อุดรธานี - หญิงวัย 34 ปี ชาวอุดรธานี เข้าร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดขอความเป็นธรรม หลังเจอฝันร้ายจากการคลอดบุตร รพ.ของรัฐแห่งหนึ่ง เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง มดลูกฉีกขาด ลำไส้ทะลุ อุจจาระไหลออกทางช่องคลอดตลอดเวลา ต้องผ่าตัดซ้ำถึง 5 ครั้ง ยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ กลายเป็นผู้ป่วยกึ่งพิการนานกว่าครึ่งปี ประกอบอาชีพไม่ได้ ชีวิตพังทลาย วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบความรับผิดชอบ
วันนี้ (19 ม.ค.) ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี นายกฤษฎา โลหิตดี ทนายความ ได้พา น.ส.บีมลี อายุ 34 ปี ผู้เสียหาย เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเรียกร้องความเป็นธรรมจากกรณีดังกล่าว โดย น.ส.บีมลีเล่าว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ได้เข้าคลอดบุตรที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี โดยทารกมีน้ำหนักตัวถึง 3.8 กิโลกรัม ซึ่งตามความเข้าใจของตนมองว่าเป็นทารกที่มีน้ำหนักมาก อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลยังคงทำคลอดโดยวิธีธรรมชาติ
น.ส.บีมลี ผู้เสียหายระบุว่า ระหว่างการทำคลอด เด็กไม่สามารถคลอดออกมาเองได้ตามธรรมชาติ ก่อนที่พยาบาลจะใช้วิธีขึ้นคร่อมและดันตัวเด็กออกมา ส่งผลให้เกิดการฉีกขาดของอวัยวะเพศอย่างรุนแรง ลามยาวไปจนถึงทวารหนัก กระทั่งตนเกิดอาการตกเลือด ต้องถูกนำตัวเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน ต่อมาแพทย์ตรวจพบว่ามดลูกฉีกขาดและมีเลือดคั่งในผนังมดลูก ทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 3 ครั้งภายในเวลาเพียง 2 วัน ก่อนแพทย์จะอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน
อย่างไรก็ตาม หลังกลับบ้านได้เพียงไม่กี่วันกลับพบสิ่งผิดปกติเมื่อมีอุจจาระไหลออกมาทางช่องคลอด จึงรีบกลับไปพบแพทย์ตามนัด ก่อนถูกวินิจฉัยว่าเกิดภาวะลำไส้ทะลุเชื่อมต่อกับช่องคลอด และถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
ผลการตรวจด้วยเครื่อง MRI ยืนยันว่ามีรูรั่วระหว่างทวารหนักกับช่องคลอดยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร ทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง รวมเป็น 5 ครั้ง แต่แพทย์แจ้งว่าเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวเน่าเปื่อยอย่างรุนแรง ไม่สามารถเย็บซ่อมแซมได้ จำเป็นต้องยุติการผ่าตัดชั่วคราว และแนะนำให้ฟื้นฟูร่างกายและเนื้อเยื่อก่อนเข้ารับการผ่าตัดครั้งต่อไป
น.ส.บีมลีกล่าวด้วยความทุกข์ใจว่า ปัจจุบันต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก มีอุจจาระไหลออกมาตลอดเวลา ส่งกลิ่นเหม็น เสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง ต้องสวมผ้าอ้อมผู้ใหญ่ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่สามารถออกไปทำงานหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ ส่งผลกระทบทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และครอบครัวอย่างหนัก
แม้โรงพยาบาลคู่กรณีจะเคยมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจำนวน 50,000 บาท แต่เห็นว่ายังไม่เหมาะสมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น และสภาพร่างกายที่อาจไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้อีก
ด้านนายกฤษฎา โลหิตดี ทนายความ ระบุว่า การยื่นหนังสือร้องทุกข์ในครั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบขั้นตอนและกระบวนการรักษาอย่างละเอียด ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ และเรียกร้องให้โรงพยาบาลคู่กรณีแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม
ขณะที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานีได้รับหนังสือร้องเรียนไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นจะประสานขอคำชี้แจงจากทีมผู้บริหารของโรงพยาบาลที่ถูกร้องเรียนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป


