xs
xsm
sm
md
lg

“ลูกโบเมียะ” นำชาวกะเหรี่ยงประกาศเอกราชปลดแอกจากพม่า ตั้งสาธารณรัฐก่อทูเลย์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมียวดี/ตาก - “เนอดา เมียะ” ลูกชายนายพลโบเมียะ อดีตผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU นำทัพประกาศเอกราชเหนือดินแดน แยกตัวจากเมียนมา สถาปนาสาธารณรัฐก่อทูเลย์ สถาปนาตัวเองเป็นประธานาธิบดี ตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐก่อทูเลย์


รัฐบาลก่อทูเลย์ (Government of Kawthoolei - G.O.K.) ออกแถลงการณ์ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ แยกตัวออกจากสหภาพเมียนมา พร้อมสถาปนา “สาธารณรัฐก่อทูเลย์” เป็นรัฐเอกราชใหม่ ท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองและความขัดแย้งภายในเมียนมาที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ

การประกาศเอกราชดังกล่าวมีขึ้น ณ ค่ายอูเกอคี บ้านชูกะลี ตำบลชูกะลี อ.วาเล่ย์ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ฐานที่มั่นแห่งหนึ่งตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ตรงข้ามพื้นที่ ต.หนองหลวง อ.อุ้มผาง จ.ตาก เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 69 ท่ามกลางประชาชน แกนนำทหารก่อทูเลย์ และทหารที่ร่วมพิธีกว่า 400 นาย

รัฐบาลก่อทูเลย์ย้ำว่า การแยกตัวครั้งนี้เป็นการใช้ “สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง” ของชนชาติกะเหรี่ยง ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนสากล อ้างถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) โดยระบุว่าชนชาวกะเหรี่ยงในดินแดนก่อทูเลย์ต้องเผชิญกับการกดขี่ การเลือกปฏิบัติ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบมาอย่างยาวนาน

รัฐบาลก่อทูเลย์ระบุว่าความขัดแย้งระหว่างชนชาติกะเหรี่ยงกับรัฐเมียนมาเริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 เพียงหนึ่งปีหลังเมียนมาได้รับเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่า 77 ปี ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ซึ่งถูกกล่าวหาว่ายึดถือแนวคิดชาตินิยมสุดโต่งและความเหนือกว่าทางเชื้อชาติ นำไปสู่ความรุนแรง การอพยพ และวิกฤตมนุษยธรรมในวงกว้าง

ในเชิงโครงสร้างรัฐ แถลงการณ์ระบุว่า สาธารณรัฐก่อทูเลย์จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เคารพเจตจำนงของประชาชน ยึดหลักนิติรัฐ และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกกลุ่ม ขณะที่ระบบเศรษฐกิจจะยึดแนวทาง เศรษฐกิจตลาดเสรี ต่อต้านการผูกขาด และเปิดกว้างต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับนานาประเทศ


ด้านนโยบายต่างประเทศ รัฐบาลก่อทูเลย์ประกาศยอมรับกฎหมายและอนุสัญญาระหว่างประเทศที่มุ่งส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างรัฐ พร้อมย้ำความตั้งใจที่จะเป็น “สมาชิกที่มีความรับผิดชอบของประชาคมโลก” พร้อมกันนี้ รัฐบาลก่อทูเลย์ได้เรียกร้องต่อรัฐและองค์กรระหว่างประเทศที่ยึดมั่นในสันติภาพ ให้การสนับสนุนในมิติด้านมนุษยธรรม การทูต และการเมือง รวมถึงการพิจารณาให้การรับรองสถานะของสาธารณรัฐก่อทูเลย์ในเวทีระหว่างประเทศ

สำหรับโครงสร้างฝ่ายบริหาร รัฐบาลสาธารณรัฐก่อทูเลย์ได้ประกาศรายชื่อคณะผู้นำชุดแรก ประกอบด้วย พล.อ. (ซอ) เนอดา เมียะ บุตรชายของนายพลโบเมียะ อดีตผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีคนแรก, ซอ ฮซาร์ เกย์ โป รองประธานาธิบดีคนที่ 1 และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ซอ เดวิด ทาเคอร์พอว์ รองประธานาธิบดีคนที่ 2 และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการพันธมิตร, ซอ โพว์ ทูเลย์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการศาสนา, ซอ เดวิด ลอว์ดู รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม


พล.อ. (ซอ) เนอดา เมียะ กล่าวว่า จากนี้เป็นต้นไปชาวกะเหรี่ยงจะขอมีเสรีภาพที่ไม่ขึ้นการปกครองกับทหารเมียนมา และจะมีรัฐธรรมนูญ มีรัฐก่อทูเลย์ มีคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานด้านต่างๆ ส่วนการประสานงานกับชนกลุ่มน้อยที่เป็นกองกำลังต่างๆ และกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อเอกราช และเพื่อประชาธิปไตยนั้นถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน

สำหรับการเลือกตั้งในเมียนมาในขณะนี้นั้น ประชาชนไม่อยากไปเลือกตั้ง เพราะอยากเห็นประชาธิปไตยที่แท้จริงในเมียนมา ถ้าอนาคตประเทศเมียนมามีรัฐบาลเผด็จการคงไปต่อไม่ได้ ซึ่งกลุ่มต่างๆ ไม่มีใครเชื่อรัฐบาล และเหตุการณ์ไม่สงบจะเกิดขึ้นต่อไป

รายงานข่าวระบุว่า แนวทางการจัดตั้งรัฐใหม่ของก่อทูเลย์จะเริ่มจากการจัดทำ บัตรประจำตัวประชาชนชนชาติกะเหรี่ยง การวางโครงสร้างการปกครองเป็นลำดับขั้น ระยะสั้น-กลาง-ยาว และการจัดให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก 4 ปี


นักวิเคราะห์ด้านการเมืองระหว่างประเทศมองว่า การประกาศเอกราชของก่อทูเลย์เกิดขึ้นในจังหวะที่เมียนมายังคงเผชิญภาวะรัฐล้มเหลว (Failed State) และความแตกแยกทางอำนาจอย่างรุนแรง โดยประเด็นที่ประชาคมโลกจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ท่าทีตอบสนองของรัฐบาลเมียนมา ประเทศเพื่อนบ้าน และองค์กรระหว่างประเทศ ต่อการรับรองรัฐเอกราชใหม่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การประกาศสถาปนา “สาธารณรัฐก่อทูเลย์” อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจส่งผลสะเทือนต่อทิศทางความขัดแย้งชาติพันธุ์ในเมียนมาในระยะยาว


กำลังโหลดความคิดเห็น