xs
xsm
sm
md
lg

เจาะใจ “แอร์ฯ สาว พรีเซ็นเตอร์การบินไทย” ในวันที่วิกฤตทำ “นางฟ้า” ตกสวรรค์!!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์





“อาชีพที่ว่ามั่นคงก็ไม่มั่นคง อะไรที่เคยคิดว่ามันแน่อยู่แล้ว…มันก็ไม่แน่” เปิดใจตัวแทนสาวการบิน “น้ำตาล - เพชรพราว” พรีเซ็นเตอร์ตลอด 9 ปีประจำการบินไทย ในวันที่สายการบินต่างทยอยปิดตัว จนพนักงานต้องออกมาหาอาชีพเสริมประทังชีวิต และนี่คือคำตอบของคนที่ถูกมองว่าเป็น “นางฟ้าตกสวรรค์” ที่ไม่เกี่ยงงาน ยอมตกจากฟ้าขายขนม เพราะเห็น“คุณค่า” ตัวเอง




ยอมลดเงินเดือน เพื่อให้บริษัทได้ไปต่อ!!


“ตอนนี้ได้เงิน 30% จาก 100 เราก็ได้ 30 เพราะเราทุกคนต้องช่วยกัน ณ ตอนนี้ เพื่อให้บริษัทผ่านไปได้”


น้ำตาล - เพชรพราว ณ ลำปาง แอร์โฮสเตสประจำสายการบินไทย วัย 32 ปี เปิดใจกับ ทีมข่าว MGR Live ถึงการเปลี่ยนแปลงของชีวิตจากการถูกพักงาน สู่โอกาสสร้างช่องทางหารายได้ ด้วยการผันตัวเองมาเป็นแม่ค้าขนมคลีนเพื่อสุขภาพ


ใครจะคิดล่ะว่าอาชีพในฝันที่ครั้งหนึ่งใครๆ ก็อยากจะโบยบินติดปีกกันทั้งนั้น จะกลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ได้รับผลกระทบวิกฤตโควิด-19 ส่งให้ธุรกิจสายการบินได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งการถูกปิดตัวลง และการถูกลดเที่ยวบินจากมาตรการป้องกันของภาครัฐ

แน่นอนว่าเหล่านางฟ้าต่างได้รับผลกระทบตามๆ กัน หนึ่งในนั้นคือเธอผู้นี้ซึ่งเป็น Presenter ตามหน้าหนังสือ และคลิปโปรโมตของ “การบินไทย” มาตลอด 9 ปี

“เรามองว่าจริงๆ ไม่ใช่แค่อาชีพเดียวที่ไม่มั่นคง หลายๆ อาชีพตอนนี้ก็ไม่มั่นคง การเก็บเงินเป็นวิธีที่ดีที่สุด การใช้จ่ายระมัดระวังเป็นวิธีที่ดีที่สุด การจะทำอะไรแล้วเราก็ประมาณตัว เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำแล้วตอนนี้

เงินเหมือนได้มา 100 เราเคยใช้สัก 80 ตอนนี้เราอาจจะใช้แค่ 30 เพราะทุกคนรู้ว่าทุกอย่างอะไรใดๆ แน่นอน ไม่มั่นคงทั้งนั้น ณ ตอนนี้


น้ำตาลยังหยุดบินอยู่ ตามสถานการณ์ของการบินไทยยังไม่ได้ประกาศเลยว่าจะเป็นยังไง ก็ตามข่าวรายวันซึ่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด”


ช่วงเวลาที่ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะไปสิ้นสุดเมื่อใด แอร์โฮสเตสสาวรายนี้ก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพราะทางบริษัทเกิดวิกฤตทางธุรกิจ ประกาศขอความร่วมมือให้พนักงานเซ็นปรับลดเงินเดือน และพักงาน ช่วงวิกฤตโควิด-19 ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา

“รายได้หายเยอะ ช่วงนี้จะเป็นด้วยความสมัครใจ ว่าลดเงินเดือนช่วยบริษัทกันมากกว่า คือทุกคนก็ช่วยกัน แต่เหมือนไปเซ็นยินยอมให้เขาลดเงินเดือนของเรา กี่เปอร์เซ็นต์ก็ตามฐานเงินเดือนของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพื่อช่วยบริษัท

เงินเดือนของแอร์ฯ มันไม่เยอะ แต่ว่าได้ตัว flight แต่ละวันที่เราไป มันได้มาเป็นแบบนั้นมากกว่า เวลาอย่างเราไปบิน ตัว Per diem (รายวัน) เราไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้บิน ก็จะมีเงินเดือนที่เราที่ยอมลดเพื่อช่วยสถานการณ์บริษัทให้ไปรอด

หลายคนบ่นเลยว่าเริ่มนาน เราต้องหาอะไรทำกันแล้ว ถ้าอยู่แบบไม่มีงานมันก็ไม่ได้ อีกอย่างเราจะไปสมัครงานประจำมันก็ไม่ได้ เพราะมันติดสัญญาตรงนี้อยู่ค่ะ มีหลายคนเลยที่งัดฝีมือออกมาทำขนม ทำอาหาร ช่วยงานที่บ้าน ขายจานก็มี หลายๆ คนก็หาอาชีพที่รู้สึกว่าทำตอนนี้ประทังชีวิต แล้วเราก็ได้เงินมา”


ทว่า ย้อนกลับไปในช่วงเดือนมกราคม น้ำตาลตัดสินใจที่หยุดบินด้วยตัวเอง ก่อนทางบริษัทประกาศสั่งงดเที่ยวบิน เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของลูก

“น้ำตาลไม่ได้เตรียมตัว เพราะว่าเราคิดในแง่ดีว่า เราหยุดตอนนี้มันก็ดีเหมือนกัน เพื่อที่จะเราจะไม่ต้องไปติดเชื้อ เวลาการเดินทางเราไปเจอใครบนเครื่อง เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นอะไรรึเปล่า

มันก็ปลอดภัยกับลูก คือ ณ โมเมนต์ตอนนั้นเราคิดว่ามันดีกับลูกเรา มันดีกับเราด้วย มันดีต่อครอบครัว เราไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องไม่ดี คิดว่ามันคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วล่ะ ที่เขาประกาศหยุดเพื่อทุกคน


เมื่อประกาศให้หยุดบิน ทุกคนก็ช็อก เพราะเราไม่คาดคิดว่างานที่มั่นคง ใครจะคิดว่าเครื่องบินจะหยุดบิน เกิดการหยุดการเดินทางระหว่างประเทศเกิดขึ้น ไม่เคยมีใครคิด ทุกคนก็ตกใจ ก็ต้องโทร.หากันว่าเราต้องหยุดบิน ไม่รู้จะหยุดอีกนานแค่ไหน มันเกิดความไม่มั่นคงในความรู้สึกแล้วว่าจะหยุดไปอีกนานแค่ไหน คือเราไม่รู้อนาคตตัวเองเลย ณ ตอนนั้น”

อย่างไรก็ดี เธอยอมรับว่าโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบเต็มๆ ต่ออาชีพแอร์โอสเตส จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำงาน และไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

“รู้สึกเป็นวิกฤต ทำให้หลายๆ อย่างมันมีผลกระทบ ไม่ใช่แค่ตัวเราเอง ธุรกิจของครอบครัวที่สามีเราทำอยู่มันก็มีผลกระทบ เราก็ต้องประหยัดมัธยัสถ์ขึ้น ใช้จ่ายให้มันพอเพียงขึ้น และรัดเข็มขัด อะไรที่เคยฟุ่มเฟือย เราก็ต้องลด เคยชอปปิ้งเท่านี้ เราก็ต้องน้อยลง ไม่ทำอะไรที่ฟุ่มเฟือย ตัดออก

เพราะเราไม่รู้ว่ารอบสองมันจะมาอีกไหม เมื่อไหร่ประเทศเราจะเปิด หลายๆ อย่างมันต้องการความเปลี่ยนแปลงที่มันเยอะขึ้น เราไม่รู้อะไรจะลงตัวเมื่อไหร่ ทั้งเรื่องประเทศ เรื่องบ้านเมือง ไม่ใช่แค่โควิด ณ ตอนนี้อะไรมันก็เปราะบาง”


ชีวิตที่นึกไม่ถึง!! โด่งดังเพราะโผล่ MV เกาหลี



การเข้ามาสู่การทำอาชีพที่ใครต่างเรียกว่าอาชีพนางฟ้า ส่งให้เธอได้รับโอกาส ได้ปรากฏตัวใน mv เพลง Party ของวง Girl’s Generation เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังจากเกาหลี จึงทำให้น้ำตาลเป็นที่รู้จักในเวลาต่อมา

“จริงๆ แล้ววันนั้นมีพรีเซ็นเตอร์ 3 คนที่ไป แล้วดันเป็นเรามากกว่าที่โชคดี ทุกคนออกไปไหว้ แล้วทางคนที่ถ่าย mv เขาก็ให้มาไหว้ เราก็ไหว้ แล้วให้อีก 2 คนไปเดินเสิร์ฟ เราก็เดินเสิร์ฟด้วย แต่ว่าเขาดันตัดต่อวิดีโอออกมามีแต่เราตอนนั้น ก็เหมือนเป็นความโชคดีไป

เราไม่ได้เตรียมตัวเป็นพิเศษ ตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่เราจะไปเป็น Girl Generation เขาแค่บอกว่าวันนี้มีงานถ่าย อย่าลืมแต่งหน้าทำผม แล้วเตรียมชุดไทยไปด้วยแค่นั้น แล้วพอไปเจอ อ้าว Girl Generation

เขาเฟรนด์ลี่มากเลย เขายังมาจับสไบ แล้วมาบอกว่าชอบชุดไทย แล้วเขามาบอกว่านี่ You เป็นแอร์ฯ จริงๆ หรือว่าเป็น casting มา Model แล้วมาใส่ชุดแล้วมาไหว้ เราบอกว่าไม่ใช่ เขาก็น่ารัก ตัวจริงขาวมากๆ ไม่มีความยากในการถ่ายงานเลย คือ เขารันงานเร็วมาก ถ่ายสัก 2-3 ครั้ง เสิร์ฟ 2-3 ที แค่นั้นเลย 

Feedback ตอนนั้น เราไม่รู้เลยว่ามันจะมาดังหรืออะไร เหมือนผ่านไปไม่กี่วัน เราไปบิน แล้วคืนนั้นไปบินเซี่ยงไฮ้ หรือปักกิ่ง เครื่องมันออกกลางคืน น้องสจ๊วตมาเรียก พี่น้ำตาลๆ ดูสิ นี่คนเขาแชร์เป็นล้านๆ วิวเลย เจ๊ดังแล้ว

ตลกมาก แล้วพอกลับมา กลายเป็นว่าไปบิน เราก็ปิดเครื่อง เราปิดสัญญาณ พอเรากลับมา กลายเป็นแบบทุกคนติดต่อให้ไปออกรายการ ก็ happy รู้สึกว่าถ้าเราทำอะไรให้บริษัท แล้วเป็นตัวแทนในสิ่งที่ดี เราก็ยินดีด้วย เรายินดีทำ

น้ำตาลไม่ได้เทรนเพื่อที่จะมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่เราเทรนตั้งแต่แรกแล้ว บุคลิกของการเป็นแอร์ฯ การวางตัว การรับมือปัญหา มันเทรนมาตั้งแต่แรกๆ ก่อนเราจะมาบินเลยค่ะ”






นางฟ้าตกสวรรค์ ลงมาขายขนม!!


