเราเคยลำบาก เรามาทำรายการที่ให้กำลังใจคนดีกว่าเพราะใครที่ดูรายการเราแล้วต้องเกิดกำลังใจ

รายการตุ๊กตาจะเป็นประมาณว่า เราไปถ่ายทำเรื่องราวของคนที่เขาลำบาก แต่เขาสู้ชีวิต ไม่ใช่ลำบากแล้วงอมืองอเท้า เราก็เลือกเคสที่ลำบากมากๆ ไปถ่ายชีวิตพวกเขามา แล้วเราก็มาออกอากาศให้คนดู แล้วเอาเรื่องหมอดูเข้ามาเกี่ยวข้อง เอาหมอดูเข้ามานั่งในรายการด้วย ให้คนทางบ้านโทร.มาปรึกษา คำแนะนำ เช่น ต้องปล่อยปลา ต้องไปทำบุญ เป็นการแนะนำหลักของพระพุทธศาสนาค่ะ ไม่ได้เป็นการให้ไปปล่อยกรรมลอยน้ำครั้งละหลายหมื่นอันนั้นไม่ใช่ แต่ของเราต้องเป็นการทำบุญเสียมากกว่า

ในรายการก็จะมี 2 ช่วง คือ ช่วงคนไทยไม่ทิ้งกัน กับช่วงหมอดู จะมีเคสประมาณว่าไปถ่ายพวกคนตาบอดที่สามารถขายก๋วยเตี๋ยวได้ คนขาด้วนสามารถปีนต้นมะพร้าวได้ แต่เขาจนพอเราไปถ่ายเขาออกอากาศปุ๊บ 1 เดือนเราก็จะเอาเขามาออกรายการครั้งหนึ่งมานั่งพูดคุยแล้วก็มอบอาชีพให้เขา อย่างเช่น เขาอยากขายก๋วยเตี๋ยวเราก็มอบรถขายก๋วยเตี๋ยว อุปกรณ์ก๋วยเตี๋ยว ทุกอย่างให้เขาหมดเลยค่ะ หรือคนนี้เขาอยากทำเกี่ยวกับร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ เราก็ไปซื้ออุปกรณ์อะไรที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ให้ทั้งหมด ให้เงินทุน ซึ่งทำอย่างนี้มา 5 ปีแล้ว (ยิ้ม)

• ได้ข่าวว่ารายการนี้ เราต้องลงทุน ลงแรงเองทั้งหมดเลยใช่ไหมคะ แล้วไม่เข้าเนื้อบ้างเหรอ เคยคิดว่าอยากหยุดทำบ้างหรือเปล่า

ตุ๊กตาทำทุกอย่างค่ะ เพราะเป็นรายการที่ไม่มีสปอนเซอร์ อีกอย่างเราอยู่ช่องรายการทีวีดาวเทียมด้วยซึ่งหลังจากเศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าก็จะไม่ค่อยเข้ามาลงรายการช่วยเหลือสังคม ส่วนมากจะไม่ค่อยมีสปอนเซอร์อยู่แล้วมันเป็นเรื่องปกติ เราก็ต้องทำใจเพราะเราอยากทำรายการแบบนี้เองด้วย แต่พอเราเลือกที่จะทำรายการแบบนี้มันเกิดสองแง่ แง่ที่หนึ่งบางคนก็ไม่อยากดู ดูแล้วรันทด หดหู่ไม่ดูดีกว่า นั่นคือคนคิดลบ แง่ที่สองคนคิดบวกมี ดูแล้วมันดีนะ เราโชคดีกว่าเขาอีก ทีนี้เราก็ไม่รู้ว่าคนสองประเภทนี้ประเภทไหนเยอะกว่ากัน

