xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 20-26 เม.ย.2557

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่ เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.“อภิสิทธิ์” เสนอตัวเป็นคนกลางหาทางออก ปท. อ้าง ศาลตัดสินก็ไม่จบ ด้าน “สุเทพ” เมินเจรจา ขณะที่ “สนธิ” ซัด เป็นการช่วย “ทักษิณ”!
(บนซ้าย) นายอภิสิทธิ์  พบหารือกับปลัด ก.ยุติธรรม (บนขวา) นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ (ล่างซ้าย) นายสุเทพ นำมวลชนไป กฟผ.เมื่อ 22 เม.ย. (ล่างขวา) นายสุเทพนำมวลชนไปการบินไทยเมื่อ 25 เม.ย.
เมื่อวันที่ 24 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกแถลงการณ์เป็นคลิปวิดีโอผ่านเว็บไซต์ยูทูบ และเฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง “อภิสิทธิ์เดินหน้าหาคำตอบให้ประเทศ” สรุปความว่า มีความกังวลว่าในอีก 1 เดือนข้างหน้า ความขัดแย้งจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองหรือการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งไม่มีใครปรารถนา และไม่ใช่เวลาที่จะมาโทษกันไปมา เพราะทุกคนมีส่วนทำให้ประเทศอยู่ตรงนี้ รวมทั้งตนและพรรคประชาธิปัตย์

นายอภิสิทธิ์ บอกด้วยว่า คำตอบของประเทศวันนี้ ไม่ใช่การเดินหน้าเลือกตั้งโดยไม่สนใจว่ามีความสงบเรียบร้อยหรือไม่ และไม่สามารถวัดกันบนท้องถนนว่า ใครมีมากกว่ากัน แล้วจะนำไปสู่ความสงบได้ และว่า ตนต้องหาคำตอบให้กับประเทศ ซึ่งต้องเริ่มต้นที่ประโยชน์ของส่วนรวม แล้วหาจุดร่วมเพื่อเดินหน้าประเทศต่อไป ไม่มีฝ่ายใดที่จะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการทั้งหมด “ผมไม่เชื่อว่าคำตอบที่ได้จะมาจากคำตัดสินของศาลคดีใดคดีหนึ่ง เพราะศาลก็จะไม่สามารถบอกได้ว่าประเทศจะเดินต่อไปอย่างไร และทำให้ทุกคนยอมรับ และผมไม่เชื่อว่าการปฏิวัติจะโดยใครก็ตาม หรือการรัฐประหารจะนำความสงบกลับมาสู่ประเทศชาติบ้านเมืองได้ แนวทางวันนี้คือต้องนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูป แต่ต้องเป็นการปฏิรูปที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นการปฏิรูปตามหลักการของประชาธิปไตย และกระบวนการการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปนั้น”

นายอภิสิทธิ์ ยังบอกถึงวิธีหาคำตอบให้ประเทศด้วยว่า ตนจะเสนอแนวคิดต่อภาคส่วนต่างๆ โดยวันที่ 25 เม.ย.จะเข้าพบหารือกับนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และเครือข่ายที่ทำงานด้านปฏิรูป หลังจากนั้นจะเข้าพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในวันที่ 28 เม.ย. จากนั้นจะนำแนวคิดที่ได้ไปแลกเปลี่ยนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และจะพยายามหารือกับทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล พรรคการเมือง และผู้ชุมนุม

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้พูดถึงการเสนอตัวเพื่อหาทางออกให้ประเทศอีกครั้งหลังพบหารือกับปลัดกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ 25 เม.ย.ว่า จะทำตรงนี้ 10 วัน หากไม่คืบหน้า ก็จะหยุด “ผมตั้งใจจะไม่ทำงานนี้ให้นาน เพราะประเทศสูญเสียโอกาสทุกวัน ทุกคนกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้ง หาก 10 วันหลังจากนี้ไป ไม่มีความคืบหน้า ก็บอกได้เลยว่าคงไม่ใช่ ถ้ารัฐบาลและ กปปส.ต้องการปฏิรูป ก็ไม่ควรปฏิเสธเรื่องนี้...”

