สมุทรสงคราม - ในทางนิเวศวิทยา สิ่งมีชีวิตมักทำหน้าที่เป็น "ดัชนีชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม" (Bio-indicator) เมื่อใดก็ตามที่สัตว์น้ำเริ่มแสดงความผิดปกติทางกายภาพที่น่ากลัว นั่นหมายถึงสัญญาณอันตรายที่ธรรมชาติกำลังส่งคำเตือนมายังมนุษย์ ปรากฏการณ์ “ปลากระบอกผิดรูป” ที่พบในพื้นที่คลองนิคม 2 ตำบลนาโคก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อช่วงปลายปี 2568 ไม่ใช่แค่ความเจ็บป่วยของปลาตัวหนึ่ง แต่มันคือภาพสะท้อนของ "วิกฤตมลพิษทับซ้อน" ที่รุนแรงและซับซ้อนเกินกว่าจะระบุว่าเป็นความผิดของปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ปลากระบอก: เหยื่อของสารพิษสะสมและตะกอนดินที่ปนเปื้อน
จากรายงานที่ปรากฏผ่านสื่อ ชาวบ้านในพื้นที่พบปลากระบอกที่มีลักษณะผิดปกติอย่างรุนแรง ทั้งมีตุ่มพอง เป็นจุดสีดำทั่วตัว ลำตัวบิดงอ และมีเนื้องอก ซึ่งประมงจังหวัดสมุทรสาครระบุว่าลักษณะดังกล่าวเป็นความผิดปกติที่รุนแรงกว่าปกติ แม้ผลการตรวจคุณภาพน้ำเบื้องต้นอาจจะยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ในทางวิชาการ สิ่งที่น่ากลัวกว่าน้ำคือ "ตะกอนดิน" (Sediment Contamination)
ปลากระบอกเป็นสัตว์หน้าดิน (Benthic fish) ที่หากินอยู่กับดินเลนและตะกอน หากพื้นน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก สารพิษจะสะสมในตะกอนดินและเข้าสู่ตัวปลาโดยตรง การที่ปลาเกิดการผิดรูป (Skeleton deformity) หรือเนื้องอก จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการสะสมมลพิษในระยะยาวที่ไหลมาจากหลายทิศทาง
มลพิษโรงงาน ปัญหาใหญ่ที่ถูกมองข้ามภายใต้มาตรการที่หละหลวม
สมุทรสาครเป็นจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่นกว่า 5,800 แห่ง ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ ทำไมปัญหามลพิษยังคงรุนแรง ทั้งที่มีกฎหมายและมาตรการควบคุม เรามักมองมลพิษจากโรงงานเป็นเพียงเรื่องการ "ปล่อยน้ำเสีย" แต่ความจริงมันซับซ้อนกว่านั้น เช่น กรณีการตรวจพบ “กากแคดเมียม” นับหมื่นตันในโรงงานหลอมโลหะ (ข่าวไทยรัฐ, เมษายน 2567) ที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ สารเหล่านี้หากรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดการกลายพันธุ์หรือความผิดปกติทางชีวภาพในสัตว์น้ำได้ การจัดการมลพิษโรงงานจึงไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของธรรมาภิบาลในการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้จริง
"แม่น้ำกก" วิกฤตเหมืองแร่และผลกระทบข้ามพรมแดน
หากจะตอกย้ำความน่ากลัวของมลพิษจากอุตสาหกรรมหนัก ต้องมองไปที่ กรณีศึกษาแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย (พฤษภาคม 2568) ข้อมูลจาก The EXIT (Thai PBS) ยืนยันว่าพบการปนเปื้อนของ "สารหนู" และ "สารปรอท" ในระดับที่น่ากังวล โดยมีข้อสันนิษฐานหลักพุ่งเป้าไปที่ "กิจกรรมการทำเหมืองแร่" บริเวณต้นน้ำ
กรณีแม่น้ำกกชี้ให้เห็นว่า เมื่อสารพิษจากอุตสาหกรรมรั่วไหลลงสู่สายน้ำ มันจะทำลายระบบนิเวศในวงกว้าง ปลาในแม่น้ำกกแสดงอาการติดเชื้อและผิวหนังผิดปกติ ทำให้ชาวบ้านสูญเสียแหล่งโปรตีนที่ปลอดภัยไปทันที เช่นเดียวกับในสมุทรสาคร มลพิษจากโรงงานรีไซเคิลหรืออุตสาหกรรมหนักคือ "ตัวแปรหลัก" ที่รุนแรงและจัดการยากกว่ามลพิษภาคครัวเรือน แต่มักถูกละเลยจนกระทั่งเกิดความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้
วิกฤตทับซ้อน อากาศ น้ำ และความเสื่อมโทรมของทรัพยากร
ปัญหาในสมุทรสาครไม่ใช่แค่เรื่องน้ำ แต่คือมลพิษที่ส่งผลต่อกันเป็นทอดๆ (Multi-faceted pollution) ได้แก่ มลพิษทางอากาศ (Air-to-Water) เขม่าควันและฝุ่นโลหะจากการหลอมโลหะในโรงงาน (กรณีเกลือดำที่นาโคก รายงานโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ) เมื่อฝนตก สารมลพิษเหล่านี้จะชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ เพิ่มความเข้มข้นของโลหะหนักในน้ำขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังมีน้ำเสียจากเขตเมืองและเกษตรกรรม การขยายตัวของชุมชนที่ไร้ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ ซ้ำเติมให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลง จนระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์น้ำอ่อนแอลง สุดท้ายคือ ความเสื่อมโทรมของความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อสภาพแวดล้อมเลวร้ายลง สัตว์พื้นถิ่นที่เปราะบางจะหายไป เหลือเพียงปลาที่พยายามปรับตัวแต่ต้องอยู่ในสภาพที่ "ผิดรูป" ดังที่เห็น
ปลากระบอกที่ผิดรูปในวันนี้ คือคำเตือนว่าอาหารในจานของคนไทยกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยง ความหลากหลายทางชีวภาพคือพื้นฐานของ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) หากเราปล่อยให้แหล่งผลิตอาหารตามธรรมชาติอย่างสมุทรสาครกลายเป็นแหล่งสะสมสารพิษ เราจะไม่เพียงแต่สูญเสียสัตว์น้ำ แต่เรากำลังรับประทาน "สารพิษสะสม" เข้าสู่ร่างกายผ่านห่วงโซ่อาหาร ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพคนไทยในระยะยาวอย่างประเมินค่าไม่ได้
การจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ผลจริง ต้องก้าวข้ามการโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการประสานพลังอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด ไม่โอนอ่อนต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น และต้องเร่งผลักดันกฎหมายการรายงานการปลดปล่อยมลพิษ (PRTR) เพื่อให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หรือ ภาคเอกชน ที่ควรต้องยกระดับสู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง การจัดการมลพิษต้องถือเป็นความรับผิดชอบพื้นฐาน ไม่ใช่ผักชีโรยหน้า รวมถึง ภาคประชาชน ที่ต้องตื่นตัวในการเฝ้าระวังพื้นที่และร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาดเพื่อส่งต่อทรัพยากรที่ปลอดภัยให้แก่คนรุ่นหลัง
ปลากระบอกที่สมุทรสาครและปลาในแม่น้ำกก คือหลักฐานที่บอกว่าธรรมชาติกำลังถึงขีดจำกัดแล้ว ถึงเวลาที่ต้องหยุดทำลายและเริ่มเยียวยาสายน้ำร่วมกัน ก่อนที่ความมั่นคงทางอาหารของประเทศจะเหลือเพียงแต่ชื่อ



