xs
xsm
sm
md
lg

สื่อนอกเล็ง! คดีฆาตกรรม ณ เกาะเต่า “กระบวนการยัดคดี” หรือ “กระบวนการยุติธรรม”!!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ส่อเค้าหนักขึ้นเรื่อยๆ ว่า สองผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ณ เกาะเต่า ชาว “พม่า” จะกลายเป็น “แพะม่า” อย่างที่ทั่วโลกตราหน้าเอาไว้ ล่าสุด ผลการตรวจ DNA บนจอบที่อ้างว่าใช้สังหารเหยื่อ ไม่พบว่าตรงกับผู้ต้องสงสัย บวกกับคำให้การต่อศาลว่าถูกเจ้าหน้าที่ไทยทำร้ายให้รับสารภาพ ไหนจะช่องโหว่อีกหลายจุดที่คดีนี้ปิดไม่มิดและตอบข้อสงสัยไม่ได้ จึงถูกสื่อนอกเล่นข่าวเละว่านี่อาจเป็น “กระบวนการยัดคดี” มากกว่าจะเรียกได้ว่าเป็น “กระบวนการยุติธรรม”




แฉเละ! DNA ที่อาวุธไม่ตรง-ถูกกระทืบให้รับสารภาพ!?

“แมะ แมะ” หลายหูทั้งในไทยและต่างชาติกำลังได้ยินเสียงนี้ดังชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลการตรวจ DNA ของ “เวพิว” และ “ซอลิน” สองผู้ต้องสงสัยชาวพม่าในคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ “ฮันนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์” และ “เดวิด วิลเลียม มิลเลอร์” ณ เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี คดีสะเทือนขวัญตั้งแต่เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ออกมาว่าไม่ตรงกับ DNA ที่อยู่บนจอบซึ่งใช้เป็นอาวุธในการสังหารเหยื่อ!

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ไทย ยังให้การในศาลเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมาเกี่ยวกับกระบวนการเก็บหลักฐานด้วยว่า เจ้าหน้าที่ไทยจัดการอย่างไม่เหมาะสมต่อสถานที่เกิดเหตุ หนำซ้ำยังไม่ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุให้มีจำนวนมากเพียงพอ เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญแก่ผู้เชี่ยวชาญให้สามารถวิเคราะห์สถานที่เกิดเหตุได้

สอดคล้องกับคำให้การของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งถูกรายงานผ่านสื่ออังกฤษเอาไว้ว่า ช่องโหว่สำคัญนั้นมาจากการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยไม่ทดสอบรอยคราบเลือดที่ถูกพบในที่เกิดเหตุ และมีการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ร่าง เป็นเหตุให้หลักฐานสำคัญทางนิติวิทยาศาสตร์ถูกทำลายลงไป แต่ถึงอย่างนั้น แพทย์หญิงก็ยังคงยืนยันว่า ถึงแม้ DNA ที่จอบจะไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานมัดตัวผู้ก่อเหตุได้ แต่ DNA ของผู้ต้องสงสัยก็ยังคงตรงกับ DNA ที่ตรวจพบบนร่างของเหยื่อผู้เสียชีวิต

ย้อนกลับไปในวันทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ทั้ง “เวพิว” และ “ซอลิน” ผู้ต้องสงสัยชาวพม่าทั้งสองราย อธิบายผ่านล่ามเอาไว้ชัดเจนว่าเป็นผู้ฆ่าเหยื่อนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษทั้งสองด้วยมือของตัวเอง รวมทั้งข่มขืนผู้ตายฝ่ายหญิงจริง ซึ่งผลก็ออกมาว่า DNA ของพวกเขาตรงกับคราบอสุจิในร่างไร้วิญญาณ จึงส่งให้คดีสะเทือนขวัญครั้งนั้นถูกปิดลงด้วยหลักฐาน


คนร้ายสารภาพหมดเปลือกว่า ก่อนเกิดเหตุ กำลังนั่งเล่นกีตาร์และดื่มเบียร์กันอยู่ริมหาดทรายรี ในเกาะเต่า เมื่อมองไปเห็น “ฮันนาห์” และ “เดวิด” พลอดรักกันอยู่บริเวณใกล้เคียง ณ วันที่เกิดเหตุ (15 ก.ย.57) จึงเกิดอารมณ์ทางเพศ เดินตามหลังเข้าใช้จอบฟาดอย่างจังที่ศีรษะด้านหลังของฝ่ายชาย เมื่อพบว่าหมดสติล้มลงไป จึงเข้าไปฉุดตัวฝ่ายหญิงไปรุมโทรม เสร็จกิจจึงใช้จอบอันเดิมฟาดไปที่ใบหน้าของเหยื่อสาวจนถึงแก่ชีวิต ก่อนกลับมาลากร่างเหยื่อฝ่ายชายไปโยนทิ้งน้ำทะเล

แต่แล้วคำสารภาพดังกล่าวกลับแทบไร้ความหมายไปหมดสิ้น เมื่อจำเลยกลับพลิกลิ้น ให้การในชั้นศาลว่าที่ต้องรับสารภาพออกไปเช่นนั้น เป็นเพราะถูกตำรวจไทยทรมาน!