สำหรับปฏิกิริยาของฝ่ายต่างๆ ต่อท่าทีและการเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์นั้น มีทั้งหนุนและค้าน ฝ่ายหนุน ได้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยบอกว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะได้หันหน้ามาเจรจากัน พร้อมชี้ จุดร่วมของนายอภิสิทธิ์คือเห็นด้วยกับการเลือกตั้งและเห็นด้วยว่าการพูดคุยกันต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) บอกว่า เป็นสิ่งดีที่นายอภิสิทธิ์เปลี่ยนท่าที และว่า ปัญหาเกิดจากนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพที่จะไม่ให้มีการเลือกตั้ง ดังนั้นต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ต้องไปถามนายสุเทพให้ชัดเจน

ส่วนสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ไม่เห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ ได้แก่ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค โดยชี้ว่า นายอภิสิทธิ์กำลังเล่นละครการเมือง เพื่อให้ตัวเองดูหล่อ ดูดี พร้อมท้าว่า หากนายอภิสิทธิ์จริงใจและมีเจตนาดี ให้ประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งเลยจะดีกว่า

ด้านนายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เผยว่า นายอภิสิทธิ์ ได้นัดหมายจะเข้าพบและหารือกับ กกต.ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ พร้อมเผยด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ตอบรับคำเชิญของ กกต.ในการเข้าร่วมหารือเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 30 เม.ย.

ขณะที่นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เผยว่า หลังจากนายอภิสิทธิ์พบกับ กกต.แล้ว จะพบกับผู้แทนรัฐบาล ซึ่งยังไม่ได้นัดหมาย หากได้พบกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็จะดี โดยขอให้มีการถ่ายทอดสดการพบปะกันด้วย เพื่อจะได้ไม่นำไปบิดเบือนลดความน่าเชื่อถือกัน และว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะคุยด้วย ก็สามารถสไกป์มาคุยได้ โดยรูปแบบการพูดคุย นายอภิสิทธิ์จะเน้นที่การเสียสละเพื่อลดการเผชิญหน้าและลดความขัดแย้งทางการเมือง

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) ได้ปราศรัยระหว่างนำมวลชนไปที่บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) เมื่อวันที่ 25 เม.ย. โดยตอนหนึ่ง นายสุเทพได้พูดตำหนิผู้ที่เสนอเป็นตัวกลางการเจรจา ซึ่งน่าจะหมายถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ไอ้พวกโลกสวยนั่นชอบนักหนาอยากจะเป็นคนกลาง อยากเป็นคนช่วยเจรจา อยากเป็นคนทำให้เกิดการเจรจา ความชั่วกับความดีมันประนีประนอมกันตรงไหนพี่น้อง ผมประกาศไว้เลยนะ จะเป็นใครก็ตาม อย่ามาบังอาจตั้งตัวเป็นคนกลางชวนผมไปเจรจาเชียวนะ ผมจะด่าเสียคนนะจะบอกให้”

“ผมเตือนไว้ก่อนนะอย่าทำเป็นว่าเคยดีกับผม เคยสนิทกัน แล้วจะขอตั้งตัวเป็นคนกลาง เจรจาระหว่างผมกับระบอบทักษิณ ผมบอกให้ คุณรู้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คนที่เคยเป็นนักการเมืองมา 36 ปีนั้นไม่มีแล้ว วันนี้มีแต่ ‘กำนันสุเทพ' ร่างทรงของประชาชน เมื่อคนเป็นร่างทรงของประชาชน ผมไม่ฟังเสียงคนอื่นทั้งสิ้น นอกจากประชาชนเท่านั้น ...ใครก็ตามอย่ามาสะเออะนะ ว่าจะชวนพวกเราไปเลือกตั้ง เพราะเรากำลังเรียกร้องการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ...และเราได้บอกแล้วว่า การปฏิรูปประเทศนั้นต้องทำด้วยมือของประชาชน ขืนให้นักการเมืองเข้ามายุ่มย่ามด้วยชาติหน้าบ่ายๆ ก็ปฏิรูปไม่ได้ เพราะมันเป็นห่วงพรรคการเมืองของมัน เป็นห่วงประโยชน์ของมันทั้งสิ้น”


ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้พูดผ่านรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” ทางเอเอสทีวี โดยให้กำลังใจนายสุเทพว่า สู้อย่าได้ถอย เพราะสิ่งที่ทำอยู่มีคุณูปการต่อประเทศมาก และว่า วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แพ้แล้ว ถ้านายสุเทพอึดต่อไป ประเทศไทยชนะแน่ อย่างไรก็ตามนายสนธิได้เตือนนายสุเทพว่า ขณะนี้มีตำรวจระดับผู้การคนหนึ่งในกรุงเทพฯ เป็นหัวหอกในการระดมตำรวจหลายส่วนเพื่อจัดการนายสุเทพ

ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์เสนอตัวเป็นคนกลางในการเจรจาหาทางออกประเทศนั้น นายสนธิ บอกว่า นายอภิสิทธิ์ใช้ไม่ได้ ชอบสวมบทเป็นพระเอก ตอนมีอำนาจไม่เคยคิดปฏิรูป วันนี้จะมาเป็นตัวกลางหาทางออกให้ทุกคน เสนอให้ทุกคนมาทำสัตยาบันกันว่าหลังเลือกตั้งต้องปฏิรูป แล้วคนปฏิรูปคือใคร คือนักการเมือง เมื่อนักการเมืองเป็นคนปฏิรูปก็จะทำเพื่อนักการเมืองด้วยกัน นายสนธิ ยังแฉด้วยว่า คนที่เดินเกมเรื่องนี้ก็คือ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ซึ่งเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ และเกมที่เดินก็คือเจรจาต่อรองให้กลุ่มทักษิณเลิกเล่นการเมือง ซึ่งทักษิณเรียกร้องอย่างเดียว คือเลิกเล่นการเมือง 1 ปี แต่ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ไม่ชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ ซึ่งการเจรจาต่อรองแบบนี้ไม่ใช่การหาทางออกให้ประเทศ แต่เป็นการช่วยทักษิณ

นายสนธิ ยังฝากถึงนายอภิสิทธิ์ด้วยว่า ถ้าเป็นลูกผู้ชายพอ ต้องรู้ว่านายสุเทพมีบุญคุณช่วยหนุนเป็นนายกฯ วันนี้ต้องตอบแทนบุญคุณด้วยการประกาศเลยว่าประชาธิปัตย์ไม่ลงเลือกตั้งเด็ดขาดถ้าไม่ปฏิรูปก่อน พร้อมแนะนายสุเทพว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้รัฐบาลสิ้นสุด แล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ยอมออก ให้นายสุเทพระดมคนอีกครั้ง ตนเชื่อว่าทุกคนจะไป ตนก็จะไปด้วย ไปกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หรือไม่เช่นนั้นอีกวิธีหนึ่งคือ หลังศาลฯ ตัดสินให้รัฐบาลสิ้นสุดอำนาจ ให้นายสุเทพระดมคนทั้งประเทศ ล็อบบี้นักการเมืองทุกคนให้ยุติการเล่นการเมือง และบอกให้ทหารพร้อมใจกันถวายคืนอำนาจให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้พระองค์ตั้งคนของพระองค์มาทำการปฏิรูปเพื่อคนไทย 65 ล้านคน

ด้านนายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พูดผ่านรายการ “สภาท่าพระอาทิตย์” ทางเอเอสทีวีว่า ความพยายามของนายอภิสิทธิ์ในการเป็นตัวกลางเจรจากับฝ่ายต่างๆ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งนั้น เพราะเชื่อว่าถ้าเลือกตั้งแล้ว ตัวเองจะได้เสียงข้างมาก และดึงพรรคต่างๆ มาร่วมรัฐบาลได้ นายไพศาล ยังแฉด้วยว่า มีการเจรจากันเพื่อจะให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ แล้วมีคนเอาแผนการไปเสนอผู้ใหญ่คนหนึ่ง เพื่อว่าเมื่อเป็นนายกฯ แล้วจะทำอะไร นี่จึงเป็นที่มาของการเจรจา ซึ่งระบอบทักษิณเห็นว่า การมีนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ดีกว่าให้ทหารปฏิวัติและดีกว่าให้มีการทูลเกล้าฯ เสนอนายกฯ ตามมาตรา 7 ที่อาจจะได้คนตงฉินของแผ่นดินเข้ามา

2.ศาล รธน.ให้ “ยิ่งลักษณ์” ขยายเวลาแจงย้ายถวิลถึง 2 พ.ค. พร้อมนัดไต่สวนพยาน 4 ปาก ขณะที่เจ้าตัวไม่รับปากจะรับคำตัดสินหรือไม่!

