xs
xsm
sm
md
lg

“ซาบีดา” โชว์ 3 แผนปฏิบัติการดันวัฒนธรรมไทยหนุนเศรษฐกิจดันเงินสะพัด 4,600 ล้านต่อปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อุทัยธานี - รมว.วัฒนธรรมโชว์ผลงานปฏิบัติการขับเคลื่อน 3 นโยบายหลัก ทั้ง Unseen Thai Thai, ส่งเสริมอุตฯ ดิจิทัลคอนเทนต์ และการถ่ายทำภาพยนตร์ ยกระดับวัฒนธรรมชูโรงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คาดทำเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 4,600 ล้านบาทต่อปี


นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงทิศทางและผลการดำเนินงานของกระทรวงวัฒนธรรมภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบันว่า ได้เร่งผลักดันนโยบายสำคัญจำนวน 3 ด้าน จนเกิดผลเป็นรูปธรรมและเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาติ เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมตั้งใจมอบเป็น “ของขวัญปีใหม่” ให้แก่คนไทยและประเทศไทย

นโยบายทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย โครงการ Unseen Thai Thai มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ และ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบคู่กับการธำรงรักษาและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของไทยอย่างยั่งยืน

“Unseen Thai Thai” เป็นการนำเสนอทุนทางวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่นที่ยังไม่เคยถูกเล่า หรือยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ให้ปรากฏสู่สายตาของสังคมไทยและนานาชาติ โดยกระทรวงวัฒนธรรมได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชน คัดสรรแหล่งวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่อย่างรอบคอบและเป็นระบบ

นางสาวซาบีดากล่าวว่า เราไม่ได้มองแค่ว่าสถานที่นั้นสวยหรือแปลกใหม่ แต่เรามองถึงเรื่องราว คุณค่า และอัตลักษณ์ที่สะท้อนรากเหง้าของชุมชน คือการผลักดันโครงการ “อันซีนไทยๆ” เปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างเช่น จังหวัดยโสธร กับการจัดงาน “ไฟตุงกา” ซึ่งเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ไม่เคยมีการจัดมาก่อน และที่ผ่านมาแทบไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง ภาครัฐจึงเข้าไปมีบทบาทในการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและการสื่อสารสาธารณะ เพื่อยกระดับงานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น “สิงห์ปลาดุกา” จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นพื้นที่วัฒนธรรมที่ชุมชนร่วมกันดูแลและดำเนินการมาเป็นเวลานาน แต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์ เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมเข้าไปประสานความร่วมมือกับหลายภาคส่วน และผลักดันให้เป็นพื้นที่ “ไทยๆ” จึงช่วยเปิดประตูให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่

ขณะนี้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศได้ดำเนินการคัดเลือกพื้นที่อันซีนไทยๆ อย่างพิถีพิถันในแต่ละจังหวัด เพื่อดึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่โดดเด่นออกมานำเสนอ โดยในระยะแรกได้ดำเนินการไปแล้วหลายพื้นที่ และยังมีแผนขยายผลเพิ่มเติมอีกประมาณ 10 แห่งทั่วประเทศ

สำหรับจังหวัดอุทัยธานี หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ “งานตักบาตรชาติพันธุ์” ซึ่งรวบรวมความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาร่วมกันประกอบพิธีทางศาสนาเนื่องในวันที่ 5 ธันวาคมปีที่ผ่านมา ถือเป็นการสะท้อนอัตลักษณ์ ความหลากหลาย และความงดงามของวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความน่าสนใจและภาพลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับพื้นที่

นโยบายดังกล่าวจึงไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมเท่านั้น หากแต่เป็นการใช้วัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างรายได้ให้ชุมชน และยกระดับวัฒนธรรมไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ หลังจากการคัดเลือกแล้ว กระทรวงวัฒนธรรมเตรียมนำข้อมูล Unseen Thai Thai จัดทำเป็นปฏิทินวัฒนธรรมและแผนที่เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยว เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวรับทราบอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในชุมชน สร้างรายได้ และกระจายผลประโยชน์สู่ท้องถิ่นโดยตรง ภายหลังการดำเนินโครงการแล้วเสร็จ จะมีการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชนในพื้นที่ เพื่อยืนยันว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมสามารถเดินควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

