โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับคณะผู้บริหารระดับสูง ให้สัมภาษณ์ในงาน ถึงภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง
ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไทยอยู่ที่ 573,000 คัน ลดลงถึง 26% ซึ่งถือเป็นปีที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ขณะที่ปีปัจจุบัน (มกราคม–ตุลาคม) ยอดขายกลับมาฟื้นเล็กน้อย เติบโต 4% และคาดว่าปีนี้จะปิดตัวด้วยยอดประมาณ 600,000 คัน
เมื่อถามถึงแนวโน้มปีหน้า ผู้บริหารโตโยต้าประเมินว่า “ตลาดน่าจะดีขึ้นกว่าปีนี้” พร้อมตั้งเป้าตลาดรวมไว้ที่ไม่น้อยกว่า 630,000 คัน แม้ยังมีความท้าทายหลายด้านทั้งภายในและภายนอกประเทศ
สำหรับตลาดรถกระบะที่ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรม นายยามาชิตะระบุว่า ปิกอัพยังเป็นเซกเมนต์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงสุดในปีหน้า แม้ปีนี้ตลาดรวมจะหดตัว 14% แต่ผลงานโตโยต้ากลับสวนทางด้วยยอดขาย 163,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 60% จากช่วงเดียวกันก่อนหน้า
ทั้งนี้ โตโยต้า ไฮลักซ์ ถูกยกให้เป็น “ผลิตภัณฑ์แชมป์เปี้ยน” เพราะผลิตในไทยด้วยชิ้นส่วนภายในประเทศเป็นสัดส่วนสูง กระจายรายได้ในประเทศจำนวนมาก และมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่ซัพพลายเออร์ไทย ขณะที่ Hilux Champ รุ่นใหม่ จะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดของโตโยต้าในปีหน้า
ในประเด็นการผลิต ยามาชิตะย้ำว่า โตโยต้ายังคงยึดนโยบายหลักคือ การผลิตในประเทศ ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศให้มากที่สุดเพื่อคงความแข็งแรงของซัพพลายเชนไทย แต่ยอมรับว่ากำลังเผชิญความท้าทายจากกฎเกณฑ์ภาษีที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะมาตรการใหม่ด้านพลังงานและเทคโนโลยี
“ไม่ว่าเงื่อนไขจะยากแค่ไหน เราจะยังคงพยายามรักษาฐานการผลิตในประเทศไทยให้ได้” ผู้บริหารโตโยต้ากล่าว พร้อมย้ำว่าการผลิตรถยนต์ในไทยเป็นแกนหลักที่ทำให้ซัพพลายเออร์กว่าแสนรายยังคงเดินหน้าต่อได้ แม้ยอดขายในประเทศจะลดลงจากยุคก่อนโควิดมากถึง 400,000 คัน
ช่วงสำคัญของการให้สัมภาษณ์ ยามาชิตะได้กล่าวถึง “ข้อคาดหวังต่อรัฐบาลไทย” เพื่อพยุงและสร้างเสถียรภาพให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 10% ของ GDP และการจ้างงานมากกว่า 900,000 คน
1. ขอให้รัฐสนับสนุนตลาดรถยนต์ทุกเซกเมนต์
โตโยต้ามองว่ารัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เพราะกำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่กลับมาเต็มที่ หากมีมาตรการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่ออุตสาหกรรมโดยรวม
2. คุ้มครองฐานการผลิตในประเทศและซัพพลายเชนไทย
โตโยต้าเรียกร้องให้รัฐพิจารณามาตรการภาษีที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตในประเทศ และให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ใช้ชิ้นส่วน–วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ที่เริ่มได้รับผลกระทบจากยอดขายภายในประเทศที่หดตัว
3. ส่งเสริมการส่งออก และเร่งแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา
ผู้บริหารโตโยต้าระบุว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนส่งผลโดยตรงต่อซัพพลายเออร์ ที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งจากทางบกไปทางเรือ ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและการผลิตล่าช้า บริษัทจึงหวังว่ารัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาให้การขนส่งกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว
โตโยต้าชี้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะในหาดใหญ่ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อดีลเลอร์และลูกค้าในพื้นที่ แม้ระดับน้ำจะเริ่มลดลง แต่ความเสียหายยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว ขณะที่ปัจจัยนอกประเทศ เช่น ความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก และนโยบายขึ้นภาษีในบางภูมิภาค ยังเป็นตัวแปรที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ด้านนโยบายรถยนต์ไฟฟ้า ยามาชิตะยืนยันว่า โตโยต้าได้เข้าร่วมมาตรการ EV 3.5 ของรัฐบาลแล้ว พร้อมดำเนินงานตามเงื่อนไข ทั้งยังสนับสนุนการปรับโครงสร้างภาษีรถไฮบริด (HEV) ซึ่งบริษัทเชื่อว่าเทคโนโลยีไฮบริดยังเป็น “ทางเลือกที่เหมาะสมกับตลาดไทย” ในระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
ในส่วนของรถไฟฟ้า Toyota bZ4X ผู้บริหารระบุว่า ได้รับการตอบรับที่ดีมาก มียอดจอง 2,000 คัน ภายในเดือนแรกของการเปิดตัว แต่ยังไม่สามารถระบุชัดว่าจะผลิตในไทยหรือไม่ ต้องประเมินแนวโน้มความต้องการระยะยาวก่อนตัดสินใจ
สำหรับแบรนด์ Lexus ยามาชิตะระบุว่า ปริมาณขายในไทยอยู่ที่ประมาณ 1,000 คันต่อปี จึงยังไม่คุ้มค่าต่อการผลิตในประเทศ และยังต้องนำเข้าจากญี่ปุ่นเป็นหลัก
โตโยต้าเปิดเผยว่าการรักษาความเป็นผู้นำตลาดท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ต้องอาศัยสองแกนหลักคือ
หนึ่ง – ความเข้าใจลูกค้าจริง ผ่านการลงพื้นที่สำรวจการใช้งาน เพื่อพัฒนารถยนต์ที่ตอบโจทย์ที่สุด
สอง – ความเชื่อมั่นในเครือข่ายบริการ ด้วยศูนย์บริการกว่า 450 แห่ง และดีลเลอร์ 150 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญที่คู่แข่งยังเข้ามาแทนได้ยาก
การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้สะท้อนว่า โตโยต้ากำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งตลาดภายในที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ กฎภาษีใหม่ การแข่งขันจากผู้เล่นจีน รวมถึงปัญหาซัพพลายเชนระดับภูมิภาค อย่างไรก็ดี บริษัทเชื่อว่าหากรัฐเข้ามาสนับสนุนทั้งตลาดภายใน การผลิตในประเทศ และการส่งออกตาม “3 ข้อคาดหวังสำคัญ” ก็จะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันให้โตโยต้าสามารถรักษาความเป็นผู้นำได้อย่างมั่นคงในปีหน้า


