xs
xsm
sm
md
lg

เจ้าชายสัตว์ “ก้องเกียรติ ถาดทอง” แบบอย่างความสำเร็จของเกษตรแบบคนเมือง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

“ผมมองว่ามันเป็นชีวิตที่มีความสุข
เราทำยังไงก็ได้ให้ความเป็นอยู่ของคนกรุงเทพฯ
ใกล้เคียงกับความเป็นอยู่ของคนในชนบท”

ข้างต้นคือคำพูดของบุคคลหนึ่งที่มีใจรักในการทำการเกษตรในเมืองกรุง ชีวิตคลุกคลีอยู่กับสัตว์มาตั้งแต่จำความได้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กไปจนถึงสัตว์ใหญ่ เรียกได้ว่าเขาคนนี้เคยสัมผัสมาแล้วทั้งนั้น จนได้รับฉายาจากเพื่อนๆ ว่า “เจ้าชายสัตว์” ไปโดยปริยาย

“อั้น-ก้องเกียรติ ถาดทอง” อดีตข้าราชการที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกรโดยการเลี้ยงสัตว์ในเมืองหลวง

บนพื้นที่บ้านขนาดไม่ใหญ่มาก ในเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร มองไปแล้วอาจดูเหมือนบ้านในเมืองธรรมดาๆ แต่เมื่อเดินเข้าไป กลับพบว่า บนพื้นที่ไม่กี่ตารางวานั้นเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตอย่าง เป็ด ไก่ หลากหลายสายพันธุ์ และแพะอีกหลายตัว

บนพื้นที่ที่หลายคนมองว่าสภาพอากาศ สภาพแวดล้อมอาจจะไม่เหมาะที่จะทำการเกษตรเท่าไหร่นัก ซึ่งตรงนี้อาจสร้างความสงสัยจนเกิดเป็นคำถามต่างๆ นานาว่าจะทำได้อย่างไร และวันนี้เราจะมาหาคำตอบเหล่านี้กัน

เรื่องราวของเขา เป็นเรื่องที่ทำให้เราหัวใจเต้นแรง เพราะจะว่าไป สิ่งที่เขาคนนี้ทำ เรียกว่าคุ้มค่าอย่างมาก เพราะสิ่งที่เขาได้รับนั้นไม่เพียงแต่เป็นเงินทองเพราะยังรวมไปถึงความสุขที่เกิดขึ้นตามมาด้วย...

•  คุณอั้นมีจุดเริ่มต้นหรือแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้เราสนใจการทำเกษตรในเมืองคะ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยค่ะ

จุดเริ่มต้นมาจากการที่ผมชื่นชอบด้านการเกษตรอยู่แล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ แต่ผมจะเน้นไปทางเลี้ยงสัตว์มากกว่า ตอนแรกต้องเกิดจากที่เรามีใจรักก่อนนะครับ เพราะบางทีคนเราจะไปทำอะไรตามคนอื่นมันไม่ได้นะ เห็นคนอื่นเขาประสบความสำเร็จ เขาขายก๋วยเตี๋ยวแล้วขายดี เราจะขายบ้าง มันไม่ใช่ ถ้าใจคุณไม่ได้

ผมเลี้ยงสัตว์ด้วยใจมาตั้งแต่จำความได้แล้วครับ ผมชอบสัตว์ คลุกคลีอยู่กับสัตว์ สมัยเป็นเด็ก ผมจำได้ว่าเด็กส่วนใหญ่เขาจะซื้อหนังสือการ์ตูน ซื้อของเล่น แต่ผมจะซื้อดินน้ำมันมาปั้นเป็นตัวสัตว์ ปั้นเป็นร้อยๆ ตัว ปั้นเต็มบ้านเลย ซึ่งผมใฝ่ฝันเลยว่าโตขึ้น เราต้องมีฟาร์ม แต่ด้วยความที่เราอยู่ในเมืองและผมก็เป็นคนกรุงเทพฯ ด้วย ผมเลยคิดว่า เอ๊ะ เราจะทำยังไงดีนะ (ยิ้ม)

 การทำเกษตรในเมืองของคุณอั้นเริ่มจากการเลี้ยงสัตว์ แล้วสัตว์ชนิดแรกที่เลี้ยงอย่างจริงจังเลยคืออะไร

สิ่งที่ผมทำมา เห็นได้ชัดเจนนะครับ ผมทำด้านสัตว์โดยตรง ซึ่งสัตว์ที่ผมเลี้ยงอย่างแรกเลยก็คือไก่ครับ เพราะผมคิดว่าถ้าจะเลี้ยงสัตว์ ควรจะเป็นสัตว์ที่จับต้องได้ อุ้มเล่นได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ที่บ้านก็จะมีเป็ด ไก่และแพะครับ ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจครับ

 การทำเกษตรในเมืองมันสวนกระแส และท้าทายอย่างไรบ้างคะ

คำว่าเกษตรในความคิดของหลายๆ คน มันต้องมีพื้นที่ที่กว้าง ซึ่งตรงนี้ผมลบทฤษฎีนั้นทิ้ง เอาเป็นทฤษฎีใหม่ทั้งหมด ผมมองว่าการที่เราจะทำอะไรสวนกระแสต้องไปให้รอด มันเหมือนเรือ ถ้าไม่รอดคือล่ม

 แล้วคุณอั้นไปศึกษาหรือหาวิธีการทำเกษตรในเมืองมาจากไหนคะ

จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้มันใช้ประสบการณ์กับสิ่งที่ผมเคยเจอมาทั้งนั้นเลย ซึ่งด้วยความที่เราชอบ มันก็เลยเกิดการศึกษาไปในตัวอยู่แล้ว เวลาเราไปไหน เราผ่านฟาร์ม ผมก็จะศึกษาว่าทำไมไก่เขาต้องขังแบบนี้ แล้วถ้าไม่ขังล่ะ ถ้าเราปล่อยล่ะ ถ้าเรากึ่งขังกึ่งปล่อยล่ะ เล้าไม่ได้ใหญ่เฉพาะตัวแต่ใหญ่สัก 3 เมตรจะมีผลอะไรยังไงไหม ผมเลยลองศึกษาดูและมาปรับเปลี่ยนให้มันเข้ากับวิถีของคนเมืองซึ่งผมทำตรงนี้คนเดียวทั้งหมด เราใช้ประสบการณ์เป็นตัวสอนเรา ตอนนี้ทำมาเข้าปีที่ 5 แล้วครับ (ยิ้ม)

 เห็นว่าคุณอั้นชื่นชอบสัตว์มาก จนได้รับฉายาว่าเจ้าชายสัตว์เลย

(หัวเราะ) จริงๆ คำนี้เกิดจากที่เขาแซวผม เพราะว่าในกลุ่มจะมีเจ้าชายผักแล้ว ซึ่งเขาเห็นผมเลี้ยงสัตว์เยอะ เขาก็เรียกบ้าง (หัวเราะ) ผมก็ขำๆ ดีนะ ไม่ได้คิดอะไรจนกลายเป็นคำเรียกติดปาก พอมีคนพูดว่าเจ้าชายสัตว์ เขาก็จะนึกถึงหน้าผม

 ก่อนหน้านี้เห็นว่าคุณอั้นเคยรับราชการมาก่อน แต่ว่าลาออกมาเป็นเกษตรกรใช่ไหมคะ ทำไมถึงตัดสินใจอย่างนั้น

ใช่ครับ ผมตัดสินใจลาออก หลังจากรับราชการอยู่ในหน่วยงานที่คอยถวายงานรับใช้ราชวงศ์ จะต้องตามเสด็จไปทุกที่ ไปดูแลด้านที่ประทับ ด้านมณฑลพิธีอะไรต่างๆ ตอนนั้นเลยกลายเป็นว่าเราไม่มีเวลา ซึ่งใจเราชอบที่จะอยู่กับสัตว์ ใจเรารักในทางนี้ ทำให้เราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง บางทีผมว่า กว่าจะค้นหาตัวเองเจอ มันต้องใช้เวลานะ แต่ผมยอมเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบมากที่สุด มาทำตรงจุดนี้ ผมละทิ้งชีวิตตรงนั้น แล้วก็หันมาใช้ชีวิตแบบเดินดิน เรียบๆ แบบวิถีของเกษตรกร

อาชีพเกษตรกรมันเป็นอาชีพที่คนกลัวแล้วก็ดูถูกนะ ผมบอกได้เลยว่าเวลาที่ผมขี่มอเตอร์ไซค์ตอนเช้าๆ ไปเกี่ยวหญ้า แต่งตัวธรรมดาๆ เสื้อยืด กางเกงเก่าๆ ถือเคียว ถือกระสอบ คนก็จะมองด้วยสายตาอย่างหนึ่ง ต่างจากคนที่มองพนักงานออฟฟิศที่แต่งตัวเดินออกไป เขาก็จะมอง...โหย ผู้ชายคนนี้เท่จัง อะไรทำนองนี้ ซึ่งผมก็จะมองย้อนกลับคิดในใจเหมือนกันนะว่าคุณทำแทบตาย คุณก็ไม่ได้เงินเท่าผมหรอก บางทีผมคิดเลยนะ ผมยอมรับ ประมาณว่า ต่อให้คุณทำโอทีตัวเป็นเกลียว หัวเป็นนอตก็ไม่ได้เงินเยอะเท่าเราหรอก เราทำครึ่งวันก็ส่งนมแพะได้แล้ว 700-800 บาท อีกอย่างมันเป็นสิ่งที่ใจเราชอบด้วย เราเป็นนายตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมจะคิดเพื่อให้กำลังใจตัวเองแบบนี้

 แน่นอนว่าแรกๆ อะไรที่สวนกระแส ต้องมีคนเห็นต่าง คนรอบข้างหรือคนใกล้ตัวว่าอย่างไรบ้างคะ เขาเห็นด้วยหรือไม่ที่เราลาออกจากงานราชการมาทำตรงนี้

ตอนนั้นที่เราทำมันไม่มีใครเห็นด้วยเลยแหละ การทำเกษตรในเมือง ในพื้นที่จำกัดแบบนี้ มีแต่คนบอกเลยว่าทำไม่ได้ ไม่ได้หรอก บ้านก็ไม่มีที่ จะมาเลี้ยงยังไง ผมก็ได้แต่บอกว่า เออน่ะ เดี๋ยวทำให้ดู แต่ก่อนที่บ้านเขาจะไม่สนับสนุนให้เราเลี้ยงสัตว์เท่าไหร่เพราะมันจะเป็นภาระเพราะไปไหนไม่ได้เลย แต่อย่างต้นไม้เราไม่รดน้ำสามวันมันก็ยังอยู่ได้ แต่กับสัตว์ เราทิ้งไม่ได้ พอเลี้ยงเขาเลยคิดว่ามันเป็นภาระ แต่ผมเองเป็นคนดิ้นรน ต่อสู้มาตลอดจนเรามีวันนี้ เราผ่านอะไรมามากมาย ไอ้ทฤษฎีที่ว่าทำไม่ได้ ผมแหวกให้หมดแล้ว ซึ่งใครมาบอกว่าทำไม่ได้ ผมขอเถียงคอเป็นเอ็นเลย

จนผมทำอาคารขึ้นมาเลี้ยงสัตว์ตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยมีใครเห็นด้วยเท่าไหร่เลยจนอาคารจะเสร็จอยู่แล้ว ใครมาเห็นก็จะถามว่าเราทำอะไร จะทำห้องใหม่เหรอ พอผมบอกจะเลี้ยงไก่ มีแต่คนบอกว่าเราบ้า เราทำไม่ได้ ซึ่งพอเราทำได้ปั๊บตรงนี้มันก็เลยกลายเป็นที่ฮือฮาว่าเราทำได้จริง

ส่วนที่ผมลาออกจากงานประจำ โอ้โห…ฮือฮาทั้งที่ทำงานเลยครับ ที่บ้านก็ไม่เห็นด้วยว่าเราออกมาทำไม ซึ่งผมก็บอกไปว่าออกมาเลี้ยงไก่ เพื่อนที่ทำงานก็จะพูดประมาณว่าออกมาเลี้ยงไก่เนี่ยนะ ทำไมมึงถึงกระจอกจังวะ ผมก็ได้แต่บอกว่าเดี๋ยวทำให้ดู ดูว่าเราจะอยู่รอดไหม ซึ่งพอเราทำไปทำมา เขาก็ได้เห็น จากที่ผมออกสื่อหลายๆ สื่อ เขาก็คงตะลึงเหมือนกันว่าเราออกมาแล้วทำขนาดนี้เลยเหรอ เพราะเพื่อนแต่ละคนที่เขาเคยมาบ้าน เขาจะรู้ว่าบ้านเราพื้นที่น้อย แต่เราทำได้ขนาดนี้ เขาก็มองว่าเราไม่ธรรมดาแล้ว กลายเป็นว่าพอเราเดินไปที่ทำงานเก่า ก็มีแต่คนที่จะเข้ามาหาเรา อยากจะเข้ามาคุยกับเรา

 มีคนมองไหมว่าออกจากงานราชการมาเป็นเกษตรกรทำไมให้เหนื่อย ตรงนี้เราเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่า

มีครับ (ตอบเร็ว) หลายคนอาจมองว่าเหนื่อย แต่ผมมองว่ามันคือสิ่งที่เรารัก มันจะไม่เหนื่อย อะไรที่เราชอบมันจะไม่เหนื่อย อย่างเราชอบอ่านหนังสือ คุณอ่านได้เป็นวันๆ แต่ถ้าคนมันไม่ชอบ บังคับให้อ่านไปสองสามหน้าก็หลับ หรือไม่ก็ไปทำอย่างอื่น ซึ่งสิ่งนี้ผมมองแล้วว่าเรารักเราชอบ มันเลยไม่เหนื่อย อย่างเพื่อนผมจะชอบแซวประมาณว่านี่มึงทำงานตากฝน เวลาฝนตกวิ่งปิดคอกไก่ แต่พอมึงทำงานอยู่ที่ทำงานมึงจามสามทีก็เขียนใบลาพรุ่งนี้แล้ว ตรงนี้เราเลยรู้สึกว่ามันก็จริงๆ นะ สิ่งที่เราชอบกับสิ่งที่เราไม่ชอบ ใจบางทีมันท้อเลยนะ

ผมคิดตลอด คิดเสมอว่าจะทำอะไร แล้วผมก็คิดว่าชีวิตจะมั่นคง มันไม่ได้อยู่ที่อาชีพ มันอยู่ที่ตัวเราทำตัว เพราะว่าผมรับราชการมา 7 ปี เพื่อนร่วมงานก็มีหลากหลาย สังคมมันจะสอนเราเองว่าเราควรใช้ชีวิตแบบไหน ถึงจะอยู่รอด บางคนอาจคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์เงินเดือน ใช้ๆ เงินไปเถอะ บางคนตัวคนเดียว โสดก็ใช้ๆ ไป เดี๋ยวสิ้นเดือน เงินก็ออกแล้ว จะไปซีเรียสอะไร มีชีวิตอยู่ มีลมหายใจ ก็กินเที่ยวไปให้เต็มที่ ตรงนี้มันก็เป็นบทเรียนที่สอนเรานะว่าคนนี้คิดแบบนี้ คนนั้นคิดแบบนั้น ซึ่งผมมองว่าถ้าคิดแบบนั้นจะมั่นคงได้ยังไง รับราชการก็จริง แต่จะเอาเงินเก็บมาจากไหน จะต้องเป็นหนี้เขาตลอดชีวิตใช่ไหม กู้สหกรณ์ เขาก็ต้องหักเงินตลอดชีวิตเลยใช่ไหม ซึ่งผมมองแล้วมันเป็นบทเรียนที่สอนเราไปในตัว

จริงอยู่ว่าอาชีพราชการเป็นอาชีพที่คนใฝ่ฝันว่ามั่นคง ต่างจังหวัดจะให้เกียรติข้าราชการมาก ซึ่งในกรุงเทพฯ ผมมองว่าเฉยๆ นะ เพราะแม่ผม พี่ผมก็เป็นข้าราชการผมเลยไม่ค่อยตื่นเต้นกับการได้แต่งเครื่องแบบหรืออะไร แต่ผมกลับมองว่าอาชีพเกษตรกรนี่แหละที่บรรพบุรุษปู่ย่าตายายได้ทำไว้ คนไหนบ้างที่ไม่ต้องกิน ผมอยากจะรู้ ต่อให้แต่งตัวหรูแค่ไหนก็ต้องกินข้าว กินผัก กินไข่ กินนม มันต้องกิน ต่อให้จะระดับไหนก็ต้องกินอาหารที่เราผลิต เราเป็นเกษตรกร เราเป็นอาชีพที่ทำอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่เราสามารถพลิกล็อกได้ตลอดเวลา แต่เราคุมมันอยู่ ผมว่ามันเทพแล้ว

