เริ่มแล้ว เก็บภาษีตั้งแต่“1 บาทแรก” เหล่า “สินค้านำเข้าออนไลน์” ราคาถูก ถูกกำแพงนี้ปิดกั้น เพื่อหนุน SME ไทยให้โดน“สินค้าจีน” เอาเปรียบน้อยลง แต่กูรูชี้ แค่นี้ยัง“ไม่พอ” พ่อค้า-แม่ขาย“รอดตาย” จากสงครามหั่นราคา
** ต่อลมหายใจให้ “SME ไทย” **
รัฐสั่งลุย เปิดนโยบาย “ภาษี” ใหม่!! ต้อนรับปี 69 อย่างการเก็บ “ภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์” ตั้งแต่ “บาทแรก” เพิ่งประกาศใช้ไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา
เทียบกับแต่ก่อน ถ้า “สินค้านำเข้า” มูลค่า “ไม่ถึง 1,500 บาท” ก็ไม่ต้องเสียภาษีแต่หลังจากนโยบายนี้ประกาศใช้ก็กลายเป็นว่า สินค้านำเข้าถึงจะแค่ 1 บาท ก็ต้อง “เสียอากรขาเข้า” และ “VAT 7%”
ตั้งใจให้มาตรการนี้ ช่วยสร้าง “ความเป็นธรรม” ในการค้า “ลดความเหลื่อมล้ำ” ระหว่าง “SME ไทย” กับเหล่าผู้ประกอบการที่นำเข้า “สินค้าราคาถูก” จากต่างประเทศ แต่ไม่เคยต้องจ่ายภาษีนำเข้าเลย
วิเคราะห์กันว่า นี่อาจเป็นทางออก ในการช่วยพยุงให้เหล่า “ผู้ประกอบการไทย”อยู่รอดได้ ในสงครามการกดราคา จนผลักให้ตลาดไทยโดนถล่มด้วย “สินค้าราคาถูก” จาก “จีน”
จนสะเทือนมวลรวมเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะ “สินค้าออนไลน์”บนแพลตฟอร์มขายของต่างๆ ที่เห็นได้ชัดว่า สินค้าจากจีนหลายอย่าง มีราคา “ถูก” จนน่าใจหาย
ส่งให้ผู้ประกอบไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาย “เครื่องใช้ไฟฟ้า” “เสื้อผ้า” ลามไปถึงพวก “เฟอร์นิเจอร์” อยู่ยากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะไม่สามารถหั่นราคาของ ให้ถูกกว่าหรือเท่ากับสินค้านำเข้า ซึ่งมีต้นทุนต่ำพวกนี้ได้
ลองให้กูรูอย่าง “ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร” รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ช่วยวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จนได้คำตอบว่ามาตรการใหม่นี้ คือการช่วย “ผู้ประกอบการไทย”อย่างแน่นอน
“มันทำให้แข่งขันได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ประกอบการไทยจะได้เปรียบ เพราะงั้น จริงๆ แล้วเนี่ย นโยบายนี้มันไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบไทยได้เปรียบ แต่มันทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบน้อยลง”
เพราะการเพิ่มมาตรการ “เก็บภาษีนำเข้า”กับสินค้าราคาถูกพวกนี้ แน่นอนว่าย่อมทำให้ “ต้นทุน”ของสินค้านำเข้าออนไลน์ โดยเฉพาะจากจีน “เพิ่มขึ้น”จึงทำให้สินค้าไทย “เสียเปรียบ”เรื่องราคาน้อยลง
{“ดร.อุดมธิปก” สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย}
แต่อาจไม่เห็นผลแตกต่างอะไรมาก ในกลุ่มสินค้าที่ไม่ต้องมีบริการหลังการขาย หรือสินค้าที่ไม่ต้องมีมาตรฐานอุตสาหกรรม อย่าง มอก. หรือ อย. มารับรอง เช่น พวก “เสื้อผ้า” หรือ “ของใช้ทั่วไป”
เพราะ “ต้นทุน”ใน “การผลิต” ของเขา ก็ยังคงถูกกว่าบ้านเรามากๆ ไหนจะการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนเรื่อง “การส่งออก” อีก ดังนั้น ต่อให้โดนภาษีนำเข้า กับ VAT 7% จากเรา สินค้าเหล่านี้ก็ยังคงราคาถูกไว้ได้อยู่ดี
กลุ่มสินค้าที่ต้องมี “มาตรฐานอุตสาหกรรม” คือกลุ่มที่เห็นผลชัดที่สุด เพราะนอกจากจะมีกำแพงจากนโยบายภาษีตัวนี้ เรายังมีการประกาศใช้ “พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS)”ด้วย
โดยตัวรายละเอียดระบุเอาไว้ชัดเจนว่า บังคับให้แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ต้องรับผิดชอบ ถ้าปล่อยสินค้าที่กฎหมายไทยกำหนดว่า ต้องผ่านมาตรฐาน แต่สุดท้ายกลับไม่ผ่านตามเกณฑ์มาขาย
ยกตัวอย่าง “เครื่องใช้ไฟฟ้า” ที่ต้องมี “มอก.” หรือ “ยา-อาหาร-เครื่องสำอาง” ที่ต้องผ่าน “อย.” นั่นเอง
