xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตแรงงาน! จน-เครียด-กินเหล้า-ติดยา-ฆ่าตัวตาย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ครบสูตรชีวิตบัดซบ มีครบหมดสารพันปัญหา ทั้งค่าแรงงานที่ต่ำเตี้ยติดดิน ทั้งปัญหาชีวิตที่ส่งให้เกิดความเครียด จนต้องหาทางออกไปพึ่งเหล้า-เมายา บางรายหนักจนถึงขั้นขอลาตาย... อนาถแท้ นี่หรือคือวิถีชีวิต “แรงงานไทย” ในวันนี้




เหล้า-ยา ฮาเฮ ยิ่งทุกข์ยิ่งเสพ
ออกมาเรียกร้องกันกี่ครา ประท้วงกันมาตั้งกี่หน อย่างน้อยๆ ก็ทุกวันแรงงานแห่งชาติ (1 พ.ค.ของทุกปี) แต่ก็ดูเหมือนผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับมายังชีวิตแรงงานไทยในภาคส่วนต่างๆ จะไม่แตกต่างออกไปจากเดิมมากนัก

ล่าสุด มีสถิติออกมาซ้ำเติมสภาพชีวิตอันย่ำแย่ของชนชั้นแรงงานในโรงงานอีกว่า “ติดยา” กันเกร่อ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า แค่เฉพาะสถานประกอบการในกรุงเทพฯ มีแรงงานผู้ติดยาถูกส่งไปบำบัดถึง 2,592 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่มีผู้เข้ารับการบำบัดอยู่ที่ 2,452 คน

ที่สำคัญคือยังมีพนักงานที่ติดยาและยังไม่ได้เข้ารับการบำบัดอีกจำนวนมาก จนทางกรุงเทพมหานครต้องจัดโครงการ “สถานประกอบการไร้ยาเสพติด” ขึ้นมา โดยตั้งเป้าให้ภายในปี 2558 ต้องมีอย่างน้อย 250 แห่ง (จาก 296,552 แห่ง) ที่ปลอดสารเสพติด ไร้แรงงานติดยา หวังว่าจะช่วยกู้คุณภาพชีวิตดีๆ ของคนในสังคมกลุ่มนี้ขึ้นมาได้บ้าง

“เมาเหล้า” ก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ของแรงงานไทยในวันนี้ จากการรวบรวมข้อมูลของทางมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลจากข่าวกรณีปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ใช้แรงงานพบว่า เป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาท มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และก่อให้เกิดการคุกคามทางเพศ โดยพบมากที่สุดในกลุ่มอาชีพรับจ้างทั่วไป เช่น ก่อสร้าง ทำสวนยาง ทำงานในรีสอร์ต คิดเป็นร้อยละ 84 รองลงมาเป็นผู้ใช้แรงงานต่างด้าว

ที่น่าตกใจคือ “แรงงานหญิง” มีแนวโน้มดื่มแอลกอฮอล์เพราะเครียดกับชีวิตและงานมากขึ้น จากงานวิจัย “ชีวิตแรงงานหญิงกับวงจรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ปี 2556-2557 สำรวจ กลุ่มแรงงานหญิงพื้นที่ จ.นนทบุรี เครือข่ายสหภาพแรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ และแรงงานเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จ.ลำพูน จำนวน 1,667 ราย พบว่า

ร้อยละ 39.91 ให้เหตุผลในการดื่มว่า เพื่อสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง, ร้อยละ 25.90 ดื่มเพราะชอบพูดคุยแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุขดิบ, ร้อยละ 34.19 ไม่ได้ดื่มเป็นประจำ แต่มักดื่มตามวาระพิเศษ และดื่มเพราะสถานการณ์ปัญหาชีวิต แบ่งออกเป็น ปัญหาครอบครัว ร้อยละ 28.91, ปัญหาความรัก ร้อยละ 25.59 และปัญหาการทำงาน ร้อยละ 23.63

ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ แรงงานหญิงบางรายมีพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์ คิดเป็นร้อยละ 5.55 ซึ่งมีอายุการตั้งครรภ์ระหว่าง 0-3 เดือน, 4-6 เดือน และ 7-9 เดือน และแน่นอนว่าการดื่มย่อมผลต่อการทำงาน คือทำให้มีปัญหากับนายจ้าง คิดเป็นร้อยละ 20.32, มีปัญหาเรื่องขาดงาน ร้อยละ 35.72 และส่งผลกระทบต่อการทำงานล่วงเวลา (OT) ร้อยละ 39.11

“สะท้อนให้เห็นวงจรชีวิต สภาวะการถูกกดดันจากสภาพการทำงานและสิ่งแวดล้อมในสังคม เลยส่งผลต่อเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติ แรงงานหญิงจึงเลือกที่จะใช้การดื่มเป็นช่องทางระบายความรู้สึก ทำให้รู้สึกว่ามีพื้นที่ปลดปล่อย ดังนั้น การสร้างพื้นที่เรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตของแรงงานหญิงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาในโรงงาน ส่งเสริมกิจกรรมการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานหญิง การจัดการภาวะทางอารมณ์ ส่งเสริมทักษะชีวิตด้านจัดการปัญหา และควรมีการพัฒนาสภาพการทำงานและสภาพการจ้างงานให้ดีขึ้นค่ะ”

ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงทัศนะเอาไว้ในงานเสวนา “แกะรอยวิกฤตแรงงานหญิงไทยกับสุรา” ที่ผ่านมา




ทนทุกข์ไม่ไหว เสี่ยงตาย “วัยแรงงาน”
“วัยแรงงาน” คือวัยที่เครียดที่สุดและมีแนวโน้มที่คิดจะฆ่าตัวตายมากที่สุด นี่คือบทสรุปจากข้อมูลที่ทางกรมสุขภาพจิตเพิ่งออกมาเปิดเผยให้ได้รู้กัน หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา วัยแรงงาน โดยเฉพาะช่วงอายุ 26-30 ปี คือวัยที่ ขอรับบริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุด จำนวน 12,333 ราย รองลงมาคือ ช่วงอายุ 21-25 ปี จำนวน 9,076 ราย และอายุ 36-40 ปี จำนวน 8,774 ราย

สอดคล้องกับรายงานการฆ่าตัวตายของประเทศไทย นับแต่ปี 2540-2555 ที่ระบุเอาไว้ว่า วัยแรงงานเป็นวัยที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงสุดตลอดมา คือช่วงอายุ 20-29 ปี มีการฆ่าตัวตายมากที่สุด 17,429 ราย รองลงมาคือ ช่วงอายุ 30-39 ปี จำนวน 16,719 ราย และช่วงอายุ 40-49 ปี จำนวน 12,081 ราย

แต่ถ้าวัดจากเฉพาะข้อมูลล่าสุดของปี 2555 พบว่าช่วงอายุ 30-39 ปี ฆ่าตัวตายสูงสุด จำนวน 947 ราย รองลงมาคือ ช่วงอายุ 40-49 ปี 828 ราย และช่วงอายุ 20-29 ปี จำนวน 686 ราย โดยกลุ่มอาชีพผู้ใช้แรงงาน คือกลุ่มที่ทำร้ายตนเองมากที่สุด รองลงมาคือ กลุ่มอาชีพเกษตรกร และผู้ไม่มีรายได้

ถามว่าอะไรคือความเครียดที่หยั่งรากลึกในชนชั้นแรงงาน ที่ส่งผลให้ปัญหาแก้ยากนักยากหนาจนคุณภาพชีวิตต้องตกต่ำถึงเพียงนี้ จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ผู้ติดตามปัญหาแรงงานมานานกว่า 4 ปีมีคำอธิบาย

“เวลามองชีวิตแรงงาน เราจะมองในมิติ “สิทธิแรงงาน” เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องมองเรื่องคุณภาพชีวิตด้วยครับว่าที่เขาดำเนินชีวิตอยู่เป็นยังไง หรือแรงงานนอกระบบเขามีชีวิตเป็นยังไงบ้าง เช่น อาจจะต้องอยู่ในสภาพที่ต้องกดดันในการทำงาน มีปัญหากดดันจากครอบครัว ก็ดูว่าเขาหาทางออกยังไง ซึ่งจากที่เราตาม เราจะเห็นว่าคนงานไปหาทางออกเรื่องอบายมุขเยอะ เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาเสพติด สูบบุหรี่ บางคนติดการพนันก็มี

ข้อมูลจากการลงพื้นที่พบว่า เขาไม่ใช่คนนิสัยอย่างนั้นเลยทำให้เขาทำตัวแบบนี้ แต่เกิดจากสภาพความกดดันจากการทำงานบีบให้เขาหาทางออกแบบนี้

