xs
xsm
sm
md
lg

คุณป้าแฮปปี้...ชีแบ็กแพก!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


วัยเกษียณคือช่วงวัยของชีวิตที่โรยรา หากพูดถึงวัยเกษียณ ผู้คนมักนึกถึงการออมเงิน ประกันชีวิต การเตรียมความพร้อมทุกสิ่งอย่างก่อนถึงวัยนั้น สำหรับหลายคนมันจึงหมายถึงการใช้ชีวิตที่ต้องเจียมเนื้อเจียมตัวกับโรคภัยไข้เจ็บที่มากขึ้น กับสภาพร่างกายที่เริ่มถดถอยลง ประคับประคองชีวิต มองหาความสุขสงบอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่กับบางคนวัยเกษียณคือช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น!
 
“ไม่แปลกใจหรอกครับ นับวันคุณแม่จะยิ่งเดินทางไกลมากขึ้นเรื่อยๆ” ลูกชายคนเล็กในวัย 30 กว่าเอ่ยถึงคุณแม่กาญจนา พันธุเดชะ ในวัย 62 ผู้ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตวัยเกษียณด้วยการออกเดินทางแบกเป้เที่ยว จากออกเที่ยวตามย่านเมืองเก่าในกรุงเทพฯ แบกเป้เริ่มลุยเดี่ยวไปเชียงราย กระทั่งข้ามไปชายขอบพม่า และล่าสุดเธอตั้งเป้าแบกเป้ลุยเดี่ยวไปไกลถึงญี่ปุ่น และแต่ละทริปใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 7 วัน

“เวลาเรามีเยอะ” เธอเอ่ยพลางหัวเราะ “ชีวิตหลังเกษียณ อิสระเป็นของเราแล้ว เราจะใช้อย่างไรเท่านั้นเอง ก็แค่ใช้ชีวิตให้สนุก”

หลังเรื่องราวการเดินทางของแบ็กแพกเกอร์วัยเกษียณเป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์จากคำบอกเล่าของลูกชายของเธอ วันนี้ทีมงาน M - lite นัดพูดคุยถึงช่วงเวลาแห่งการผจญภัยเหล่านั้น หนังสือกองใหญ่ บันทึกจดมือและเป้สะพายหลังใบใหญ่คือสิ่งของแห่งการเดินทางของเธอ

ข้าราชการสู่แบ็กแพกเกอร์

 
จุดเปลี่ยนผันตัวเองมาเป็นแบ็กแพกเกอร์ของเธอ ราบเรียบและเป็นไปโดยธรรมชาติ เป็นไปด้วยตัวของเธอเองที่ชื่นชอบการเดินทาง จากข้าราชการระดับปฏิบัติการของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขผู้ใช้เวลายามว่างในการอ่านหนังสือ มีบ้างที่จะนัดรวมตัวกับเพื่อนๆ เดินทางท่องเที่ยวไปตามโปรแกรมของบริษัททัวร์ต่างๆ แต่หลังเดือนกันยายนปี 2557 ที่ผ่านมา เธอก็เกษียณอายุจากงานราชการ ชีวิตแต่ละวันผ่านพ้นไปกับการดูทีวีอยู่บ้านยาวนาน กินอาหารตามเวลา ออกกำลังกายดูแลสุขภาพ แต่จะสุขภาพดีไปเพื่ออะไร?
 
