xs
xsm
sm
md
lg

นิด้าควงCFAจัดโปรแกรมพาร์ทเนอร์ เร่งปั้นผู้บริหารมืออาชีพควบคุณธรรม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นิด้าจับมือ CFA Institute ตั้งโปรแกรมพาร์ทเนอร์กับหลักสูตร "FIRM"ของมหาลัย หลังเห็นความสำคัญของการปั้นนักบริหารทางการเงินและการลงทุนมืออาชีพ ที่มีคุณธรรม ระบุการที่ประเทศไทยจะเติบโตในตลาดการเงินและการลงทุนในเวทีโลกได้ จำเป็นที่จะต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาการเงินให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน

นายเอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า( NIDA BUSINESS SCHOOL) เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน CFA เป็นหลักสูตรที่เป็นที่นิยมของหนุ่มสาวนักการเงิน เพราะเป็นหลักสูตรสากลที่ได้รับการยอมรับในตลาดทุนทุกแห่งทั่วโลก และการที่จะสอบผ่านหลักสูตรนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อผ่านแล้วหลักสูตรนี้แล้ว ก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับผู้ที่สอบผ่าน ซึ่ง CFA ได้ฝึกให้เป็นผู้บริหารมืออาชีพ ที่ไม่ได้มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางเท่านั้น แต่รวมถึงการมีคุณธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมทั้งต้องพัฒนาตัวเอง เรียนรู้เพื่อให้ทันสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

โดยล่าสุดได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างคณะบริหารธุรกิจ-นิด้า (NIDA BUSINESS SCHOOL) และ CFA Institute สหรัฐอเมริกา โดยมี สมาคมซี เอฟ เอ ไทยแลนด์ (CFA Society of Thailand) ร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อให้หลักสูตรปริญญาโทสาขาวิชาการลงทุนและการจัดการความเสี่ยง หรือ FIRM (Financial Investment and Risk Management Program) ของสถาบันได้รับการรับรองจาก CFA Institute สหรัฐอเมริกาให้เป็นสถาบัน CFA โปรแกรม พาร์ทเนอร์ ซึ่งนับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นแห่งที่ 4 ของทวีปเอเชีย ที่ได้รับการรับรอง จึงถือได้ว่าหลักสูตรนี้มีมาตรฐานเดียวกับหลักสูตรทางการเงินอื่นๆ ของโลก อาทิ Oxford , Cornell และ National University of Singapore

"เรารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกให้เป็นพาร์ทเนอร์ของสถาบัน CFA ซึ่งเป็นสถาบันที่ก่อกำเนิดหลักสูตร CFA ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในด้านของการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการลงทุน และจะเลือกพาร์ทเนอร์ในแต่ละประเทศเพียง1-2 รายเท่านั้น ยกเว้นประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรปที่จะพิจารณามากกว่านั้น โดยเนื้อหาหลักสูตร FIRM ของนิด้า-เอ็มบีเอสอดคล้องกับหลักสูตรของ CFA ซึ่งผู้ที่สำเร็จการศึกษา สามารถนำความรู้ไปสอบ CFA ได้ทั้ง 3 ระดับ" นาย เอกชัยกล่าว

ทั้งนี้ CFA Institute เป็นสถาบันจัดสอบและมอบประกาศนียบัตรทางวิชาชีพชั้นสูงทางด้านการเงิน และการลงทุนสำหรับผู้ที่จะประกอบวิชาชีพนักวิเคราะห์ ผู้จัดการกองทุน และที่ปรึกษาทางการเงิน ที่มีมาตรฐานระดับโลก โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาบุคลากรในแวดวงตลาดเงิน ตลาดทุน ให้มีความรู้ ความซื่อสัตย์ ความเชี่ยวชาญ และความเป็นมืออาชีพ

โดยปัจจุบันการสอบ CFA นั้นแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ใช้เวลาสอบ 3 ปี ในระดับที่ 1เป็นการปูพื้นฐาน โดยจะมีการสอบความรู้เบื้องต้นที่เกี่ยวกับการประเมินมูลค่าการลงทุน และการบริหารกลุ่มหลักทรัพย์ ส่วนระดับที่ 2 จะต้องรู้เรื่องบัญชี เพื่อใช้วิเคราะห์การเงิน การประเมินคุณค่า และระดับที่ 3 จะเน้นเรื่องการบริหารพอร์ตลงทุน หลังจากนั้นยังต้องมีประสบการณ์ทำงานตรงตามสายงานที่เกี่ยวข้องเป็นระยะเวลา 3 ปี จึงจะถือว่าสอบผ่าน อย่างสมบูรณ์แบบ