ที่ผ่านมาไม่ได้คิดนะว่าจะหยุดทำ แต่ตอนนี้ต้องเริ่มคิดแล้วค่ะมันเหมือนกับเราก็ใช้ไปเยอะ ตอนนี้เราก็ต้องหาทางแก้ไขค่ะ เราจะทำยังไงดี เราจะหยุดทำก่อนมั้ย อนาคตเราจะได้กลับมาทำใหม่ ถ้าเรายังทำไปในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ถึงแม้เราจะหยุดทำเราก็ยังตามเคสของเราได้ เราก็ไปถ่ายเขามาอัปลงยูทูปก็ได้ แล้วก็แบบวันหนึ่งที่เรากลับมาแข็งแรงอีกครั้งหนึ่ง มีเงินเยอะๆ อีกครั้งหนึ่ง เราก็แค่กลับมาทำใหม่ ใช้ชื่อเดิมเพราะมันเป็นรายการเรา ความคิดเรา ไอเดียเราทั้งหมดใครก็มาเอาไปจากเราไม่ได้

 นอกจากนี้แล้วคุณตุ๊กตายังเปิดอบรมอาชีพนวดหน้าด้วยสองมือ “ศาสตร์ยกหน้า ด้วยการกดจุดรีดน้ำเหลือง” อีกด้วย เจตนารมณ์ก็เพื่ออยากให้คนมีอาชีพ

ใช่ค่ะ ตรงนี้มันต่อเนื่องมาจากที่เราชอบมอบอาชีพให้กับคน แล้ววันหนึ่งตุ๊กตามีโอกาสศึกษาค้นคว้าจากเพื่อนที่เป็นหมอและได้พิสูจน์กับหน้าตัวเองมาเป็นเวลา 2 ปีเต็ม เกี่ยวกับเรื่องการกดจุด การรีดน้ำเหลืองที่มันเป็นหลักทางวิทยาศาสตร์บอกได้เลยว่าตุ๊กตาเป็นคนไม่เคยทำศัลยกรรม ไม่เคยโบท็อกซ์อะไรเลย เพราะเราค้นพบศึกษาด้วยตัวเองโดยใช้วิธีการนวดหน้า การกดจุด มันทำให้หน้าเราไม่มีริ้วรอย หน้าเราเล็กลงจากสมัยก่อน เลยเป็นที่มาให้เราเปิดสอนนวดหน้า เปิดให้คนได้มาเรียน มาทำอาชีพ เพราะตอนนี้เราเห็นว่าเศรษฐกิจมันไม่ดี อาชีพส่วนใหญ่จะต้องลงทุน แต่นี่มีอุปกรณ์แค่มือ ร้านก็ไม่ต้องเปิดไปรับนวดหน้าตามบ้านก็ได้ ตอนนี้ก็เปิดสอนมา 8 รุ่นแล้วค่ะ (ยิ้ม) สำหรับสถานที่เรียนนั้นจะเปิดสอนที่บ้านสบายโฮสเทล ลาดพร้าว 71 ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเรียน 45,000 บาท หลักสูตร 3 วัน 3 คืน รวมค่าที่พัก ค่าอาหาร เมื่อเรียนจบหลักสูตรมีใบประกาศให้อีกด้วยค่ะ

 ดูเหมือนคุณตุ๊กตาชอบช่วยเหลือคนอื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ชอบค่ะ (ยิ้ม) เพราะว่าตัวเองลำบากแล้วตัวเองไม่ได้รับการช่วยเหลือจากใครแล้วเราจะรู้ว่าเวลาที่ใครสักคนยื่นมือเข้ามาช่วยเรา มันเหมือนมีคนให้โอกาส ให้ชีวิต ตอนเด็กๆ เราไม่มีใครช่วย เราช่วยตัวเอง เรารู้ว่ามันเหนื่อย มันลำบากแค่ไหนเวลาที่เราขวนขวายหาทุกอย่างเอง แต่เวลาที่ใครหยิบยื่นโอกาสมาช่วยเราตอนที่เราแย่นั่นแหละมันคือสิ่งที่เรียกว่ามหัศจรรย์ที่สุดในชีวิต เหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำตายแล้วถูกช่วยชีวิต