“เขาอาจจะคิดว่าการปิด Thai Smile อาจจะทำให้ความรู้สึกค่าใช้จ่าย มันน้อยลง อันนี้เราไม่แน่ใจ ในส่วนของผู้บริหาร แต่เราก็คิดว่าสายการบินมั่นคงไหม… ต่อไปก็คิดว่ามั่นคง

แต่ไม่ใช่เพราะโควิด ทำให้ธุรกิจการบินไม่มั่นคง เพราะว่ามีการแข่งขันพอสมควร เพราะสายการบินมันโตขึ้น มันไม่ใช่แค่มีการบินไทย มันมีหลายสายบินผุดขึ้น ทั้ง low cost มาแย่งลูกค้ากัน มันเกิดการแข่งขันตั้งแต่แรก

โควิดเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เป็นผลกระทบที่ทำให้เรารู้ว่าการทำการบิน มันเป็นอาชีพที่รู้สึกว่าไม่มั่นคงเฉยๆ ไม่ได้เกี่ยวกับโควิด น้ำตาลคิดว่ามันมีผลตั้งแต่การแข่งขันเรื่องสายการบินแล้ว”

เธอให้คำตอบ ถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์ของธุรกิจการบินที่หลายๆ สายกำลังสั่นคลอน อาจจะปิดตัว ไม่ใช่เพียงเพราะโรคระบาด แต่สืบเนื่องมาจากการเติบโตของธุรกิจสายการบิน ซึ่งในฐานะที่ทำงานในพื้นที่แห่งนี้ มองว่าปัจจุบันอาชีพที่คนต่างมองว่ารายได้ดี อาจจะต้องมีอาชีพที่ 2 รองรับ


“อาชีพเสริมเป็นสิ่งที่ดี ทำได้มันก็ดีอยู่แล้ว ตอนที่มีอาชีพเดียวตอนนี้ มันไม่มั่นคงอยู่แล้ว การที่มีอาชีพเสริมยังไงก็ดี เพราะถ้าวันนี้เราหยุดงาน เรายังมีงานสิ่งนี้รออยู่ ทำอะไรก็ได้ให้รู้สึกว่าชีวิตเรามั่นคง และมีที่รองรับ

สายอาชีพนี้ ไม่ว่าจะสายการบินอะไรก็ตาม ทุกคนหาทาง เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่มันยากลำบาก เราไปทำงานใหม่ก็ไม่ได้ มันก็เหลือให้เราทำอยู่ไม่กี่อย่าง

ถ้าไม่ทำงานที่บ้าน ไปเปิดธุรกิจอะไรใหม่ หรือไม่ก็ต้องมาขายของ เริ่มเป็นเบสิก มาขายอะไรก็ได้เป็นการปูทางธุรกิจอย่างแรกเลย ถ้ามันดี เขาอาจจะจับธุรกิจนั้น ไม่แน่เขาอาจจะเติบโตไปเป็นธุรกิจใหญ่ วันหนึ่งเขาอาจจะยุ่งมาก อาจจะกลับมาบินไม่ไหวแล้วก็ได้”


ด้วยความมีชื่อเสียง และเป็นพรีเซ็นเตอร์ตัวแทนขององค์กร แน่นอนว่าเมื่อเธอได้ออกมาเปิดธุรกิจขายขนมเพื่อสุขภาพ ที่มีชื่อว่า “Home Bake With Love” ที่ขายในโซเชียลมีเดีย จะโดนตราหน้าเป็น “นางฟ้าตกสรรค์” แต่ด้วยทัศนคติ มุมมองบวกๆ เสมอที่เห็นชัดตลอดการสัมภาษณ์ เธอเลือกที่จะยอมรับ เพราะไม่อยากเลือกที่จะอยู่เฉยๆ

“สมน้ำหน้า ตกสวรรค์ ดูสิ มาทำขนม เราไม่เคยคิดเลยนะว่ามันเป็นเรื่องแย่ คอมเมนต์อะไร คอมเมนต์ได้คอมเมนต์ไปเลย คือโลกนี้มันเปิดกว้าง มันเป็นยุคของโซเชียลมีเดีย ยุคของการวิพากษ์วิจารณ์

เราต้องยอมรับว่าจะมีคนวิพากษ์วิจารณ์ มันต้องมีคนให้กำลังใจ มีคนซ้ำเติมก็มี เราอย่าไปซีเรียส เราทำตัวเราให้มันดี แล้ววันหนึ่งเขาจะมองเราดีเอง

เราเลือกที่จะทำ เพราะเรารู้สึกว่าการทำงาน มันทำให้เรามีอะไรทำ และมีคุณค่าในตัวของตัวเอง เราจะได้ไม่ว่างด้วย การอยู่บ้านเฉยๆ มันน่าเบื่อ