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ และ รมว.กลาโหม
เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมพิจารณากรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอขยายเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของ ส.ว.ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบมาตรา 268 หรือไม่ จากกรณีใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) โดยมิชอบ โดยที่ประชุมตุลาการฯ ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขยายเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมออกไปอีก 15 วันตามที่ขอ หลังครบกำหนดเมื่อวันที่ 17 เม.ย. โดยให้ยื่นคำชี้แจงภายในวันที่ 2 พ.ค.

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมตุลาการฯ ยังมีคำสั่งให้มีการไต่สวนพยานบุคคล 4 ปาก ประกอบด้วย 1.นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา (ผู้ร้อง) 2.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ผู้ถูกร้อง) 3.พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอดีตเลขาธิการ สมช. 4.นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช. โดยนัดไต่สวนในวันที่ 6 พ.ค. และให้พยานดังกล่าวยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นภายในวันที่ 29 เม.ย. หากไม่มาศาล หรือไม่ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็น ถือว่าไม่ติดใจ

ด้านนายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่า พยานที่ศาลฯ เรียกไต่สวน 4 ปากนั้น มี 1 คนที่เป็นพยานที่รักษาการนายกฯ ขอให้ศาลเรียกสืบ คือ พล.ต.อ.วิเชียร ส่วนอีก 3 ปาก เป็นพยานที่ศาลเห็นว่าควรจะไต่สวน เพราะมีความเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ส่วนพยานอีก 3 ปากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนด้วย คือ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ,ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้น ศาลเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดี จึงมีคำสั่งไม่ไต่สวน

นายพิมล ยังบอกด้วยว่า วันที่ 6 พ.ค. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนข้อเท็จจริง และคาดว่าน่าจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา เช่น การนัดวันอ่านคำวินิจฉัย หรือการขอเอกสารเพิ่มเติม หากการไต่สวนในวันนั้นได้ข้อเท็จจริงยังไม่ครบ

ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยอมรับว่า ค่อนข้างหนักใจกับคดีนี้ เพราะศาลปกครองได้มีคำวินิจฉัยแล้ว แต่ยืนยัน จะทำหน้าที่ชี้แจงให้มากที่สุด เป็นที่น่าสังเกตว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ พูดเหมือนส่งสัญญาณว่าอาจไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากผลออกมาเป็นลบต่อตนเอง สังเกตได้จากเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พร้อมรับผลการวินิจฉัยที่จะออกมาในทิศทางใดหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ บอกว่า ขออนุญาตดูผลการตัดสินก่อน

3.คนร้าย ยิง “ไม้หนึ่ง” กวีเสื้อแดงดับ ด้านแกนนำรีบโยงการเมือง ขณะที่ “สนธิ” ชี้ ผู้ตายไม่ใช่แค่กวี แต่ยังโยงยิงเอ็ม 79!

นายกมล ดวงผาสุก หรือไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีเสื้อแดง
เมื่อบ่ายวันที่ 23 เม.ย. ตำรวจ สน.โชคชัย ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตใน ซ.ลาดปลาเค้า 24 เขตลาดพร้าว กทม. หลังตำรวจรุดไปที่เกิดเหตุซึ่งอยู่บริเวณลานจอดรถของร้านอาหารครกไม้ไทยลาว พบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ รุ่นวีครอส สีดำ ทะเบียน 2 กค 9611 กรุงเทพมหานคร ถูกยิงเข้าที่กระจกหน้าฝั่งคนขับจำนวน 4 นัด ที่ประตูฝั่งคนขับอีก 1 นัด และพบปลอกกระสุนปืนขนาด .45 ออโต้ ตกอยู่ ส่วนผู้ถูกยิง ทราบชื่อคือ นายกมล ดวงผาสุก หรือไม้หนึ่ง ก.กุนที เป็นกวีเสื้อแดง โดยถูกยิงที่หน้าอก พลเมืองดีนำตัวส่งโรงพยาบาลเมโยเมโมเรียล ด้านแพทย์พยายามช่วยชีวิต แต่นายกมลทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายกับเพื่อนรวม 4 คน ซึ่งมี น.ส.สุดา รังกุพันธ์ หรืออาจารย์หวาน แกนนำกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล รวมอยู่ด้วย มารับประทานอาหารที่ร้านซึ่งผู้ตายมาเป็นประจำ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ นายกมลได้เดินกลับมาที่รถ ระหว่างติดเครื่องรอ ได้มีเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 4-5 นัด เมื่อออกไปดู พบว่านายกมลนอนฟุบอยู่กับพื้น จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล

ขณะที่พยานอีกคนซึ่งพักอยู่อพาร์ตเมนท์ตรงข้ามจุดเกิดเหตุ เล่าว่า ได้ยินเสียงปืนดัง 4-5 นัด จึงวิ่งออกมาดู พบคนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า โซนิค สีบรอนซ์เงิน ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน โดยคนซ้อนท้ายสวมหมวกไหมพรม สูงประมาณ 170 ซม.ได้ลงมายิงแล้วรีบวิ่งกลับไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ติดเครื่องรออยู่หลบหนีไปทันที

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังเกิดเหตุ แกนนำคนเสื้อแดงพยายามพุ่งเป้าว่าปมสังหารนายกมลมาจากเรื่องการเมือง บ้างก็อ้างว่าเป็นแผนเด็ดหัวแกนนำ ขณะที่ตำรวจ สน.โชคชัยยังไม่สรุป โดยตั้งปมสังหารไว้ 4 ประเด็น ทั้งเรื่องการเมือง ,ความขัดแย้งส่วนตัว ,เรื่องธุรกิจ และเรื่องชู้สาว เพราะผู้ตายมีอุปนิสัยค่อนข้างเจ้าชู้ และยังไม่ได้หย่าร้างกับภรรยา นอกจากนี้ยังพบว่า ก่อนวันเกิดเหตุ นายกมลไม่ได้กลับบ้าน 2-3 วันแล้ว ทั้งนี้ ตำรวจได้สอบปากคำพยาน ทั้งญาติพี่น้อง ภรรยาของนายกมล และพยานในที่เกิดเหตุแล้ว เหลือเพียง น.ส.สุดา รังกุพันธ์ หรืออาจารย์หวาน ที่ยังปฏิเสธการเข้าให้ปากคำ โดยอ้างว่ายังทำใจไม่ได้และติดภารกิจงานศพอยู่ ขณะที่ตำรวจมองว่า น.ส.สุดา เป็นพยานปากสำคัญ เพราะนอกจากสนิทสนมกับนายกมลแล้ว ยังอยู่ในวันเกิดเหตุด้วย

ด้านสำนักข่าวเอพี รายงานการเสียชีวิตของนายกมลว่า นายกมลถูกสังหารท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมือง ในช่วงที่จะมีการชี้ชะตาทางการเมืองต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และว่า บทกวีของนายกมลเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองเป็นหลัก และนายกมลเป็นคนสนับสนุนให้คนเสื้อแดงจัดตั้งกองกำลังในระดับท้องถิ่นขึ้น เพื่อปกป้องรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เผยผ่านรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” ทางเอเอสทีวี ตอนหนึ่งถึงกรณีนายกมลถูกยิงว่า นายกมลไม่ได้เป็นแค่กวีเสื้อแดง แต่เป็นคนคุมกระบวนการใช้เอ็ม 79 ที่เอามายิงประชาชนด้วย “เขากำกับเลย ทีมงานเขา และเอ็ม 79 ไม่ได้มาจากคลังแสงอาวุธของทหาร มีการสั่งซื้อปืนเอ็ม 79 ล็อตใหญ่เลย ซื้อจากเมืองนอก และส่งไปสิงคโปร์ แล้วจากสิงคโปร์ส่งเข้าเขมร แล้วขนผ่านทางพรมแดนออกมา เอามาแจกจ่ายพวกสัตว์นรกพวกที่มายิงประชาชน ...งานที่จะมายิงประชาชน เขาเตรียมตัวมานานแล้ว ตั้งแต่มีการชุมนุม...”

4.เด้ง “คำรณวิทย์” ไปภาค 5 โยก “พล.ต.ท.สุเทพ” นั่ง ผบช.น.แทน คาด วางขุมกำลังช่วงการเมืองไม่แน่นอน!