“ลูกชายทั้งสองคนก็โตแล้ว คนหนึ่งมีครอบครัวแล้ว อีกคนหนึ่งก็มีชีวิตที่มั่นคง แฟนจริงๆ เกษียณแล้วแต่โรงพยาบาลจ้างต่อ เราเลยอยู่บ้านคนเดียวก็คิดว่าร่างกายยังแข็งแรง ยังรู้สึกกระฉับกระเฉง พอมีเวลาขนาดนี้ก็เลยอยากออกไปเที่ยว”

 
หลังจากท่องเที่ยวตามย่านเมืองเก่าในกรุงเทพฯ แบบวันเดียว ช่วงอากาศเย็นปลายปีประจวบเหมาะกับช่วงที่เธอเกษียณอายุ การเดินทางแบกเป้ลุยเดี่ยวของเธอจึงปักหมุดลงที่ภาคเหนือของประเทศ
นานมาแล้วเคยมีพิธีกรรมของเหล่าวัยรุ่นที่จะนั่งรถไฟฟรีไปเชียงใหม่ก่อนก้าวเข้าสู่วัยทำงาน เธอคงไม่รู้ถึงพิธีกรรมทำนองนี้ แต่การเดินทางไปท่องเที่ยวภาคเหนือของเธอครั้งนี้ก็ดูจะเป็นพิธีกรรมก้าวเข้าสู่วัยเกษียณของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยเช่นกัน

“จะไปเหนืออาทิตย์หนึ่งนะ” เธอบอกกับที่บ้านง่ายๆ สั้นๆ ราบเรียบ หลังจากลูกชายซื้อเป้ใบใหญ่แบบที่แบกแพกเกอร์ใช้กันมาให้ ไม่นานวันออกเดินทางก็มาถึง ลูกชายจอดส่งเธอที่หน้าหมู่บ้านก่อนไปทำงาน เธอโบกรถแท็กซี่ต่อไปยังสนามบินในหัวใจรู้สึกตื่นเต้นกับการแบ็กเป้เที่ยวครั้งแรก
 
เวลา 10 วันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เธอไล่เที่ยวตั้งแต่เชียงแสง เชียงราย เข้าเชียงใหม่ไปดอยตุง ดอยอ่างข่างจนถึงไร่ชาฉุยฟง ผ่านทั้งวัดร่องขุนของเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์และบ้านดำของถวัลย์ ดัชนี ทุกเรื่องราวการเดินทางทั้งภาพและข้อความถูกส่งผ่านไลน์มาให้ครอบครัวได้รับรู้

 
ทริปแรกผ่านพ้นไปด้วยความรู้สึกที่ว่า เธอสามารถไปได้ไกลกว่านี้ เป้าหมายต่อไปคือไปต่างประเทศ เธอเข้าไปฝังตัวอยู่ห้องสมุดสำนักงานเขตสะพานสูง หาข้อมูลอ่านหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบแบ็กแพกเกอร์ต่างประเทศ ขั้นตอนการเดินทาง ทำวีซ่า กินอยู่ท่องเที่ยวโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ประเทศพม่า

ดินแดนในนิยาย

 
พม่าคือประเทศเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์มากมายร่วมกับประเทศไทย ไม่แปลกที่นิยายหลายเรื่องของไทยจะใช้ฉากหลังเป็นพม่า เป็นความสัมพันธ์ทั้งมิตรและศัตรู เธออยากไปเห็นภาพฉากหลังเหล่านั้นด้วยตาของตัวเองดูสักครั้ง
 
เพลง มะเมี๊ยะ ของจรัล มโนเพ็ชร บอกเล่าเรื่องราวรักระหว่าง มะเมี๊ยะ แม่ค้าชาวพม่ากับเจ้าน้อยศุขเกษมแห่งเชียงใหม่ ฉากหลังของเรื่องราวคือ มะละแหม่ง เป้าหมายแรกในการเดินทางไปประเทศพม่าครั้งนี้ของเธอและด้วยข้อมูลที่เธอศึกษาทั้งประวัติความเป็นมาก็ทำให้เธอสนุกมากขึ้น และมองเห็นอะไรต่อมิอะไรลึกขึ้น
 