 ทุกวันนี้เรียกว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วหรือยังคะ

โห… (ลากสียงยาว) มากแล้วค่ะ จริงๆ มันเกินความฝันของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่มีอะไรเลย มันลำบากมาก คือพ่อแม่เราเป็นใครก็ไม่รู้ ชาวบ้านธรรมดาไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์แล้วเรามีวันนี้เราพอใจแล้ว เราภูมิใจแล้ว ความสำเร็จของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ความสำเร็จเราคือการได้ทำและได้ช่วยก็มีความสุขแล้ว อาจจะไม่ต้องโด่งดังยิ่งใหญ่เพราะว่าโชควาสนาของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน

 จากที่เราลำบากมาแล้วเรามีขึ้นมา ถ้าถามอย่างตรงไปตรงมา เราเคยหลงตัวเองบ้างไหมคะ

ไม่เคยเลยค่ะ(ตอบเร็ว) เพราะไม่มีช่วงเวลาที่จะหลงตัวเองเพราะว่าช่วงที่มีตังค์ปุ๊บก็เอามาทำรายการช่วยคนเลย มันก็เลยไม่มีช่วงเวลาที่แบบ เรามีเงินเยอะหรือเปล่า ไม่มีเลยนะ มีแต่ว่าเดือนนี้เราต้องหาเงินมาจ่ายค่าเช่าเวลาทำรายการให้ได้ ก็เลยไม่มีเวลา หลงตัวเอง แต่ถ้าตุ๊กตาไม่ทำรายการแล้วตุ๊กตาเก็บเงินไว้ เราอาจจะมีช่วงเวลาที่ได้หลงกับเงินนั้นที่มันพอกพูนขึ้นมาและไม่ได้หายไป แต่อันนี้มันเป็นในแต่ละเดือนเราจะช่วยใครดี เราจะไปหาเคสจากที่ไหน เราจะไปช่วยเคสยังไงเพราะเวลาไปถ่ายมันไม่ได้จบแค่นั้น เราต้องดูว่าเขามีความฝันอะไร เราอยากทำเซอร์ไพรส์เขา มันก็เลยไม่มีเวลาจะไปหลง ชีวิตดี๊ดี สบาย ไม่มีเลยค่ะ

 จะว่าไปแล้วถ้าย้อนกลับไปวัยเด็กจนเราฝ่าฟันจนประสบความสำเร็จ ความลำบากในวัยเด็กสอนอะไรเราบ้างคะ

สอนให้เรารู้จักตัวเองว่าเราควรที่จะยอมรับตัวเองให้ได้ แล้วก็สอนให้เราพร้อมที่จะจมลงตลอดเวลา หมายความว่าชีวิตคนเรามันไม่ได้สวยหรู ชีวิตตุ๊กตาลำบากมาตั้งแต่เด็ก มีทุกวันนี้ได้มันดีมากแล้ว ถ้าวันหนึ่งเราต้องกลับไปไม่มีอะไรคือเราไม่รู้หรอกว่าเราจะอยู่ในภาวะไหน เราก็ไม่อายหรอก แล้วความจน ความลำบากสมัยเด็ก มันสอนให้ตุ๊กตารู้จักคำว่าซื่อสัตย์ สอนให้รู้จักคำว่าต่อสู้ ดิ้นรน และสอนให้เรารู้จักคำว่าน้ำใจ มันควรจะมีต่อให้ลำบากยากจนแค่ไหนการมีน้ำใจหรือความไม่เห็นแก่ตัวมันน่าจะเกิดขึ้นในสังคม แต่กลายเป็นว่าสังคมไทยเราทุกวันนี้ต่อให้ไม่มีเงินหรือคนรวยก็มีแต่ความเห็นแก่ตัว รวย ตายไปเอาเงินไปได้ไหมคะ สมมติว่ามีเงินสองร้อยล้านอยู่ คุณก็มีความสุขกับเงินของคุณไป แต่ตอนตายไปมันเผาแล้วเอาไปใช้ในนรก บนสวรรค์ของคุณได้ไหม มันก็ไม่ได้ มันสอนทำให้เรารู้ว่าการมีเงินไม่ใช่ว่ามันจะมีความสุข แต่การที่มีแบบพอดีแล้วก็รู้จักแบ่งปัน ช่วยเหลือคนเพราะคนเราทุกคนบนโลกนี้มันมีโอกาสไม่เท่ากัน มันไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองเท่าๆ กัน ดังนั้นไม่ใช่สักแต่ว่าหา ตุ๊กตาได้เห็นมาเยอะมาก คนที่รวยๆ หลายคนนะคะอันนี้ไม่ได้ว่าคนรวยนะ เห็นเป็นโรคทุกคนเลย เพราะเขาไม่เคยมีน้ำใจ

