xs
xsm
sm
md
lg

มีโอกาสยื้อชีวิต แต่ทำไม่ได้!! “ครูข้ามเพศ” ถูกตัดสิทธิช่วยสามีป่วย “มะเร็งระยะสุดท้าย”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดเรื่องราวสุดทรมาน ข้าราชการข้ามเพศ สะท้อนสิทธิที่พึงมี เป็นข้าราชการแต่ใช้สิทธิเบิกค่ารักษาช่วยสามีป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้ายไม่ได้ หลังแต่งงานอยู่กินกันมา 5 ปี กฎหมายไม่รองรับ โดนจำกัดไม่ได้สมรสเท่าเทียม พร้อมสะท้อนเคสตัวอย่างกฎหมายไทย ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีก

กฎหมายไม่เปิดช่อง ถูกจำกัดความเท่าเทียม

“ตรงนั้นที่โพสต์มันเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่เราเห็นแฟนเราทรมานอยู่ เราเข้าใจ เราทำใจได้นะคะว่าระยะนี้มันรักษาไม่หายขาด แต่ว่ามันพอที่จะมีทางรักษา (ร้องไห้) มันก็ที่จะสามารถทำได้ แต่มันติดตรงที่ว่าเขาไม่ให้สิทธิเราค่ะ”

มิกกี้-ดลวัฒน์ ชัยชมพู ข้าราชการครูสาวประเภทสองเปิดใจกับทีมข่าว MGR Live ด้วยน้ำตา กรณีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Mikky Billsons” ตัดพ้อว่าอยู่กินกับสามีเป็นเวลา 5 ปี ก่อนพบว่าสามีเป็นมะเร็งตับ หมดทางรักษา ทางรอดคือยามุ่งเป้า ซึ่งช่วยไม่ให้มะเร็งลุกลาม แต่ราคายาอยู่ที่ 120,000 บาทต่อเดือน

หากได้สิทธิข้าราชการจ่ายตรงแฟนของเธอก็จะได้ยาฟรี แต่กฎหมายไทยไม่เปิดโอกาสให้คนข้ามเพศ ทำให้เธอไม่สามารถใช้สิทธิที่มีเหมือนคู่สามีภรรยาที่เป็นชายหญิงปกติได้

เธอเล่าเรื่องราวด้วยเสียงสั่นเครือว่านับเป็นเรื่องราวสุดทรมานที่เกิดขึ้นในชีวิต ปัญหาอยู่ที่ไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ เพราะติดตรงที่เป็นเพศเดียวกัน รู้ว่าสามีกำลังจะตาย แต่ยังมีโอกาสยื้อชีวิต แต่กับทำอะไรไม่ได้เลย

“จริงๆ อาการป่วยของแฟนเริ่มป่วยมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมแล้วค่ะ แต่ว่าตอนนั้นเราคิดว่าเขาเป็นแค่โรคกระเพาะ แฟนกับมิ้กกี้ก็เลยไปซื้อยามารับประทานเองแล้วมันก็หาย แต่ปรากฏว่าอาการใหม่ก็มา ไข้สูง ท้องร่วง ไอ

คุณหมอก็เลยถามหน่อยว่าแฟนเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แฟนก็บอกว่าเป็นผู้ชาย เป็นสาวประเภทสอง คุณหมอก็เลยวินิจฉัยว่า อาจจะติดเชื้อเอชไอวี ก็เลยไปตรวจแต่ก็ไม่เจอ พอวันที่ 23 สิงหาคม อาการมันเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ มิกกี้ก็เลยพาแฟนไปที่โรงพยาบาล

หมอก็คลำเจอเนื้องอกในตับ แล้วก็ส่งตัวไปรักษาตามสิทธิ พอทำที CT-Scan ที่โรงพยาบาล ก็พบว่าเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย ก้อนเนื้อมีขนาด 13-15 ซม.