“ไปอยู่มะละแหม่งก็จะเห็นสภาพดั่งเดิมของคนพม่า คือเป็นถิ่นคนมอญจริงๆ ยังคงกินหมากและมีประเพณีแบบดั่งเดิม สมัยก่อนเมืองนี้เป็นเมืองที่อังกฤษเข้ามาจัดระบบถนนหนทางที่ตัดก็จะเป็นระบบของอังกฤษ ตัวเมืองจะมีโครงสร้างที่ดี และมีโรงเรียนเซนด์แพทริกที่เจ้าทางเหนือไปเรียน ยังมีเค้าความเจริญอยู่ซึ่งตอนนี้พม่าเขาเอาไปทำเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพของเขา คือสังคมมันเปลี่ยนแปลงยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแต่ความเจริญที่เป็นโครงสร้างยังอยู่”

 
จากนั้นเธอเดินทางไปทวายก่อนเปลี่ยนแผนลุยต่อไปมะริดที่วางตัวอยู่ไม่ไกลนัก อ้างอิงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ค้นคว้ามา ดินแดนแถบนี้เคยเป็นของไทยก่อนรัชกาลที่ 4 - 5
ระหว่างเดินทางทั้งหมด เธอเผยว่า ถนนหนทางค่อนข้างย่ำแย่ เปรียบเปรยอย่างตรงใจที่สุดคือ เหมือนผิวพระจันทร์ การนั่งรถเก๋งแบบเอาเบาะหลังออก ปูเสื่อเพื่อจุผู้โดยสารได้มากขึ้นยิ่งทำให้อาการโคลงเคลงของรถยิ่งรุนแรง
 
“แต่ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากนะ เพราะเราอยากไป”

 
2 คืนในมะริด เธอได้เห็นความบริสุทธิ์ของเมืองที่ไม่ใช่ชุมทางผ่านของนักท่องเที่ยว หากไม่ตั้งใจจะมาย่อมไม่มีอยู่ในตารางการเดินทางใดๆ เธอพบคนไทยที่ไปทำมาหากินที่นั่นยืนยันว่า เกาะแก่งต่างๆ ยังสมบูรณ์บริสุทธิ์ อุดมไปด้วยกุ้งหอยปูปลา
 
ย้อนกลับมาที่ทวาย โครงสร้างเก่าๆ ของอังกฤษยังคงหลงเหลือ สิ่งที่พบเจอทำให้เธอเห็นภาพชัดเจนจากหนังสือที่ได้อ่านมา จากทวายกลับไทยจากจังหวัดกาญจนบุรีเป็นเส้นทางเพียง 50 กิโลเมตร เธอได้ข้อมูลจากพันทิปว่ามีรถให้บริการ แต่ก็ต้องจ่ายค่าโดยสารสูงถึง 500 บาท
แต่หลังจากทริปแรก เธอกลับไปที่พม่าอีกครั้งโดยเริ่มต้นบินไปลงที่ย่างกุ้งก่อนเพื่อเที่ยวตามหัวเมืองสำคัญ เป็นทริปยาวนานถึง 15 วัน เธอเริ่มต้นด้วยการไปพะโคหรือเมืองหงสาวดีเดิม ต่อด้วยพระธาตุมุเตาและตองดูเพื่อไปดูพระราชวังของบุเรงนอง จากนั้นจึงไปยังเมืองสีป้อที่บันทึกอยู่ในความทรงจำของเธอว่าเป็นเมืองในนิยายแปลเป็นไทยชื่อ สิ้นแสงฉาน ว่าด้วยเรื่องราวของแหม่มสาวชาวออสเตรเลียที่มาพบรักกับหนุ่มชาวพม่าโดยมิรู้เลยว่า เขาคือเจ้าเมืองสีป้อนั่นเอง

 
หนังสือ พม่าเสียกรุง ประพันธ์โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหนังสือที่เธออ่านเมื่อนานมาแล้ว เรื่องราวเกิดขึ้นในพม่าและเกิดขึ้นที่จุดหมายหนึ่งของเธอคือ มัณฑะเลย์

