xs
xsm
sm
md
lg

ปรากฏการณ์ “ไอ้ไข่พารวย” กระตุ้นเศรษฐกิจ หรือมอมเมา ด้วยอิทธิฤทธิ์ความเชื่อ!?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดใจ “พระมหาไพรวัลย์” ดึงสติชาวพุทธ เห็นด้วยกับ “พระพยอม” มองไอ้ไข่เป็นเรื่องงมงาย ควรใช้ปัญญาพิจารณา ศักดิ์สิทธิ์จริงคงไม่ต้องทำมาหากิน ขณะที่อิทธิพลไอ้ไข่ส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นไปอย่างคึกคัก

ขายฝัน-งมงาย-เตือนสติอย่าหลงเชื่อ


“มันไม่เป็นที่พึ่งหรอก ถ้ามันเป็นที่พึ่งทางการเงินจริง คนก็ไม่ต้องทำมาหากินกันแล้ว เหมือนหลวงพ่อพยอมบอกไม่ต้องมีกระทรวงการคลังแล้ว คือคนไม่ใช้หลักเหตุผล


คุณไปแค่นี้คุณบอกว่าให้โชคให้ลาภจริง ถ้ามันให้โชคให้ลาภจริง มันไปพันคนมันต้องได้พันคน ไปหมื่นคนก็ต้องถูกหมื่นคน อันนี้ไปหมื่นคนถูกสิบคน แล้วจะบอกว่าศักดิ์สิทธิ์ได้ไง คนไม่ค่อยคิดกัน”

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเทศน์-นักคิด แห่งวัดสร้อยทอง เปิดใจกับทีมข่าว MGR Live หลังมีกระแสดึงสติชาวพุทธ แห่บูชารูปปั้นเด็กน้อยใส่แว่นดำนามว่า “ไอ้ไข่” วัดเจดีย์กันอย่างคับคั่ง

บางคนเชื่อว่ามีความขลังและให้เลขเด็ดแม่นๆ มาหลายงวดแล้ว ทำให้หลายวัดทั่วประเทศจัดทำวัตถุมงคลรูปไอ้ไข่จำลอง เพื่อให้คนไปกราบไหว้ และเช่าบูชากันคึกคัก

นอกจากวัดเจดีย์ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ที่มีไอ้ไข่เป็นต้นตำรับแล้วทำให้แทบทุกวัด มีการทำรูปปั้นจำลอง และวัตถุมงคลอีกเพียบให้บูชา เช่น วัดห้วยมงคล วัดสนามชัย วัดหนองแฟบ วัดหนองงูเหลือม วัดคลองดินดำ วัดสว่างอารมณ์ วัดบวกครกเหนือ เพื่อดึงให้คนเข้าไปที่วัด กราบไหว้ บูชา ขอหวย


ก่อนหน้านี้ “พระพยอม กัลยาโณ” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ก็ได้ออกมาเตือนสติชาวพุทธที่กำลังตามกระแสความนิยมไอ้ไข่ ว่าอย่าหลงลาภลมๆ แล้งๆ จนหลงลืมพระรัตนตรัยที่แท้จริง

อย่าเชื่องมงายว่าลาภสักการะจะลอยมาเพราะอำนาจของไอ้ไข่ ถ้าบันดาลได้จริงเชื่อว่ารัฐบาลต้องหาไอ้ไข่องค์ใหญ่จำลองมาตั้งที่กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์แล้ว จึงอย่าไปหลงลาภลมๆ แล้งๆ จากเด็กที่ตายในวัดมานานแล้ว เอาคนตายมาช่วยคนเป็น มันเป็นไปไม่ได้

โดยพระพยอมยังกล่าวอีกว่า เวลามีคนมาขอน้ำมนต์จะให้ข้อคิดไปว่า เหงื่อกับน้ำมนต์อันไหนมันแก้จนได้ดีกว่ากัน ขอให้เชื่อเหตุผล เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเชื่อการกระทำ เชื่อความเพียรจะทำให้พ้นทุกข์ได้

นอกจากนี้ พระพยอมยังฝากถึงพระผู้ใหญ่จังหวัด หรือพระที่ไหนๆ ก็ตาม ถ้ามีเรื่องงมงายเกิดขึ้นในจังหวัดของตน ท่านอย่านิ่งเฉยปล่อยให้ชาวบ้านหลงงมงาย ลืมพระรัตนตรัยแล้วหันไปเชื่อไอ้ไข่ ถ้าไม่เอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ต่อไปคงจะเปลี่ยนไปเป็นไอ้ไข่ สะระณัง คัจฉามิ


ขณะที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหัวหน้าพรรคกล้า อย่าง “กรณ์ จาติกวณิช” ก็ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “กรณ์ จาติกวณิช -Korn Chatikavanij” วิเคราะห์ถึงสภาพเศรษฐกิจที่คึกคักในจังหวัดนครศรีธรรมราช มองว่าเป็นอิทธิพลมาจากไอ้ไข่วัดเจดีย์ ที่เป็นหนึ่งในโมเดลกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด

“นครศรีธรรมราช ช่วงนี้คึกคักจนผมตกใจ ตอนแรกก็นึกเอะใจว่าทำไมตั๋วเครื่องบินแพงกว่าปกติ และเต็มหมดเกือบทุกเที่ยว เมื่อวานนี้พอมาถึงสนามบินนครฯ คนแน่นเอี๊ยด คณะเราแวะทานข้าวที่ร้าน ขนมจีนเมืองคอนทุกโต๊ะเต็มหมดและมีคนรอคิว เมื่อเราทานเสร็จ (อร่อยมาก) บ่ายสอง ปรากฏว่าคิวยังกลับยาวกว่าเดิม

นี่คืออิทธิพลปรากฏการณ์วัด ไอ้ไข่บวกกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย (เราได้รับแจ้งว่าโรงแรมที่ขนอมก็เต็มหมด) ที่ทำให้ช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวมานครฯ กันเดือนละเกือบ 400,000 คน”


ด้านพระมหาไพรวัลย์ ก็เห็นด้วยกับพระพยอมหลังจากที่ออกมาเตือนสติชาวพุทธ เพราะเมื่อก่อนก็เคยมีกระแสแบบนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการบูชาจตุคามรามเทพ บูชาเทพทันใจ และอีกอย่างคือคนไทยเป็นโรคตื่นมงคล ที่ไหนคิดว่าให้โชคให้ลาภก็จะแห่กันไป

“อาตมาก็เห็นด้วยกับหลวงพ่อพยอม เพราะว่าเดี๋ยวนี้กระแสมันแบบว่าคนไทยจะเป็นโรคอย่างนี้ คือ ไม่ค่อยมีบทเรียน หมายถึงไม่ค่อยมีบทเรียนว่าในการไปพึ่งของพวกนี้ โดยสุดท้ายแล้วมันก็ไม่นำไปสู่อะไรที่มันดีขึ้นในชีวิต กับคนที่ไปคลั่งไคล้ ไปหลงกัน

เหมือนแต่ก่อนก็ไปบูชาจตุคามรามเทพกัน ทุกวัดก็ปลุกเสกกันหมด แต่เดี๋ยวนี้ไอ้ไข่ก็แบบเดียวกันเป๊ะเลยนะ เท่าที่อาตมาดู ทุกวันก็พยายามจะเอาไอ้ไข่ไปไว้ที่วัดกัน ไปบูชากัน มีทุกที่ทุกจังหวัดเลย ก็จะดึงคนเข้า แล้วคนไทยก็จะเป็นอย่างนี้ คือพอเวลามีคนบอกว่าที่ไหนมีของดี ที่ไหนไปแล้วได้โชคลาภก็จะแห่กันไป เป็นลักษณะการ “ตื่นมงคล” ถ้าใช้คำพระนะ ท่านจะบอกว่าเป็นโรคตื่นมงคล”

[พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ]
มองว่าเป็นเรื่องงมงาย หากไม่มีใครออกมาเตือนสุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องมอมเมา คนไทยอยู่ในสังคมแบบที่เขาว่า อะไรเขาว่าดีก็แห่ตามกันไป เชื่อไปหมด โดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณา

“มันก็เป็นกระแส แต่ก่อนมันก็มีไอ้เทพทันใจจากพม่า แต่เงียบไปแล้ว ตอนนั้นทุกวัดก็มีหมด เดี๋ยวนี้คนใช้ชีวิตโดยไม่ตั้งคำถาม อาตมาว่าคนพุทธอะไรเขาว่าดี ก็ดีตามเขา เขาว่าศักดิ์สิทธิ์ก็ว่าศักดิ์สิทธิ์ตามเขา มันก็เลยเป็นสังคมแบบเขาว่าเชื่อไปหมดเลย ไม่ใช่เชื่อแบบคนมีศรัทธา เชื่อแบบงมงาย ไม่ใช้ปัญญาพิจารณา

ถ้าไม่มีใครออกมาเตือนเลย เราไม่ช่วยกันพูด อาตมาว่าสุดท้ายแล้วมันก็เป็นการมอมเมา และมันเป็นการดึงคนออกห่างจากศาสนานะ ไม่ใช่ว่าดึงคนเข้าใกล้ศาสนา ดึงคนออกจากคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านเตือนให้คนมีปัญญาพึ่งตัวเอง ไม่พึ่งอะไรที่มันต้องเป็นการโปรดปรานร้องขอ

ในศาสนาพุทธท่านปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ แต่ทุกวันนี้คนพุทธเดินสวนทางกับคำสอนพระพุทธเจ้า พยายามไปหวังพึ่งอะไรที่มันเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ เป็นการขายฝัน”


กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการมอมเมา

ก็มีอีกเสียงที่มองว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่พระมหาไพรวัลย์ มองว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไม่ยั่งยืน และไม่ใช่สิ่งที่ดีหากกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการมอมเมาคน

“มันกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการได้เงินมาจากความงมงายของคน ได้เงินมาจากความหวังของคน คนไปที่นั่นหวังจะได้เลขได้หวยกัน ขายลอตเตอรี่กันซื้อลอตเตอรี่กัน คนที่ไม่ได้โชคได้ลาภก็เสียเงินหนักกว่าเดิม มันเป็นการพัฒนาที่มันยั่งยืนจริงหรือ

มันกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้ชีวิตคนมันดีขึ้นจริงหรือ คนที่มันดีขึ้นอาจจะดีขึ้นสักสิบคนยี่สิบคนที่ขายของอยู่แถวนั้น แม่ค้าลอตเตอรี่ดีขึ้น คนขายของดีขึ้น แต่ว่าคุณไม่คิดถึงคนที่ไป แล้วชีวิตมันไม่ได้ดีขึ้น คนที่เขาไปเสี่ยงโชคหนักกว่าเดิมอีก หมดเงินมากกว่าเดิมอีก งมงายหนักกว่าเดิมอีก เงินที่มันได้มาจากเรื่องพวกนี้ มันดีหรือ

ถ้าคิดในตรรกะเดียวกันถ้ามันดี ก็เปิดบ่อนไปเลยประเทศไทย เปิดบ่อนแทงหวยกันไปเลย ถ้าจะบอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบนี้ ด้วยวิธีการมอมเมาคน อาตมาว่าไม่ใช่หรอก

ถ้ามันจะกระตุ้นเศรษฐกิจจริงมันต้องทำแบบที่หลวงพ่อพยอมท่านทำ ให้คนมีรายได้จากการทำมาหากิน จากการขายพืชผักสวนครัว พึ่งตนเอง อยู่ด้วยตัวเองได้ อันนั้นมันคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นการมอมเมาคน ให้คนอยากจะซื้อเลขซื้อหวยกันมากขึ้น อันนี้มันไม่ถูก”


ส่วนใครจะบูชาก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบ เพราะวัดไม่ใช่สถานที่มอมเมาคน เป็นสถานที่ให้สติปัญญา

“ใครจะบูชาก็บูชาได้นะ แต่อาตมาว่ามันควรมีความรับผิดชอบบ้าง วัดไม่ใช่สถานที่มอมเมาคน เป็นสถานที่ให้สติ ให้ปัญญาคน เพราะว่าวัดเป็นตัวแทนของพุทธสถาน เป็นที่ประดิษฐานคำสอนของพระพุทธเจ้า

ถ้าวัดเป็นแหล่งมอมเมาคนแบบนี้มันก็จบแล้ว ก็แสดงว่าวัดก็เป็นแหล่งสถานที่อบายมุขเหรอ ส่งเสริมให้คนเสี่ยงเลข เสี่ยงหวยกันมากขึ้น บนบานขอพรกันมากขึ้นเหรอ วัดมีสถานนะเป็นเทวลัยแล้วใช่ไหม เป็นสถานที่เป็นบ่อนให้คนไปซื้อลอตเตอรี่ซื้อหวยเล่นหวยกันแล้วใช่ไหม มันก็ไม่ถูก”

พระมหาไพรวัลย์ยังกล่าวอีกว่า หลายวัดสร้างขึ้นมาเพื่ออยากได้เงินทำนุบำรุงวัดก็จริง แต่ไม่ใช่วิธีการมอมเมาคนด้วยการเสี่ยงโชคเสี่ยงลาภเช่นนี้ ทำให้วัดทุกวันนี้กลายเป็นพุทธพาณิชย์กันแทบทั้งหมด

“ทำอย่างนี้มันหาเงินได้ง่าย แต่อาตมามองว่ามันเป็นการหาปัจจัยอย่างหนึ่ง อย่างที่หลวงพ่อพุทธทาสท่านพูด ท่านบอกว่าถ้าให้ได้เงินโยมจากความโง่ของโยม ท่านไม่เอา

แต่ว่าวัดทุกวันนี้พอใจที่จะได้ปัจจัยมาจากความโง่ ความงมงายของโยม แต่ว่ามันไม่ถูกต้อง ที่จริงมันต้องได้มาจากความศรัทธาของคนที่เขานับถือพระรัตนตรัย ที่เขามาให้ข้าวให้น้ำกิน เพราะเขาเห็นว่าพระให้คำสอนเขา ให้สติปัญญาเขา ไม่ใช่ว่าพระให้เลขเขา ให้โชคเขา ให้ลาภเขา มันไม่ถูก

ถ้าไม่สนว่าได้ปัจจัยมาด้วยวิธีการอย่างไร มอมเมาคนอย่างไร ส่งเสริมให้คนติดอบายมุข เล่นอบายมุข หวังได้เงินได้ทอง ในทางที่มันไม่ใช่สัมมาอาชีวะ ก็ไม่ต้องเป็นวัดแล้ว อย่างนี้ไม่ต้องมีวัดหรอก มีบ่อนอย่างเดียวก็พอแล้วประเทศไทย”


ท้ายนี้ พระมหาไพรวัลย์ยังฝากเตือนสติทุกคนว่าให้เลิกโง่ เพราะสุดท้ายแล้วการงมงายเรื่องเหล่านี้ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น

“อาตมาว่าคนพุทธควรเรียนรู้จากบทเรียนที่มันผ่านๆ มาบ้าง อย่าเป็นพวกตื่นมงคล เชื่อโชคราง สุดท้ายแล้วมันไม่นำไปสู่การมีชีวิตที่มันดีขึ้นหรอก ลองถามตัวเองกันดูก็ได้ว่าทุกวันนี้ที่บูชาของเหล่านี้ เซ่นสรวงของเหล่านี้มันทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นมาบ้างหรือเปล่า ควรจะถามตัวเอง ไม่ต้องควรให้ใครมาสอน

อาตมาอยากให้ถามตัวเองให้มากขึ้น ฉุกคิดให้มากขึ้น ถ้าคิดได้แล้วก็หันกลับมานับถือพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องเถอะ เลิกโง่กันสักที ถ้าจะพูดอย่างไม่เกรงใจนะ เลิกโง่กับเรื่องพวกนี้กันสักที”

ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก “ไอ้ไข่วัดเจดีย์ นครศรีธรรมราช”
ข่าว : ทีมข่าว MGR Live


** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **





กำลังโหลดความคิดเห็น...