(ขวา) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. (ซ้าย) พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5
เมื่อวันที่ 23 เม.ย. แหล่งข่าวในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า พล.ต.ท.เอกรัตน์ มีปรีชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ได้ยื่นหนังสือลาออกราชการเมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตำแหน่งผู้ช่วยผู้ ผบ.ตร.ว่างลง ทาง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) จึงเสนอแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยจะมีการแต่งตั้งโยกสลับหมุนเวียนระดับผู้บัญชาการ(ผบช.) อีกจำนวนหนึ่ง

รายงานแจ้งว่า ผู้ที่จะถูกเสนอโยกย้าย ได้แก่ พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่ว่างลง และให้ พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ เสาวคนธ์ รองนายแพทย์ใหญ่ ขึ้นเป็นนายแพทย์ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการย้ายสลับระหว่าง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) ไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5(ผบช.ภ.5) และโยก พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5 มาเป็น ผบช.น.แทน

ทั้งนี้ หลังข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ออกมายอมรับว่า ได้เสนอแต่งตั้งโยกย้ายสับเปลี่ยนตามที่มีข่าวจริง โดยยืนยันว่าพิจารณาตามความเหมาะสม

ด้าน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ พูดถึงข่าวถูกโยกย้ายว่า เพิ่งรับทราบจากสื่อมวลชน ยังไม่ได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.อดุลย์ และว่า หากมีการโยกย้ายจริง ก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะที่ผ่านมาทำงานเต็มที่แล้ว “ผมมองว่าการโยกย้ายของตำรวจเป็นเรื่องธรรมดา และต้องขอขอบคุณผู้บังคับบัญชาด้วยซ้ำที่ให้ไปพักผ่อน ผมอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ ไม่มีปัญหาอะไร อีกอย่างเหลืออายุราชการ 160 วันเท่านั้น ยอมรับว่า มาอยู่ บช.น. 2 ปีเต็ม ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ เหตุการณ์ต่างๆ เข้ามามาก การโยกย้ายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นพระต้องสวดเป็นตำรวจต้องย้าย” ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการทำโทษหรือไม่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ บอกว่า “ไม่มีหรอก ชีวิตผมมาถึงขนาดนี้ก็เกินความคาดหวังแล้ว ที่จริงไม่เคยคิดว่าจะได้เป็น ผบช.น. แม้กระทั่งเป็น ผบช.ก็ไม่เคยคิดด้วยซ้ำ ยืนยันว่าอยู่ที่ไหนก็ทำให้ดีที่สุด”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ประชุมบอร์ดกลั่นกรองที่มีนายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) เป็นประธาน ได้เห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับผู้บัญชาการขึ้นไปนอกวาระประจำปีดังกล่าวแล้ว หลังจากนี้ ผบ.ตร.จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ที่มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร.พิจารณาในวันที่ 30 เม.ย.ต่อไป

สำหรับการโยกย้ายตำรวจครั้งนี้ บางฝ่ายวิเคราะห์ว่า อาจเกิดจาก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะเหลืออายุราชการอีกแค่ 160 วัน ขณะที่สถานการณ์การเมืองมีความไม่แน่นอนว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สิ้นสภาพ พรรคเพื่อไทยจะยังกุมอำนาจอยู่หรือไม่ ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อขุมกำลังหลักของรัฐบาล จึงรีบแต่งตั้งโยกย้ายวางกำลังคนของตัวเอง ด้วยการโยก พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา จาก ผบช.ภ.5 มานั่ง ผบช.น. ซึ่งจะได้นั่งยาว เพราะจะเกษียณอายุราชการในปี 2559

ทั้งนี้ วงการสีกากีทราบดีว่า พล.ต.ท.สุเทพ เป็นสายตรง พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา อดีตรอง ผบ.ตร.น้องรักของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเข้าถึงนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือเจ๊แดง อดีต ส.ส.เชียงใหม่ และประธาน ส.ส.ภาคเหนือ พรรคเพื่อไทย

5.ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คดี “แพรวา” 9 ศพ จำคุก 2 ปี รอลงอาญาเพิ่มเป็น 4 ปี คาด จำเลยฎีกา หวังประวิงเวลาคดีแพ่ง!