 
“พระราชวังมัณฑะเลย์ดาเลมีเรื่องเล่าเยอะแยะเลย ต้องอ่านพม่าเสียกรุง ของท่านคึกฤทธิ์ อ่านแล้วจะมองเห็นภาพเลย พอเราอ่านแล้วไปเห็นของจริง ตรงไหนเป็นเวทีจัดงาน ตรงไหนเป็นที่สังหาร เห็นของจริงเราจะรู้เรื่องกว่าคนอื่น ไม่ใช่ไปถึงแล้วถ่ายรูปอย่างเดียว มันจะเห็นเรื่องราว ตรงนี้หอที่พระนางอเลนันดอขึ้นไปดูว่ามีเรือของอังกฤษมาจอดที่แม่น้ำหรือเปล่า สนุกนะ”

ต้องผ่านความกลัวก่อนเสมอ
 
การเดินทาง 2 ครั้งในพม่าเป็นหนทางที่ยากลำบากและต้องให้ความทรหดอดทนพอสมควร และการท่องเที่ยวสไตล์แบกเป้ลุยก็ไม่ใช่การเดินทางที่เน้นความหรูหราสะดวกสบาย บททดสอบจากประเทศพม่ายิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าจะสามารถไปเที่ยวที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้
 
“พอกลับจากพม่าเราก็คิดว่าจะวางแผนท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจากไปเที่ยวให้ทั่วเอเชียก่อน”
กับการเดินทางที่ผ่านมา ความกลัวเป็นสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับสิ่งใหม่ๆ ที่มนุษย์เราไม่คุ้นเคย ทุกครั้งที่ไปยังสถานที่ใหม่ ประเทศใหม่ที่ไม่เคยไปมาก่อน ความกลัวก็มักจะเกิดขึ้นก่อนทุกครั้งไป
 
“รู้สึกกลัวๆ บ้างทุกครั้งที่ไปในที่ใหม่ๆ พอไปวันแรกจะรู้สึกกลัวเพราะเรายังไม่เคยเห็น ไม่เคยไป ไม่มีความมั่นใจ แต่เราก็วางแผนทุกอย่างให้ปลอดภัยที่สุด ไม่เคยเสี่ยง เที่ยวกับสถานที่ชุมชนทั่วไป กลับที่พักไม่มืดค่ำ มันก็ไม่อันตราย
 
“ความกลัวจะมาพร้อมกับความตื่นตัวตื่นเต้นของที่ใหม่ๆ เราจะสำรวจเมืองก่อน มีอะไรบ้าง เดินทางยังไง มีแหล่งร้านอาหารที่ไหน ซื้อน้ำขวดที่ไหน จะอยู่รอดยังไง ก็สำรวจให้ทั่ว”

ด้วยเวลาที่มีมากของวัยเกษียณทำให้เธอไม่ต้องเร่งรีบ เธอได้ลงไปสัมผัสถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ได้มองดูเรื่องราวประวัติศาสตร์ต่างๆ อย่างแทบทุกซอกมุม ทุกเรื่องราวแบ่งปันให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ผ่านข้อความไลน์ 

ข้อมูลของสถานที่ที่จะไปนอกจากช่วยทำให้ความกลัวในการเดินทาง การหาที่พักต่างๆ ลดลงแล้ว สำหรับมันยังช่วยเพิ่มความสนุกในการท่องเที่ยวให้อย่างดีอีกด้วย แต่ทุกสิ่งก็จะเกิดจากใจที่รักในการเดินทาง

“โดยปกติชอบอ่านหนังสือ และไปเที่ยวอย่างนี้ถ้าเราเตรียมข้อมูลไปก่อน เราจะสนุกนะ เราจะรู้ว่าตรงไหนเราจะดูอะไร อันนี้เรื่องของพระธาตุอินทร์แขวน” เธอว่าพลางหยิบหนังสือขึ้นมา “ได้จากห้องสมุดท่าวาสุกรีเหมือนกัน แต่ผู้แต่งเขาไม่เคยไปนะ แต่เขามีจินตนาการ หนังสือเขาเขียนถึงความลำบากในการเดินทางที่จะไป พอเราไปจริงๆ มันก็อินเหมือนกันนะ”

เรื่องการท่องเที่ยวในปัจจุบันถูกบอกเล่าผ่านหนังสือ เว็บบอร์ดต่างๆ และรายการทีวีมากมาย ด้านหนึ่งมันเป็นสื่อบันเทิงคล้ายไปเที่ยวแทนคนดู แต่อีกมุมอ่านข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มของการลงไปสัมผัสสถานที่เหล่านั้นด้วยตัวเองมากกว่า
 
“อ่านมากยังไงก็ไม่เหมือนไปเห็นด้วยตานะ ที่เขาเขียนไว้มันก็เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไปทีหลัง มันช่วยให้เราไปดูด้วยตาตัวเองมากกว่า”
 
ทริปล่าสุดที่เธอกลับมาคือมาเลเซียจุดหมายอยู่ในบันทึกย่อของเธอที่ระบุไว้ว่าเมืองมะละกา เมืองท่าสำคัญอันเป็นจุดเริ่มต้นของมาเลเซียนั่นเอง

“ตรงนี้เป็นย่านการค้าที่สำคัญ ฉะนั้นประวัติศาสตร์มาเลเซียจะเริ่มที่มะละกา พอไปเห็นเราจะเข้าใจว่ามะละกามันเป็นเมืองที่มีต่างประเทศมาครอบครองตั้งแต่โปรตุเกส ดัตช์ อังกฤษต่างจากปีนังที่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษอย่างเดียว ฉะนั้นความหลากหลายของมะละกาจะมีมากกว่า เวลาไปดูเราจะเห็นและเข้าใจความเป็นมา ถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์มาก่อนเราก็จะไปดูงั้นๆ”

การท่องเที่ยวของเธอดูจะให้ความสำคัญกับการอ่าน เธอเผยว่า แท้จริงแล้ว การอ่านของเธอมาจากการที่เธออยากจะออกไปท่องเที่ยวมากกว่า พออยากไปเที่ยวเธอก็จะอยากอ่านอยากหาข้อมูลของสถานที่นั้นๆ

“มันเริ่มจากความอยากไปเที่ยวมาก่อน มาอ่านมาข้อมูลคือส่วนประกอบ อยากไปเที่ยวตรงนี้มันมีอะไรบ้าง ของตรงนี้ก็อ่านไปก่อน ศึกษาข้อมูลไปก่อน เดี๋ยวเวลาไปเที่ยวมันจะมีอรรถรสมากกว่า อ่านเพื่อไปเที่ยวก็ทำให้ความรู้จักกับที่ที่เราไปเที่ยว”

ท่องเที่ยวเหมือนทำงาน

จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นได้ทุกวัน และเกิดได้กับทุกวัย มันอาจเข้ามารวดเร็วรุนแรงเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง แต่บางความเปลี่ยนแปลงก็ค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ครอบครัวจึงไม่แปลกใจในวันหนึ่งที่เธอออกเดินทาง เพราะการเดินทางค่อยๆ เริ่มขึ้นจากความชอบ ความสนใจ และเธอก็ค่อยๆ ออกเดินทางไกลขึ้นเรื่อยๆ

กับจุดเปลี่ยนของชีวิตเมื่อเกษียณอายุ การไม่ต้องทำงานอีกแล้วทำให้ชีวิตเหมือนหยุดนิ่งไป แต่ตัวเธอเองกลับยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงใช้ชีวิตคล้ายทำงานอยู่ การท่องเที่ยวทำให้เธอเหมือนได้กลับไปทำงานอีกครั้ง และเป็นงานที่เธอรักมากอีกด้วย ต้องเข้าห้องสมุดหาข้อมูลอย่างหนัก จดบันทึกคัดลอกด้วยลายมือ ถ่ายเอกสารบางส่วนเพื่อนำติดตัวเท่าที่จำเป็น ดูไปก็คล้ายการทำงาน

“เหมือนเราทำงาน เราก็จะอ่านหนังสืออะไรอย่างนี้ พอเกษียณเราก็ยังใช้ชีวิตเหมือนตอนทำงาน ทำให้เราไม่รู้สึกโหวงเหวงเกินไป”

แต่การท่องเที่ยวของเธอที่ต้องแบกเป้หนักถึง 10 กิโลกรัม เดินเที่ยวไปทั่วเมืองโดยไม่เหนื่อย เกิดจากการรักษาสุขภาพที่ทำต่อเนื่องยาวนาน ออกกำลังกายเดินเร็ว จ็อกกิ้งในทุกเย็นเป็นกิจวัตร รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ทานของทอด หลีกเลี่ยงของหวานเว้นไว้เพียงนานครั้งจึงจะทาน ไม่ตามใจปากทานของจุกจิกระหว่างมื้อ เธอวางข้อปฏิบัติเหล่านั้นไว้กับตัวเองจนเป็นนิสัย

“อยากไปไหนก็ไป” คือเคล็ดลับแรกของเธอถึง “เพียงแต่หาข้อมูลวางแผนให้ดี พักที่ไหนจะไปจุดไหนบ้าง ชอบเมืองนี้จะไปจุดไหนบ้าง พอไปถึงชอบก็ค่อยบริหารเวลา ชอบแฮะอยู่นานหน่อย ไปที่อื่นน้อยลง”

การเดินทางทำให้เธอเห็นโลกกว้างขึ้น และมักจะนึกย้อนเปรียบเทียบกับสิ่งที่พบเจออยู่เป็นประจำเสมอ

“เวลาไปพม่าก็เห็นถึงความยากลำบากของเขาที่ความเจริญมันยังไม่เข้ามา ไปมาเลเซียก็เห็นว่าคนของเขาทุกระดับพูดภาษาอังกฤษเก่งมาก ถนนกว้างใหญ่รถไม่ติดก็คิดว่าดีจังเลย ไม่เหมือนบ้านเรา”

เป้าหมายต่อไปของเธอคือญี่ปุ่น เสร็จสิ้นจากการพูดคุยกับเราวันนี้เธอก็ตั้งใจจะไปเข้าห้องสมุด เกียวโตคือเมืองแรกที่เธอจะไปเยือน

“ญี่ปุ่นก็คงไปเที่ยวได้หลายรอบอยู่ ก็ต้องไปหาข้อมูล เกียวโตเป็นเมืองหลวงตั้ง 1000 ปี มันมีความเป็นมายังไง จริงๆ เดินทางท่องเที่ยวคนเดียวแบบนี้ชาวต่างชาติ หรือหนุ่มสาวทำกันเป็นเรื่องปกติ”

...
เรายิ้มเมื่อรับรู้ถึงความปกติในเรื่องราวของเธอ ข้าราชการผู้ดำเนินชีวิตราบเรียบเข้าสู่วัยเกษียณและเริ่มออกผจญภัย ชวนให้นึกถึงเรื่องราวจากการ์ตูนเรื่อง UP ของดิสนีย์เมื่อหลายปีก่อนที่สร้างความประทับใจจากไฟฝันการผจญภัยแม้อยู่ในวัยที่ไฟควรมอดดับ เรื่องราวของเธอคือชีวิตจริง ชีวิตคนปกติ แค่สนุกกับการใช้อย่างปกติ และคนปกติเท่านั้นแหละที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนปกติคนอื่นๆได้

เรื่องโดย อธิเจต มงคลโสฬศ
ภาพโดย ปัญญพัฒน์ เข็มราช




มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"ASTVผู้จัดการ Live" และ "@astv_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารและเรื่องราวร้องทุกข์ในสังคมมาได้: astvmanager.live.lite@gmail.com
หรือ โทร.0-2629-4488 ต่อ 1477, Fax 0-2629-4754











กำลังโหลดความคิดเห็น...