xs
xsm
sm
md
lg

ลูกจ๋า อย่าหวังมรดก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
บัวหลวง Money Tips
โดยวรวรรณ ธาราภูมิ
ประธานเจ้าหน้าที่
บลจ.บัวหลวง

Gina Rinehart มหาเศรษฐินีสาวชาวออสเตรเลียที่น่าจะรวยที่สุดในโลกตนหนึ่ง แทนที่จะประคบประหงมลูก เธอกลับมีข่าวในเชิงลบเกี่ยวกับสัมพันธภาพกับลูกมาโดยตลอด

เธอเล่าว่า เด็กๆ ไม่มีวินัย ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ และไม่ได้ตัดสินใจเอง เธอเลยจะยกมรดกให้การกุศล ไมให้ลูกเป็นอันขาด เพราะว่าพวกเขาไม่เฉลียวฉลาดพอที่จะบริหารเงินได้

เรียกว่าไม่ยอมเอาเงินไปใส่มือคนโง่เหอะ ว่างั้น

ส่วนคุณลุง Warren Buffet บอกว่า จะทิ้งเงินจำนวนหนึ่งให้ลูกๆ เพื่อให้ทำอะไรก็ได้ที่เด็กๆ อยากจะทำ แต่ไม่ทิ้งให้มากเกินจนทำอะไรไม่เป็น เพราะพอมีเงินมากๆ ลูกเลยไม่ทำอะไร

น่าสนใจแนวคิดของ 2 คนข้างต้นไหมคะ

มาดูข้อมูลจากการวิจัยของ US Trust (Bank of America) ที่ทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินให้เศรษฐีอเมริกัน กันบ้าง

US Trust ระบุว่า แนวคิดเรื่องส่งต่อความมั่งคั่งไปยังทายาทเปลี่ยนไปมาก เพราะ 55% ของ Baby Boomer (พวกที่มีอายุ 47-66 ปี) คิดว่าจะให้มรดกแก่ลูกหลาน แต่อีก 45%บอกว่าจะไม่ให้

โดย 1 ใน 3 ของอีก 45% ที่ไม่ให้มรดก คาดว่าจะยกให้การกุศล

นอกจากนี้ ยังมีเพียง 1 ใน 3 ของ Baby Boomers ที่เชื่อมั่นว่าลูกหลานมีความสามารถในการจัดการเงินทองที่จะทิ้งไว้ให้

ในขณะที่ 76% ของพวกกลุ่มอายุ 18-46 ปี กับ 73% ของพวกกลุ่มอายุเกิน 67 บอกว่าจะให้มรดกแก่ลูกๆ

มันน่าสนใจ เพราะนี่เป็นพฤติกรรมที่ต่างกันระหว่าง Generation อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตกับสังคมแวดล้อมที่มีต่อเศรษฐกิจที่ต่างกันในช่วงอายุของแต่ละกลุ่ม

อาจจะเป็นเพราะ Baby Boomers เป็น Generation ที่พบกับการเติบโตที่แข็งแรงต่อเนื่องยาวนาน และมีผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นที่เป็นกระทิงอันยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ ทั้งยังเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จจากการเป็นชนชั้นกลางที่แข็งแรง ต่างกับช่วงของคนรุ่นหลังๆ ก็ได้

ยังมีงานวิจัยใน 2012 Insights on Wealth and Worth ที่พบว่า ในการวางแผนการเงินเพื่อตนเองและครอบครัวนั้น กลุ่มผู้ไม่ใช่ Baby Boomers (อายุเกิน 67 ปีขึ้นไป กับพวกอายุต่ำกว่า 47 ปี) มีมุมมองในเรื่องนี้ที่จริงจัง มีการวางแผนล่วงหน้า และมีวินัยสูงมากกว่ากลุ่ม Baby Boomers โดยพวกอายุน้อยชอบวางแผนลงทุนที่เน้นการเติบโตมากกว่ารักษาเงินต้น หมายถึงยอมรับความเสี่ยงสูงได้

และโดยรวมๆ แล้ว งานวิจัยนี้ระบุว่า ในวันนี้ เศรษฐีส่วนใหญ่มีมุมมองที่เป็นบวกต่อการบริหารพอร์ตลงทุนท่ามกลางความผันผวนและความเสี่ยงในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ก็เป็นไปด้วยอย่างระมัดระวัง

นอกจากนี้ พวก Generation X กับ Y ยังนิยมการวางแผนทางสุขภาพให้บุพการีโดยมี 33% ของคนที่อายุต่ำกว่า 47 ปีที่ซื้อการประกันสุขภาพระยะยาวให้พ่อแม่ด้วย

และกลุ่ม Baby Boomers ต้องการให้ลูกๆ เติบโตด้วยจิตสำนึกในคุณค่าความเป็นชนชั้นกลางอย่างที่พ่อแม่มีประสบการณ์ โดยต้องการให้ทายาททำงานหนัก ได้เรียนรู้ที่จะต่อสู้ดิ้นให้รอดเป็น ได้ผ่านการล้มเหลวและลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้เพื่อได้ภาคภูมิใจและชื่นชมในความสำเร็จของตนเอง

ปัญหาก็คือ Baby Boomers ต้องการให้ลูกเป็นอย่างหนึ่ง แต่กลับไปเลี้ยงลูกแบบอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ไม่ได้เตรียมลูกให้มีความสามารถพอที่จะบริหารเงิน ลูกๆ ในวัยเด็กถูกเลี้ยงดูมาอย่างให้ทุกอย่างที่ลูกอยากได้ ลูกก็เลยไม่โต และไม่ค่อยรู้เรื่องการจัดการเงินทอง

Baby Boomers ที่จะไม่ให้มรดกแก่ลูก ให้เหตุผลว่า เพราะจะใช้เงินเองจนหมดเนื่องจากคาดว่าจะอายุยืน และผลตอบแทนจากการลงทุนในวันนี้ก็ต่ำมาก รวมถึงอุปนิสัยในการลงทุนในอดีตที่เน้นรักษาเงินต้น (ลงทุนแบบปลอดสุรา เลยได้ผลตอบแทนนิดเดียว) ก็จะทำให้เขามีเงินเหลือไม่มากนักให้ลูกเมื่อตายไปแล้ว

ส่วนกลุ่มเศรษฐีมากๆ ก็บอกว่าจะไม่ทิ้งมรดกให้ลูก เพราะลูกบริหารเงินไม่เป็น

นี่คือปัญหาของพ่อแม่ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกให้สามารถรับมือกับความมั่งคั่ง เขาก็เลยไม่ยกมรดกให้

คนที่สูญเสียที่สุดจึงเป็นลูกหลานของ Baby Boomers ที่ไม่ได้เตรียมตัวลูกให้มีความรู้ ไม่มีวัคซีนป้องกันความล้มเหลวในชีวิต และไม่มีประสบการณ์เรื่องเงินๆ ทองๆ

เมื่ออ่านจบแล้ว ขอให้เตรียมลูกให้รู้จักหาเงินในทางที่ถูกต้อง และให้ลูกจัดการเงินทองให้เป็น

ส่วนจะทิ้งเงินให้ลูกหรือไม่นั้น จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปหากลูกทำได้ทั้ง 2 อย่างนี้ค่ะ
กำลังโหลดความคิดเห็น