ปีนี้ทั้งปี คิดว่าไม่น่าจะได้กลับไปบิน แต่ไม่แน่เดือนพฤศจิกายน ก็อาจจะมี flight บ้าง เราก็ไม่ได้ไปหวังตรงนั้น แต่ตอนนี้เราทำตัวเราเองในตรงนี้ให้ดีที่สุด

ถ้าได้กลับมาบิน ก็ถือว่าเป็นกำไรไป แต่ตอนนี้อาจจะเป็นงานเสริมไป ทางด้านนี้ก็เป็นงานหลัก เพราะเราทำขนม แล้วเรา happy แล้วเรารู้สึกว่าวันหนึ่งสุขภาพเราไม่ดี แล้ววันนี้เราทำหน้าที่หลัก คือ แม่ วันหนึ่งเราอาจจะไม่ได้ทำตรงนั้นแล้วก็ได้ เรามีทุกอย่างมาสำรองชีวิตเรา เป็นการแพลนชีวิตว่าเราจะทำอย่างอื่น ทางเลือกอื่น”


หากย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของการมาทำธุรกิจนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความบังเอิญผสมกับโชคดี เพราะเริ่มแรกนั้นเธอเพียงใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ และอยากทำให้เพื่อนได้ลิ้มลองรสชาติขนมที่ดีต่อสุขภาพจากฝีมือเธอเอง

“เมื่อก่อนเป็นคนชอบทำขนมอยู่แล้ว ชอบทำให้เพื่อน ทำให้คนอื่น ทำให้ครอบครัวทาน ทำให้ใครทาน ไม่คิดว่าจะขาย แต่พอช่วงโควิดเรามีเวลาเยอะ แล้วเราทำได้เยอะ พอมีเวลาทำ เราก็นำไปแจก กลายเป็นเพื่อนทานไม่หมด

แล้วเอาไปให้เพื่อนของเพื่อนทาน เขาอยากกิน เขาให้มาบอกว่าทำขายหน่อยได้ไหม ทำขายหน่อยสิ อยากซื้อ ส่วนใหญ่จะเป็นคนรู้จักมากกว่า เริ่มจากแรกๆ ขายออนไลน์ แล้วมาเปิดเพจเล็กๆ ก่อนในอินสตาแกรม

สูตรพิเศษของเราเลย คือ เหมือนเราทำให้คนในบ้านทาน ทุกอย่างต้องดี เพราะเราทำแล้วเราชิมเอง และอีกอย่างเรามีลูกคอยเป็นคนชิมตลอด

อะไรที่ไม่ดีไม่ใส่ น้ำตาลขัดสีก็ไม่ใส่ น้ำตาลที่ใส่ก็ต้องไม่ขัดสี ช็อกโกแลตต้องดี อะไรที่ดีที่สุดเราใส่ลงไป เกลือที่ดีที่สุด อย่างเกลือก็จะมี the best ของเกลือแล้วก็ใส่ เพราะเราก็ทานด้วย

เราทำขนม เราทำยังไง เราไม่อยากให้เรารู้สึกผิด รู้สึกเหมือน feel bad เอาไปให้คนอื่น แล้วทานไม่อร่อยเลย เราไม่อยากได้ feedback อย่างนั้น คือทำให้สุด ทุกอย่างดีเราใส่”


เมื่อถามถึงฟีดแบ็กจากลูกค้า ต้องบอกเลยว่าออเดอร์เข้ารัวๆ จนผลิตไม่ทัน เพราะต้องใช้เวลาและกำลังในการผลิต

“ทางร้านมีคุกกี้ธัญพืช เขาเรียกว่าคุกกี้โฮลวีตมากกว่า เป็นแป้งโฮลวีตแล้วก็ลดน้ำตาล แล้วก็มีเป็นโลฟกล้วย ที่เราไม่ใส่แป้ง แต่เราจะใช้เป็นโอ๊ตแทน

มีบราวนีไร้แป้ง และสูตรลดน้ำตาลของเรา คือทุกอย่างตัวโลฟเราก็ไม่ใส่น้ำตาลเลย แล้วก็พายแทนที่เป็นครีมชีสธรรมดา เราก็ใช้โยเกิร์ตผสมกับครีมชีส ส่วนตัวฐาน คือ ตัวโฮลวีต และผลไม้จะไม่ซื้อเป็นแยมกระป๋องมา เราเอาผลไม้สดๆ มากวนเองเลยค่ะ

ทุกอย่างใช้เวลา คือ จะมาทำทุกวันก็เริ่มจะไม่ไหวแล้ว ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ค่อยได้ดูลูก เพราะช่วงนี้เขาจะเป็นวัยซน แล้วเป็นวัยที่ต้องการคำอธิบาย ในการเลี้ยงเยอะว่าถามทำไม ทำอะไร ก็เลยตัดทอนเหลือวันเดียว”




อย่าเพิ่งถอดใจ ต้องรู้จักเรียนรู้


เจ้าของรอยยิ้ม และเต็มไปทัศนคติบวก ที่นั้งอยู่หน้าผู้สัมภาษณ์คนนี้เชื่อเสมอว่าทุกอาชีพล้วนให้ประสบการณ์ดีๆ ที่ไม่คาดคิด การปรับตัวให้เท่าทัน ถือเป็นเรื่องสำคัญของการฝ่าฟันวิกฤตในครั้งนี้