เวลาทางมูลนิธิออกมาเรียกร้องสิทธิแรงงาน คนจะมองว่าเรามาเรียกร้องเรื่องเงินอย่างเดียว คือเรียกร้องเรื่องสวัสดิภาพแรงงานขั้นต่ำ ก็ยอมรับครับว่าเป็นเรื่องพยายามทำให้เกิดขึ้นทุกปี แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการให้ทางหน่วยงานรัฐเข้าใจในอีกหลายๆ มิติด้วย อยากให้หาทางออกด้วยว่า เวลาแรงงานเครียด มีปัญหาชีวิต เขาจะมีพื้นที่ตรงไหนในการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เงินในกระเป๋าจะได้ไม่หมดไปกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

จากการเก็บข้อมูล จะเห็นว่าแรงงานชายจะเสียค่าใช้จ่ายอย่างต่ำ 1,000-1,500 บาทต่อเดือนไปกับการกินเหล้า ส่วนผู้หญิงจะเกือบ 1,000 บาท หรือบางคนถ้าหนักๆ เสีย 4,000-5,000 บาทเลยก็มีนะ แต่พอเราเข้าไปรณรงค์ให้เลิก พวกเขาก็เลิกได้จริงนะครับ หลายคนพอเลิกเหล้าได้ก็กลายเป็นคนที่เห็นคุณค่าของตัวเองขึ้นมา ทำอะไรดีๆ ได้อีกเยอะแยะ”




แก้ “วิกฤต” ให้เป็น “โอกาส”
ถึงแม้ปัญหาแรงงานจะเข้าขั้น “วิกฤต” แค่ไหน แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะพลิกเป็น “โอกาส” ถ้าหลายฝ่ายร่วมด้วยช่วยกัน อย่างที่ทางมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, สมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา, เครือข่ายแรงงานนอกระบบ, กลุ่มสหภาพแรงงาน และภาคี ร่วมมือกันจนทำสำเร็จมาแล้วหลายครัวเรือน

“มีโรงงานนึงทำเรื่องอุตสาหกรรมยางรถยนต์ คนงานจะมีปัญหาเรื่องความเครียดจากครอบครัว โรงงานนี้มีคน 600 กว่าคน ส่วนใหญ่เป็นคนงานชาย คนงานชายเขาจะรู้สึกว่าพอมาอยู่ในสังคมแบบนี้ต้องมีเพื่อน เวลามีปัญหาก็จับกลุ่มกันดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พอกลับบ้านก็มีปัญหากับครอบครัว ใช้ความรุนแรง

เราก็เลยลงไปคุยกับคนที่เคยดื่มเหล้า เข้าโครงการแล้วเลิกเหล้าได้ ก็ทำให้เขาเห็นว่าตัวเองมีค่า เกิดผลในเชิงบวก มีการเปิดบัญชีออมทรัพย์ขึ้นมา เก็บเงินแทนเอาไปกินเหล้า เขาก็มีเงินเก็บไปซื้อบ้านก็มีนะครับ บางคนก็ไปซื้อรถเพื่อที่จะขับไปทำงานให้สะดวกขึ้น พอทำเรื่องเลิกเหล้าสำเร็จ ก็มีทำเรื่องเลิกบุหรี่ ลดอุบัติเหตุ ทำเรื่องเยาวชน ฯลฯ อีกเยอะแยะเลยครับ

สำหรับคนงานหญิงก็มีตัวอย่างเหมือนกันครับ คล้ายๆ กันเลย แต่กลุ่มผู้หญิงอาจจะมีปัญหาหนักกว่ากลุ่มผู้ชายเข้าไปอีก ตรงที่นอกจากจะมีความเครียดจากการทำงานแล้ว เขายังมีความเครียดเรื่องปัญหาความรุนแรงในครอบครัวด้วย เวลาพูดให้ใครฟังจะรู้สึกว่ามันน่าอาย เอามาพูดได้ยังไง เขาไม่มีที่ที่จะระบาย แต่พอแรงงานหญิงได้จับกลุ่มกับเพื่อน กินเหล้าคุยเรื่องนี้กัน มันทำให้เขากล้าพูดเรื่องนี้กันมากขึ้น นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาหันหน้ามาพึ่งเหล้า

มีอยู่รายนึง เขามีปัญหาครอบครัว ต้องเลี้ยงลูก เป็นแรงงานหญิงอายุ 30 ปลายๆ พอเลิกเหล้าได้ เขาก็สามารถเก็บเงินไปซื้อมอเตอร์ไซค์คันใหม่ ทำให้มีรายได้พิเศษหลังเลิกงาน ทำให้ครอบครัวเขามีความสุขและเห็นคุณค่าตัวเองมากขึ้น พอลูกจ้างรู้สึกดีกับตัวเองก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นด้วย การลา-ขาดงานก็ไม่มี ผู้ประกอบการหลายคนก็สนับสนุนโครงการรณรงค์แบบนี้ต่อเนื่อง

บางแห่งก็ทำไปถึงการให้การศึกษาลูกหลานคนงานอย่างต่อเนื่องด้วย
ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้างดีขึ้น ตรงนี้อาศัยทางมูลนิธิทำอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องเป็นหน้าที่ของทางราชการ โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานกับกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องมาช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย”

โดยเฉพาะในอนาคตที่กำลังจะเปิดเสรีอาเซียนแล้ว หากยังไม่แก้ปัญหาแรงงานที่หยั่งรากลึกเรื้อรังมานาน ก็จะยิ่งน่าเป็นห่วง “เพราะถ้าเราปล่อยให้เพื่อนบ้านมาอยู่-มาทำงาน แต่ไม่ได้สนับสนุนให้เขามีพื้นที่ในการทำกิจกรรม หรือไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าคนงานข้ามชาติเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ถ้าไม่เข้าไปทำตรงนี้ ยิ่งจะทำให้ปัญหาสะสม ไม่ได้รับการแก้ ยิ่งถ้าคนงานไปดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาจจะทำให้เกิดการปะทุทางอารมณ์ขึ้นมาได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามีกิจกรรมสานความเข้าใจระหว่างชาติพันธุ์ ก็จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น ดีกว่าปล่อยให้แรงงานอยู่ด้วยกันแบบไม่สนใจซึ่งกันและกันครับ”

ทุกวันนี้ ปัญหาที่แก้ได้แล้วก็มี ไม่ใช่ว่าไม่มี คือปัญหาเรื่องสวัสดิการ-การเพิ่มค่าแรงตามมาตรฐานแรงงาน ที่แก้ได้ก็เพราะมีกฎหมายแรงงานคุ้มครองอยู่ แต่สิ่งที่ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลต้องการให้มีเพิ่มขึ้นคือ การจัดการกับแรงงานนอกและดูแลเรื่องสหภาพแรงงานให้ดีกว่านี้

“ตอนนี้สหภาพแรงงาน มีสมาชิกอยู่แค่ 4-5 แสนคน จากแรงงานในระบบที่มีอยู่ 10 ล้านคน ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะฉะนั้น แรงงานที่ไม่ได้อยู่ในสหภาพแรงงานก็จะถูกละเมิดสิทธิเยอะ ซึ่งเรื่องนี้ต้องเร่งแก้ ส่วนกฎหมายที่ต้องแก้ คงเป็นเรื่องความปลอดภัย ต้องมีการดูแลให้มากกว่านี้ ต้องคุ้มครองแรงงานนอกระบบให้มากขึ้น ตอนนี้กฎหมายที่มีอยู่ยังมีจุดอ่อนอยู่ครับ ก็ต้องดูว่าจะปรับแก้ยังไง และสุดท้าย ประเด็นคุณภาพชีวิต อันนี้สำคัญที่สุด

เมื่อเร็วๆ นี้ มีกรณีของทางพนักงาน ขสมก. ที่ต้องทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่มีห้องน้ำเข้าก็ต้องใส่แพมเพิร์ส อันนี้ก็เป็นตัวอย่างปัญหาที่น่าหนักใจมาก แต่ตอนนี้ก็มีการแก้ไข ปรับปรุงให้มีห้องน้ำมากขึ้นแล้ว
ที่ผ่านมา คนในสังคมจะมองว่าผู้ใช้แรงงานหลายๆ กลุ่มต้องการแต่ค่าแรง-สวัสดิการ-โบนัสอย่างเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น ทั้งสภาพการทำงาน ชีวิตความเป็นอยู่เขา ก็อยากให้สังคมเข้าใจและไม่อยากให้มองข้าม

ข่าวโดย ASTV ผู้จัดการ Live




ข่าวที่เกี่ยวข้อง (คลิก)
แรงงานก่อเหตุเมาอาละวาด ทำคนเจ็บตายอื้อ จี้ ก.จับกังคุมก๊งเหล้าในไซต์งาน
แรงงานหญิงซดเหล้าถี่หวังระบายทุกข์ อึ้ง! ตั้งท้องยังไม่หยุดดื่ม
เครือข่ายแรงงานร้อง ก.แรงงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานไทย