จากประเด็นภายใน กลายเป็นประเด็นสาธารณะ สำหรับโครงการขยายถนน เส้นน่าน-ท่าวังผา ในระยะทางกว่า 15 กิโลเมตร ปรับขยายพื้นผิวถนนสัญจร จาก 9 เมตรเป็น 12 เมตร ซึ่งอยู่ในโครงการก่อสร้างขยายถนน 4 เลนของกรมทางหลวง ที่ตัดผ่านจังหวัดน่าน ไปออกสู่ถนนสายน่าน-ทุ่งช้าง มุ่งสู่ด่านห้วยโก๋น เชื่อมสู่ สปป.ลาว
เมื่อความเจริญเข้าไปกระทบแลนด์มาร์กสำคัญคู่เมืองน่านอย่าง "อุโมงค์ต้นไม้" หรือ "อุโมงค์ไม้สักน่าน" ที่มีความยาวประมาณ 10 กิโลเมตร ประกอบต้นไม้สักเก่าแก่อายุนับสิบนับร้อยเป็นพันๆ ต้น ถือเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติของจังหวัดน่าน และเป็นถนนแห่งความทรงจำของใครมากมายที่เติบโตมากับถนนเส้นนี้
ทำให้บรรดาประชาชนจังหวัดน่าน รวมทั้งนักอนุรักษ์ เกิดกระแสการคัดค้านต่อต้านโครงการขยายถนนดังกล่าวจำนวนมาก กระทั่งมีการเข้าไปรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ Change.org ถึงนายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เมื่อปี 2556 จนปิดแคมเปญรณรงค์ไปแล้วโดยมีผู้สนับสนุน 26,847 คน
จากนั้นก็มีเสียงคัดค้านก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนผลจากการเคลื่อนไหว ทำให้มีสื่อให้ความสนใจและเผยแพร่ประเด็นนี้ออกไป แต่ก็ยังเป็นการรับรู้ในวงแคบ เฉพาะจังหวัดน่านเท่านั้น แต่ด้วยแนวคิดที่มองว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนควรจะต้องร่วมไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง
เมื่อเร็วๆ นี้ จึงเกิดกิจกรรมเพื่อแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ถึงความรู้สึกรัก และหวงแหนของชาวน่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโส เยาวชน กลุ่มจักรยาน โดยรวมตัวกันออกมากอดแสดงความรัก และวาดรูปหัวใจลงบนต้นสักบริเวณอุโมงค์ต้นไม้ริมถนนที่จะมีการก่อสร้างและต้องตัดต้นไม้
ด้าน กลุ่ม Big Trees กลุ่มอนุรักษ์ "ต้นไม้ใหญ่" ในเมืองก็ออกมาขับเคลื่อนด้วยการตั้งแคมเปญรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ Change.org โดยขอร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการคมนาคมให้มีการอนุรักษ์เก็บอุโมงค์ต้นไม้ประวัติศาสตร์เมืองน่าน ในโครงการขยายทางหลวงหมายเลข 1080 น่าน-อ.เฉลิมพระเกียรติ ด้วยเหตุผลสำคัญ 7 ประการ ดังนี้
1. ประโยชน์ด้านนิเวศบริการ ให้ความร่มรื่นแก่ผู้ใช้ถนน สร้างอากาศบริสุทธิ์ ป้องกันฝุ่นมลพิษ
2. เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว เสน่ห์ของเมืองน่านสร้างบรรยากาศที่ดีในการเดินทางที่มีต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ ดอกไม้แต่ละสีสลับกันตลอดทาง นักท่องเที่ยวไม่ได้มาเพราะถนนกว้าง แต่มาเพราะมีอุโมงค์ต้นไม้ที่ไม่เหมือนใคร
3. เป็นสถานที่ไม่กี่แห่งในโลกที่มีอุโมงค์จามจุรีและอุโมงค์ต้นสัก เป็นเอกลักษณ์ของน่านที่ชาวน่านภาคภูมิใจ
4. สิ่งที่สูญเสียคือต้นไม้นับพันต้น ไม่คุ้มค่ากับเพียงแค่การขยายไหล่ทางออกไปข้างละ 1.5 เมตร
5. ส่วนข้ออ้างที่ว่าตัดต้นไม้เพื่อความปลอดภัยนั้น ทางกลุ่มเห็นว่าที่จริงแล้วต้นไม้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อการขับขี่ อันตรายและอุบัติเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาจากความประมาทของคน เพราะคนที่เคารพกฎจราจรไม่เคยมีใครตายเพราะต้นไม้ นอกจากนั้น ยิ่งถนนกว้างก็ยิ่งทำให้คนขับรถเร็ว โอกาสประสบอุบัติเหตุก็มากขึ้น และถ้ารถเสียหลักโดยไม่มีต้นไม้สองข้างทางคอยป้องกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการตกหน้าผา
6. การขยายไหล่ทางไม่ได้ช่วยชาวบ้านให้มีเศรษฐกิจดีขึ้น เพราะถ้าอุโมงค์ต้นไม้หายไป ไม่มีทัศนียภาพที่สวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยว เมืองน่านก็จะเป็นเมืองทางผ่านโดยสมบูรณ์
7. เป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนควบคู่กับการอนุรักษ์ ให้กับจังหวัดอื่นๆและประเทศในกลุ่ม AEC
ดังนั้น ทางกลุ่มขอให้ทางคณะกรรมาธิการการคมนาคม ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อระงับการตัดต้นไม้ในบริเวณดังกล่าวจนกว่าจะมีการทำประชาพิจารณ์หรือการหาทางออกร่วมกันระหว่างแขวงการทางน่านที่ 2 กับเครือข่ายศูนย์ประสานงานประชาคมจังหวัดน่าน
หากกรมทางหลวงร่วมกันเก็บทัศนียภาพแบบน่านน่านควบคู่ไปกับทางหลวงสาย 1080 จะถือเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ อันสำคัญ และเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนควบคู่กับการอนุรักษ์เป็นต้นแบบให้กับจังหวัดอื่นๆ และประเทศในกลุ่ม AEC อย่างดียิ่ง
อย่างไรก็ดี ในวันพุธที่ 11 มี.ค.58 กลุ่ม Big trees จะมีการเดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการคมนาคม แต่ตอนนี้มีผู้เข้าไปลงชื่อสนับสนุนยังไม่ครบ 10,000 คน สามารถเข้าไปร่วมลงชื่อได้ที่นี่ ---> www.change.org
สำหรับความคืบหน้าตอนนี้ หลังจากที่มีกระแสต่อต้าน ทางแขวงการทางน่านยังคงไม่มีการดำเนินการขยายถนนในช่วงอุโมงค์ต้นไม้ ในพื้นที่ระหว่างหลัก กม.ที่ 13+300 ถึง กม.ที่ 14+300 เพื่อรอการสรุปความชัดเจนกับภาคประชาชนอีกครั้งว่าว่าจะให้เว้นการก่อสร้างช่วงถนนบริเวณดังกล่าวที่มีระยะทางร่วม 800 เมตรเอาไว้ เพื่ออนุรักษ์อุโมงค์ต้นไม้ดังกล่าวหรือไม่ โดยจะจัดเวทีประชาพิจารณ์ ในวันที่ 18 มีนาคม 2558 นี้ เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป ที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลผาสิงห์ อ.เมือง จ.น่าน
หากความเห็นส่วนใหญ่ของคนน่าน ต้องการให้เว้นการขยายถนน หรือไม่ให้แตะต้องอุโมงค์ต้นไม้ นายนายประชาญ มะลิทอง ผู้อำนวยการแขวงการทางน่านที่ 2 ยืนยันผ่านสื่อว่า ทางแขวงการทางก็จะเว้นไว้ให้ เพราะอย่างไรก็ตามภาครัฐต้องฟังเสียงของประชาชน และมีหน้าที่รับใช้ประชาชนอยู่แล้ว
นับจากนี้ คงต้องตามลุ้นกันต่อว่า การอนุรักษ์ และพัฒนาความเจริญจะไปด้วยกันได้หรือไม่ หรือต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับพลังประชาชนชาวน่านว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน
ข่าวโดย ASTVผู้จัดการ Live
มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram
"ASTVผู้จัดการ Live" และ "@astv_live" กันได้ที่นี่!!
และสามารถส่งข่าวสารและเรื่องราวร้องทุกข์ในสังคมมาได้: astvmanager.live.lite@gmail.com
หรือ โทร.0-2629-4488 ต่อ 1477, Fax 0-2629-4754