เหมือนเป็นการบีบทางอ้อม ให้สินค้าพวกนี้จากจีน ต้องเข้ามา “เปิดบริษัท” หรือมี “ตัวแทนจำหน่าย” ในไทย เพื่อที่จะเอาสินค้ามาขออนุญาต ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นต้นทุนในการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมา
“เพราะฉะนั้น สินค้าที่มันขึ้นทะเบียนปุ๊บเนี่ย เวลามาเจอเรื่องภาษีด้วย มันจะทำให้การแข่งขันได้เปรียบเสียบน้อยลง แต่ถ้าเป็นสินค้าทั่วไป ความได้เปรียบ-เสียเปรียบ มันยังมองไม่เห็น เพราะไม่มีเรื่องของมาตรฐานอุตสาหกรรมมากำหนดเงื่อนไข”
ข้อเสียก็คือ ถึงทั้ง 2 มาตรการนี้จะช่วย “ลดช่องว่าง” ของ “ราคาสินค้า” แก่ SME ไทย ให้พอจะต่อสู้กับ “สินค้าจีน” ได้บ้าง แต่ผลกระทบที่ตามแน่ๆ คือ “สินค้าแพงขึ้น” โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องนำเข้าสินค้าราคาถูกพวกนี้ มาขายในไทย
** ถ้าไม่ “ปรับตัว” อ่อนแอก็แพ้ไป **
หนึ่งในคนที่จะช่วยสะท้อน “ปัญหาสินค้าราคาถูก” ได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นเหล่าพ่อค้าแม่ค้า ที่ต้องสู้กับสินค้าจีน อย่างที่แม่ค้าเสื้อผ้าย่าน “ตลาดประตูน้ำ” รายนึง เคยสะท้อนให้ทีมข่าวฟัง
โดยย้ำชัดว่า ในช่วง 2-3 ปีมานี้ สินค้าจากจีนจำนวนมาก เข้ามาถล่มตลาด ทั้งแบบออฟไลน์ และบนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ราคาถูกมากๆ
“ของที่มาจากจีน มาจากกวางเจา มาจากอะไรก็แล้วแต่ เสื้อตัวนึงเนี่ย ตก 10 กว่าบาท คิดดูสิว่า อย่างเราซื้อมาก่อน แล้วเราจะมาขายยังไงได้ ก็โดนเบียดบัง กางเกงขาสั้นที่ตกสต๊อก ขายตัวละ 10 บาท”
ถามว่านโยบายใหม่นี้จะเพียงพอที่จะทำให้ SME ไทยอยู่รอด ในสงครามขายถูกนี้หรือได้แค่ไหน? กูรูรายเดิมยืนยันว่า ยังไงก็ “ไม่พอ” เพราะนโยบายภาษีล่าสุด ไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้เปรียบ แค่ทำให้เสียเปรียบน้อยลง
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำเพิ่มเติมก็คือ หาวิธี “ส่งเสริม” ให้เหล่า SME ในประเทศ “แข็งแรง” ขึ้นได้ ด้วยการผลักดันให้สินค้าของเรา สามารถ “ส่งออก” ไปขายต่างประเทศได้
กูรูรายนี้มองว่า ตลาดในประเทศไทยมี “ขนาดเล็ก” อยู่แล้วยิ่งมาถูกสินค้านำเข้าราคาถูกบุกอีก จะยิ่งทำให้ส่วนแบ่งการตลาดลดน้อยลงไปอีก ทางรอดที่ควรส่งเสริมให้หนักจึงเหลือ “แพลตฟอร์มออนไลน์”
“สิ่งที่จริงๆ รัฐไทยควรให้ความสำคัญคือ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยแข็งแรง ที่จะใช้แพลตฟอร์มพวกนี้ ไปขายยังตลาดต่างประเทศได้”
“ให้ความสำคัญกับการปรับปรุง SME ไทย ให้ใช้พวกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ไปหาเงินตราต่างประเทศมากกว่า อันนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ”
แต่ในกลุ่ม SME ที่ไม่ได้ผลิตสินค้าเอง เป็นแค่พ่อค้า-แม่ค้าที่รับของมาขายอีกที ย่อมต้องถูกต้นทุนค้ำคอ จนไม่สามารถลดราคาสินค้าลงมาสู้ได้ วิธีที่จะทำให้อยู่รอดต่อไปได้คือ “ปรับตัว”
โดยแนะให้หันกลับมาดูว่า เราขายอะไรให้ลูกค้า “ขายราคาที่ถูก” “ขายคุณภาพ” หรือ “ขายแบรนด์” เพราะการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค หลายครั้งก็ไม่ได้อยู่ที่ราคาอย่างเดียว
ดังนั้น คนค้าขายอาจหนีมาขายของที่เน้น “คุณภาพ” แม้ว่าราคาจะสูง แต่ยังไงคนก็ซื้อ หรือหันมา “สร้างแบรนด์” หรือขายของที่มีแบรนด์แข็งแรงแทน เพราะต่อให้มีสินค้าที่ออกมาคล้ายกัน ผู้บริโภคก็จะเลือกซื้อจากแบรนด์อยู่ดี
“ต้องขึ้นอยู่กับว่า เรากำลังขายสินค้าอะไร แล้วสินค้าที่เราขาย คนซื้อเขาซื้อเพราะอะไร คนเขาซื้อเพราะราคา ซื้อเพราะบริการ หรือซื้อเพราะคุณภาพ
มันต้องตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้ก่อน แต่ถามว่าคนที่ปรับตัวไม่ได้ ก็สู้ไม่ได้ ก็แพ้ไป ก็มีแหละ มันก็เป็นเรื่องปกติ”
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


