xs
xsm
sm
md
lg

เจาะเคสภูมิคุ้มกันดี วิดพื้น-ซิตอัป สู้โควิด-19!! อยู่ รพ.อาทิตย์เดียวหายขาด อาการไม่รุนแรง [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ถ้าใครเคยคิดว่า ผู้ป่วย “โควิด-19” ต้องจบที่ความตาย ไม่ก็ต้องนอนทรมานในโรงพยาบาลเสมอไป คงต้องลองปรับทัศนคติใหม่ ด้วยเคสที่น่าสนใจเคสนี้ ซึ่งใช้เวลารักษาตัวเองในโรงพยาบาลเพียง 7 วัน แถมยังวิดพื้น-ซิตอัป-แพลงกิ้ง ในห้องผู้ป่วยด้วย จนหมอยกให้เป็นตัวอย่างเคสภูมิคุ้มกันดีที่ควรเอาเยี่ยงอย่าง




วิดพื้น-ซิตอัป = สร้างภูมิคุ้มกัน
 


“อยู่มาตั้งแต่วันที่ 20-26 มี.ค. อาทิตย์หนึ่ง ตอนนี้อาการน่าจะเป็นผลข้างเคียงของยา มันจะทำให้เราท้องผูก อึดอัดนิดหน่อย แล้วก็มีเวียนหัว แต่อาการของโควิด-19 ไม่มี เจ็บไข้ได้ป่วย ไอ มีน้ำมูก อันนี้ไม่มี

ตอนเช้าพยาบาลจะมาตอนตี 5.30 จะมาวัดความดัน ตรวจอัตราของออกซิเจนที่นิ้ว ตรวจเลือด ตรวจจมูก ปาก และ เอกซเรย์ จะสลับๆ กัน ซึ่งผลพวกนี้เขาจะเอาไปส่งตรวจ ตรวจปุ๊บถ้าเจอผลติดลบ 2 ครั้ง เขาจะให้กลับบ้าน ซึ่งวันนี้ผมได้กลับบ้านแล้ว”

อู-สิรภพ สุขสำราญ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว วัย 44 ปี บอกเล่ากับทีมข่าว MGR Live ถึงการรักษาตัวจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่สถาบันบำราศนราดูร พร้อมอัปเดตให้ฟังว่า วันนี้ทางแพทย์อนุญาตให้กลับไปรักษาตัวที่บ้านต่อได้


“ต้องไปกักตัวต่อที่บ้านอีก 14 วัน ของผมก็เข้าโครงการวิจัยกับคุณหมอด้วย เขาก็จะเอาเลือด เอาผลตรวจร่างกายไปเป็นข้อมูลในการศึกษาหาแนวทางการรักษาโควิด-19 สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการมาก เพราะว่าแต่ละคนแสดงอาการไม่เหมือนกัน และใช้ยาต่างกันนิดหน่อย”

โดยเขา ได้อัปเดตชีวิตประจำวัน ในช่วงการรักษาในโรงพยาบาล อีกทั้งโพสต์ภาพการออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Sirapop Suksamran” ซึ่งทันทีที่มีการแชร์ออกไป โลกออนไลน์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

“ที่โรงพยาบาล ผมก็จะเขียนอัปเดตนู่นนี่นั่น เพราะว่าความตั้งใจของผม คือ ผมขี้เกียจอธิบายทุกคนว่าร่างกายเป็นยังไงบ้าง ผมก็เลยเขียนเป็น Day 1, Day 2, Day 3, Day 4, Day 5… อย่างนี้ เพื่อที่จะครอบครัวผมจะได้อ่าน เพื่อนๆ ผมก็จะได้อ่าน จะได้รู้ว่าอาการเป็นแบบนี้ จะได้ไม่ต้องโทร.มาถามทุกคน และผมจะไม่ต้องเล่าเหมือนเดิม

อธิบายให้ฟังว่าแต่ละวันเป็นยังไง ข้อมูลทางวิชาการผมก็เขียนเป็นกลางๆ ไม่ได้ลง detail เยอะมาก เพราะว่าบางอย่างมันก็เป็นวิธีการของคุณหมอในการที่จะรักษาแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นวิธีการของผมก็อาจจะไม่เหมือนกับคนอื่น ผมก็เลยจะพูดแบบกลางๆ ว่า ใช้ยาเท่านี้ เป็นอย่างนี้ ลักษณะการตรวจแบบนี้”