“เขาถูกตำรวจสอบสวนจับเปลื้องเสื้อผ้าเพื่อให้ได้รับความอับอาย และยังใช้ถุงพลาสติกคลอบไว้ทั้งศีรษะ พร้อมกับตะโกนถามว่า “มึงทำใช่ไหม” เขาถูกมัดปิดตาและโดนเตะต่อยทำร้าย ซ้ำยังถูกขู่จะเอาชีวิตว่าเขาจะโดถูกสังหารและร่างจะถูกโยนลงทะเล หากไม่ยอมรับในข้อกล่าวหา” เดลี เทเลกราฟ สื่ออังกฤษนำเสนอข่าวเอาไว้เช่นนั้น

“ตำรวจไทยบอกว่า หากผมยอมรับสารภาพผิด ผมจะถูกจำคุกแค่ 4-5 ปีเท่านั้น แล้วจะได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ” ซอลิน ให้การเอาไว้ในชั้นศาล ขณะที่ครอบครัวของเหยื่อฝ่ายชาย “เดวิด มิลเลอร์” เข้าร่วมฟังการไต่สวนอยู่ด้วย ขณะที่ครอบครัวของเหยื่อฝ่ายหญิง “ฮันนาห์ วิทเธอริดจ์” ชมการไต่สวนผ่านวิดีโอลิงก์จากประเทศอังกฤษ


ที่น่าสนใจคือ บทวิเคราะห์ของสื่ออังกฤษอย่าง เดลี เทเลกราฟ ที่นำเสนอมุมมองเอาไว้ว่า รัฐบาลทหารไทยพยายามอย่างหนักที่จะทำให้ทุกฝ่ายเชื่อว่า คดีสังหารนักท่องเที่ยวอังกฤษบนเกาะเต่าได้ยุติแล้ว เมื่อครั้งที่ซอลินและเวพิวถูกจับกุม พร้อมกับทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเชื่อว่าพวกเขาจะปลอดภัยในขณะที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย

ส่วนเรื่องข้อกล่าวหาเรื่องการทำร้ายร่างกายผู้ต้องสงสัยที่เกิดขึ้นนั้น คิงสลี แอบบ็อต (Kingsley Abbott) ที่ปรึกษาด้านกฎหมายจากองค์กรคณะกรรมาธิการลูกขุนระหว่างประเทศ ได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า ควรให้มีการดำเนินการตรวจสอบภายใต้กฎหมายอนุสัญญาสากลว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Convention against Torture and Other Cruel)

แม้จะยังไม่อาจพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าเบื้องหลังกระบวนการสืบสวนของตำรวจไทย เต็มไปด้วยความรุนแรงและบีบบังคับให้ยอมรับสารภาพจริงหรือไม่ แต่เมื่อย้อนกลับไปดูคำให้การของ “เมา” แรงงานชาวพม่าผู้เคยตกอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยเหตุฆาตกรรมโหดในคดีเดียวกันนี้ ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้กับสำนักข่าว RFA (Radio Free Asia) ในช่วงเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่กำลังสืบคดีและเก็บหลักฐานกันใหม่ๆ ทั้งนี้พบว่าสิ่งที่บอกเล่าเอาไว้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่จำเลยพม่าทั้งสองอ้างถึงอยู่มากทีเดียว

[คลิปเสียง นายเมา ผู้เคยถูกต้องสงสัย บอกเล่าเบื้องหลังการสืบสวนของตำรวจไทยด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น]

“ตอนนี้ผมได้รับอิสระแล้ว แต่ก็ยังมีตำรวจนอกเครื่องแบบ 2-3 คนที่ยังคอยตามผมไปทุกที่ ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงต้องขอตัวไปนอนพักที่สถานทูตพม่าในกรุงเทพฯ เป็นการชั่วคราว

