xs
xsm
sm
md
lg

พาหลงนิพพาน? อู้ฟู่ หรูหรา "วัดปากน้ำภาษีเจริญ"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เป็นวัดที่สังคมกำลังให้ความสนใจ สำหรับ "วัดปากน้ำภาษีเจริญ" หลังมีประเด็นร้อนเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ซึ่งมีทั้งกลุ่มสนับสนุนและคัดค้านมติมหาเถรสมาคมที่เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ทูลเกล้าฯ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ทั้งความสัมพันธ์แนบแน่นกับพระธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย และวัตรปฏิบัติอันเป็นที่กังขามากมาย

เกี่ยวกับวัดแห่งนี้ เคยตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จนถูกจับตา และกล่าวขานอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะการแชร์ภาพวาดฝาผนังในมหาเจดีย์ของวัด ซึ่งมีลักษณะคล้าย "สมเด็จช่วง" ขณะโปรดปัญจวัคคีย์จนทีมข่าวผู้จัดการ Live ต้องบุกไปดูให้เห็นกับตาว่าภาพคล้ายเจ้าอาวาสวัดดังยกตนเสมอพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบภาพตามที่เป็นข่าว ทว่ามีร่องรอยทาสีขาวทับภาพวาดบางส่วนอย่างน่าสงสัย

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องการสะสมรถยนต์โบราณ แม้ผู้ดูแลรถเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเป็นซากรถเก่าที่ลูกศิษย์นำไปซ่อมปะผุ จัดซื้ออะไหล่มาประกอบขึ้นใหม่ โดยมีการเสียภาษี และนำไปจดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็ถูกตั้งคำถามอยู่ดีว่า การสะสมรถดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมควรต่อสมณสารูปหรือไม่


เช่นเดียวกับ "ถาวรวัตถุ" ในวัดที่มีโอ่อ่า หรูหรา อลังการ ดูมีความเจริญทางวัตถุจนเกือบจะลืมไปว่า สถานที่แห่งนี้คือ "วัด" ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวอวดความอลังการของสิ่งก่อสร้างภายในวัด ซึ่งมีทั้งอาคารลานจอดรถ สูง 6 ชั้น ไปจนถึงความตระการตามูลค่า 300 ล้านของพระมหาเจดีย์มหารัชมงคล


หรูหราเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือคน


ภายหลังจากมีประเด็นร้อนเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่า วัดแห่งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอีกครั้ง เห็นได้จากการลงพื้นที่สังเกตการณ์ของทีมข่าว Live และคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่วัด พบว่า นอกจากมีประชาชนเดินทางเข้ามาสักการะ และปิดทองรูปหล่อ "หลวงพ่อสด" หรือ "หลวงพ่อวัดปากน้ำ" แล้ว หลายคนยังเดินทางมาชมรถยนต์โบราณที่เป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ




สำหรับครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 ของทีมข่าวในการลงพื้นที่เยี่ยมชม โดยความหรูหรา ใหญ่โตของสิ่งก่อสร้าง และศาสนสถานภายในวัดยังชวนตื่นตาเหมือนเดิม ตั้งแต่ความอลังการของอาคารจอดรถ 6 ชั้น รองรับได้วันละ 900 คัน (เปิดบริการเข้า-ออกตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม) แถมยังมีลิฟต์ให้บริการ โดยอัตราค่าจอดรถ ชั่วโมงที่ 1 จอดฟรี ชั่วโมงที่ 2-3 คิดค่าบริการ 20 บาท ชั่วโมงที่ 4 คิดค่าบริการ 30 บาท ส่วนชั่วโมงที่ 5-15 คิดค่าบริการ 10 บาทต่อชั่วโมง (เศษของชั่วโมงคิดเป็น 1 ชั่วโมง)

หากเดินตรงเข้ามาในวัด บริเวณด้านในของสำนักงานประชาสัมพันธ์ของวัดจะมีรูปหล่อเหมือนของหลวงพ่อสดตั้งอยู่ ซึ่งหล่อขึ้นจากโลหะ และนำมาประดิษฐานไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 โดยในแต่ละวันจะมีผู้คนหลากหลายเข้ามากราบไหว้บูชา อย่างวันที่ทีมข่าวมาลงพื้นที่ได้มีประชาชนจำนวนหนึ่งเดินทางมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต






ส่วนด้านข้างจะเป็นตึกทรงไทย 2 ชั้น ที่ภายในเป็น "หอหลวงพ่อ" หรือเรียกชื่อเต็มๆ ว่า "หอสังเวชนีย์มงคลเทพนิรมิต" ศูนย์รวมใจของชาววัดปากน้ำในการประกอบบุญกุศลต่างๆ โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมถวายหลวงพ่อเป็นประจำทุกวัน

เมื่อเดินออกมา และเดินดูรอบๆ วัด จะพบศิลปกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหอพระไตรปิฎก ซึ่งแต่เดิมนั้นสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่หอไตรหลังที่ปรากฏอยู่นี้ สร้างขึ้นใหม่จากการถอดแบบของเดิม ทำลวดลายเดิม มีการลงรักปิดทองฝาผนังด้านนอกทั้งหลัง


มหาเจดีย์ 5 ชั้น สูงเด่นเป็นสง่า


เดินลึกเข้ามา จะเห็นสิ่งก่อสร้างใหญ่โตสีขาวมองเห็นโดดเด่นตระหง่านด้วยความสูงถึง 80 เมตร เรากำลังพูดถึง "พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล" เจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมผสมทรงกลมมีฐาน 9 ชั้น ประยุกต์ผสมผสานระหว่างศิลปะยุครัตนโกสินทร์กับศิลปะล้านนา ได้รูปแบบมาจากเจดีย์ของวัดโลกโมฬี ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่


แม้จะเป็นวันธรรมดา แต่ก็มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมอยู่เรื่อยๆ หนึ่งในนั้นเป็นคนไทยที่เดินทางมาดูรถยนต์โบราณภายในมหาเจดีย์แห่งนี้โดยเฉพาะ หลังมีข่าวฮือฮาเรื่องการตรวจสอบรถโบราณสุดหรูของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์






สำหรับคำว่า "พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล" เป็นนามที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญองค์ปัจจุบันได้ตั้งขึ้น โดยมีความหมายคือ "มหารัช" หมายถึงแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ และ "มงคล" มาจากราชทินนามของ "พระมงคลเทพมุนี" หรือ "หลวงพ่อสด" นั่นเอง

ด้านงบประมาณก่อสร้างพระมหาเจดีย์แห่งนี้ มีข้อมูลพบว่า ใช้งบฯ ทั้งสิ้น 300 ล้านบาท โดยตัวเจดีย์มีความสูงจากฐานถึงยอด 80 เมตร กว้าง 52 เมตร สูง 52 เมตร มี 5 ชั้น นอกจากเจดีย์แก้วที่ประดิษฐานอยู่บนชั้น 5 ซึ่งเป็นเจดีย์แก้วที่มีความสูง 8 เมตร สร้างจากกระจกที่มีความหนา 1 เซนติเมตรมาซ้อนกัน 800 ชั้น ที่มีอยู่หนึ่งเดียวในประเทศไทยแล้ว


อีกจุดเด่นหนึ่งของพระมหาเจดีย์ฯ ก็คือ บานประตูทางเข้าบริเวณชั้น 2 จำนวน 4 บาน สร้างจากไม้สักทอง และมีการแกะสลักเป็นรูปท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ประกอบด้วย ท้าวธตรัฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ และท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งตามความเชื่อในพระพุทธศาสนา เพื่อคอยให้ความคุ้มครอง และคอยดูแลรักษา โดยมีการลงรักปิดทองอย่างสวยงามจากทองคำเปลว 1 แสนแผ่น พร้อมทั้งประดับด้วยคริสตัล คิดเป็นมูลค่าบานประตูละ 2 ล้านบาท