เมื่อถามถึง “การออกกำลังกาย” ช่วยทำให้เชื้อไวรัสโควิด-19 ลดลงไปได้หรือไม่ หรือส่งผลให้กลับมาแข็งแรงยิ่งขึ้น เพราะเขาใช้เวลารักษาในโรงพยาบาล เพียง 1 อาทิตย์เท่านั้นเอง สำหรับเขาแล้วมองว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน

“วิดพื้น ซิตอัปธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ทำอะไรไปมากกว่านั้นไม่ได้ วิดพื้น 30 ที สัก 2 เซต ซิตอัป 30 ที 2 เซต แล้วอาจจะมีแพลงกิ้งบนเตียง 5 นาที ประมาณนี้ แค่นั้นเอง แล้วก็การเดินไปเดินมา
คือ ปกติเราออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว แล้วคุณหมอเขาดูผลตรวจเลือด เขาก็บอกว่าภูมิคุ้มกันเราดี ก็เลยทำให้อาการของโรคไม่มาก ก่อนหน้านี้ ที่ผมกักตัวอยู่ที่บ้านก่อนจะมาโรงพยาบาล ผมก็จะปวดหัว ตัวร้อน คือ เป็นหมดทุกอาการ แต่ว่าเป็นแปบเดียว เป็นประมาณชั่วโมงครึ่ง อยู่ๆ ก็ไอแห้งๆ ติดคอ ประมาณชั่วโมงก็หาย


คุณหมอเขาก็บอกว่า มันมาจากที่เราดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลก็อย่างที่บอก ทำแค่นั้นเพื่อให้เราจิตใจเบิกบานด้วย และก็ไม่เครียด เพราะว่าบางวันก็ไม่มีอะไรทำมาก คนป่วยก็กินๆ นอนๆ”

ส่วนในกรณีที่ใครหลายคนสงสัย หากร่างกายไม่แข็งแรง ผู้ป่วยอาจจะมีแผลที่ปอดได้นั้น เขารีบตอบทันทีว่า สำหรับเขาไม่เกิดปัญหาแบบนี้

“ไม่มีครับ ของผมเอกซเรย์มันลงไปไม่ถึงปอด มันอยู่แค่แถวในเลือด ในระบบอื่น คือ มันลงไม่ถึงปอด แต่บางคนที่ลงไปถึงปอด เขาก็มียาแล้ว ณ ตอนนี้ มียาที่จะทำให้ปอดฟื้นฟูขึ้นมา แต่สมมติโดนโจมตีไปสัก 30-40% ซึ่งยาก็เข้าไปช่วยฟื้นฟู ขึ้นมาได้สัก 90% แต่มันไม่เต็มร้อย”


 

มอง “โรค” ในแง่ดี ช่วยได้!!




แน่นอนว่า ในสถานการณ์ที่ประเทศไทย กำลังต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 จนส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน “อู สิรภพ” ผู้เปรียบเหมือนบุคคลตัวอย่างของคนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เขามองว่า การดูแลเรื่องจิตใจก็เป็นเรื่องที่สำคัญ จะต้องดูแลสภาพจิตใจให้แข็งแรงตลอด

“เราก็พยายามมองให้เป็นบวก พยายามคิดบวกว่า เฮ้ย!! เราเป็นตอนนี้ก็ยังดี เพราะว่าคนเป็นยังไม่เยอะ โรงพยาบาลไม่แออัด และอีกอย่างพอเราเป็นแล้ว เราก็จะมีภูมิคุ้มกัน โอกาสที่เราจะติดซ้ำมันก็เป็นไปได้น้อย

อีกอย่างเราก็ได้ช่วยสังคมด้วย ในการที่เอาผลการรักษาของเรา ไปเป็นข้อมูลในการศึกษาวิจัยในการที่เขาจะนำไปรักษาคนอื่นๆ ต่อไป

คิดบวกมากกว่า ไม่ได้ไปคิดเมื่อไหร่จะได้ออกไป วันนี้เวียนหัว วันนี้ปวดหัว เซ็งเหลือเกิน ไม่ได้คิดขนาดแบบนั้น พยายามที่จะทำวันๆ ผ่านไปโดยที่เราไม่เครียด ก็คิดแบบนั้น”

สมมติดูโทรศัพท์ก็พยายามดูเรื่องราวที่เป็นบวก ผมไม่ได้สนใจข่าวว่าวันนี้ตายกี่คน ติดเพิ่มกี่คน คือ เราก็พยายามไม่สนใจข่าวพวกนั้น เราก็ไปสนใจเรื่องข่าวที่เป็นเชิงบวก การดูแลตัวเองหรือว่าข้อมูลที่เป็นเชิงบวก ดูอะไรที่มันบันเทิงๆ อยู่นี่ไม่ได้ตามข่าวเลย ไม่ได้ดูข่าวสารบ้านเมือง พยายามดูอะไรที่มัน entertainment มากกว่า”

สำหรับเคสของเขา จัดอยู่ในประเภทของผู้ป่วยที่อาการไม่หนักมาก เมื่อถามเขาไปว่า กลัวติดเชื้อไวรัสอีกมั้ย หากแพนิกจะรับมืออย่างไร สำหรับคนที่มองโลกบวกๆ อย่างเขาแล้วกลับเชื่อมั่นการรักษาของแพทย์ และเลือกเสพสื่อให้น้อยที่สุด


“คือ อย่างแรกถ้าเราระวังตัวดีๆ โอกาสติดมันก็เป็นไปได้น้อย แต่ถ้าเราติดแล้วเราก็ต้องดูแลตัวเอง ดูแลสภาพจิตใจไม่ให้เครียดมาก แล้วโรคนี้ 80% ไม่ร้ายแรง แล้วเราก็พยายามคิดว่าเราคงไม่โชคร้ายเป็น 20% ตรงนั้นหรอก เราเป็น 80% ที่คนอื่นเขาก็เป็นกัน

แล้วถ้าเกิดเรารู้ก่อนที่จะแสดงอาการ หรือถึงแม้เราจะรู้เพราะว่าแสดงอาการ ก็ไม่ต้องไปวิตก เพราะว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์ ณ วันนี้ ก็สามารถที่จะดูแลเราได้
เท่าที่ผมมองเห็นนะ เพราะที่บำราศนราดูรเป็นพรีเซ็นเตอร์โควิดอยู่ ผมได้เห็นการบริหารจัดการโอเคอยู่ หน้างานด้านบนผมไม่รู้

การดูแลก็ฟรี คุณหมอเขามาเช็กทุกวัน เข้ามาคุยทุกวัน เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องห่วง สรุปคือ ถ้าผมโชคร้ายเป็น ผมว่าแพทย์ไทยเอาอยู่ คิดว่าคงไม่มีเคสที่หนักมาก เยอะจนเกินไป เปอร์เซ็นต์ก็มีน้อย ก็ทำใจให้สบายๆ ถ้าเกิดโชคร้ายติดขึ้นมา คิดว่ามันคงไม่หนัก

นอกจากนี้ เขาฝากแนวคิดทิ้งท้ายให้ผู้ที่มองเขาเป็นแรงบันดาลใจ อีกทั้งเห็นใจการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยากให้รับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่อยู่หน้างาน และใช้โอกาสนี้อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี ไม่ใช้ชีวิตหนักเกินไป

“รู้สึกดีที่เรื่องของเรา มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่แพนิกว่าฉันเป็นโรคนี้แล้วต้องตาย ต้องแย่แน่เลย ก็ทำให้คนเห็นว่าถ้าเราดูแลสุขภาพ

ไม่ใช้ชีวิตหนักจนเกินไป กินเหล้า สูบบุหรี่เลอะเทอะ กลับดูแลสุขภาพให้มัน healthy เหมือนเราเตรียมความพร้อม ถ้าเกิดวันนึงเราโชคร้าย เป็นโรคร้าย เป็นอะไรอย่างนี้ มันก็น่าจะไม่เป็นอะไรมาก เพราะว่ามนุษย์มันมีภูมิคุ้มกัน ที่คุ้มอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราไปใช้ชีวิตยังไงแค่นั้นเอง”











ข่าวโดยทีมข่าว MGR Live
ตัดต่อ: อิสสริยา อาชวานันทกุล



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **

 
กำลังโหลดความคิดเห็น...