 เห็นคุณอั้นได้เป็นวิทยากร และเขียนหนังสือเกี่ยวกับการทำเกษตรสไตล์คนเมืองด้วย

ตรงนี้ผมเอามาจากชีวิตจริง ประสบการณ์จริงทั้งนั้น ผมไม่ได้เรียนด้านการเกษตรมาโดยตรงนะครับ ส่วนตัวผมจบศิลปกรรมมา ผมจะเน้นไปทางปั้น ทางวาด แต่ความเป็นจริงแล้วมันจะไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้เท่าไหร่ นานๆ ทีผมจะปั้นงาน จะได้วาดรูป ต้องว่างจริงๆ ถึงจะได้ทำ แต่ถามว่าเราชอบศิลปะไหม ใจรักไหม ผมก็มีใจรักนะ ผมเป็นคนชอบหลายอย่างนะ แต่เราจะเลือกว่าอะไรที่เรามีความสุขที่สุด เราจะจดไว้ว่าเราชอบอะไร แล้วก็เรียงลำดับว่าอันไหนเราชอบมากที่สุด สบายใจที่สุด คำตอบก็คือเกษตรกร ซึ่งเราทำ มันก็จะมีความสุขตามมา คือผมมองว่าเราทำอะไรก็แล้วแต่ที่มันใช่สำหรับเรา ทำไปเถอะ เดี๋ยวมันจะดีเอง

บางทีก็มีนักวิชาการเข้ามาต่อต้านประมาณว่าเอาผมไปเป็นวิทยากรได้ยังไง ทำไมไม่เอาสายตรงที่เขาจบด้านเกษตรมา ซึ่งผมก็ไม่อยากจะพูดอะไร ผมจะคิดอยู่ในใจอย่างเดียวว่าผมเคยอยู่หน้าหนังสือ หนังสือที่คุณเรียนกันก็มาจากชีวิตพวกผมนี่แหละ อย่างมีวันหนึ่งเคยมีเด็กเข้ามาดูงานซึ่งผมก็เลยลองถามดูน้องเขาเป็นนักศึกษาปี 3 ซึ่งปีหน้าก็จะจบแล้ว ผมถามว่าน้องดูเป็นไหมว่าแพะมันกินอิ่มหรือเปล่า เราดูจากตรงไหนว่ากินน้ำอิ่มหรือกินหญ้าอิ่ม เขาก็ไม่รู้ อาจารย์ก็ยังไม่รู้เลย ผมเลยมองว่าเอาตรงนี้มาเป็นจุดชี้วัดไม่ได้ ต้องเอาประสบการณ์เท่านั้น เราลองผิดลองถูกมาทุกอย่าง มันเป็นประสบการณ์ที่เราสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นฟังได้เต็มปาก

 แน่นอนว่า การเลี้ยงสัตว์ในเมืองต้องมีอุปสรรคปัญหาหลายอย่าง ทั้งสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ เรื่องกลิ่นต่างๆ ตรงนี้เรารับมือกับปัญหาอย่างไร

อุปสรรคที่ผมเจอมาค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่สัตว์ปรับตัวไม่ได้บ้าง สภาพอากาศก็ไม่ได้ มันมีปัญหาหลายอย่างเลยครับ อย่างไก่ ปกติอยู่ข้างล่างมันก็โอเคนะครับ ถึงเราจะขัง แต่ถ้าอากาศถ่ายเท มันก็อยู่ได้ แต่พอเราเอาเขาขึ้นไปอยู่ข้างบนแล้วอากาศมันไม่ใช่ธรรมชาติ แดดก็ไม่เจอ แสงเลยไม่ใช่ธรรมชาติ เพราะเราต้องใช้แสงไฟนีออน มันเลยกลายเป็นว่าไก่ตายเกือบจะ 50 เปอร์เซ็นของฝูง ผมก็ต้องทน ต้องยอมเอาตัวที่รอดให้มันเป็นการพัฒนาพันธุ์ของตัวเอง ซึ่งตัวที่รอดคือตัวแข็งแรงและทนกับสภาพอากาศได้

ไหนจะเรื่องค่าใช้จ่ายซึ่งภาระการเลี้ยงสัตว์ในเมืองมันไม่เหมือนต่างจังหวัดคือเราต้องโดนค่าไฟ ค่าอะไรต่อมิอะไรบวกเพิ่ม ค่าวัสดุต่างๆ มันเป็นปัญหาทั้งนั้น ส่วนเรื่องกลิ่น เรื่องความสะอาดเราต้องดูแลเขาอย่างเป็นพิเศษ ต้องหาวิธีแก้ไขซึ่งผมจะศึกษาตั้งแต่ทีแรกเลยว่ามันจะมีวัสดุตัวไหน ทำแบบไหนที่จะลดกลิ่น ผมจะเอามาลองหมดทุกอย่าง จนเราไปเจอสิ่งที่ลดกลิ่นได้ ซึ่งของผมข้อดีอย่างหนึ่งก็ตรงบ้านผมเป็นพื้นปูน มันค่อนข้างที่จะควบคุมกลิ่นได้ค่อนข้างดี อย่างถ้าฝนตกลงมาเมื่อวานวันนี้ปูนจะแห้งปกติ แต่ดินยังแฉะอยู่เลย และจะแฉะไปอีกสามวันด้วย ซึ่งถ้าไก่อุจจาระบนพื้นปูนแห้งแล้วขี้ไก่ก็จะแห้งตาม แต่ดินยังเละอยู่ ไก่อุจจาระทุกวันก็จะกลายเป็นเละๆๆ จนเกิดกลิ่น แต่มูลสัตว์จะมีคนรับไปครับ ตรงนี้ที่ผมทำเกษตรในเมือง ผมจะมีกลุ่มเกษตรที่เขาทำในเมือง 99 เปอร์เซ็นต์ที่เขาปลูกต้นไม้แล้วก็ต้องการปุ๋ยซึ่งเป็นปุ๋ยธรรมชาติที่สุด