“สิ่งที่เรียนรู้จากโควิด คือ อะไรใดๆ ก็ไม่แน่นอนจริงๆ ใครจะรู้ว่าจู่ๆ ก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นทั้งโลก อาชีพที่ว่ามั่นคงก็ว่าไม่มั่นคง อะไรที่เคยคิดว่ามันแน่อยู่แล้ว มันก็ไม่แน่ และอยากให้หลายคนเรียนรู้การปล่อยวางไปในตัว เพราะว่าหลายๆ คนชอบยึดติด

นักธุรกิจหลายคนส่วนใหญ่เปิดธุรกิจโรงแรม ทุกวันนี้ธุรกิจเจ๊งไปแล้วก็มี มันต้องรู้จักที่จะเรียนรู้ ปล่อยวาง และยอมรับในสิ่งที่เราต้องเป็น ณ ตอนนี้ยอมรับมันให้ได้

บางคนลูกอาจจะเคยเรียนอินเตอร์ ตอนนี้มีที่ผู้ปกครองรู้สึกไม่ไหวแล้ว ต้องเอาลูกออกไปอยู่ต่างจังหวัด ต้องไปอยู่โรงเรียนบ้านๆ ส่งลูกไปอยู่กับคุณตาคุณยายอย่างนี้เลย คือ เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมค่ะ ต้องทำให้ได้”


ถามว่า เมื่อได้มองย้อนกลับไป ได้เห็นมุมมองของการเป็นเจ้าของธุรกิจ และการเป็นแอร์โฮสเตส ทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทอย่างไรบ้าง เธอให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า รู้สึกวิธีการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน การทำธุรกิจตัวเองจะต้องดูแลปัยหาทุกส่วนที่เกิดขึ้น

“การที่เราไปเป็นลูกจ้างคนอื่น เราไม่ต้องคำนึงถึงว่าเราต้องกำไร ขาดทุนยังไง เรามีหน้าที่ทำตรงนี้ให้ดีที่สุดเราทำไป แต่พอทำธุรกิจตรงนี้ เราต้องมาคิดแล้วว่านี่มันคุ้มทุนไหม นี่มันคุ้มเหนื่อยไหม เหมือนเรามาบริหารจัดการเองทุกอย่างหมดเลยมากกว่า ก็มีความเครียดเยอะกว่าที่เราเป็นลูกจ้างเขาอยู่แล้ว

เรารับทั้งหมดในการบริหารจัดการคน ไหนจะต้องดีลกับลูกค้าเอง การเป็นแอร์โฮสเตสยังมีคนอื่นดีลให้กับลูกค้า อย่างเช่น call center จองตั๋ว เช็กอิน มีคนจัดการให้เป็นด่านๆ อันนี้เราทำแค่ส่วนเดียว แต่ในด้านธุรกิจเรา ทุก part มันเป็นของเรา

จริงๆ แล้วเป็นคนชอบพึ่งตัวเอง รู้สึกอันนี้เราก็มีความสุขมากกว่า เพราะเรารู้สึกได้ทำอะไรแล้วได้พึ่งตัวเอง แบบจะผิดก็โทษตัวเอง เราไม่อยากผิดแล้วโทษคนอื่น

อันนี้ตัวเองล้วนๆ วันไหนเราขยันทำเยอะ เราขยันตอบเยอะ เรา order เยอะ กำไรเยอะมันก็เป็นสิทธิ์ของเรา แต่การเป็นแอร์โฮสเตสเราทำเยอะ ทำน้อย มันก็เท่าเดิม มันก็ fixed cost (ต้นทุนคงที่) ของเรา”


ระยะเวลากว่า 9 ปี ที่โลดแล่นในเส้นทางการเป็นแอร์โฮสเตส เป็นอาชีพในฝันที่หลายคนคิดว่ามั่นคงแน่นอน แต่ท้ายที่สุดแล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นชัดว่าได้รับผลกระทบไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ เธอย้ำว่า ทุกอาชีพต้องมีวันเกษียณหมดอายุงาน

“เคยลิมิตว่ายังไง ก็ไม่อยากเกิน 10 ปี ถ้าวันนึงเรามีครอบครัวเราก็อยากหยุด อยากอยู่กับครอบครัว อยู่กับลูก อยากดูแลลูก

จริงๆ สถานการณ์นี้ก็ทำให้เรารู้ว่า อาชีพเดียวมันไม่มั่นคง ไม่ใช่แค่การเป็นแอร์อย่างเดียว การทำธุรกิจอย่างอื่นก็ด้วยเหมือนเราต้องมีอะไรเสริมและรองรับ


การเก็บเงินเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งหลายๆ คนมองข้ามมันไปก่อนจะไปทำอาชีพอื่น การที่มีอาชีพอื่นรองรับด้วย มันก็เป็นเรื่องดี

และน้องๆ หลายคนที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส ก็อย่าเพิ่งถอดใจ ยังไงก็เป็นอาชีพที่หลายๆ คนใฝ่ฝัน มันก็เป็นเรื่องที่ดี ที่เรามาตามความฝัน แต่ก็อยากให้ทุกคน 1. เก็บเงิน 2. มีอาชีพเสริม ก็เป็นเรื่องที่ดี เพื่อที่ว่าวันหนึ่งเราเกิดหลุดจากแผนตรงนี้ เรายังมีอะไรที่รองรับเราอยู่”




สวยงาม แต่เหนื่อยกาย…นี่แหละแอร์โฮสเตส


“จุดเริ่มต้น คือ มีคุณน้าเป็นแอร์ฯ การบินไทย แล้วก็เห็นเขามาตั้งแต่เด็กเลย แต่ตอนนั้นเราก็คิดว่ามันสวย แล้วเวลาออกไปเที่ยวก็ไปตั้งนาน เห็นแล้วก็เริ่มชอบ