นายกำพล ปัญญาโกเมศ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาการลงทุนและการจัดการความเสี่ยง หรือ FIRM กล่าวว่า จำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ได้รับ CFA ในแต่ละปีจะมีผู้สมัครสอบจากทั่วโลกเป็นจำนวนเกือบแสนคน ขณะที่ประเทศไทยมี CFA เพียง 600 กว่าคนเท่านั้น ทั้งนี้ปัจจุบัน CFA มีความสำคัญมากในแวดวง ไฟแนนซ์ เพราะผู้ที่จะประกอบอาชีพผู้จัดการกองทุน จะต้องผ่านหลักสูตร CFA ระดับ 3 และนักวิเคราะห์ จะต้องผ่านหลักสูตร CFA ระดับ 1 ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการมีศักยภาพที่จะเติบโตในตลาดการเงินและการลงทุน โดยเฉพาะในเวทีโลกจำเป็นที่จะต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาการเงินให้มากขึ้น

โดยขณะนี้แทบทุกองค์กรหันมาให้ความสำคัญในการรับบุคลากรเข้าทำงานโดยพิจารณาผู้ที่ผ่านหลักสูตร CFA เป็นลำดับต้น ๆ ดังนั้นหลักสูตร CFA จึงเป็นประกาศนียบัตรวิชาชีพที่ยอมรับกัน และยังถือว่าเป็นตัวกำหนดมาตรฐานการศึกษาได้อย่างหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบันบริษัทต่างชาติเข้ามาบริหารงานในไทยมากขึ้น การมีตัวกำหนดมาตรฐานจะเป็นการการันตีคุณภาพของนักศึกษาคนนั้นรวมทั้งยังหางานทำได้ง่ายขึ้นและยังพร้อมบ่งบอกมาตรฐานคุณภาพของสถาบันการเงินนั้นๆ ด้วยว่าได้คนคุณภาพเข้ามาบริหาร

สำหรับหลักสูตร FIRM เป็นหลักสูตรเดียวในประเทศไทยที่เน้นองค์ความรู้ด้านการวิเคราะห์การเงิน การลงทุน และการจัดการความเสี่ยงที่ถูกต้องชัดเจน โดยได้นำแนวทางความรู้ของ CFA และ FRM มาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งที่ผ่านมา แม้จะมีเครื่องมือในการวิเคราะห์มากมายแต่ยังไม่เคยมีสถาบันการศึกษานำมาบรรจุเป็นหลักสูตรในระดับปริญญาโทอย่างจริงจัง จึงนับได้ว่าหลักสูตรนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

นายกำพล กล่าวอีกว่า NIDA Business School เห็นความสำคัญของการสอบ CFA จึงมีการให้ทุนกับนักศึกษาที่ต้องการไปสอบ CFA ด้วย โดยในระดับที่ 1 จะให้ทุนปีละ 10 ทุน ส่วนระดับ 2และ3 ไม่มีการให้ทุน แต่หากสามารถสอบผ่านก็สามารถมาเบิกเงินกับทางคณะได้เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาไปสอบ โดยค่าใช้จ่ายในการสอบทั้ง 3 ระดับไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท และยังสามารถสอบได้ตามศูนย์ต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก 130 กว่าประเทศ

นอกจากนี้ CFA Institute เป็นองค์กรระดับโลกที่ไม่มุ่งเน้นการหากำไร ทำหน้าที่ในการออกแบบหลักสูตรและควบคุมการสอบ CFAและมีจุดมุ่งหมายที่จะเน้นการพัฒนาบุคคลากรที่เกี่ยวข้องกับตลาดเงินและตลาดทุน ทั้งในด้านความรู้ ความซื่อสัตย์รวมถึงความเป็นมืออาชีพ ในปัจจุบัน CFA Institute มีสมาชิกประมาณ 85,000 คน ใน 128 ประเทศ มีสมาชิกที่สอบผ่านหลักสูตร CFA แล้วประมาณ 70,000 คนและมีสมาคมย่อยในแต่ละประเทศรวมทั้งสิ้น 134 สมาคม ใน 55 ประเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Charlottesville, Virginia ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีสำนักงานย่อยที่ กรุงลอนดอน ฮ่องกง และนิวยอร์ก