ภาพหลังเกิดเหตุ น.ส.แพรวา (นามสมมุติ) ซิ่งรถยนต์ซีวิคชนรถตู้บนโทลล์เวย์  จนมีผู้เสียชีวิต 9 ศพ(27 ธ.ค.53)
เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ศาลอาญาได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่อัยการฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.แพรวา (นามสมมติ) อายุ 20 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาท จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายต่อร่างกาย บาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินเสียหาย รวมทั้งใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ

ทั้งนี้ คำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2553 เวลากลางคืน จำเลยซึ่งเป็นเยาวชนอายุ 17 ปี ขับรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ขึ้นทางยกระดับโทลล์เวย์ มุ่งหน้าถนนดินแดงด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จำเลยได้กระทำประมาทโดยปราศจากความระมัดระวังหรือระมัดระวังไม่เพียงพอ โดยจำเลยไม่ขับรถในช่องทางซ้าย และมีการเปลี่ยนช่องทางไปมา กระทั่งเป็นเหตุให้รถของจำเลยพุ่งเข้าชนรถตู้โดยสารที่วิ่งระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งมีนางนฤมล ปิตาทานัง อายุ 38 ปี เป็นคนขับ ทำให้รถตู้เสียหลักหมุนไปชนขอบกั้นทางโทลล์เวย์พลิกคว่ำ คนขับรถตู้และผู้โดยสารกระเด็นออกจากตัวรถตกจากทางด่วนเสียชีวิตรวม 9 ศพ และบาดเจ็บสาหัสจำนวนหนึ่ง ส่วนรถของจำเลยแฉลบเลยจากรถตู้ประมาณ 50 เมตร นอกจากนี้ก่อนเกิดเหตุ จำเลยยังใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถด้วย โดยมีหลักฐานเป็นรายงานการใช้โทรศัพท์มือถือของจำเลย อย่างไรก็ตาม ในชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธทั้ง 2 ข้อหา

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก น.ส.แพรวา 3 ปี ในความผิดขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และทำให้ทรัพย์สินเสียหาย แต่คำให้การในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี คุมประพฤติจำเลย 3 ปี และให้รายงานตัวทุกๆ 3 เดือน ให้ทำงานบริการสังคม โดยการดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุเป็นเวลา 48 ชั่วโมง และห้ามจำเลยขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ส่วนความผิดฐานใช้โทรศัพท์ขณะขับรถนั้น ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยใช้โทรศัพท์จริงหรือไม่

ขณะที่ศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้วมีคำพิพากษาแก้โทษจำคุก 2 ปี รอลงอาญา 3 ปี เป็นให้จำคุก 2 ปี และรอลงอาญาเพิ่มเป็น 4 ปี รวมทั้งบำเพ็ญประโยชน์ 48 ชั่วโมงต่อปี เป็นเวลา 4 ปี ส่วนโทษอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

หลังฟังคำพิพากษา นางสุชาดา ปาละกูล มารดา น.ส.ตรอง สุดธนกิจ 1 ในผู้เสียชีวิต บอกว่า แม้ศาลจะสั่งให้รอลงอาญาเพิ่มจาก 3 ปี เป็น 4 ปี แต่ก็เป็นการรอลงอาญา ดังนั้นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้แตกต่างจากศาลชั้นต้น และว่า ความจริงญาติผู้เสียหายอยากดำเนินการให้มากกว่านี้ แต่จำเลยเป็นเยาวชนก็ทำได้แค่นี้ แต่คาดว่าฝ่ายจำเลยคงจะยื่นฎีกาต่อไป ส่วนคดีแพ่งที่มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น นางสุชาดา บอกว่า ต้องรอให้คดีอาญาถึงที่สุดก่อน จึงจะมีคำพิพากษาได้

ด้าน พ.ต.อ.ศรัญ นิลวรรณ บิดาของ น.ส.สุดาวดี นิลวรรณ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ในผู้เสียชีวิต บอกว่า ญาติๆ ทำใจได้แล้ว แต่คาดว่าฝ่ายจำเลยอาจฎีกา เพื่อประวิงเวลาให้คดีนี้จบช้าที่สุด เนื่องจากญาติผู้เสียหายได้ฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไว้ ซึ่งศาลแพ่งได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว รอเพียงผลคำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุด
กำลังโหลดความคิดเห็น