xs
xsm
sm
md
lg

พิธีบวงสรวงปลาบึก ‘เปลี่ยน’ สุขภาวะคนเชียงของ ‘ป่วน’

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

พิธีกรรมบวงสรวงปลาบึก
ปลาบึกเป็นปลาน้ำจืดที่ถือได้ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มันอาศัยอยู่เพียงลำน้ำโขงอันกว้างใหญ่เท่านั้น การดำรงชีวิตอันเร้นลับในลำน้ำศักดิ์สิทธิ์ ภายใต้รูปกายที่น่าเกรงขามนั้นปราดเปรียวประหนึ่งเจ้าแห่งสายน้ำ อีกด้านหนึ่งมันกลับเป็นนักมังสวิรัติตัวยงที่กินแต่พืชน้ำและสงบเสงี่ยมราวกับนักบวชผู้ทรงศีล

ที่บ้านหาดไคร้ ชุมชนติดลำน้ำโขงในอำเภอเชียงของจังหวัดเชียงราย ในเดือนเมษายนของทุกปี เมื่อต้นโพธิ์คู่อายุเก่าแก่หน้าวัดหาดไคร้เริ่มผลิใบใหม่ ทั้งที่เป็นฤดูแล้งแต่ระดับน้ำของแม่โขงบริเวณบ้านหาดไคร้จะขยับสูงขึ้น เมื่อนั้นที่ท้ายหาดชาวบ้านจะเริ่มทำการบวงสรวงเจ้าโพ้ง เจ้าลวง ผีผู้คุ้มครองปลาบึก เพื่อเสี่ยงทายจำนวนปลาที่จะทำการจับและบูชาแม่ย่านางเรือให้ช่วยปกปักรักษา อำนวยพรให้เหล่าพรานจับปลาได้จำนวนมากๆ

อาจเพราะชัยภูมิที่มีหาดทรายยาวขนานไปกับลำโขงและมีระดับน้ำที่พอเหมาะ บ้านหาดไคร้จึงเป็นสถานที่เดียวในประเทศไทยที่สามารถจับปลาบึกได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิถีชีวิตของชาวบ้านแห่งนี้ที่สอดคล้องแนบแน่นกับธรรมชาติ ชาวบ้านจึงพิธีบวงสรวงปลาบึกเสมอก่อนจะทำการล่าในแม่น้ำศักสิทธิ์ ด้วยความยำเกรงต่อความลึกลับจึงทำให้อำนาจเหนือธรรมชาติมีอิทธิพลอย่างมากทั้งร่างกายและจิตใจของชาวบ้านที่นี่

ความสัมพันธ์ของวิถีชีวิต ความเชื่อกับชาวบ้านบ้านหาดไคร้กับปลาบึก ทำให้ อุไรวรรณ ชัยมินทร์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ได้เข้าร่วมกับโครงการวิจัยที่ชื่อว่า “งานประจำสู่งานวิจัย” หรือ R2R (Routine to Research) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยเธอสนใจที่จะศึกษา ‘พิธีกรรมบวงสรวงปลาบึก’ ว่ามีความสำคัญต่อสภาพสุขภาวะของประชาชนอย่างไรภายใต้หัวข้อ “ความเชื่อพิธีกรรมบวงสรวงปลาบึก: ความหมายต่อสุขภาวะของคนบ้านหาดไคร้”

อุไรวรรณจึงนำพาเอาตัวเองไปคลุกคลีกับชาวบ้านเพื่อเก็บข้อมูลและก็พบว่า ในการล่าปลานั้นมีกฎ-จารีตของชาวบ้านที่ต้องปฏิบัติด้วยความเคารพในธรรมชาติ แต่เดิมชาวบ้านหาดไคร้ล่าปลาบึกเพื่อแบ่งกันกินโดยไม่มีการจำหน่ายเพราะชาวบ้านเชื่อว่า ปลาบึกเป็นปลาถือศีล มีความบริสุทธิ์กินแต่พืชน้ำที่เรียกว่า ‘ไกน้ำ’ เป็นอาหารเท่านั้น