ส่วนตัวผมไม่กลัวโรคระบาดนะ เพราะมันมีการควบคุมดูแลอยู่แล้วครับ เรามีการจัดการที่ดี ไก่ผมก็จะแข็งแรงตลอด ผมเลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่ ผมเจอมาทุกโรคแล้วนะครับ โรคไหนที่เขาเป็นๆ กัน โรคอหิวาต์ โรคห่า โรคไข้หวัดนกหรืออะไร จริงๆผมว่ามันไม่ได้น่ากลัวอะไรมากมายหรอกครับ มันเป็นกระแสที่ต่อสู้กันระหว่างบริษัทกับเกษตรกรเท่านั้นเอง ตอนนั้นที่โรคไข้หวัดนกระบาด ผมมีไก่ชนเต็มบ้านเลยนะ คนก็แจ้งไปด้วยความกลัว ก็มีหน่วยงานกองควบคุมโรคเข้ามาตรวจหาเชื้อ หาอะไรก็ไม่เจอ มันเป็นการกลั่นแกล้งกันมากกว่า

• แล้วข้อดีข้อเสียของการเลี้ยงสัตว์ในเมืองมีอะไรบ้าง

ข้อเสียก็คือพื้นที่ครับ มันมีจำกัด เราต้องคุมพื้นที่ให้ได้ บริหารจัดการพื้นที่ให้ได้แค่นั้นเอง บางทีมันอึดอัดนะ บางทีช่วงออเดอร์เข้ามา ก็คิดว่าทำไมเราไม่มีไก่สักร้อยแม่ ทำไมต้องมีแค่สามสิบแม่ บางทีผมก็เคยคิดนะว่าถ้าเราจะขยายล่ะ คิดไปคิดมาไม่เอาดีกว่า เอาแค่พอไหวแล้วกัน (หัวเราะ)

 ที่นี่เรียกว่าเป็นฟาร์มได้หรือยังคะ

ฟาร์มเหรอ ผมยังไม่รู้เลยนะ เพราะคำจำกัดความของคำว่าฟาร์มของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน บางคนเขาเลี้ยงเยอะกว่าผมอีกเขายังไม่ใช้คำว่าฟาร์มเลย แต่บางคนที่เขาเลี้ยงน้อยกว่าผมเขาก็ใช้คำว่าฟาร์มแล้ว ผมก็เลยหาคำจำกัดความไม่ได้สักทีว่าคำว่าฟาร์มคืออะไรเพราะคำว่าฟาร์มคนส่วนใหญ่จะคิดถึงพื้นที่โล่งๆ กว้างๆ มีสัตว์เดินอยู่ในทุ่ง มีวัวแทะเล็มหญ้าหรือไม่ก็เป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ที่จุไก่เป็นพันเป็นหมื่นตัว แต่ของฟาร์มผม ผมว่าผมนิยามว่ามันเป็นแบบ Little Farm เป็นประมาณแบบนั้นมากกว่า

 แล้วผลผลิตจากการที่เราเลี้ยงสัตว์ มีอะไรบ้างคะ รายได้ต่อเดือนคุ้มค่าหรือเปล่า

ตอนนี้ผมจะเอานมแพะมาขายซึ่งเรามีลูกค้าประจำอยู่ ส่วนไก่ที่เลี้ยงไว้เป็นไก่พันธุ์ไข่ก็จริง แต่เราไม่ได้ขายไข่ ผมจะจำหน่ายลูกมันให้กับคนที่สนใจแล้วก็ดันให้คนเลี้ยงไก่กินเองในครัวเรือน ส่วนไก่ที่ผมจะเอาไว้กินไข่ ผมจะมีพ่อแม่พันธุ์ที่เลี้ยงเอาไว้บนดาดฟ้า ไก่พวกนี้จะกินพวกเมล็ดธัญพืช กินเศษอาหาร กินอะไรพวกนี้ซึ่งมันจะไม่ค่อยกินอาหารเคมีเท่าไหร่ เราก็จะกินตรงนั้น จริงๆ แล้วของผมจะเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ซึ่งจะเกี่ยวกับเรื่องการจัดสรรพื้นที่ด้วย อย่างพื้นที่แค่นี้ ถ้าผมมาเลี้ยงไก่แล้วนั่งขายไข่ฟองละ 3 บาท เราคงอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผมเลยคิดว่าถ้าเราขายลูกไก่เราได้ถึงตัวละ 50 บาท มันได้หลายสิบเท่าตัวเลยจากฟองละ 3 บาทเป็น 50 บาท มันก็เท่ากับเราเพิ่มมูลค่าของสินค้า

มาถึงทุกวันนี้ผมใช้คำว่ามันปรับตัวได้ถึงจุดที่ผมพอใจแล้วนะครับ อยู่ในระดับที่ดีแล้ว ไข่ได้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ออเดอร์ลูกไก่ต่อเดือนก็ไม่มีหลุดจาก 20,000-30,000 บาทโดยเฉลี่ยที่เราได้ทุกเดือน จะไม่มีต่ำกว่า 20,000 บาท (ยิ้ม)

 ในฐานะที่คลุกคลีกับงานด้านการเกษตร คุณอั้นมีมุมมองต่อเกษตรยุคเก่ากับยุคใหม่อย่างไรบ้างคะ คิดว่าการทำเกษตรในยุคปัจจุบันดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร

ผมว่าดีขึ้นนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ คนเริ่มมาเห็นคุณค่าของการทำเกษตรแบบปลอดสารซึ่งอันนี้ผมว่าคนเริ่มรักชีวิตตัวเองมากขึ้น ดูแลสุขภาพเรื่องอาหารการกิน ดูแลออกกำลังกายมากขึ้น มันมีผลเกี่ยวเนื่องกันหมด เกษตรทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น สุขภาพจิตก็ดีขึ้น

ผมว่าเกษตรยุคก่อนกับยุคนี้มันแตกต่างกันตรงนวัตกรรม ทุกวันนี้เทคโนโลยีมันเข้ามาคอยช่วยเหลือเกษตรกรค่อนข้างจะเยอะแล้ว มันค่อนข้างที่จะสบาย อย่างการเลี้ยงไก่สมัยก่อน คุณจะต้องไปหาอาหารมาผสมเอง ทุกวันนี้มีเครื่องผสม อย่างคนทำนา แต่ก่อนชาวนาต้องใช้เคียวเกี่ยวเอง แต่สมัยนี้มีรถไถ รถปลูกข้าว รถทำนา ผมมองแล้วว่าจริงๆ อาชีพเกษตรมันทำให้รวยได้นะ ถ้ายอมเปิดใจกว้างๆ รับอะไรใหม่ๆ เรื่องราวใหม่ๆ ที่เข้าไป แต่ผมมองว่าเกษตรกรที่เขาเป็นหนี้ส่วนใหญ่ เขาก็จะทำซ้ำแบบเดิมๆ จนถอนตัวไม่ขึ้นเลยทำให้กลายเป็นปัญหาไป

• แล้วการทำเกษตรในต่างจังหวัดกับในเมืองล่ะคะ มีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

มันมีเรื่องพื้นที่อย่างเดียวเท่านั้นเอง ผมทำในพื้นที่ที่เล็กๆ ผมยังอยู่ได้ ทำไมต่างจังหวัดพื้นที่เยอะแยะ จะทำไม่ได้ สภาพอากาศเขาดี เป็นต่อกว่าเราเยอะนะครับ ไม่ว่าจะเป็นดิน ฟ้า อากาศ อาหาร ทุกอย่างดีกว่า ผมเคยสงสัยนะว่าทำไมเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ จะต้องกลัวล้มเหลว ผมว่าไม่ต้องไปกลัว เพราะผมสามารถเริ่มต้นให้พวกคุณเห็นแล้ว ผมกล้าพูดด้วยว่าผมเป็นคนเดียวในประเทศ เพราะตรงนี้ยังไม่มีใครทำอย่างนี้ ไม่มีแน่นอน ถ้ามีก็มีเลี้ยงเล่นๆ เอาไปเลี้ยงบนตึก 4-5 ตัวที่ไหนก็เลี้ยงได้ แต่ของผมนี่เลี้ยงเป็นเรื่องเป็นราวเลี้ยงเป็นอาชีพ

 ตั้งแต่ทำเกษตรรูปแบบคนเมืองมา มีคนให้ความสนใจเยอะไหมคะ คนในเมืองเข้ามาดูหรือสนใจอยากทำตามบ้างไหม

คนในเมืองแทบจะ 80 เปอร์เซ็นต์ที่อยากทำ เยอะจนผมคิดไม่ถึงเหมือนกัน เพราะว่าหลายๆ คนชอบธรรมชาติ ซึ่งความใฝ่ฝันในชีวิตผมตรงนี้ผมคุยกับทางบ้านไว้ว่าถ้าผมพลิกชีวิตมาทำตรงนี้สักวันผมจะต้องได้ออกทีวีแน่ ให้คนเห็นไปเลยว่าเราบ้าจริงๆ แต่บ้าในที่นี้มันได้ให้อะไรกับคนอื่น พอผมมาถึงจุดจุดนี้ปั๊บ ผมก็คุยกับแม่ว่าความใฝ่ฝันสูงสุดของคนทำการเกษตรก็คือรางวัลพระราชทานงานวันพืชมงคล ตอนนี้ผมก็กำลังใช้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราทำตรงนี้เราได้ให้อะไรคืนกลับสังคมบ้าง

ผมรู้สึกดีตรงที่ว่ามีคนโทร.เข้ามาถามว่าทำได้จริงๆ เหรอ จะขอเข้ามาดู ผมก็ยินดีกับตรงนี้นะครับว่าเขาให้ความสนใจ เขาให้ความสำคัญกับเรา ซึ่งมันผิดกับงานก่อนๆ ที่ผมทำอย่างเราเป็นข้าราชการคนหนึ่งก็เป็นแค่คนคนหนึ่งเดินตามท้องถนนไม่ได้อะไรมากมาย มันมีเกียรติที่ตัวเราเองแค่เราคิดไปเองแค่นั้น แต่อันนี้มันเป็นงานที่สังคมยอมรับในแง่บวกว่าเราเป็นผู้ถ่ายทอด เราเป็นผู้ให้มันจะรู้สึกดีกว่า

 จะว่าไปแล้วเราได้อะไรจากสิ่งที่ทำตรงนี้บ้างคะ

ผมได้ความสุขมันก็พอแล้ว (ยิ้ม) พอมันได้ความสุข ทุกอย่างมันจะไม่คิด เราจะมีหรือไม่มีเงินใช้หรืออะไรตรงนี้ ผมมองว่าเราไม่ได้จะต้องใช้เงินตลอดเวลาด้วยซ้ำ บางทีเราอยากได้เงินพันสองพันบาท อยากได้นั่นได้นี่ แต่ว่าถ้ามันเลยอารมณ์นั้นไปแล้วพอเราได้เงินมาแทนกลายเป็นว่าเราไม่ได้อยากได้อะไรแล้ว ผมมองว่าตรงนี้มันคือความสุขของผมแล้วที่ผมได้ทำงานตรงนี้