ก่อนหน้านั้น ตำรวจไทยได้จับพม่ามาหลายคนมาก แล้วก็โดนซ้อมกันหลายคนมากเพื่อให้รับสารภาพว่าฆาตกรฆ่านักท่องเที่ยว 2 คนนั้น อย่างตัวผมเอง โดนซ้อมไป 3 รอบ แต่ผมไม่ยอมรับ ก็เลยเอาตัวผมไปเทียบกับคนในกล้องที่วิ่งไปวิ่งมา ตำรวจบอกว่าคนในกล้องคือนายเมา แต่ผมก็บอกไม่ใช่ๆ

ส่วนอีก 2 คนที่โดนจับว่าเป็นคนร้าย (เวพิว และ ซอลิน) เป็นเพราะพวกเขากลัว กลัวโดนช็อตไฟฟ้า เลยต้องยอมรับตามที่ตำรวจไทยอยากให้เป็น... ผมอยากกลับบ้าน อยากกลับไปอยู่กับครอบครัว ผมไม่มีกะจิตกะใจที่จะอยู่เมืองไทยต่อแน่นอน”




ย้อนรอยช่องโหว่คดี จากเจ้าหน้าที่สีกากีของไทย!

เมื่อถูกแฉเละเช่นนี้ มีหรือเจ้าหน้าที่สีกากีจะยอมอยู่เฉย พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขออธิบายเอาไว้ตรงนี้เลยว่า คดีนี้มีพยานหลักฐานหลายอย่างที่ใช้ในการพิสูจน์ว่าทั้งสองคนคือคนร้าย และเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก ทั้งอสุจิที่พบในช่องคลอดและทวารหนักของเหยื่อ ทั้งดีเอ็นเอจากก้นบุหรี่ รวมถึงพยานแวดล้อมต่างๆ ด้วย

ส่วนที่ตรวจสอบ DNA ของ “เวพิว” และ “ซอลิน” บนจอบไม่เจอนั้น อาจเป็นเพราะทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์มาตรวจภายหลังผ่านไป 8 เดือนแล้ว ทำให้น่าเชื่อถือในแง่ระยะเวลาน้อยกว่าการตรวจหลังเกิดเหตุฆาตกรรมใหม่ๆ และเป็นไปได้ว่าขณะสังหารเหยื่อ คนร้ายใช้มือจับจอบในระยะเวลาอันสั้นหรืออาจเพราะมือเปื้อนทราย จึงทำให้ไม่มี DNA ติดที่จอบ

ซ้ำยังยืนยันว่าถึงแม้จอบไม่ใช่หลักฐานชิ้นสำคัญที่จะชี้ว่าทั้งคู่ก่อเหตุ แต่ตำรวจก็มีพยานและหลักฐานมากกว่านั้นที่จะช่วยยืนยันว่าจำเลยกระทำผิดจริง ข้อมูลจากฝั่งทนายของพม่าทั้งสอง เป็นเพราะต้องการตัดประเด็นการฆาตกรรม ให้เหลือเพียงเรื่องการข่มขืนเท่านั้น คำให้การจึงออกมาในรูปนี้

“พยานหลักฐานทั้งหมด เราได้อธิบายให้ตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ดจากประเทศอังกฤษรับทราบแล้ว ตั้งแต่ครั้งเดินทางมาประเทศไทย และตำรวจอังกฤษก็มั่นใจในการทำคดีของตำรวจไทย”


[ซอลิน/ เวพิว 2 ผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า]
ส่วนเรื่องที่ถูกกล่าวอ้างว่าซ้อมผู้ต้องสงสัยให้ยอมรับสารภาพนั้น เป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ยาก เนื่องจากไม่เหลือร่องรอยให้ตรวจสอบได้แล้ว นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้รับผิดชอบตรวจสอบกรณีนี้เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว

“ในบางกรณี จุดที่กดเจ็บนั้นดูจากสายตา ไม่จำเป็นต้องมีรอยฟกช้ำก็ได้ นายแพทย์จึงแนะนำให้ใช้การเอกซเรย์ดูเพื่อตรวจสอบว่ามีพยานสภาพอยู่ที่กระดูกหรือไม่ แต่ถ้าอาการบาดเจ็บหลงเหลือแค่ในส่วนกล้ามเนื้อผิวหนัง ผลการเอกซเรย์ออกมาก็จะไม่พบร่องรอยความเสียหาย ที่น่าเสียดายคือการสอบสวนผู้ต้องสงสัยทั้งสองเกิดขึ้นห่างจากวันเกิดเหตุจริงมาแล้ว 20 วัน ซึ่งหมายความว่าหากมีการทำร้ายร่างกายจริง ก็อาจตรวจสอบร่องรอยที่หลงเหลือได้ยาก

แต่จากการซักประวัติ เขาบอกว่าเขาถูกซ้อม เพียงแต่ช่วงที่เราประเมินวันเวลาไม่ถูก เนื่องจากมีทีมสืบสวนลงไปเยอะ นับแล้วประมาณ 7-8 ทีม เราไม่รู้ว่าแต่ละทีมมีการกระทำที่เข้าข่ายที่ผู้ต้องหากล่าวหาหรือเปล่า แต่ทางผู้กำกับท่านก็ยืนยันว่าไม่มีการซ้อมแน่นอน


อีกประเด็นหนึ่งที่ถือเป็นช่องโหว่รูใหญ่ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ไทย ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในไทยไปจนถึงสื่อต่างประเทศ คือทางทีมผู้รับผิดชอบในขณะนั้นอย่าง พ.ต.อ.เชิดพงษ์ ชิวปรีชา ผกก.สส.ภ.8 ที่ออกมายอมรับว่า ไม่ได้ตรวจสอบหลักฐานกล้องโทรทัศน์วงจรปิดบริเวณท่าเรือ ซึ่งอยู่ติดกับหาดที่ก่อเหตุ และเป็นช่องทางหลบหนีเดียวที่สามารถใช้หลบหนีออกนอกเกาะเต่าได้ ทั้งๆ ที่มีพยานพบเห็นเรือเล็ก 1 ลำวิ่งออกนอกเกาะ หลังเกิดเหตุฆาตกรรมไม่นาน โดยการอ้างเหตุผลว่าไม่เห็นว่ามีความข้องเกี่ยวในคดีนี้

“กระผมได้ถามตำรวจว่า ได้มีการตรวจภาพจากกล้องทีวีวงจรปิดบริเวณท่าเรือหรือไม่ ซึ่งพ.ต.อ.เชิดพงษ์ พยานในคดีนี้ได้ตอบว่า “ไม่” ถึงแม้ว่าจะมีการเก็บรวบรวมหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ แต่ทางทีมตำรวจสอบสวนเจ้าของคดีกลับไม่ตรวจสอบ โดยอ้างเพียงว่า “ไม่มีความเกี่ยวข้อง” ครับ” นคร ชมพูชาติ ทนายความฝ่ายจำเลยกล่าวเอาไว้ในศาล

นอกจากนี้ยังมีคำถามที่ทางแฟนเพจ “CSI LA” นักสืบออนไลน์ที่เอาข้อมูลต่างๆ มาแฉพร้อมตั้งข้อสันนิษฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่สีกากีของไทยในคดีฆาตกรรมโหดคดีนี้ จนกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมขณะนั้นอยู่พักใหญ่ๆ โดยเฉพาะข้อสันนิษฐานเรื่องอาวุธที่ใช้สังหารเหยื่อว่าไม่น่าจะใช่ “จอบ” อย่างที่กล่าวอ้าง แต่น่าจะเป็น “มีดชก (Mini Pal Push Knife)” เสียมากกว่า หากพิจารณาจากลักษณะของบาดแผลที่ศีรษะผู้ตายฝ่ายชาย

ด้วยข้อสันนิษฐานดังกล่าวนี้เอง ส่งให้คนในสังคมส่วนใหญ่ในขณะนั้น เชื่อถือข้อสันนิษฐานนี้มากกว่าผลของคดีที่ออกมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียอีก โดยมีการตั้งข้อสงสัยเอาไว้ด้วยว่า ถ้าคนร้ายใช้มีดชกในการสังหารเหยื่อจริง ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ชาวพม่าทั้งสองจะสามารถต่อยที่หัวของเหยื่อชาวอังกฤษอย่าง “เดวิด” ได้

“เดวิดสูง 190 ซม. เป็นไปได้หรือที่คนร้าย 2 คนนี้เอาเขาอยู่ เเละต่อยหน้า ขมับ เเละหลังหัวเดวิดด้วยมีดชก สงสัยต้องขี่คอกัน”

แต่ถึงจะตั้งข้อสงสัยเอาไว้เช่นนั้น ก็ไม่มีคำตอบใดๆ ออกมาจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบคดี มีเพียงคำพูดที่เตือนนักสืบออนไลน์เอาไว้ว่า “อย่ามโนโซเชียล” พร้อมอธิบายว่าลักษณะแผลเล็กและลึกซึ่งนักสืบไซเบอร์สันนิษฐานว่าเกิดจากมีดชกนั้น เกิดจาก “ปลายจอบ” ต่างหาก