ชาวบ้านยังเชื่อว่า ‘ปลาบึก’ เป็นปลาศักสิทธิ์มีเทพเจ้าคุ้มครอง ผู้ใดที่กินมันจะมีอายุยืนมีโชคมีลาภ นอกจากนี้ยังมีการยึดถือกฎเกณฑ์การล่าว่า ปลาตัวแรกที่ล่าได้ของฤดูกาลจะเรียกว่า ‘ปลาเจ้า’ ที่จะต้องนำมาเซ่นไหว้เจ้าและทำกินกันในหมู่พรานปลา ปลาตัวที่สองที่เรียกว่า ‘ปลาแก้ม’ ต้องนำมาเลี้ยงกันครึ่งหนึ่งส่วนที่เหลือจะเป็นของผู้ที่จับปลาได้ ปลาตัวที่สามที่จับได้แล้วเท่านั้นจึงจะเป็นของผู้ที่จับปลาได้ทั้งหมด ซึ่งในอดีตกติกาเหล่าเหล่านี้ถือว่าเป็น ‘กฎเหล็ก’

เธอยังได้พบว่า ปัจจุบันพิธีกรรมดังกล่าวเริ่มมีความเปลี่ยนแปลง โดยพบว่าพิธีบวงสรวงปลาบึกได้ถูกจัดทำเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเสียแล้ว พิธีบวงสรวงป่าที่เรียบง่ายแบบชาวบ้านแต่เดิม ได้กลายมาเป็นพิธีเมืองที่มีศาลบวงสรวงขนาดใหญ่เพื่อประกอบพิธีกรรม สำหรับรองรับนโยบายการท่องเที่ยวที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมมากขึ้น นอกจากนี้การรุกคืบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจการการค้าในอนุภาคลุ่มน้ำโขง (Great Mekong Sub-region: GMS) ที่เน้นการขยายตัวของเศรษฐกิจการค้า ยังเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ความหมายของพิธีกรรมที่เรียบง่ายและแฝงด้วยความเคารพต่อธรรมชาตินั้นให้เปลี่ยนไปไม่น้อย

งานวิจัยพบว่า เป้าหมายของพิธีกรรมแบบป่าที่เคร่งครัดที่เคยสร้างความทรงจำร่วมกัน สร้างความร่วมไม้ร่วมมือของคนภายในชุมชนเริ่มมีความหมายที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับคนนอกชุมชนหาดไคร้อาจมองพิธีบวงสรวงปลาบึกเป็นแค่เทศกาลของความสนุกสนานและความยิ่งใหญ่ของพิธีกรรมแบบเมืองที่มีขบวนแห่อันใหญ่โต จึงทำไปเพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเท่านั้น

งานของอุไรวรรณชี้ให้เห็นว่า แบบแผนของพิธีกรรมที่ไม่ได้เคร่งครัดต่อความเชื่อเหมือนอย่างเก่า ซึ่งใครเล่าจะคิดว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของคนในชุมชนอย่างคาดไม่ถึง ที่เธอหยิบยกตัวอย่างผ่านกรณีศึกษาของ ‘ตาตั๋น’

‘ตาตั๋น’ เป็นอดีตพรานปลาที่วันหนึ่งเข้าห้องน้ำและหกล้มลงต้องนอนรักษาตัวนานนับเดือน เมื่อหมอตรวจตรวจสุขภาพก็พบว่าเขาเป็นโรคหลายชนิดทั้งความดันโลหิตสูง ริดสีดวงทวาร โรคเกาต์ และโรคไขมันในเส้นเลือด

เขาเล่าว่า ก่อนที่จะล้มเจ็บหลังจากไปหาปลา เขารู้สึกเหมือนว่ามีรอยลากยาวตามแนวหลัง กลัวจนไม่กล้าเหลียวหลังกลับในใจนึกว่าเป็นรอยของงูหรือรอยสัตว์อื่นแต่เมื่อหันไปก็มองไม่เห็น จึงไม่สนใจอะไรจนตื่นมารุ่งเช้าจึงล้มเจ็บลง

“คืนหนึ่งฝันหันตัวเก่าไปเสาะหาปลา ได้ปลามามักขนาด ได้ปลาบึกใหญ่มาตวย แต่บ่าฮู้ว่าไปยะอะหยัง ถ้าจะบ่าได้บอกได้กล่าวเปิ้นกาหา” เขาบอกเล่าความฝัน

อาจเพราะ ‘ตาตั๋น’ เป็นทั้งพรานปลาและผู้ช่วยพ่อหมอในพิธีบวงสรวงปลาบึก เขาจึงมีความเชื่ออำนาจเหนือธรรมชาติและเชื่อว่าโรคภัยที่ตัวเองเป็นอยู่เกิดจากการเข้าไปลบหลู่ ไม่ได้บอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้อง เพราะหลังจากจับปลาบึกได้ในปีที่ผ่านมาตนเองได้ปลาบึกตัวใหญ่มาก็จริง แต่หลงลืมทำพิธีบอกกล่าวขอบคุณเจ้าพ่อปลาบึก


งานวิจัยของอุไรวรรณได้แสดงทัศนะต่อการแพทย์สมัยใหม่ว่า ต้องไม่ละเลยการพิจารณาโลกทัศน์ทางสุขภาพของชาวบ้านควบคู่ไปด้วย กรณีของ ‘ตาตั๋น’ ชี้ว่าทางเลือกในการรักษาตนเอง ทั้งหมอพื้นบ้าน สะเดาเคราะห์ เลี้ยงผีปู่ย่า ฯลฯ ล้วนเป็นการรักษาการเจ็บป่วยตามวิถีวัฒนธรรมของชาวล้านนา ที่เชื่อเรื่องอำนาจที่ทำให้เจ็บป่วยมาจากอำนาจเหนือธรรมชาติ การทำพิธีเพื่อขมาต่อสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติของชาวบ้าน จึงมีความหมายต่อต่อร่างกาย จิตใจ สังคม และ จิตวิญญาณ อีกด้วย

ซึ่งพิธีการบวงสรวงปลาบึกของคนหาดไคร้นั้นเชื่อมโยงมิติทางประวัติศาสตร์ชุมชนที่สั่งสมมาในอดีต แต่เมื่อถูกกระทบด้วยนโยบายต่างๆ ที่ถั่งโถมเข้ามาจึงทำให้ปลาบึกและพิธีการบวงสรวงปลาบึกได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่และแปลงความหมายให้เป็นมากกว่าเป็นเรื่องของวัฒนธรรมชุมชน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นที่เคยแข็งแกร่งของชุมชนถูกลดทอนน่าความเชื่อถือลง

ในฐานะผู้วิจัยเธอวิเคราะห์ว่า เมื่อใดที่ชาวบ้านความรู้สึกสูญเสียความเป็นเจ้าของ ขาดการมีส่วนร่วม จากคนภายนอกที่เข้ามาแทรกแซงการจัดสรรทรัพยากรลดบทบาทของคนในชุมชนลงเสียแล้ว ‘ความเจ็บป่วย’ ที่เกิดขึ้นของชาวบ้านจึงเป็นการได้แสดงการโต้ตอบ ต่อรองความหมายทางหนึ่ง เพื่อแสดงสิทธิในวัฒนธรรมของชุมชนที่ตนเองเป็นเจ้าของในวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ที่มั่นคง เพื่อรักษาสุขภาวะของคนภายในชุมชนทางหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นพิธีกรรมบางอย่างที่ดูงมงายในระบบวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลับส่งผลอย่างมากกับจิตใจของผู้ป่วยที่แพทย์แผนปัจจุบันไม่ควรจะละเลยในมิติที่สัมพันธ์กับจิตใจนี้

“ระบบสุขภาพไม่ใช่แค่ความสมบูรณ์ทางร่างกายและจิตใจเท่านั้น แต่ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีด้วย ในความหมายของสังคมไทยจึงต้องมองสุขภาพให้เป็นสุขภาวะ ซึ่งหมายถึงความสมบูรณ์ของชีวิตใน 4 มิติ คือ กาย ใจ สังคมและจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตแบบองค์รวม” นักวิจัยย้ำ
ของเซ่นไหว้ในพิธีบวงสรวง

‘ปลาบึก’ ปลาที่ชาวบ้านเชื่อว่าศักสิทธิ์มีเทพเจ้าคุ้มครอง