แต่เราก็ลืมไป พอเราอยู่มหา’ลัยเราก็ได้มาทำงาน แล้วก็มีการขายเสื้อผ้า ทำอย่างอื่นมาก่อน จนจู่ๆ น้าก็มาบอกว่าการบินไทยเปิดพอดี ลองไปสมัครไหม เราก็คิดไปลอง ไม่ได้ซีเรียส แล้วพอไปสมัครมันได้ ก็เลยเป็นเส้นทางที่ว่าทำไมถึงเข้ามาได้”

เธอมองภาพย้อน ถึงจุดเริ่มต้นอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน สู่การเป็นพรีเซ็นเตอร์ที่ทำให้ทุคนรู้จักให้ฟังว่า แอร์โฮสเตสเป็นอาชีพที่เธอใฝ่ฝันเราตั้งแต่เด็ก เป็นความฝันที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ เมื่อได้ลงสนามจริงแล้ว กลับมองว่าเป็นอาชีพที่ไม่สุขสบายเหมือนที่ตาเห็น ตลอดการบินมีเรื่องให้เรียนรู้เสมอ

“มันต่าง จริงๆ แล้วตัวงานคนอื่นอาจจะดูว่าไปบินไปเที่ยว ไปสวยงาม แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย ตัวเนื้องานเราเน้น Safety เป็นหลัก แล้วเราต้องเรียนรู้เยอะมาก ในการที่จะรักษาความปลอดภัยผู้โดยสารไปถึงจุดหมายให้ปลอดภัย แล้วก็บริการยังไงให้เขาเต็มอิ่ม


มันมีหลายอย่างมากกว่านั้น และระหว่าง flight เราต้องเสิร์ฟ ไม่ใช่จู่ๆ ก็ไปเดินเฉิดฉายตามต่างประเทศ คนจะคิดอย่างนั้น น่าอิจฉา มันไม่ใช่”

ย้อนไปชีวิตก่อนหน้าที่เธอจะมาเปิดขายขนมคลีนเพื่อสุขภาพ เธอใช้ชีวิตอยู่บนเครื่องเป็นส่วนใหญ่มาตลอด สิ่งที่สูญเสียไป คือ สุขภาพ เพราะการกินนอนไม่ตรงเวลา

“มันเหนื่อยนะคะ มันอาจจะดูสวยจริง เพราะว่าเรา keep look ให้เราดูดีตลอดเวลา มันสวย... ใช่ แต่ว่าบนเครื่องเราทำทุกอย่าง

เราทั้งเสิร์ฟอาหาร เราทั้งทำห้องน้ำ เราทั้งดูแล safety ผู้โดยสาร เวลาผู้โดยสารนอน เราไม่ได้พักกันเฉยๆ เราต้องเดินดูความเรียบร้อยว่าเกิดอะไรขึ้นไหม มีใครเป็นลม มีใครนอนล้มพับไปรึเปล่า คือเราเช็กตลอดค่ะ มันอดนอน ความสวยงามมันแลกมาด้วยสุขภาพของเรา

ในช่วงที่เราเป็น Trainee เราจำเป็นต้องบินๆ เราเป็นผื่นเยอะมาก เป็นผื่นจนสะเก็ดผิวหนังมันลอกออกมา หมอบอกว่าร่างกายเราอาจจะไม่เหมือนคนอื่น แต่ละคนร่างกายไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะไม่เป็นไรเลย

แต่เรารู้สึกเหมือนเป็นภูมิแพ้ตัวเอง เหมือนร่างกายเราภูมิต่ำมาก ซ่อมไม่ทัน หมอบอกช่วงนี้ต้องเพลาๆ หน่อยนะ ทำให้เรารู้ตัวเลยว่าไม่ว่าเราจะทำงาน หรือจะทำแค่ไหน เราต้องรักษาสุขภาพของเราด้วย เพราะเป็นสิ่งที่เราเรียกกลับมาไม่ได้”



ไขข้อสงสัย ยกกระเป๋าไม่ใช่หน้าที่!!



“จริงๆ แล้วในกฎการบิน แอร์ฯ ไม่มีหน้าที่ที่ยกกระเป๋าให้ เราช่วยอยู่แล้ว ช่วยประคอง ช่วยพาขึ้นไป ช่วยกันยก ยังไงเราไม่แล้งน้ำใจให้คนยกคนเดียวแน่นอน

แต่ว่าจะมายกให้อย่างนี้ บางทีเราก็ต้องช่วยกันยกนะคะ เขากำหนดน้ำหนักมาอยู่แล้วว่าห้ามเกินเท่านี้ และไซส์กระเป๋าเท่านี้ ยังไงเราช่วยคุณยกได้อยู่แล้ว

แต่มันเหมือนเป็นประกันสุขภาพ ว่าถ้าเกิดเราไปช่วยเขายก ประกันเขาบอกเลยว่าถ้าเกิดเหตุบาดเจ็บจากการยกกระเป๋าจะไม่รับผิดชอบ เขาบอกมาเลยว่าเป็นข้อหนึ่งในนั้น

และเราคิดว่าถ้าเกิดบาดเจ็บกับพวกกระดูกสันหลัง มันทำอะไรต่อไม่ได้แล้ว บินต่อก็ยาก จะมายกของหนักๆ มาเข็น cart มันก็เจ็บหลัง แค่เดินยังไม่ไหวเลย บางคนเกิดเหตุผิดพลาดทางกระดูกสันหลัง มันน่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นด้วย”