แต่ละชั้นมีอะไรดี ไปดูกัน

เมื่อเข้าไปด้านในของมหาเจดีย์ ต้องบอกว่า ได้ยินได้ฟัง ไม่เท่ากับมาเห็นด้วยตาของตัวเอง เริ่มจาก ชั้น 5 (ห้องพุทธคุณารมณ์) เพดานเป็นทรงโดมสูง 10 เมตร พื้นเพดานมีดวงดาวทอแสงเป็นประกายระยิบระยับจากแก้วกายสิทธิ์เจียระไนสวารอฟสกี เสริมเติมสีด้วยสีทองคำ ไล่เฉดสีต่างๆ ให้ความรู้สึก สงบ สดชื่น ส่วนรอบๆ โดมจะเป็นภาพเขียนพระพุทธเจ้าที่เป็นตัวแทนแห่งอดีตพุทธ 28 พระองค์


สำหรับจุดเด่นของชั้นนี้คือ เป็นที่ประดิษฐานของเจดีย์แก้วจำลอง กล่าวกันว่า "เป็นเจดีย์แก้วองค์แรกของโลก" มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า "พระรัตนเจดีย์ศรีมหามงคล" จำลองแบบมาจากพระมหาเจดีย์มหารัชมงคล สร้างด้วยแก้วสีเขียวมรกต (ลายกระแสน้ำ) กว่า 800 ชิ้น 800 ชั้น และสูงกว่า 8 เมตรด้วยน้ำหนักกว่า 18 ตัน โดยใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปีภายใต้งบในการสร้างเฉพาะเจดีย์แก้วประมาณ 20 ล้านบาท




ส่วนองค์ประกอบสำคัญของพระเจดีย์แก้วองค์นี้ ได้แก่ พญานาค 80 ตน (เป็นจำนวนที่มาจากพระชนมายุของพระพุทธเจ้า) เพื่อปกป้ององค์พระธาตุ หรือดวงตาพญานาคที่หลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้เมตตามอบดวงแก้วกายสิทธิ์จำนวน 160 คู่ ทำดวงตาพญานาคที่สุกสกาวแวววาวดั่งมีชีวิต นอกจากนั้นยังมีระเบียงให้ออกไปเดินชมทัศนียภาพรอบๆ วัดในมุมสูงด้วย

ลงมาที่ ชั้น 4 (ห้องธัมมคุณารมณ์) เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนบูรพาจารย์ของหลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เช่น พระมหาเถระ และพระเถระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ผู้เป็นต้นแบบด้านคันถธุระ วิปัสสนาธุระ หรือผู้เป็นต้นแบบด้านการบริหาร หรือการปกครอง ประกอบด้วยรูปหล่อทองคำพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือ "หลวงพ่อสดวัดปากน้ำ" ขนาดเท่าครึ่งขององค์จริงหล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์หนักถึง 1 ตัน (1,000 กิโลกรัม)


ส่วนใน ชั้นที่ 3 (ห้องสังฆคุณารมณ์) ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ ของที่ระลึก เครื่องสักการะที่ได้รับถวายมาในโอกาสต่างๆ เช่น พระพุทธรูป รูปเหมือนบูรพาจารย์ พัดยศโบราณ ประวัติเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ซึ่งเขียนด้วยลายมือของท่านเอง






ชั้นที่ 2 (ธรรมกายคุณารมณ์) เป็นพื้นที่ว่างไว้สำหรับจัดประชุม สัมมนา และปฏิบัติธรรม รวมไปถึงพิธีการสำคัญต่างๆ เช่น พิธีมอบประกาศสำนักนายกเรื่อง พระราชทานวิสุงคามสีมา

