xs
xsm
sm
md
lg

ดิบแต่จริง!! "ผู้กองเบนซ์" เทรนเนอร์นักพูด กระทืบใจคน จนได้เดือนละล้าน!! [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เขาหาว่า “เนื้อหามั่ว-หยาบถ่อย-บล็อกเก่ง”?! เปิดอกเคลียร์ทุกประเด็นดรามากับ “ผู้กองเบนซ์” เผยเส้นทางชีวิต เทรนเนอร์ด้านธุรกิจที่ฮอตที่สุดในเวลานี้ พร้อมเจาะเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ ทำยังไงให้มีเงินใช้เดือนละล้าน!!!


อยู่ในที่แจ้ง ทำอะไรมันต้องโดนด่า!!

“คนที่ไม่ชอบเขาจะบอกว่าเราหยาบคาย แต่เอาจริงๆ โลกนี้มันย้อนแย้ง บอกว่าอย่าใส่หน้ากาก แต่พอกูไม่ใส่หน้ากาก กลับบอกว่ากูหยาบคาย WTF! อะไรของมึง เราอยู่ในโลกแบบนี้ไงก็ต้องทำใจ ไม่มีข้อดีข้อเสียหรอก มีความสุขรึเปล่าที่ทำแบบนี้ แล้วก็ไม่ทำร้ายใคร บางคนบอกว่าคำพูดผู้กองเบนซ์ทำร้ายหูคนอื่น เสือกเปิดมาดูทำไม

อยู่ในที่แจ้ง ทำอะไรมันต้องโดนด่า แม้องค์พระปฏิมายังราคิน คนเดินดินไม่สิ้นคนนินทา ถ้าอยากไปดูอะไรเพราะๆ ก็ให้ไปดูเพจแม่ชี เพจพระ เพจนักวิชาการ ตามสบาย ผมไม่ใช่คนโลกสวยด้วย แต่ไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย เป็นคนที่ข้างนอกข้างในเท่ากัน มองโลกจริงมากกว่า”



ชายหนุ่มผู้อยู่เบื้องหน้าทีมข่าว MGR Live คือ “ผู้กองเบนซ์ - สี่ทิศ อ่ำถนอม” อดีตข้าราชการตำรวจวัย 34 ปี เจ้าของเพจ “ผู้กองเบนซ์ - Capt.Benz” ที่โด่งดังจากการทำคลิปวีดิโอย่อยเนื้อหาธรรมะให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย ในสไตล์ แรง ชัด จัดหนัก จัดเต็ม ผลงานของเขากลายไวรัลว่อนโลกออนไลน์ และส่งให้มีผู้ติดตามเพจทะลุ 2,000,000 คนไปแล้ว

“1 คลิปมีคนชอบ 10 คน คนด่า 1 คน เป็นแบบนี้เสมอ มีคนชอบมากกว่าเพราะอะไร คนที่ชอบคือเขาเห็นด้วยว่าการสื่อสารแบบนี้มันคือใช่เลย ทำให้คนสะอึกได้ ทำให้คนเปลี่ยนแปลงได้ ผมไม่ได้ด่าคน ผมด่าไอ้ตัวกระจอกในตัวเขา ตัวกระจอกในใจเขา ที่เขามีอาการเพราะตัวกระจอกในใจเขามันมี ไม่เคยถูกใครหาเจอ แล้วผมหาเจอ ปรากฏว่ากระทบกระเทือน คนที่คิดได้เขาก็อยากจะเปลี่ยนแปลง”

แม้จะมีแฟนคลับถึงหลักล้าน แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายต่อคนตั้งข้อสังเกตถึงเนื้อหาที่นำเสนอออกมา อย่างประเด็นดรามาล่าสุด คือคลิป “พระพุทธเจ้าทิ้งลูกเมีย” ที่เขาเรียกคนที่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าทิ้งลูกทิ้งเมียเป็น “เตรัจฉาน” ฟังดูเหมือนกับการกดคนอื่นให้ต่ำลงก็ไม่ปาน

ประกอบกับที่ผ่านมาเมื่อมีคนทักท้วง กลับกลายเป็นว่าถูกบล็อกและแบนออกจากเพจไปดื้อๆ รวมถึงเรื่องการนำเสนอในแต่ละคลิปที่ดู จะหยาบคายเกินความจำเป็นไปสักหน่อย

งานนี้ ผู้กองเบนซ์ เปิดใจทุกข้อกล่าวหา เคลียร์ประเด็นดรามาและชีวิตส่วนตัว หมดเปลือก!!!


คลิปต้นเรื่องสุดดรามา

“ผมไม่มีเจตนาให้คนเจ็บช้ำน้ำใจจากคำพูดของผม แต่ผมตั้งใจที่จะให้ตระหนัก ให้เห็นว่าถ้าคุณรู้สึกอะไรกับสิ่งนี้แสดงว่าคุณต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง แต่ในขณะเดียวกันคนที่แชร์คนที่ชอบ มีคนที่ไม่ได้ไม่เห็นด้วยอยู่แล้วมีเยอะกว่า ผมมั่นใจมันมีประโยชน์

ถ้าอิงตามตำรา คำแปลมันมี 2 หลักใหญ่ๆ ที่เรียกว่าแปลตามพยัญชนะ ต้องแปลตรงตัว เดรัจฉานแปลว่าผู้ไปทางขวาง ต้องดูกระดูกสันหลัง ขวางอะไร แล้วนกมันไปทางดิ่งไม่ใช่เดรัจฉานเหรอ แปลอีกประเภทนึงเขาเรียก แปลโดยอรรถ ซึ่งในราชบัณฑิตก็อธิบายไว้ว่าแปลตรงตัวคือผู้ไปทางขวาง แต่ฝ่ายศาสนาบอกว่าหมายถึงผู้ไปทางขวาง ขวางโลก ขวางธรรม มันไม่เหมือนกันเลย

แต่สิ่งที่ผมแปล แปลโดยธรรม จริงๆ ผมไม่ได้คิดเองเลย มีคนพูดไว้ก่อนแล้ว เต แปลว่า สาม รัจฉาน แปลว่าทางเดิน เดินไป 3 ทาง กิน นอน สืบพันธุ์ เอาคำครูบาอาจารย์มาพูด สัตว์เดรัจฉานต่างกับมนุษย์ตรงนี้ มันเอาชีวิตรอดอย่างเดียว ใช้สัญชาตญาณอย่างเดียว แต่มนุษย์ใช้ปัญญา ยังคงยืนยัน กูแปลแบบนี้แหละ ใครจะว่ากูแปลผิด มึงก็เปิดดูในตำราเหมือนกัน”



อีกประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน มาจากคลิปหนึ่งที่กล่าวถึงการเลือกคบคน โดยมีการเปรียบเทียบว่า จะคบคน 10 บาท หรือคน 10 ล้าน จนถูกตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องตีค่าคนด้วยเงินด้วย ทางด้านเจ้าของเพจดังก็ชี้แจงว่า ตัวเลขที่กล่าวถึงนั้นคือจำนวนการกระทำ ไม่ได้หมายถึงเม็ดเงินแต่อย่างใด

“ไม่ได้หมายความว่าให้ไปคบคนที่มีตังค์เยอะๆ ไม่ใช่ ถ้าเราตั้งเป้าหมายอยากเป็นมนุษย์เงินล้าน แต่คนรอบๆ ตัวเรา ความคิด 10 บาท ความตั้งใจ 10 บาท วินัย 10 บาท ความฝัน 10 บาท มันจะไปไหวยังไง มันไม่มีจุดให้เราไปต่อ เราก็ต้องเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนที่คิดดี คิดไปข้างหน้า พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

ไม่ได้กดคนให้ต่ำลง เราพูดความจริง แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นกับความคิดเขา ธรรมะไม่ได้อยู่ที่คนพูดเลย อยู่ที่คนฟัง พูดอะไรก็แล้วแต่มันจะมองได้หมด คนหลักแสนหลักล้าน ถึงแม้ไม่มีเงินก็มีความสุข ผมโชคดีมีครูบาอาจารย์ที่เข้าไปหาแล้วได้ความสุข ท่านไม่ได้มีทรัพย์สินมากมาย มีผ้า 3 ผืน บาตร ทั้งหมดทั้งสิ้นจะบอกว่าคนที่มีค่ามากกว่านั้น คือคนที่มีอยู่สิ่งเดียว รับผิดชอบ คนไม่รับผิดชอบคือคนราคาถูก

คำถามที่ว่า ถ่อยแล้วเท่เหรอ แล้วคิดว่าด่าคนอื่นว่าถ่อยแล้วมันเท่กว่าเหรอ กูเป็นคนถ่อยอยู่แล้ว กูเป็นของกูอย่างนี้อยู่แล้ว ไปถามใครก็ได้ เราเรียบร้อยไม่ได้ เราเรียบร้อยแล้วเราอึดอัด คำถามนี้ อ.เฉลิมชัยก็ถูกตั้งคำถาม ก็ตอบแบบนี้แหละ กูไม่ได้ถ่อย กูเป็นของกูอย่างนี้อยู่แล้ว เคลียร์(หัวเราะ)”



ส่วนประเด็นที่ว่า หากไม่พอใจใครก็บล็อกนั้น เขาได้ตอบว่า “มีคนแซวว่าระหว่างเพจ Drama-Addict กับเพจผู้กองเบนซ์ ใครบล็อกเก่งกว่ากัน เพจกูครับนักบล็อกในตำนาน เราสร้างเพจเหมือนสร้างสวนสาธารณะ ใครจะเข้ามาก็ได้ ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่เข้ามาแล้วมาขี้กลางเลนจักรยาน ไม่ได้ เราก็ต้องให้ รปภ.ลากออกไป แล้วก็ติดป้ายประกาศข้างหน้า ห้ามเข้า เราแคร์คนที่เขาตามแล้วเขาได้ประโยชน์จากเรา

เอาเวลาด่าเราไปทำอย่างอื่นเถอะ ชีวิตจะได้เจริญกว่านั้น ด่ากูกูไม่สะทกสะท้านหรอก เวลามีค่าที่สุด ไม่ว่าเรื่องที่ผมทำ จะมีประโยชน์มากกว่านี้ ยังไงต้องมีดรามา คนมาสอนทำกับข้าวก็มีคนด่า เราแพร่เนื้อหาของเราลงไปในโลกออนไลน์ โลกแห่งความคิดเห็น ซึ่งต้องย้อนกลับมาเรื่องเดิม ความคิดเห็นพวกนั้นมีคุณวุฒิมากแค่ไหนที่เราจะจัดการ ส่วนใหญ่ไม่มีไง อย่าเสียเวลากับเรื่องแบบนี้ ใครไม่เข้าใจบล็อกแม่งไป ไม่ต้องเจอกันชาตินี้ จบ สวัสดี”


บวชอยู่ที่ใจไม่ใช่ผ้าเหลือง



“ผมบวช 2 ครั้ง ครั้งแรกปี 2555 บวชพรรษานึง ความรู้ทางธรรมะได้มาจากตรงนั้น ที่เพิ่งมาบวชคิ้วยังไม่ขึ้นคือบวชข้ามปี ไม่ใช่ว่าบวช 15 วันแล้วเก่งธรรมะ ไม่ใช่ แล้วอยู่ในเวย์ของธรรมะมาตลอด แต่จริงๆ แล้วเป็นมาตั้งแต่เด็ก เราสวดมนต์กับพ่อ เป็นแบบนี้เสมอๆ โตมาเราก็สวดมนต์ทุกวัน อ่านหนังสือธรรมะ ทั้งฝ่ายธรรมและฝ่ายปาฏิหาริย์ ศึกษามานานแล้ว 1 พรรษาเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ทำให้เราได้เป็นพระ