ตุ๊กตายังคงเชื่อในเรื่องของเวรกรรม เพราะบางคนจะเป็นมะเร็งก็เป็น นึกจะเป็นนู่นเป็นนี่มันก็เป็นขึ้นมา แต่ตุ๊กตาคิดว่าตอนนี้เราอาจจะอยู่แบบลำบากหน่อยไม่ได้สุขสบายมาก แต่ก็ไม่ได้ลำบากแบบเมื่อก่อน แต่เรามีความสุขและเราก็ยังแข็งแรง เราก็ยังสามารถมีชีวิตที่จะอยู่ไปแล้ว รู้จักคำว่าพอเพียงดีกว่า

 ในอนาคตเรามองเป้าหมายไว้ว่าอย่างไรบ้างคะ

ตอนนี้ตุ๊กตายังไม่ได้มองอะไรไว้นะคะ เพียงแต่ว่าเราจะทำงานของเราให้ดีที่สุด แล้วก็อยากจะหาเงินทำรายการ ที่เป็นรายการช่วยคนอย่างนี้ต่อไปอีก ก็ยังตั้งปณิธานตัวเองเอาไว้อย่างแน่วแน่ว่ายังไงก็ยังอยากที่จะทำรายการแบบนี้ รู้ว่ามันทำแล้วขาดทุน รู้ว่ามันทำแล้วไม่ได้กำไร แต่มันเป็นความสุข ความสุขของชีวิตที่จะได้ทำอะไรดีๆ ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ตอบแทนในหลวงบ้าง

สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือช่วยเหลือคนก็มีความสุข เพราะว่าเราช่วยเหลือคนเราไม่ได้ช่วยเหลือคนที่ลำบากอย่างเดียวแต่เราช่วยเหลือคนที่อยู่ทางบ้าน เวลาที่เขาดูเขาเกิดกำลังใจนั่นก็คือบุญอีกอย่างหนึ่ง การทำบุญเอาเงินไป ให้เงินไปช่วย เดี๋ยวเขาก็ใช้หมด จบ แต่การที่เราสร้างภาพขึ้นมาที่มันเป็นภาพแห่งความลำบากให้คนอื่นเห็นแล้วเกิดกำลังใจมันจะใช้เงินมหาศาลขนาดไหนในการสร้างหรือวิธีไหนในการสร้าง มันไม่ได้ทำกันง่ายๆ แต่ว่าอันนี้มันก็เป็นอะไรที่เราเองก็รู้สึกมีความสุขก็อยากที่จะทำต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ (ยิ้ม)

 ท้ายนี้ในฐานะที่เราต้องพบเจอหรือต้องผ่านความยากลำบากมามากมาย เราอยากแนะนำอะไรกับคนที่หมดหวังหรือคนที่เขากำลังท้อแท้กับชีวิตบ้างคะ