นโยบายที่สอง คือ มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งนางสาวซาบีดาระบุว่า กระทรวงวัฒนธรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันถือว่ามีความพร้อม มีความเข้มแข็ง และมีบุคลากรที่มีความสามารถสูง อีกทั้งยังเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังขาดมาตรการสร้างแรงจูงใจที่ชัดเจนในการดึงดูดผู้ผลิตดิจิทัลคอนเทนต์จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนและผลิตผลงานในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการในลักษณะ “แคชรีเบต” หรือการคืนเงิน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่หลายประเทศใช้ในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ทั้งนี้ ในปัจจุบันรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติมาตรการแคชรีเบต เพื่อส่งเสริมการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ในประเทศไทย โดยกำหนดให้สามารถคืนเงินได้ในอัตราร้อยละ 20 สำหรับผู้ประกอบการที่เข้ามาผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ในประเทศ และมีการจ้างแรงงานคนไทยภายในประเทศไทย มาตรการดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ สร้างการจ้างงาน สร้างรายได้ และผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

และสำหรับนโยบายที่สาม มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย สร้างรายได้ ขยายซอฟต์พาวเวอร์สู่เวทีโลกอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่ได้ดำเนินการแล้ว คือการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ผลิตและถ่ายทำในประเทศไทย โดยผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศ และสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

มาตรการดังกล่าวได้กำหนดเงื่อนไขการสนับสนุนไว้อย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการที่มีการลงทุนในการผลิตภาพยนตร์ตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับเงินคืนในอัตราร้อยละ 30 และสามารถได้รับเงินคืนเพิ่มเติมอีกร้อยละ 5 หากเนื้อหาของภาพยนตร์มีธีมตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

ในกรณีที่มีการลงทุนตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีกร้อยละ 5 เพื่อเป็นแรงจูงใจในการเพิ่มขนาดการลงทุน และยกระดับคุณภาพการผลิตให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้ นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขด้านการเผยแพร่ผลงาน โดยกำหนดให้ภาพยนตร์ต้องได้รับการเผยแพร่ไม่น้อยกว่า 4 แพลตฟอร์ม และในจำนวนดังกล่าว จะต้องมีอย่างน้อย 1 แพลตฟอร์มที่เผยแพร่ในต่างประเทศนอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อขยายการรับรู้และสร้างการเข้าถึงผู้ชมในระดับสากล เมื่อมีคำถามว่าคนไทยจะได้รับประโยชน์อะไรจากมาตรการส่งเสริมการผลิตและถ่ายทำภาพยนตร์เหล่านี้ คำตอบที่ชัดเจนคือ ภาพยนตร์เป็นสื่อที่ทรงพลังที่สุดในการถ่ายทอดเรื่องราวของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของประเทศสู่สายตาชาวโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศเกาหลี ซึ่งสามารถนำวัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีชีวิต และความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ถ่ายทอดออกไปผ่านภาพยนตร์และสื่อบันเทิง จนเกิดการรับรู้ในระดับสากล

การสื่อสารผ่านภาพยนตร์เป็นการเล่าเรื่องที่ไม่บังคับให้ผู้ชมต้องเชื่อหรือยอมรับ หากแต่เป็นการสอดแทรกเรื่องราวทางวัฒนธรรมอย่างแนบเนียน ทำให้ผู้ชมเกิดการรับรู้และซึมซับโดยธรรมชาติ นี่คือหัวใจสำคัญของซอฟต์พาวเวอร์ที่แท้จริง มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์จึงไม่เพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งของสังคมไทยให้โลกได้เห็น ผ่านการเล่าเรื่องที่เข้าถึงง่าย สนุก และมีพลัง สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและยั่งยืนให้กับประเทศไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ นางสาวซาบีดาได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ในภาพรวม คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4,600 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่หมายถึงโอกาส งาน และรายได้ของคนไทย ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เป้าหมายระยะยาวคือทำให้ภาพยนตร์ไทยมีความแข็งแรง สามารถแข่งขันในตลาดโลก และเป็นพลังสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน


กำลังโหลดความคิดเห็น