ที่คนครหาว่า “บวช 1 พรรษาแต่ทำตัวเหมือนเจ้าอาวาส” จริงๆ แล้วมันไม่เกี่ยวกับบวชนานแค่ไหน ต้องถามย้อนกลับไปว่าเจ้าอาวาสที่พูดถึงคือใคร เจ้าอาวาสบางคนอาจจะรู้แค่เปลือก มันไม่เกี่ยวว่าห่มผ้าเหลืองหรือผ้าลาย บวชอยู่ที่ใจไม่ใช่ผ้าเหลือง

ทุกวันนี้ผมบอกเลยทุกๆ เช้า ผมนั่งสมาธิ 10 นาที ผมจินตนาการว่าผมเป็นพระนะ ผมบวชทุกเช้า ทำมาทุกวัน คำพูดของคนพวกนั้นต้องการดึงเราต่ำเฉยๆ แค่นั้นแหละ ขอบคุณมากเลย ธรรมะเป็นของทุกคน ไม่เกี่ยวกับคุณเป็นพระถึงพูดแบบนี้ได้

ธรรมะที่ใช้ในชีวิตแล้วก็ธรรมะที่ใช้กับธุรกิจ เรื่องเดียวกัน มรณานุสติ ระลึกถึงความตายเสมอ ถ้าเราคิดตลอดเวลาว้าเราอาจตายเมื่อไหร่ก็ได้ เราจะอยู่กับปัจจุบัน เราจะมีความสุขกับทุกโมเมนต์ของเรา เราจะไม่ยอมให้ความคิดเห็นแย่ๆ มารบกวนสิ่งที่เราทำ ระลึกถึงความตายแล้วเราจะทำทุกอย่างเต็มที่ ทุกลมหายใจเข้าออก อย่าประมาทกับการใช้ชีวิต อย่าผัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด”


ชีวิตเปลี่ยนเพราะ “สติ๊กเกอร์ไลน์”

หลังเคลียร์ทุกข้อสงสัยไปเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาเจาะลึกเส้นทางชีวิตของชายนามว่า สี่ทิศ อ่ำถนอม ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาเคยรับราชการติดยศร้อยตำรวจเอก และยังเคยปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากมีเวลาว่างจากการทำงานเมื่อไร ก็เป็นต้องได้คิดหาช่องทางสร้างรายได้เสริมจากเงินเดือนที่ได้รับเสมอ

โชคดีที่เขาบังเอิญค้นพบช่องทางใหม่ในตอนนั้น นั่นก็คือการสร้างสติ๊กเกอร์ไลน์ ที่ต้องใช้การสร้างสรรค์ตัวการ์ตูนขึ้นมา ทว่า...การวาดภาพกลับไม่ใช่งานที่เขาถนัดเอาเสียเลย

“วันนึงมีเวลากับสติ๊กเกอร์ไลน์ชั่วโมงนึงก็เยอะมากแล้วครับ เพราะอยู่ใต้ลาดตระเวนวันนึงก็ 2 รอบ รายได้มันไม่ค่อยพอ เราก็เป็นคนที่แม้ว่าจะลาดตระเวนอยู่ รบอยู่ แต่เราก็หาทุกวิถีทางที่จะมีรายได้มากขึ้น จนกระทั่งไปเจอแอปพลิเคชันไลน์ ตัวเราเองเป็นคนที่ชอบสนุก ชอบกวนประสาทชาวบ้าน เวลาสั่งงานกันในไลน์กลุ่มทางการ เราก็ชอบส่งสติ๊กเกอร์ไลน์ฟรี ที่แบบว่า...อั๊ย เจ้านายก็ด่า รุ่นพี่ก็ด่า


โด่งดังจากสติ๊กเกอร์ไลน์ชุด "ชีวิตประจำวันของตำรวจน้อย"

มันก็มีอะไรหลายๆ อย่างผสมกัน ทั้งอยากมีรายได้มากขึ้น ทั้งอยากมีสติ๊กเกอร์ไลน์ตำรวจด้วย มันบรรจบกันตรงที่ว่าเราไปเห็นสติ๊กเกอร์ขายหัวเราะของคนไทย ก็เลยค้นหาข้อมูล ดูในยูทูป เราก็ทำตาม ก็ใช้เวลานานเพราะเราวาดรูปไม่เป็น พอตัดสินใจปุ๊บก็หัดวาด

ตัวแรกที่ได้คือ 3 เดือน กว่าจะวาดแล้วโอเคอันนี้สวย ที่เหลือก็ค่อยๆ วาดแล้วส่งไปญี่ปุ่น ก็พิจารณาอีกหลายเดือนกว่าจะผ่านก็เป็นปี ทำเสร็จเรียบร้อยก็ได้ตังค์มา เดือนที่ได้สูงสุดเดือนละแสน ได้จริงเว้ยเฮ้ย เราเริ่มทำแล้วมีไอเดียจากคนอื่นมา ทำ ตชด.มั่งสิ ทำสายตรวจมั่งสิ ทำตำรวจหญิงมั่งสิ เราก็ทำไปเรื่อยๆ แล้วชีวิตก็ดีขึ้นตามลำดับ

หลังจากสติ๊กเกอร์ไลน์ ชีวิตประจำวันของตำรวจน้อย ชุดแรกสำเร็จ เขาก็ผลิตชุดอื่นๆ ออกมา โดยยังคงอยู่ในคอนเซปต์ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ทั้ง เรื่องวุ่นๆ ของตำรวจหญิง,เรารักด่านตรวจ,ตชด.ตำรวจชั้นดี และตำรวจดุ๊กดิ๊ก



แต่จุดที่เปลี่ยนทำให้เปลี่ยนชีวิตผู้กองหนุ่มคนนี้ ไม่ใช่จากการทำสติ๊กเกอร์ไลน์ขาย หากแต่เป็นตอนที่มีคนมาขอให้สอนการทำสติ๊กเกอร์ไลน์แบบออนไลน์ ซึ่งตรงนี้ได้สร้างรายได้ให้กับเขาแบบก้าวกระโดด และเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเป็นโค้ชด้านการทำธุรกิจอย่างทุกวันนี้