ตุ๊กตาอยากจะให้กำลังใจหลายๆ คนนะคะว่า ชีวิตมันมีทั้งทุกข์และสุขแน่นอน มันต้องมีช่วงวิกฤตเพราะคนเรามีต้นทุนมาไม่เท่ากัน แต่อยากให้ทุกคนมองคนที่ลำบากกว่าเรา เช่น เราลำบากอยู่แล้ว จนอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นลองมองคนพิการ ลองจินตนาการดูว่าถ้าวันหนึ่งคุณไม่มีตา คุณตาบอด คุณยังจะบอกไหมว่าคุณแย่กว่าเขา เพราะคนเราชอบยึดติดว่าไม่มีเงิน บ้านก็ยังเช่าอยู่ รถก็ไม่มี ต้องนั่งรถเมล์ แต่อย่าลืมว่าคุณมีขา คุณมีแขนที่สามารถทำได้ คุณสามารถไปไหนได้ตามอำเภอใจ สามารถหยิบจับอะไรได้ทุกอย่างเพราะฉะนั้นถ้าเราเกิดความท้อแท้ เราทุกข์ อยากให้มองคนที่แย่กว่าเรา ถ้าเราไปมองคนที่ดีกว่าเรา เราจะมีแต่ความอิจฉาริษยา แต่ถ้าเรามองคนที่แย่กว่าเรา กำลังใจเราจะเกิด ว่าเราโชคดีมากที่เราไม่เป็นแบบเขา พยายามหาคนที่แย่กว่าเราโดยเฉพาะคนที่เขาเป็นคนพิการ แต่เขาสู้ชีวิต ถ้าเขาเลือกได้เขาก็ไม่อยากพิการ และถ้าเราเลือกได้เราก็ไม่อยากเกิดมาพิการอย่างเขา อันนี้คือวิธีการสร้างกำลังใจให้กับตัวเรา ถ้าเรามองคนที่แย่กว่าเรายังไงเราก็รู้สึกดีกว่าพวกเขา แล้วกำลังใจเราจะมาในใจเราเองโดยที่ไม่ต้องมีใครมานั่งบอกว่าต้องเข้มแข็งนะ ต้องสู้ๆ นะ พอเรามองไปเราเห็นภาพ เราจะรู้สึกเลย เราโชคดีกว่าเขาเยอะ (ยิ้ม)

อีกอย่างตุ๊กตาอยากให้หันกลับไปมองคนรอบตัว หันกลับไปมองพ่อกับแม่ ยิ่งคนที่มีคุณพ่อ คุณแม่อยู่ก็อยากให้หันกลับไปมองท่านให้เยอะๆ มองว่าเขาสร้างอะไร เขาทำอะไรให้เรามา อยากให้เรารักพ่อแม่ให้มาก รักในที่นี้ไม่ใช่รักแต่ปาก รักในที่นี้คือกลับไปใส่ใจดูแลเขาบ้าง โทร.หาเขา คุยกับเขาบ้างคุณจะได้มีกำลังใจ (ยิ้ม)




เรื่อง : วรัญญา งามขำ, ปาณิสรา บุญม่วง
ภาพ : พลภัทร วรรณดี

เจ้าสาวของอานนท์ ตอนที่ 10
เจ้าสาวของอานนท์ ตอนที่ 10
โกศลเล่าเรื่องราวต่างๆให้อานนท์ฟัง ในร้านรพี วนิดาลองชุดแต่งงานยืนดูตัวเองอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ สีหน้าเรียบเฉย ประภากับแม่โกศลพากันปลาบปลื้ม โกศลนั่งอ่านหนังสือ สวยเหลือเกินลูก หนูดา คุณพี่ว่าชุดเจ้าสาวชุดนี้เหมาะกับหนูดานะคะ ประภาบอก แม่โกศลยิ้มๆ พี่คิดไว้ว่าเจ้าสาวของโกศลจะใส่ชุดไทยห่มสไบ...แต่ถ้าหนูดาชอบแบบฝรั่งก็... วนิดาหันมาทันที ดาชอบชุดฝรั่งแบบนี้ค่ะ...ชุดไทยเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครใส่แล้วนะคะ...มันดูเชย เชยที่ไหนกันล่ะหนูดา ป้าว่าชุดไทยน่ะโก้กว่าชุดฝรั่งฟูๆอย่างนี้ตั้งเยอะ...โกศลว่าไงล่ะลูก”
กำลังโหลดความคิดเห็น...