คุณหมอบอกว่าการรักษามีอยู่สามทางค่ะ มีการให้คีโม การฉายแสง และก็การรับยามุ่งเป้า สองวิธีแรกคุณหมอไม่แนะนำ เพราะว่าก้อนเนื้อมันใหญ่ ก็เหลือวิธีสุดท้ายก็คือการรับประทานยามุ่งเป้า ซึ่งคุณหมอบอกว่า ถ้าไม่ได้รับยาระยะนี้ผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้ 6-8 เดือน แต่ว่าถ้ารับยาอายุก็อาจจะยืดไป อาจจะเป็น 14-18 เดือน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกาย

ตอนนั้นมิกกี้ใจชื้นมากเลยนะคะว่ามันพอจะมีทางที่ยืดชีวิต แต่คุณหมอก็บอกว่า ญาติคนไข้พอจะสู้ราคายาไหวไหม เพราะว่าการรับประทานยาเม็ดละ 2,000 บาท หนึ่งวันรับประทาน 2 เม็ด ก็คือ 4,000 บาท ตกเดือนละ 120,000 บาท

ตอนนั้นยอมรับว่าโกหกแฟนว่ารักษาไหว ไม่เป็นไร ไม่มีปัญหา ให้แฟนทำใจให้สบาย เดี๋ยวจะหาเงินมาให้ พอแฟนออกไปเจาะเลือดก็เลยถามคุณหมอต่อว่า ตอนนี้คนไข้ก็มีสิทธิบัตรทองสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ไหม เพราะว่าจากที่มิกกี้ค้นคว้าดูว่าบัตรทองก็รักษาได้ทุกโรค”


บัตรทองรักษาได้ทุกโรคก็จริง แต่ว่ายาชนิดนี้ที่จะใช้ในการักษาสามีของเธอนั้นสิทธิบัตรทอง หรือแม้แต่ประกันสังคมก็ไม่สามารถครอบคลุมยาบางชนิดได้

“คุณหมอบอกว่ารักษาได้ทุกโรคก็จริงค่ะ แต่ว่ายาตัวนี้มันเป็นยามุ่งเป้า ซึ่งมันเป็นยาที่อยู่นอกเหนือจากบัญชียาแห่งชาติ คนไข้จะต้องชำระเอง มิกกี้ก็เลยถามต่อว่าประกันสังคมได้ไหม ประกันสังคมก็ไม่ได้ค่ะ ต้องชำระเอง

แต่คุณหมอก็บอกว่า ถ้าเป็นสิทธิข้าราชการโดยตรง ยาตัวนี้สามารถเบิกได้ มิกกี้ก็เลยงง ก็เลยถามว่า ถ้าเบิกได้แล้วต้องจ่ายเพิ่มอีกเท่าไหร่ คุณหมอก็ยิ้มแล้วก็บอกว่าก็เบิกได้ค่ะ เบิกได้ก็คือเบิกได้ สรุปก็คือไม่ต้องเสียสักบาท รวมถึงค่าคีโมด้วย

ถ้าสมมติว่าผู้ป่วยยืนยันที่จะทำจริงๆ ก็จะทำให้ แต่ว่าต้องจ่ายส่วนต่างครั้งละ 5,000 บาท หนึ่งเดือนทำสองครั้ง ก็คือตกเดือนละ 10,000 บาท รามถึงยามุ่งเป้าอีก รวมหนึ่งเดือนก็เป็น 130,000 บาท”

โดนตีกรอบจากสังคมว่าเพศเดียวกันสมรสกันไม่ได้ ทำให้ต้องมานอนดูใจกันแบบไม่สามารถทำอะไรได้เลย ไม่เพียงเท่านี้เธอยังตั้งคำถามว่า ทำไมสังคมต้องมาตีกรอบความเป็นคนอยู่แค่นี้

“หลังจากนั้น มิกกี้ก็โทรไปที่ สปสช. เขาก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะมิกกี้ถามในเรื่องของ พ.ร.บ.คู่ชีวิต อาจจะไม่ตรงหน่วยงาน แต่ สปสช.แนะนำให้โทร.ไปถามทางกรมบัญชีกลางว่าถ้ากรมบัญชีกลางรับเรื่องก็คงจะเบิกได้ มิกกี้ก็เลยต่อสายไปที่กรมบัญชีกลางก็บอกว่าถ้าเขตพื้นที่ที่ทำงานอยู่สามารถทำเรื่องเพิ่มสิทธิในการเบิกตรงค่ารักษาพยาบาลได้ ทางกรมบัญชีกลางก็ไม่มีปัญหาอะไร เหมือนเขาแบ่งรับแบ่งสู้ค่ะ