“เราทำตั้งแต่ปี 56 คิดแค่ฉันมีรายได้จากการวาดรูป ฉันชอบเรื่องนี้แค่นั้นเลย พอปี 58 มีน้องเขาเห็นว่าเราทำสติ๊กเกอร์ไลน์เป็นรายได้เสริมก็มาขอให้สอน แต่พอสอนฟรีเขาก็ไม่ตั้งใจ แต่เขาทิ้งมรดกทางความคิดที่ยิ่งใหญ่ไว้เลย คือเราสามารถสอนคนได้ โอเค ไม่เป็นไร เลยอัดคลิปแล้วบอกคนในเฟซบุ๊กจะสอนสร้างสติ๊กเกอร์ไลน์ เราก็เลยตั้งราคา 2,500 ต่อคน ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก ครั้งแรกที่โพสท์ลงไปแค่ 7 วัน รายได้ก็หลายแสน สิ่งนี้มันเป็นไปได้นี่หว่า เราเจอธุรกิจใหม่

ตอนนั้นตัวคนเดียวไม่ได้มีทีมใหญ่โตขนาดนี้ ผมอัดคลิปไม่เป็น เราดูในยูทูปเขาก็บอกว่าต้องทำยังไง ต้องมีกล้อง เรามีมือถือยังกล้อมแกล้มได้ ต้องมีขาตั้ง เรามีแต่หนังสือ ก็เอามาตั้งๆๆ แล้วก็อัดคลิปทั้งวันไปตัดอีกวัน เรียนรู้เองหมด ตัดครั้งแรกในชีวิตเพื่อเอาแค่ 8 นาทีที่สื่อสารชัดๆ แล้วคนในกูเกิลบอกต้องมีกรีนสกรีน ก็ให้ทหารไปซื้อผ้ามาให้ขึงข้างหลัง ทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยซื้อผ้าผืนนั้นมาทำไม มันไม่ได้จำเป็น(หัวเราะ) คิดยังเจ็บใจอยู่เลยนะ กูรอผ้าสีเขียวทั้งวัน


สมัยสอนทำสติ๊กเกอร์ไลน์

ตอนแรกไม่ได้เปิดเพจ ทุกอย่างในเฟซบุ๊กส่วนตัวหมด แล้วเฟซบุ๊กส่วนตัวเริ่มจัดการไม่ได้ คนเข้ามาเยอะเกินไป เราก็เลยตัดสินใจเปิดเพจแรกในชีวิต “สติ๊กเกอร์ไลน์ สร้างรายได้ไม่รู้จบ” รันเรื่องสติ๊กเกอร์ไลน์ไป หลังจากนั้นเปิดคอร์สหลายรุ่นเข้าก็เริ่มมีเงินล้านแล้ว เราก็เลยคิดว่าตัวเองเป็นข้าราชการที่เป็นแบบอย่างให้คนอื่นได้ สามารถสร้างเงินล้านได้แม้จะทำงาน Full Time ผมอยู่ใต้ เป็นทหารเสือ ผมไม่มีเวลาเลย ยังทำได้ทำไมคุณทำไมได้ เลยตั้งเพจ “ข้าราชการนอกกะลา” ควบคู่กัน

พอมีคนเรียนสติ๊กเกอร์ไลน์แล้วถามว่า “ผู้กอง พูดหน้ากล้องยังไงให้มันมั่นใจ ไม่รู้สึกว่าเขินกล้อง” เราก็เฮ้ย...เรื่องนี้มันเป็นปัญหาของคนเหรอ ถ้าเราจะสอนเรื่องนี้มีใครสนใจบ้าง โพสท์ไปดื้อๆ คนก็พิมพ์มา สนใจๆๆ อันนี้สอนได้อีกเหรอวะเนี่ย(ดีดนิ้ว) ถ้าสอนได้ก็เอาเว้ย เลยโพสท์คอร์สชื่อ “พูดหน้ากล้องยังไงให้มีเงินใช้เป็นล้าน” ก็มีคนมาเรียน”

แต่กว่าที่เจ้าของสติ๊กเกอร์ไลน์ตำรวจ จะประสบความสำเร็จในฐานะเจ้าของแฟนเพจที่มีผู้ติดตามหลักล้าน และวิทยากรด้านการทำธุรกิจอย่างทุกวันนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บอกเลยว่าหกล้มคลุกคลานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

“ถามว่าความล้มเหลวมีมั้ย มีอยู่แล้ว ผมไม่ได้วาดแค่ตำรวจอย่างเดียว ผมวาดหมาด้วย เพราะตอนนั้นไม่ได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจ ไม่เข้าใจมาร์เก็ตติ้ง ไม่เข้าใจคำว่ากลุ่มเป้าหมาย เราก็ทำไปหมาน่ารักคนต้องโหลด เงียบกริบ แต่เราได้เรียนรู้ ของผมผิดพลาดตรงที่ว่าไม่ตีโจทย์ตรงนี้ คิดแค่ว่าคนรักหมา แล้วหมาวาดยากกว่าคนอีก 40 รูป หน้าไม่เหมือนกันซักรูป ไม่เวิร์ค



เรื่องการสอนเหมือนกัน เราไม่ได้บอกว่าอยู่ดีๆ ตั้งตัวขึ้นมาสอน ตอนเป็นตำรวจผมเก็บเล็กผสมน้อย ตอนอยู่ใต้ทั้งรบด้วย ทั้งสอนหนังสือด้วย นี่คือเราเก็บสะสมมา มันเกิดธุรกิจการสอน ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เราลุกขึ้นมาสอน เราสอนพอเป็นบ้างจากความล้มเหลวที่ผ่านมาทั้งหมด

ต้องลองก่อน ไปผิดให้เยอะ ไปลองผิด คนที่ประสบความสำเร็จเขาผิดมาตั้งเท่าไหร่ ก่อนหน้านั้นหนังชีวิตเลยนะ อยากให้ทุกคนคิดว่า การผิดคือการสะสมเลข 0 ไป หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน พอมันเจอสิ่งที่ใช่อย่างนึงปุ๊บ มันเป็นเลข 1 แล้วไปปรากฏตรงไหน นั่นแหละมูลค่าความสำเร็จทั้งหมด