ผ่านสายตาของเธอในการทำงานที่ต้องเจอปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้น ทำให้น้ำตาลมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติมาดูแลสุขภาพตัวเองยิ่งขึ้น

“ตอนฝึกงานเราคิดแล้ว ตอนนั้นเราพูดกับตัวเองเลยว่าเราจะทำยังไงก็ได้ แต่เราจะรักษาสุขภาพของเรา เราจะทำอะไรไม่เกินลิมิตของเรา เพราะเรารู้ลิมิตของเรามีเท่านี้ เราจะไม่ push (ผลักดัน) ตัวเองมากเกินไป มันจะไม่คุ้มกันเพราะว่าเมื่อถ้าวันหนึ่งเราเป็นอะไรไป สุขภาพเราเป็นอะไร เราดึงกลับมาไม่ได้

เราก็ไม่มีใครทำงานแทนเราได้ แล้วถามว่าใครจะมารับผิดชอบชีวิตเรา มันก็ไม่มี ทำให้เราคิด แล้วเรารู้สึก คิดตอนนั้น ในอนาคตเราอยากจะทำอะไรเสริมไปด้วย ควบคู่กับการทำงานนี้ ตอนนั้นเราคิดเลย

เรารู้สึกว่าเรายังอยากทำสิ่งที่เราเคยทำเมื่อก่อน ตอนที่เราเปิดร้านเสื้อผ้าที่แพลทินัม แล้วเราก็รู้สึกว่าเราน่าจะ keep พวก business ขายเสื้อผ้า เพราะเราก็ชอบเสื้อผ้า คิดเฉยๆ แต่ตอนนั้นยังไม่ทำ เพราะด้วยความที่ต้องบิน ลงมาก็เหนื่อยแล้ว ร้านเสื้อผ้าจะเอาเวลาไปตัดผ้า ไปจัดการมันก็ยากตอนนั้น แค่คิดแต่ยังไม่ได้ทำจริงจัง”



เสน่ห์ของอาชีพ คือ การเรียนรู้การแก้ปัญหา!!





“เสน่ห์ของอาชีพ สมมติว่า flight นี้เราเครียด เรารู้สึกว่าไม่ชอบมัน แต่อย่างน้อยเดี๋ยวมันก็ผ่านไป มันก็จบงานที่ตรงนี้ หรือเพื่อนร่วมงานคนไหนที่เราไม่ชอบ มันก็จะจบแค่ flight นี้ ต่อไป flight ใหม่ตัวงานก็จะเปลี่ยน ผู้โดยสารก็เปลี่ยน เพื่อนร่วมงานก็เปลี่ยน

ไม่ต้องมานั่งทน นั่งเจอกัน แล้วมันก็มีหลายๆ อย่างที่น้ำตาลชอบ รู้สึกเหมือนได้เจอคนเยอะๆ พอเจอคนเยอะๆ เราก็อยากรู้เขาเป็นยังไง

บางทีการรับมือผู้โดยสารคนหนึ่ง ก็จะไม่เหมือนกับอีกคนหนึ่ง พื้นฐานแต่ละคนไม่เท่ากัน ทำให้เราอยากรู้ อยากเรียนจิตวิทยาไปในตัว”

ด้วยความที่เรามีเพื่อนร่วมงานเป็นหลาย Generation บางคนก็อายุเยอะกว่าคุณแม่เรา ทำให้เราต้องมีความเคารพ และบางเรื่องที่เราจะพูดอะไร ให้เขาทำอะไร เราเป็นเด็ก เราเป็นหลานเขาเลย เราจะพูดยังไงให้เขาทำงานร่วมกับเราไปในทางเดียวกัน


มันก็ต้องหาวิธีมาพูด หาวิธี Handle เขา และบางทีเราก็เกรงใจเขา แต่เราจะมาทำ โหลดงานทั้งหมดก็ไมได้ แต่เราก็เขาอายุเยอะ และมีหลายๆ คนที่บางคนแอตติจูดไม่ดีก็มี คนดีก็มี แต่เป็นส่วนน้อยมาก คือ ที่ทำงานมันหลายพ่อพันแม่ เรื่องปกติ”



นอกจากนี้ ถามเธอว่าเมื่อต้องรับมือกับผู้โดยสารยากๆ เธอจะต้องรับมือกับส่งเหล่านี้อย่างไร พรีเซ็นเตอร์การบินไทยที่ครองตำแหน่งมากว่า 9 ปี ได้บอกเล่าให้ฟังถึงการรับมือเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วว่าจะต้องเป็นคนรู้จักสังเกต และมีทัศนคติการทำงานที่ดี เพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น

“เราเป็นคนเสิร์ฟ เราต้องเป็นคนพูดคุยกับเขา ต้องคุยเล่นตลอดเวลา เอาถั่วไหมคะ คือเราต้องพูดเลยว่ากินถั่วแกล้มด้วยไหมคะ เพื่อให้เขาเมาน้อยลง

หรือพักทานน้ำอัดลมก่อนไหมคะ พักทานน้ำเปล่าเพิ่มไหมคะ พี่เข้าห้องน้ำไหม ดูหนังก่อนไหมอย่างนี้ คือเราเหมือนเอนเตอร์เทรนเขาด้วยว่าลองทำอย่างอื่นเบรกไหม พอเริ่มเห็นเขาลุกไปเข้าห้องน้ำ เริ่มเซแล้ว เราก็จะมีวิธีพูดให้พักก่อน เดี๋ยวเสิร์ฟให้ใหม่ แล้วก็ทิ้งเวลาเป็นนานๆ ส่วนมากคนเมาเดี๋ยวหลับไปเอง