ทุกวันนี้ผมเรียกตัวเองว่าเป็นเกษตรกรแบบเต็มตัวแล้วครับ เพราะมันไม่มีอาชีพอะไรที่คิดว่าผมจะทำได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว วันใดวันหนึ่ง ถ้าผมทำอย่างอื่นไม่ไหว วิกฤตโลกมันเปลี่ยน ฟองสบู่แตก เศรษฐกิจไม่ดี ผมก็จะเลี้ยงสัตว์ กินวัตถุดิบที่ได้จากสัตว์ ไม่ว่าจะนมหรือไข่ มันทำได้หลายอย่าง เหมือนตอนน้ำท่วม คนที่ว่าผมบ้ามารอซื้อไข่ไก่ผมทั้งนั้น (หัวเราะ) ผมว่ามันชัดเจนนะ ใครที่พึ่งพาตัวเองได้มันคือที่สุดแล้ว เราปลูกเอง เลี้ยงเองมันดีกว่า ผมมองว่าอาชีพเกษตรกรมันเป็นอาชีพที่ไม่มีวันตายเพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีการผลิตแหล่งอาหาร

 แล้วประโยชน์ด้านอื่นๆ นอกจากความสุขเราได้อะไรอีกบ้างหรือเปล่า

ผมว่ามันเป็นการส่งเสริมให้คนหันกลับมาเห็นคุณค่าของการทำเกษตรอย่างแท้จริงเลยนะว่าความสำคัญของอาหาร ที่มาของอาหารมันสำคัญขนาดไหน มันจะเกี่ยวเนื่องไปทุกเรื่อง คราวนี้จะเป็นการศึกษาไปในเรื่องของเคมีในอาหารต่างๆ แล้ว ว่าเราได้ประโยชน์จากมันมากเลยแล้วก็จากอะไรที่เราไม่รู้มานานเราก็มารู้

 เหมือนว่าคุณอั้นเป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายด้วยหรือเปล่าคะ

เรียบง่ายไหม จริงๆ ผมจะติดดิน เป็นคนชิลๆ แต่ก็ยังมีกิเลสอยากได้นู่นได้นี่ ผมก็มีกิเลสอยู่นะครับ ให้ไปอยู่ต่างจังหวัด ผมก็คงอยู่ไม่ได้ ให้นอนสองทุ่มตื่นตีสี่ ผมก็คงอยู่ไม่ได้ แล้วอีกอย่างไม่มีแสงสีอะไรก็คงอยู่ลำบากเหมือนกัน แต่เราต้องรู้ลิมิตของเรา กิเลสมันมีทุกคนอยู่แล้วครับ แต่ว่าเราเลือกใช้ชีวิตแบบที่เราเป็น ผมว่าผมโอเคกว่า เราไม่ได้ใช้ชีวิตหวือหวาหรืออะไรมากมายนะครับ

ผมมองว่าการใช้เงินมันคือการซื้อความสุข แต่เราจะใช้เงินในแบบไหนที่ทำให้เรามีความสุข อย่างบางคนใช้เงินไปเที่ยวเพื่อแลกความสุข บางคนใช้เงินไปกับของสะสมเพื่อแลกกับความสุข ซึ่งความสุขของผมก็เหมือนกัน มันหมดไปกับสัตว์เลี้ยง ได้อยู่กับสัตว์ มันคือความสุขส่วนตัวของแต่ละคน


 ตอนนี้คิดว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรคนเมืองแล้วหรือยังคะ

ไม่ครับ (ตอบเร็ว) ผมจะตอบคำถามตรงที่ว่าปัญหาไหนที่ผมเคยเจอแล้วผมตอบได้ผมก็จะตอบ แต่ถ้าอะไรที่ผมไม่เคยรู้ ไม่เคยเจอผมก็จะไม่ตอบเพราะผมยังไม่เคยเจอ จะตอบเฉพาะส่วนที่เรารู้แค่นั้น

 จะว่าไปแล้วงานเกษตรมีเสน่ห์ตรงไหนในความคิดคุณอั้น

คุมธรรมชาติได้ เราอยู่เหนือธรรมชาติ เราคุมสิ่งมีชีวิตได้แต่คุมธรรมชาติในที่นี้คือธรรมชาติที่เราสร้างมันขึ้นมานะครับ ไม่ใช่ธรรมชาติโดยทั่วไป อย่างโรคมาเราก็สามารถคุมได้ แต่ถ้าเราคุมไม่ได้จริงๆ มันก็คงอีกเรื่องหนึ่ง อย่างบังคับให้มะนาวออกนอกฤดูกาล โอ้โหธรรมชาติจริงๆ แล้วมันต้องออกฤดูนี้แต่คนทำได้หลอกต้นไม้ให้รู้ว่าตัวเองจะตายแล้วมาออกลูก ออกผลได้ คนทำได้เก่งนะ ผมว่าเจ๋ง มันเป็นเสน่ห์ของมัน หรืออย่างการฝึกสัตว์ ม้าบังคับมันได้ยังไง รู้ได้ไงว่าเอาเหล็กไปใส่ปากมัน เอาเท้าไปสะกิดตรงไหนถึงรู้ว่ามันจะไป ดึงตรงไหน ดึงขนาดไหนมันถึงจะหยุด มันเจ๋งนะ แพะที่ผมเลี้ยงก็เหมือนกัน เวลาผมจะรีดนมมัน ผมจะบอกว่าจุ๊บๆ ก่อนมันก็หันมาจุ๊บ (หัวเราะ) มันทำได้ไง ผมว่ามันเป็นเสน่ห์ดีนะ