ผมจะบอกว่าชีวิตเราไม่มีถูกกับผิด มันมีแค่นี้ถูกกับเรียนรู้ ถ้าเกิดว่าเราทำอะไรก็แล้วแต่มีแต่ศูนย์ๆๆ แปลว่าอะไร แปลว่ามึงต้องทำอีก มันยังไม่ใช่ก็แค่นั้น ไม่ใช่บอกว่าฉันท้อ ทุกความล้มเหลวมีบทเรียนเสมอ ทุกความล้มเหลวมีอะไรให้เราเรียนรู้เสมอ”


“สำเร็จ” แทบทุกก้าวที่เลือกเดิน


ครอบครัวอ่ำถนอม

“แม่เหมือนน้ำ พ่อเหมือนไฟ 70 เปอร์เซ็นต์ในตัวเรามาจากพ่อเลย ความกล้า ความตรงไปตรงมา ความโผงผาง ความพูดจริงทำจริง ความใจใหญ่ ความไม่กลัวภัยต่างๆ ส่วนแม่คอยโอบอุ้ม ซึมซับ เราได้ความใจเย็น มองโลกในความเป็นจริง แต่ความเป็นตัวเราในทุกวันนี้ ได้จากลูกน้องที่ตอนเราเป็นตำรวจ แล้วก็สังคมหล่อหลอมให้เราเป็นคนแบบนี้

โดยเฉพาะลูกน้องพลร่ม สอนผมเยอะมาก เป็นลูกน้องที่เก่งกว่าผม ผ่านอะไรมาเยอะกว่าผม ผมซึ่งไม่มีประสบการณ์อะไรเลยนะตอนนั้นก็เรียนรู้จากพวกเขา คนที่แกร่ง อ่อนนอกแข็งในมันเป็นยังไง ข้างนอกเราไม่มีพิษภัยหรอก แต่ข้างในเราก็มีเส้นของเรา มีขอบเขตของเรา ใครมาแตะต้องตัวตนเนื้อแท้เราก็ไม่ยอม

ถามว่าอ่อนไหวมั้ย บางเรื่อง ครอบครัว ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ใครมาแตะไม่ได้ ตอนพ่อตาย เสียใจมาก เรียนจบ 3 เดือน เราเลยรู้สึกว่ายิ่งเราโต พ่อแม่ยิ่งเริ่มตาย กับตอนช่วงเป็นทหารเสือปืนลั่นใส่ โชคดีที่มันเฉียดหน้าไปนิดเดียว กระสุนมันพุ่งออกมาเห็นหน้าแม่เลย เราก็แบบ...เหลือแม่นี่หว่า ต้องรีบดูแลแม่ จากที่เราเคยคิดว่ายิ่งโตพ่อแม่ยิ่งตาย เราคิดใหม่ กูเองยังเอาไม่รอด เพราะฉะนั้นอยากทำอะไรทำเลย แค่ไม่เดือนร้อนใครพอแล้ว

ถามว่าผมประสบความสําเร็จในชีวิตมั้ย ประสบความสำเร็จสิ เราสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยได้ เราเป็นตำรวจที่ดีได้ เราได้ไปอยู่ใต้ ได้ไปรบ ไปทำหน้าที่ที่เราอยากทำ เป็นทหารเสือ เราทำธุรกิจมีเงิน สร้างตัวเลขได้หลายล้าน เราเสียภาษีปีนึงหลักแสน มีเพื่อน ทีมงาน คนรอบตัวที่มีความสุขกับการทำงานกับเรา ทุกสิ่งทุกอย่างประสบความสำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีตังค์เยอะกว่านี้อีกกี่เท่า หรือไม่มีตังค์เลย ความสําเร็จมันอยู่ที่ใจ เรามีความสุข นั่นแหละความสําเร็จ”


“เราทำประโยชน์ได้มากกว่าดาวบนบ่า”

“พ่อเป็นนักรบ เป็นทหารเสือราชินี ไปรบตั้งแต่เวียดนามใต้ เขาค้อ หล่มสัก เราได้ยินเรื่องราวแบบนี้มาแล้วก็ … ผู้ชายที่โตขึ้นมาแล้วได้ออกรบคือได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เราก็รู้สึกว่า ต้องทำแบบนี้ให้ได้ ภาวนาเลยนะตอนเรียนจบมา มีสงครามๆๆ กูจะได้ออกรบ คิดแบบเด็กๆ ไง”

แม้อาชีพตำรวจตระเวนชายแดน ปฏิบัติงานในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นอาชีพในฝัน ที่ถูกถ่ายทอดผ่านยีนส์นักรบจากคุณพ่อผู้เป็นทหารกล้า แต่เมื่อมาถึงจุดจุดหนึ่ง ก็ทำให้ผู้กองหนุ่มคนนี้ ตัดสินใจหันหลังให้กับเส้นทางสายราชการ เพื่อเดินหน้าให้กับงานสายธุรกิจแทน


ปฏิบัติหน้าที่ “ทหารเสือราชินี”

“เราทำธุรกิจ เราทำราชการ แล้วก็ถูกคำสั่งขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ เป็นทหารเสือราชินี ตอนแรกมีคนเชิญไปนู่นไปนี่ ก็พอเจียดเวลาไปได้ แต่พอมีคนเชิญมากเข้าๆๆ มันเริ่มที่จะต้องลาราชการเป็น 10 วันเพื่อไปทำธุรกิจ เลยรู้สึกว่า นี่มันเบียดบังเวลาราชการ บางทีเราต้องไปต่างประเทศต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชา ก็เลยถึงจุดที่ตัดสินใจ จะทำธุรกิจหรือเป็นตำรวจต่อไป ปรากฏว่าชั่งใจไปมา ธุรกิจดีกว่า เราทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่าดาว(บนบ่า)ของเรา อิมแพคที่เราสร้างให้ผู้คนมันใหญ่กว่าดาว”