มันมีทั้งเมาแล้วเกิดชกต่อย เมาไปลวนลามคนอื่นเขา คือปัญหามันมีหลายอย่างมาก ไม่ใช่แค่ว่าเมาแล้วมันจบ เมาแล้วมันไม่จบ เพราะมันแล้วมันลามไปเยอะ

เคยเจอเมาแล้วหาเรื่อง คือชกต่อยกับผู้ชายคนอื่น คือ ทุกคนต้องมาห้าม สจ๊วตต้องโดนหางเลขไปด้วย โดนต่อยไปด้วย แต่เราเป็นแอร์ฯ ไปห้ามมันไม่ไหว แต่เราก็ต้องพูดว่าหยุดนะๆ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสจ๊วตไปล็อกมากกว่า ล็อกทั้ง 2 คนไม่ให้มาต่อย

คือต่อยกันไปแล้ว แต่ทุกคนก็เริ่มกลัว แล้วเราก็ต้องจับให้เขาแยกกัน จับนั่งแยก รู้สึกน่ากลัวเหมือนกัน เขาต่อยกัน มันเป็นเรื่องจริง”


เห็นได้ชัดว่า ด้วยประสบการณ์มันสั่งสมมาเรื่อยๆ สุดท้ายไม่ว่าสถานการณ์จะวิกฤตแค่ไหน เธอคนนี้ก็เชื่อว่า “การมองโลกในแง่บวก” เป็นอีกทางรอดอย่างแท้จริง และยังเชื่ออีกว่าการปรับตัว มองเป็นเพียงแค่เราเปลี่ยนตำแหน่ง หรือสถานะของเราให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

“หลักยึดของตัวเอง คือ เดินทางเราไม่ยึดติดอะไรทั้งนั้น ทำอะไรได้ทำ อย่าคิดว่าบ้านก็มีเงิน ทำไมต้องมาขายขนมงกๆ ไม่ใช่อย่าไปยึดติด ทำอะไรได้เป็นอาชีพเราทำ ทำอะไรได้เงินเราทำ อย่ามาคิดว่าเราสบาย เรานั่งเฉยๆ ไม่มีแล้ววันนี้ เราไม่อายทำกิน และเราก็รู้สึกว่าเราต้องประมาณตัวเอง ใช้เงินเราก็ต้องประหยัด

เดินทางสายการกลางต้องมี รู้จักยอมรับในสิ่งที่เป็นอยู่ อย่าไปยึดติดเรื่องอะไรที่เคยมี เคยได้ อย่าไปยึดติด ไปเป็นนางฟ้า ไม่ใช่ มาทำขนมเป็นนางฟ้าตกอับ ไม่เกี่ยว เราจะไม่ทำก็ไม่ทำได้ แต่เราอยากทำ คนอาจจะมองในแง่อื่น แต่คนไม่รู้ว่าทุกคนมีคุณค่าในตัวเองยังไง

อย่าเพิ่งท้อ ใครช่วงนี้ยังรอสมัครแอร์ฯ อยู่ ก็ฝึกภาษา ดูหนังเยอะๆ ฟังเพลงเยอะๆ ทำอะไรให้ตัวเราดี ฝึกบุคลิกภาพ เปิดทีวีหรือโค้ชอะไรก็ฟังไป ทำแอตติจูดตัวเองให้ดี คิดให้ได้ และเรื่องการบินอย่าเพิ่งไปถอดใจค่ะ”


กฎเหล็กแอร์โฮสเตส = ห้ามอ้วน!!



“เขามีกฎ เขาจะวัดรอบเอว และน้ำหนัก มีการตรวจอยู่สม่ำเสมอ เราก็จะดูแลหุ่น ดูแลบุคลิกภาพตลอด เขาจะมี matching น้ำหนักกับส่วนสูง มีเกณฑ์การคิดว่าน้ำหนักต้องไม่เกินเท่านี้ รอบเอวต้องไม่เกินเท่านี้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว

น้ำตาลคิดว่าเพื่อให้เราดูแลตัวเอง แต่ถ้าในส่วนของน้ำตาล ในการดูแลเองคือน้ำตาลไม่เปลี่ยนไซส์ชุด ถ้ารู้สึกว่าช่วงนี้แน่นก็ไปออกกำลังกาย ควบคุมอาหารมากขึ้น เวลาไปตัดชุดทุกปี เชื่อไหมบอกเขาว่าพี่คะไซส์เดิม

ถ้าน้ำหนักเกินเขาก็อาจจะมีให้ไปพักลดน้ำหนักนิดหนึ่ง ให้ไปบินไม่ใช่บินไกล เพราะเขาคงกลัวตัวไปติด เวลาลงไปที่นอนมันจะเป็นที่แคบเล็กๆ เขาก็จะให้บิน Quick Turn บ่อยหน่อย เหมือนเป็นการบังคับในตัวว่าให้ลดน้ำหนัก

ที่นอนที่ต้องปีนไปนอน มันแล้วแต่ บางอันปืนขึ้นข้างบน บางเครื่องปืนลงข้างล่าง เรายังคิดเลยว่าตัวเรายังลำบากเลย ยิ่งเป็นแม่ เรายิ่งต้องดูแลเอง”














สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live

เรื่อง : ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์


ภาพ : กัมพล เสนสอน

ขอบคุณภาพ : 
อินสตาแกรม@Phetpround





** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **





กำลังโหลดความคิดเห็น...