หลักฐานสำคัญอีกชิ้นที่ถูกพูดถึงในวงกว้างคือ “ถุงยางอนามัย” ที่ตกในที่เกิดเหตุ ซึ่งตรวจพบเพียง DNA ของ เหยื่อผู้เสียชีวิตฝ่ายหญิง “ฮันนาห์ วิทเธอร์ริดจ์” ซึ่งอยู่ด้านนอกของถุงยาง แต่กลับไม่พบ DNA ของฝ่ายชายซึ่งควรอยู่ด้านในถุงยาง จึงส่งให้สังคมตั้งคำถามว่าใครคือผู้ใช้ถุงยางอนามัยอันนั้น หรือคนร้ายผู้ร่วมข่มขืนเหยื่ออาจไม่ได้มีเพียงแค่ 2 คน!!?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ เคยให้คำตอบเอาไว้ว่า อาจจะเป็นถุงยางที่มีคนนำมาเล่นแล้วทิ้งไว้ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุฆาตกรรม หรือเป็นถุงยางเก่าที่ถูกน้ำพัดขึ้นมาและมีบุคคลสวมใส่ถุงยางแล้ว แต่ถอดออกมาก่อนมีเพศสัมพันธ์ ที่สำคัญคืออาจมีการเหยียบย่ำบริเวณที่เกิดเหตุ จนทำให้สารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำจากช่องคลอดของเหยื่อสาวไปติดบนถุงยาง

หรืออาจเป็นถุงยางอนามัยที่ใช้จริง แต่สาเหตุที่ตรวจหา DNA ไม่เจอ อาจเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น ได้หลักฐานไม่ตรงจุด, DNA ถูกทำลาย และมีการคลาดเคลื่อนในการสกัด DNA ระหว่างตรวจพิสูจน์หลักฐานนั่นเอง

กำลังจะครบ 1 ปี เหตุฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมบนเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.57 ก็ยังคงสร้างความคลางแคลงใจและสร้างภาพลบให้แก่การท่องเที่ยวไทยอยู่เสมอ ทั้งยังสะท้อนภาพเละจากช่องโหว่บางส่วนในระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ สุดท้ายแล้ว ขั้นตอนทั้งหมดนี้จะถูกเรียกว่า “กระบวนการยัดคดี” หรือ “กระบวนการยุติธรรม” คงขึ้นอยู่กับความโปร่งใสในการตัดสินที่ทั่วโลกกำลังจับตาดูอยู่!

ข่าวโดย ASTVผู้จัดการ Live



มาสร้างแรงบันดาลใจไปด้วยกัน!!ตัวอย่างงานในเซ็กชั่นทั้งหมด>>>...

Posted by ASTV ผู้จัดการ Live on Friday, August 21, 2015

รายละเอียดเพิ่มเติม (คลิก)>>> ตัวอย่างงานในเซ็กชั่น "ASTVผู้จัดการ Live"



มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"ASTVผู้จัดการ Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารและเรื่องราวร้องทุกข์ในสังคมมาได้: astvmanager.live.lite@gmail.com
หรือ โทร.0-2629-4488 ต่อ 1477, Fax 0-2629-4754




ย้อนรอยซีรีส์คดีเกาะเต่า (คลิก)
- สื่ออังกฤษรายงาน “ไม่พบ DNA แรงงานพม่า” บนจอบสังหารแบ็กแพ็กผู้ดีเกาะเต่า หลังซอลินแฉ “โดนตร.ไทยกระทืบให้รับสารภาพ”
- งามไส้! บีบีซีแฉ ตร.ไทยทำหลักฐานสำคัญ “DNA” คดีเกาะเต่าหาย
- ยกทีมซักฟอก “เกาะเต่า” หลังพม่าโวย ถูกซ้อมให้เป็น “แพะ”!! (มีคลิป)
- “CSI ไซเบอร์” ฉีกหน้าตำรวจ! แฉคดีฉาว “แพะม่า ณ เกาะเต่า”!!? (มีคลิป)
- ตร.รับไม่มีดีเอ็นเอ 2 หนุ่มพม่าคดีเกาะเต่าบนจอบ แต่มีหลักฐานอื่นมัดแน่น
- คดีฆ่านักท่องเที่ยวผู้ดีเกาะเต่ายังไม่จบ ตำรวจไทยสุดชุ่ยเงื่อนงำเพียบ!! ไม่เช็ก CCTV ท่าเรือหลบหนีหลัก -ศาลไทยอนุญาตทนายแรงงานพม่า “หลักฐาน DNA ตรวจซ้ำได้”


กำลังโหลดความคิดเห็น...