อีกอย่างหนึ่งก็คือ สิ้นในหลวง เป็นแรงผลักดันนึงที่สำคัญเหมือน ฉันหมดแรงจูงใจในหน้าที่ราชการ แต่เราภักดีเสมอนะ เราแค่บอกว่าฉันตัดสินใจเด็ดขาด เรารู้ว่าธุรกิจมันคือคุณค่า ถ้าเป็นตำรวจต่อไปมันเปลี่ยนแปลงได้เฉพาะบางหน้าที่ แต่ถ้าเราทำธุรกิจ เราช่วยคนด้วยวิธีไหนก็ได้ตามใจเลย ไม่มีผู้บังคับบัญชาแล้ว แต่เรารู้ว่าศักยภาพที่เรามีมันมากกว่าตำรวจเลยตัดสินใจออก



ยังรักความเป็นตำรวจอยู่ ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นตำรวจจนถึงทุกวันนี้ ไปไหนมาไหนก็พกปืน คือรู้สึกว่าถ้ามีเหตุร้ายตรงหน้า ฉันพร้อมที่จะช่วย ไม่สนว่าสถานะไม่ใช่ตำรวจแล้ว แต่ว่าเราไม่อยากเบียดบังเวลาราชการ มันเป็นเงินของพี่น้องประชาชนที่จ่ายมา เราทำประโยชน์ได้ เราดูแลประชาชนได้ โดยที่เราไม่เป็นตำรวจแล้ว”
สำหรับสาเหตุที่ลาออกนั้น อดีต ตชด. ให้เหตุผลว่าหากออกทำธุรกิจอย่างเต็มตัว จะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้มากกว่า ไม่ใช่เพราะงานข้าราชการเงินน้อยตามที่มีกระแสดรามาไปก่อนหน้านี้

“ด้วยการที่ตำรวจของเราไม่ใช่ตำรวจท้องถิ่น ต้องอิงกับส่วนกลาง ระดับเงินเดือนก็มาจากส่วนกลาง ส่วนกลางคือคนที่ไม่ได้เป็นตำรวจ ไม่ได้เข้าใจว่าตำรวจเสี่ยงชิบหาย แต่เงินได้เท่าข้าราชการทั่วไป เหมือนต่างประเทศเป็นตำรวจรัฐ ตำรวจมลรัฐ เงินเดือนไม่เท่ากัน เพราะคนที่มีอำนาจในการออกกฎหมายเข้าใจตำรวจจริงๆ แต่ของประเทศไทยไม่ใช่

ถามว่าเงินน้อยมั้ย ส่วนนึง อีกส่วนคือวินัยทางการเงินน้อย ผมทำธุรกิจสติ๊กเกอร์ไลน์ ทำคอร์สออนไลน์ก็แล้วแต่ หัวใจเศรษฐีมี 4 ข้อ อุ อา กะ สะ หาเงินได้ ใช้เงินฉลาด เก่งกาจผู้คน ดำรงตนสมฐานะ 4 ข้อ ผมเก่งข้อเดียว หาเงินได้ พอรายได้สติ๊กเกอร์ไลน์แม่งลง เกิดอะไรขึ้น วิกฤตอีกรอบนึง เราไม่มีวินัยทางการเงินจะมาโทษว่าเงินน้อยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโทษตัวเองด้วย แต่ตอนนี้มีแล้ว 4 อย่างนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 3 เรื่องคบคน



เงินเป็นตัวชี้วัดว่าสิ่งที่เราทำมีคนตอบรับ แก่นธุรกิจคือการช่วยคน ท้ายที่สุดแล้วธุรกิจมันช่วยคนมากกว่าการเป็นตำรวจเยอะมาก เราเลยตัดสินใจ ไม่เกี่ยวเรื่องเงิน เอาจริงๆ ถ้ารับราชการตำรวจต่อไป ผมเป็นนายพลนะ ผมเชื่อว่าผมมีโอกาสทางธุรกิจเข้ามามากมายกว่านี้อีก เราออกมาดีกว่า เรารักชีวิตแบบนี้”

เมื่อถามว่า รู้สึกยังไงกับการที่คนในสังคมมองภาพของวงการตำรวจมักจะมาคู่กับภาพลบๆ เขาตอบว่าเป็นเรื่องปกติ พร้อมกันนี้ยังได้วิเคราะห์ถึงช่องโหว่ระบบราชการ ผ่านมุมมองของคนที่เคยอยู่ในแวดวงนี้มานานถึง 12 ปี

“ถามผมว่าภาพลักษณ์ของตำรวจกับอะไรเทาๆ แบบนี้เป็นของคู่กันรู้สึกยังไง รู้สึกปกติ มันต้องมีอยู่แล้ว ตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลส มีความโลภ ผมรับราชการตำรวจ 12 ปี ฉ้อราษฎร์กับบังหลวงไม่เคยแม้แต่บาทเดียว อยู่ที่ปายเคยมีตอนเป็นตำรวจโรงพัก รถคัน บ้านหลัง เมียคน พาลูกสาวมานั่งข้างๆ ประเคนใส่พานให้เลย ผมไม่เอา ยังไงก็ไม่เอา มันอยู่ที่เรา



พอคนอยากทำอะไรแปลกๆ ขัดต่อกฎหมาย มาเจอกับตำรวจที่ขาดจิตสำนึก มันเลยเกิดการทุจริตเกิดขึ้น แต่ถ้ามาเจอกับตำรวจที่สุจริต ตรงนั้นก็ไม่เกิด หลายโหว่เหลือเกิน เอาจริงๆ มันมีอยู่แล้ว เอกชนก็มี ตำรวจเผลอๆ อาจจะน้อยกว่าข้าราชการบางประเภทก็ได้ แต่ทุกวันนี้โชคดีมีโซเชียลมีเดีย เราสู้ด้วยวิธีการตรงๆ ไม่ได้ เราสู้ด้วยโซเชียลฯได้

ที่มันคงอยู่ได้เพราะคำเดียว ศักดิ์สิทธิ์ โอเคยอมรับ กองทัพศักดิ์สิทธิ์ ตำรวจศักดิ์สิทธิ์ แต่อย่าลืมว่าโลกมันเปลี่ยน คำว่าศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องเปลี่ยนไป ศักดิ์คือคุณมีความเคารพนับถือ สิทธิคือคุณมีอำนาจหน้าที่และทำตามความคาดหวังของประชาชนมากแค่ไหน เรายึดคำว่าศักดิ์สิทธิ์ โดยที่เราให้ความหมายว่าแตะต้องไม่ได้ แท้จริงแล้วมันแตะต้องได้ มันต้องทำตามความคาดหวังของประชาชนได้ ไม่ใช่เอารัดเอาเปรียบเขา ถ้าผู้นำองค์กรไม่สามารถรับฟังคนในองค์กรได้ องค์กรนั้นมีปัญหาแล้ว”

หมดหลายล้าน สู่การเป็นเทรนเนอร์!

“ผมสอนออนไลน์เสร็จปุ๊บแล้วมาทำออฟไลน์ แต่ไม่มีองค์ความรู้ ไม่รู้จะพูดยังไง ก็เลยมีโอกาสได้ไปเข้าคอร์สคอร์สนึง ของฝรั่ง ผมก็ลงทุนเลยหมดเงินไปหลายล้านเพื่อเป็นเทรนเนอร์ตามแนวทางของ แบลร์ ซิงเกอร์(Blair Singer) เรียนที่สิงคโปร์ ที่เวียดนาม มันหลายหลักสูตร 1-6 เก็บครบจนได้ certify ระหว่างเรียนก็สอนไปด้วย แต่จุดที่ตัดสินใจสอนออฟไลน์คือหลังจากที่เราเรียนกับแบลร์นั่นแหละ พอเขาสอนถึงจุดจุดนึงเราก็เอากระบวนการนี้มาเปลี่ยนคนภายใต้ certify ของเขาได้จริงๆ

เขา(แบลร์)คือเทรนเนอร์ ด้านจิตวิญญาณ เราเรียนลึกเข้าๆ เขาเป็นคนที่จิตวิญญาณสูงส่งมาก เหมือนพระรูปนึง ทุกวันนี้ก็ไปเรียนกับเขาอยู่ ไปปีนเขาคิลิมันจาโรกับเขา ปีนี้จะไปอีกรอบนึงเดือนกรกฎาคม น่าจะเป็นคนไทยคนแรกที่ไปคิลิมันจาโร 2 ครั้ง ปีนี้จะ 3 ครั้ง ก็ไปเรื่อยๆ ทุกปี”


ศึกษาการเป็นสุดยอดเทรนเนอร์กับ แบลร์ ซิงเกอร์

แม้จะมีสกิลด้านการพูดมากเพียงใด แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการสอน ผู้กองเบนซ์ หลังจากตัดสินใจออกจากงานราชการอย่างเต็มตัวเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และหันมาเอาดีด้านการเป็น ครูฝึกหรือเทรนเนอร์ ภายใต้หลักสูตรของ แบลร์ ซิงเกอร์ เทรนเนอร์ระดับตำนานที่เหล่าเทรนเนอร์ชั้นนำให้การยอมรับ เขาย้ำว่าสิ่งที่ทำอยู่ ไม่ใช่การเป็นไลฟ์โค้ช ตามที่ทุกคนเข้าใจ

“ไปเรียนวิชาเทรนเนอร์ ว่าเทรนเนอร์ที่ดีต้องมีกระบวนการยังไง พาคนจากจุดนึงไปอีกจุดนึงต้องทำยังไง ผมไม่ใช่ไลฟ์โค้ช ผมโค้ชคนเรื่องชีวิตไม่เป็น ผมอาจจะตั้งคำถามคนเป็น ทำให้คนคิดอะไรได้ แต่โดนเนื้อแท้ โดยธุรกิจตอนนี้ ผมเป็นเทรนเนอร์คือวิทยากรกระบวนการ


พิชิตเขาคิลิมันจาโร

Facilitator มันยิ่งกว่าเทรนเนอร์ มันยิ่งกว่าฝึกคน สอนคน แต่มันสามารถสร้างสภาพแวดล้อมอะไรบางอย่างให้คนเกิดการเปลี่ยนแปลงในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งได้ ใครมาเทรนกับผมเขาจะไม่ได้แค่คอนเทนท์ แต่เขาจะได้อะไรบางอย่างกลับออกไป เพื่อที่เขาจะได้เริ่มลงมือทำในสิ่งที่เขาต้องการ คำว่าไลฟ์โค้ชคือมีปัญหาในชีวิต ปัญหาความสัมพันธ์ จะแก้ปัญหายังไง

ผมไม่ใช่แบบนั้นเลย ไม่ได้อินกับสิ่งนั้นด้วย ผมคนละประเภทเลย โค้ชคนไม่เป็น ด่าเป็นอย่างเดียว ต้องดูก่อนว่าเราเป็นเทรนเนอร์เพื่ออะไร เพื่อสอนคนจากประสบการณ์ที่เราเปลี่ยนแปลงมาแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำ แม้จะทำให้เขาเจ็บ แม้ว่าจะทำให้เขามีน้ำตาหรืออะไรก็แล้วแต่ ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด



แต่สิ่งที่ไม่ควรทำคือพูดไม่จริง พูดเรื่องที่เราไม่มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้นใครที่เป็นเทรนเนอร์ยุคนี้ ถามว่ายากมั้ย เป็นไม่ยากหรอก แต่ว่าเราต้องรับแรงกดดันให้ได้ ทุกๆ อาชีพไม่ใช่เฉพาะเทรนเนอร์ แต่เทรนเนอร์มันอยู่ในที่แจ้ง คำพูดของเราบ่งบอกถึงความเป็นตัวเราโดยตรง”
และเมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย กับคำถามที่ว่า โค้ชหรือเทรนเนอร์ จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตหรือไม่ เขาก็ทิ้งท้ายไว้ว่า อาชีพเทรนเนอร์นั้นไม่ต่างจากครู หากครูจำเป็น เทรนเนอร์ก็จำเป็น

“โดยเนื้อแท้ไม่ว่าเทรนเนอร์หรือโค้ช มันคืออาชีพเดียว ครู แล้วอาชีพนี้ถามว่าจำเป็นมั้ย จำเป็นในทุกยุคทุกสมัย ครูเป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก พระพุทธเจ้าเป็นครู พระเยซูเป็นครู พระนบีมูฮัมหมัดเป็นครู อิสปเป็นครู พ่อแม่เราเป็นครู ตัวเราเองบางครั้งก็เป็นครู ไม่ว่าจะถูกเรียกด้วยอะไรก็แล้วแต่ แก่นแกนของมันคือการเป็นครู คำถามคือ ครูจำเป็นมั้ย ถ้าจำเป็น เทรนเนอร์ก็จำเป็น



จริงๆ เรามีไลฟ์โค้ชกันทุกคนอยู่แล้ว เรามีพ่อแม่ มีครู พ่อแม่เขาโค้ชเราโดยที่ไม่รู้ เราเองก็ไม่รู้ ตราบเมื่อมีอาชีพนึงโผล่ขึ้นมาแล้วทำหน้าที่แก้ปัญหาชีวิตให้ผู้คน สิ่งนี้คือไลฟ์โค้ช ถามว่าเราจำเป็นมั้ย ตอนไม่มีปัญหาไม่จำเป็น แต่ตอนมีปัญหามันจำเป็น จำเป็นต้องมีใครบางคนที่รู้วิธีในการช่วยเหลือเราเรื่องความคิด เราอยากเปลี่ยนแปลงมั้ยล่ะ เวลาที่เราทำธุรกิจหรือทำอะไรก็แล้วแต่ เราต้องหาความรู้มั้ย อาจจะต้องมีต้นแบบ มีคนที่ให้แนวทางอะไรบางอย่างได้ ถ้าเรามีเทรนเนอร์เราจะได้อะไรมากกว่าไม่มีเทรนเนอร์อยู่แล้ว

บางทีอยากจะเรียกตัวเองด้วยคำนี้(ครู) มันเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจนะ วันที่ 16 มกราจะมีคนมาขอบคุณเรา ยกพานยกอะไรมาแบบไทยเดิมเลย ที่ปายก็มีคนมารดน้ำขอพรเรา อายุมากกว่าเราอีก เราก็รู้สึกว่า เราเป็นครูแหละ แต่เราไม่ใช่คำนี้เพราะมาร์เก็ตติ้งไม่ได้ ก็เป็นครูด้วย นักธุรกิจด้วย อาจจะโดนด่าใช้คำนี้ ประเทศนี้เหมือนหนังชีวิต ดรามาเยอะ(หัวเราะ)”



อยากมีเงินล้าน ต้องมี “3C”



“รายได้หลักมาจากการสอนออนไลน์ แล้วมันก็แตกไลน์ไปมีธุรกิจอื่นๆ ที่แฝงอยู่ในนั้น รับบรรยาย ที่ปรึกษา ไปเป็นพันธมิตรกับเจ้าอื่น ไม่ใช่แค่สอนอย่างเดียว ทำวิดีโอเฟซบุ๊ก พอโฆษณาแทรกตังค์มาแล้ว เดือนนึงก็ 2-3 แสน ดูแลคนของเราได้ ทีมงานตั้ง 11 คน ถ้าอยากให้ชีวิตพัฒนา ทำธุรกิจซะ ได้อะไรจากตรงนี้เยอะมาก

เราต้องทำให้ได้อย่างน้อยเดือนละล้าน เพราะว่ามันเป็นซิกเนเจอร์เรา เราสอนคนเดือนละล้านทำได้ เราก็ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐาน ผมส่งรายได้ปีก่อนหน้านั้น 10 ล้าน ปีที่แล้วส่งแบบจริงจังเต็มเม็ดเต็มหน่วย 13 ล้าน แสดงว่าเราก็ทำได้ แล้วปีนี้เปิดศักราชมาแค่ 2 เดือน เราก็ซัดไป 5 ล้านกว่า

เวลาคนทำออนไลน์ผมจะให้เขา “3C” 1.Content คุณจะต้องชัดเจนว่าทำอะไร 2.Consistency ต้องสม่ำเสมอ เสมอต้นเสมอปลาย เคยโพสต์เวลานี้ ทำอย่างนี้ๆ แล้วก็คงเส้นคงวา พลังงานคุณเป็นแบบไหน สไตล์การนำเสนอเป็นแบบไหน 3.Charisma ต้องเจอให้ได้ว่าเสน่ห์ของคุณคืออะไร

ยืนอยู่ในหลักการ 3 อย่างนี้ ยังไงก็ประสบความสําเร็จแน่นอน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดใน “3C” คือ Consistency ผมไม่รู้หรอกว่าผมมีเสน่ห์เรื่องอะไร จนมีคนมาบอกมากเข้าๆ พูดธรรมะยากๆ ให้เข้าใจง่ายได้ แล้วก็พูดเข้าไปถึงใจ Charisma ของเราคือการทำเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย แล้วเราก็เป็นแบบนี้จริงๆ

มีคนเคยแขวะผมว่าเป็นประทัด เสียงดังปุ๊บหมายังหัน โคตรแรงเลย มันมี 3 อย่าง ประทัด ประทับ ประทีป คุณเป็นประทัดทำได้แค่หมามอง คุณต้องประทับในใจคนคนจะจำคุณ แต่ดีที่สุดคุณต้องเป็นประทีป เป็นแสงสว่างของเขา แต่ผมบอก “กูเป็นประทีปที่ผูกประทัด”










สัมภาษณ์โดย : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
คลิป : อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพ : ปัญญพัฒน์ เข็มราช
ขอบคุณสถานที่ : ร้านกาแฟเข้าท่า บางกอก




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...