เราจะทำยังไงก็ได้ให้ความเป็นอยู่ของคนกรุงเทพฯ มันใกล้เคียงกับความเป็นอยู่ของคนในชนบท ผมว่าอะไรที่อยู่กับธรรมชาติ เราค่อนข้างมีความสุข ชีวิตคนพอได้อยู่กับธรรมชาติ ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ จะปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลาในบ่อ อยู่ในป่า ในเขาอยู่กับธรรมชาติมันมีความสุข ซึ่งผมมองว่ามันเป็นชีวิตที่มีความสุข

 ถ้าสนใจทำเกษตรในเมืองแบบคุณอั้นบ้างต้องเริ่มต้นอย่างไร

ใจคุณพร้อมหรือเปล่า อยู่ที่ใจล้วนๆ ใจคุณจะถอดหรือเปล่า แค่นั้นแหละ ถ้าคุณถอดใจเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็จบ มันคือปิดหนังสือแล้ว แต่ถ้าคุณไม่ถอดใจ มันก็จะมีหน้าต่อไปให้เราได้เขียนเรื่องราว อย่างผมปีแรกๆ ไก่ตายค่อนฝูงเลย ปีที่สองก็ยังตายอยู่ แต่ผมไม่ถอดใจ ทุกวันนี้ผมยังเรียนรู้เรื่องราวกับมันยังไม่จบเลย มันมีอะไรที่สอนเราอยู่ตลอดเวลา เพราะโลกเปลี่ยนไป วิวัฒนาการของสัตว์ก็เปลี่ยนไปด้วย

นอกจากเรื่องใจแล้ว ทุนก็สำคัญ มันจะเร็วจะช้าก็อยู่ที่ทุนมาก ทุนน้อย ถ้าทุนเรามากทุกอย่างมันก็จะรวดเร็วได้อย่างใจนึก ทุนน้อยก็ต้องใช้ระยะเวลาหน่อย อย่างผมลงทุนพันธุ์สัตว์ก็ลงทุนไม่เยอะเท่าไหร่เพราะว่าสัตว์มันออกลูกเรื่อยๆ ตรงนี้มันอยู่ที่ว่าเราจะทำธุรกิจหรือเพื่ออะไรเพื่อเลี้ยงตัวเองชิลๆ หรือทำเพื่อการค้า เพราะถ้าทำเพื่อการค้าก็ต้องมีการลงทุนเยอะ

 ในอนาคตวางแผนว่าจะทำอะไรอีกบ้างไหมคะเกี่ยวกับงานด้านการเกษตรตรงนี้้้

ผมมองว่าเด็กบางคนเห็นสัตว์แค่ในหนังสือเองนะครับ อย่างนกกระทา เราเห็นแต่ไข่ กินแต่ไข่แต่ไม่เคยรู้เลยว่าตัวมันเป็นยังไง ตรงนี้ผมเลยอยากให้คนได้มาศึกษา มาดู ได้พาลูกมาเที่ยว ได้เห็นของจริงๆ มาศึกษาชีวิตการเป็นอยู่ของสัตว์ว่ามันเป็นยังไง ในเมืองเลี้ยงได้ไหม มันอยู่ได้ไหม แล้วมันอยู่ได้ในระดับดีหรือเปล่า ตอนนี้ผมกำลังจะทำเป็นศูนย์เรียนรู้ กำลังประสานงานกับกรรมการหมู่บ้านอยู่ว่าเราจะต้องดำเนินเรื่องยังไง

ในอนาคต ผมคิดๆ เอาไว้นะครับว่าถ้าเกิดได้ขยับขยายผมอยากทำเป็นโฮมสเตย์ จริงๆ ก็อยากจะขยับขยายเลยนะครับ แต่ผมยังไม่พร้อมเรื่องคนที่จะไปดูแล เดี๋ยวถ้าเกิดมีน้องๆ เข้ามาฝึกงานช่วยแบ่งเบาตรงนี้ก็อาจจะคิดบ้าง เพราะตอนนี้เราก็มีที่ของพี่สาวที่เขาอยากให้เราไปทำอยู่แถวๆ ฉะเชิงเทราซึ่งใกล้ๆ กับกรุงเทพมหานคร อาจจะทำเป็นฟาร์มสัตว์เล็กๆ ไปในตัวด้วย ซึ่งให้คนที่เขามาพักได้เรียนรู้กับชีวิตสัตว์หลายๆ ประเภท เหมือนเป็นระบบฟาร์มเล็กๆ ได้มาเที่ยว ได้มาคัดสรรวัตถุดิบไปประกอบอาหารเอง ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก หรือเนื้อ นม ไข่

 ท้ายนี้การเป็นเกษตรกรที่ดีควรทำอย่างไรคะ

ผมว่าต้องมีใจที่มีเมตตากับสิ่งมีชีวิต เมตตาทั้งกับชีวิตคนและสัตว์ อันนี้ผมพูดถึงเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์นะครับ และเราต้องเห็นคุณค่าความสำคัญของสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาด้วยมือตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นชีวิตสัตว์หรืออะไรทุกอย่างต้องทำให้มีประโยชน์ที่สุดมันถึงจะคุ้มกับการเป็นเกษตรกรที่ดีและมั่นคง อีกอย่างต้องมีความซื่อสัตย์กับอาชีพตัวเองด้วยครับถึงจะประสบความสำเร็จ (ยิ้ม)




เรื่อง : วรัญญา งามขำ
ภาพ : พงษ์ฤทธิ์ฑา ขวัญเนตร



กำลังโหลดความคิดเห็น...