มิกกี้ก็โทร.กลับไปเขตพื้นที่การศึกษา ก็บอกว่าถ้าจดทะเบียนได้ก็สามารถมาทำเรื่องได้โดยนำหลักฐานไปแนบ มิกกี้ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยเดินทางไปที่อำเภอ เขตอำเภอก็โยนกันไปโยนกันมาค่ะ ก็เข้าใจว่าเข้าอาจจะยังไม่มีข้อมูล สุดท้ยเขาก็ให้มิกกี้ไปถามที่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งก็คิดว่าประชาสัมพันธ์น่าจะรู้ข้อมูลแค่พื้นฐานและเบื้องต้น ก็เลยออกมา

มานั่งดูแฟนเจ็บปวดทรมาน เพราะว่าเขาเป็นระยะสุดท้ายที่ตับ แล้วมันลามไปที่ปอด ที่กระดูกสันหลัง เขานั่งนานไม่ได้ เขาเดินนานไม่ได้ ยืนนานไม่ได้ แล้วมันจะจุกอกหายใจไม่ออก”


ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีก

“มิกกี้ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกแล้วค่ะเรื่องราวแบบนี้ มันเป็นเรื่องของชีวิตคนคนหนึ่งกับแค่ตัวอักษรไม่กี่ตัวในพระราชบัญญัติคู่ชีวิต หรือว่าคู่สมรสเท่าเทียม

ถ้ามันเปลี่ยนแปลงได้แล้วมันเปลี่ยนแปลงทัน นอกจากชีวิตของแฟนมิกกี้แล้ว ก็คิดว่าก็ยังเป็นเคสหลายเคสที่มีปัญหาเหมือนกับมิกกี้ เขาก็จะสามารถรักษาชีวิตได้ ไม่ใช่แค่รักษาชีวิตของผู้ป่วย มันรักษาชีวิตของคนรอบข้าง ของญาติผู้ป่วยได้อีกเยอะ”

ยอมรับว่ารู้สึกน้อยใจ ทำไมต้องตีกรอบว่าถ้าเพศสภาพเดียวกันถึงใช้สิทธิไม่ได้ ทำไมต้องตีกรอบแค่คำว่าเพศ ทั้งที่ทุกคนความมีสิทธิได้รับตามสิทธิที่เขาพึงมี

“ตรงนี้มิกกี้น้อยใจและก็เสียใจนะคะที่เราถูกตีกรอบจากทางกฎหมายว่าไม่สามารถเป็นคู่สมรสได้ ถูกตีตราว่าเป็นแค่คู่ชีวิตไม่สามารถมีสิทธิบางอย่างที่ผู้ชายผู้หญิงที่เขาได้รับอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ความเป็นคนของเรามันก็เท่าๆ กัน

แล้วเราก็มาเห็นแฟนที่เขาทนทรมาน มันไม่รู้สิคะ บางคนเขาก็บอกว่าให้ทำใจสู้ แต่ว่าถ้าเรารู้ว่าเรามีหนทางแต่เราช่วยอะไรไม่ได้ความรู้สึกมันอธิบายยากค่ะ

มันหดหู่ มันห่อเหี่ยว มันอธิบายยาก มันเสียใจ มันหลายอย่าง แต่ว่าถ้าแฟนได้อ่านก็จะบอกว่าสู้ค่ะ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะไม่ให้โอกาสตรงนี้ ไม่ให้ความเท่าเทียมตรงนี้

มิกกี้ก็จะสู้ต่อไปในส่วนของแพทย์ทางเลือก ถ้าถามว่าแพทย์ทางเลือกดีไหม มันก็อาจจะดี แต่ถ้าเรามีโอกาสที่จะรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันเราก็ควรจะเลือกรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันก่อนถูกต้องไหมคะ”


พร้อมตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า ทำไมสังคมถึงไม่เข้าใจในเรื่องของสิทธิคำว่าสมรสเท่าเทียม ซึ่งมันควรที่จะเป็นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนกับสิทธิการรักษาการมีชีวิตอยู่

“ตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาเลยค่ะ เพราะว่า ทำไมล่ะคะ ทำไม หลังจากที่มิกกี้โพสต์เรื่องราวไป บางคอมเมนต์เขาก็มาบอกว่า ก็เป็นครูทำไมไม่กู้เงินรักษาแฟน จริงๆ มันกู้ได้นะคะ แต่ถ้าสมมติเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นกับคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสคู่ชายหญิง แล้วสามีมิสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลของภรรยาได้ ถามว่าคู่สมรสผู้ชายผู้หญิงเขาจะต้องไปกู้เงินเพื่อมารักษาแฟนอีกไหม

ก็อยากจะฝากคำถามถึงคอมเมนต์ที่บางคนที่เขายังไม่เข้าใจ หรือบางคนเขาก็บอกว่า ก็มันเป็นแบบนี้มานานแล้วจะมาโวยวายทำไม มิกกี้ก็เลยมองว่าทำไมเข้ายังไม่เข้าใจในเรื่องของของสิทธิคำว่าสมรสเท่าเทียม”

หลังจากที่มีข่าวออกไปก็มีผู้ใหญ่ใจดีหลายท่านอยากยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยการบริจาคเงินเพื่อให้ไปรักษา แต่เธอมองว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน สำคัญคืออยู่ที่สิทธิที่ควรจะได้รับ และพยายามดิ้นรนด้วยตัวเองเต็มที่ เพื่อจะให้ระยะสุดท้ายชีวิตของแฟนได้มีคุณภาพที่ดีในการรักษา

“ตอนนี้ยังไม่สามารถรับยามุ่งเป้าได้ คุณหมอก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นการักษาจะต้องเปลี่ยนไปอีกแบบ จะเป็นแบบ Palliative Care ก็คือรักษาแบบประคับประคอง ก็คือประคับประคองให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต ถ้าปวดท้องก็ทานยา ถ้าถ่ายไม่ออกก็เป็นยาระบาย ถ้าแน่นท้องจุกท้องก็จะเป็นยาลดกรด นั่นแหละค่ะที่เขาเรียกว่ารักษาตามอาการจนถึงวาระสุดท้าย

จริงๆ มีคนหลายคน ผู้ใจดีหลายคน ผู้ใหญ่หลายท่านที่อยากจะขอช่วยบริจาค แต่ว่ามิกกี้ คิดว่าจริงๆ ถ้าบริจาคปัญหามันก็ไม่จบ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เงินเลย แต่มันอยู่ที่สิทธิความเท่าเทียม ก็เลยคิดว่าถ้าอยากจะช่วยมิกกี้กับแฟนจริงๆ มิกกี้ขอเอาแรงแลกด้วยการสอน”

ท้ายนี้เธอยังฝากไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่มีส่วนในการผลักดัน พ.ร.บ.ความเท่าเทียมของทุกเพศ อยากให้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีก

“มิกกี้อยากฝากถึงผู้ใหญ่ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการผลักดัน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมก็ดี หรือว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเห็นชอบในการลงนาม ในการผลักดัน ในการเร่งให้เป็นวาระเร่งด่วนของการประกาศใช้ก็ดี

อยากจะให้ช่วยเห็นใจว่าชีวิตหนึ่งชีวิตมันไม่สามารถเอาไปล้อเล่น หรือเอาไปให้มันเป็นแค่ Case Study แล้วต้องรอให้มันเกิดความเสียหายต่อผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วย มันไม่คุ้มกันเลยค่ะ สำหรับการที่จะแลกแบบนี้ค่ะ”

ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก “Mikky Billsons”
ข่าว : MGR Live



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **





กำลังโหลดความคิดเห็น...