ปิดท้ายกันที่ "ห้องมหาชนคุณารมณ์" ในชั้น 1 ซึ่งการมาเยือนครั้งนี้ สิ่งของต่างๆ สำหรับจัดแสดงพิพิธภัณฑ์พื้นฐาน และสิ่งของเครื่องใช้โบราณจำนวนมาก ถูกจัดให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เครื่องมือเกษตรกรรม เรือ รถม้า เครื่องเบญจรงค์ เครื่องปั้นดินเผา ภาพถ่ายของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ รวมไปถึงรถยนต์โบราณทั้ง 3 คันที่มีเปลี่ยนตำแหน่งการจัด โดดเด่นเมื่อมองเข้ามาจากทางเข้า ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาในห้องแห่งนี้เห็นจะเป็นโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ยาว และชุดโต๊ะ เก้าอี้สำหรับนั่งพักผ่อน










สำหรับรถยนต์โบราณ โดยเฉพาะรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานครที่เคยตกเป็นข่าวรถต้องสงสัยหลบเลี่ยงภาษีเมื่อ 2 ปีก่อน ล่าสุด "ดีเอสไอ" เข้าตรวจสอบตามคำเชิญ "สมเด็จช่วง" เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งคาดว่าคงจะรู้ผลภายใน 1 เดือน ปัจจุบันรถโบราณทั้ง 3 คันไม่ได้นำมาใช้งาน เพียงนำมาจัดแสดงเพื่อการศึกษาเท่านั้น

ส่วนภาพวาดขนาดใหญ่คล้ายภาพวาดบนผืนผ้าใบที่เคยตกเป็นกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ว่า เคยปรากฏภาพวาดลักษณะคล้ายสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ขณะโปรดปัญจวัคคีย์ และภาพพระปรมาภิไธยอยู่ด้านล่างภาพจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าตีตนเสมอพระพุทธเจ้า ทีมข่าวเคยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อต้นปี 2558 แต่กลับไม่พบภาพลักษณะดังกล่าว


ถ่ายเมื่อต้นปี 2558


ถ่ายล่าสุดวันที่ 21 ม.ค.2559

ทว่า มีร่องรอยทาสีขาวทับภาพวาดบางส่วนอย่างน่าสงสัย เช่นเดียวกับภาพพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ที่อยู่ด้านล่างภาพก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นการทาทับภาพวาดที่ตกเป็นเป้าวิจารณ์หรือไม่ ล่าสุด หลังจากลงพื้นที่ในครั้งนี้ พบว่า รอยทาสีขาวมีการลงพื้นด้วยสีเขียวอ่อนๆ แถมยังมีลวดลายเพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งดูคล้ายจะมีแผนในการวาดรูปอะไรสักอย่าง ส่วนจะเป็นรูปอะไรนั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไป

สำหรับวัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ ณ ที่ราบลุ่มบางกอกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่ริมคลองหลวงหรือ คลองบางกอกใหญ่ อันเป็นลำแม่น้ำเจ้าพระยาเดิม ก่อนที่จะมีการขุดคลองลัดหน้าวัดอรุณราชวรารามและกลายเป็นลำแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน เนื่องจากวัดตั้งอยู่บริเวณปากคลองด่านที่แยกไปจากคลองบางหลวงอีกทีหนึ่ง ชื่อของวัดจึงถูกเรียกขานตามตำบลที่ตั้งว่า "วัดปากน้ำ"


อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นวัดที่มีถาวรวัตถุน่าสนใจ และมีความใหญ่โตของศาสนสถานผ่านช่างชั้นสูงฝีมือดีชวนให้ใครต่อใครเดินทางมาเยี่ยมชมความงดงาม อลังการ แต่ก็ต้องไม่เพลินจนหลงลืมธรรมะที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าในการกลับมาฝึกสติ อยู่กับลมหายใจ เพื่อนำทางชีวิตสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง





มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"MGR Online Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารมาได้ที่: manageronlinelive@gmail.com
หรือ Fax 0-2629-4754



กำลังโหลดความคิดเห็น...