เชียงราย – ตำรวจลุยแล้วคดีรุกป่าแม่สลอง-กิ่วทัพยั้ง ตั้ง “พล.ต.ต.ทรงธรรม-ผู้การฯเชียงราย” คุมคดีโดยตรง พร้อมเดินหน้าสอบทันที ผบช.ภ.5 ยอมรับคดีซับซ้อน พัวพันทั้งข้าราชการ – ปชช.-กลุ่มทุน สั่งกำชับเดินเครื่องเต็มที่ห้ามละเว้น
รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่าเมื่อเร็วๆ นี้ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.ภาค 5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ ผบก.ภ.เชียงราย ได้นำกำลังไปตรวจสอบสภาพการบุกรุกป่าและออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบในหลายพื้นที่ของเชียงราย โดยเฉพาะที่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่สลองและสวนป่ากิ่วทัพยั้งเขต อ.แม่ฟ้าหลวง และ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งสภาพที่เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบยังคงเหมือนเดิมคือ มีผืนดินบางส่วนถูกกลุ่มทุนเข้าไปถือครองเพื่อประกอบธุรกิจต่างๆ ทั้งตั้งรีสอร์ท ขุดคูคลอง สร้างถนน ปลูกไม้ยืนต้นและไม้ล้มลุกต่างๆ เอง ฯลฯ
หลังการตรวจสอบ พล.ต.ท.สมคิด เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า มีการบุกรุกป่าใน 2 พื้นที่ดังกล่าว และเนื่องจากประเด็นปัญหามีความสลับซับซ้อนเพราะถึงขั้นมีการออกเอกสารสิทธิ์ ดังนั้นจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ พล.ต.ต.ทรงธรรม เข้าไปควบคุมดูแลการตรวจสอบของตำรวจในเรื่องนี้โดยตรงทันที และแต่งตั้งให้ พ.ต.อ.สมสง่า ชรินทร์ รอง ผบก.ภ.เชียงราย ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพื่อเข้าไปควบคุมดูแล กรณีมีการสอบสวนข้อมูลเพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการกระทำของกลุ่มทุนดังกล่าว ซึ่งเบื้องต้นชุดตรวจสอบได้มีการตรวจสอบไปแล้วพบว่า มีผืนป่าถูกบุกรุกเป็นบริเวณกว้างจริง และกระจายในหลายพื้นที่
"ผืนป่าบางส่วนถูกนำไปออกเอกสารสิทธิ์ซึ่งน่าแปลก ดังนั้นจึงให้ทางพนักงานสอบสวนไปสอบสวนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปบ้างแล้ว พบว่าขั้นตอนการกระทำความผิดในครั้งนี้อาจจะมีทั้งข้าราชการและประชาชนทั่วไปเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่ามีใครบ้าง นอกจากนี้เรื่องนี้พบปัญหาหลายอย่างในพื้นที่จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเคร่งครัดและตรงไปตรงมา" พล.ต.ท.สมคิด กล่าว
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ปัญหาการบุกรุกผืนป่าในเชียงราย ถือว่าเรื้อรังมายาวนานโดยเฉพาะหน่วยจัดการต้นน้ำแม่สลอง ซึ่งมีอยู่จำนวน 6,650 ไร่ แต่กลับมีความพยายามบุกรุกเข้าไปเป็นบริเวณกว้าง แต่ไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดำเนินการหรือร้องเรียนต่อตำรวจท้องที่ให้ดำเนินคดีร่วมกัน ทำให้เหลือสภาพป่าอยู่เพียง 20-30% เท่านั้น ส่วนอีก 70% ถูกบุกรุกหนักโดยมีการทำการเกษตรของประชาชนทั่วไปเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งถูกกลุ่มทุนบุกเข้าไปสร้างเป็นรีสอร์ทและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ
ที่สำคัญมีการลักลอบออกเอกสารสิทธิ์ในผืนป่าจนเป็นที่มาของการตรวจสอบดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่าการตรวจสอบพึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเกิดการบุกรุกจนถึงขั้นออกเอกสารสิทธิ์มานานหลายปีแล้ว ทำให้เชื่อกันว่า เกิดจากการใช้อำนาจทางการเมืองและอำนาจรัฐในช่วงที่บุกรุกเข้าช่วยเหลือด้วย
เช่นเดียวกันเขตพื้นที่สวนป่ากิ่วทัพยั้ง ที่พบว่า มีสวนป่าถูกบุกรุกประมาณ 50 ไร่ ซึ่งจากการตรวจสอบสภาพป่าทางอากาศโดยหน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพบว่า อยู่กลางผืนป่าชัดเจน



