MGR Online - หนุ่มจีนตามล้างแค้นเพื่อนจากเชียงรุ่งข้ามชายแดนลงมาถึงหลวงพระบาง แต่ไม่เจอตัว ฆ่าโหดเมียกับลูกสาววัย 5 ขวบเพื่อระบาย จากนั้นเผาเรือนหวังทำลายหลักฐานจนไฟลามเพื่อนบ้านวอดไปอีก 7 หลัง ตำรวจลาวตามจับได้ที่หลวงน้ำทา ก่อนหนีกลับจีน
เหตุล้างแค้นอย่างโหดเหี้ยมครั้งนี้ ถูกเปิดเผยโดยกองบัญชาการป้องกันความสงบ(ปกส.) แขวงหลวงพระบาง ซึ่งได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ ปกส. สามารถจับกุมตัวนายยุยเฟิงทง อายุ 43 ปี ชาวเมืองฉางชุน มณฑลจี๋หลิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรม ปล้นทรัพย์ และวางเพลิงได้ ที่เมืองสิง แขวงหลวงน้ำทา ขณะกำลังเตรียมการหลบหนีกลับไปยังฝั่งจีน ผ่านด่านชายแดนบ่อเต็น
นายยุยเฟิงทงได้ให้การรับสารภาพระหว่างถูกสอบปากคำว่าเป็นผู้วางเพลิงครั้งนี้เพื่อต้องการทำลายหลักฐาน หลังจากได้เข้าปล้นทรัพย์ในเรือนของนางยางฟงเจียว และทำร้ายเหยื่อกับลูกสาวจนเสียชีวิต
มูลเหตุที่ต้องก่อเหตุฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมครั้งนี้ นายยุยเฟิงทงเล่าว่า เมื่อปี 2566 ตนได้นำเงินจำนวน 100,000 หยวน คิดเป็นเงินลาวประมาณ 300 ล้านกีบ ไปร่วมลงทุนกับนายเซินหลง สามีของนางยางฟงเจียว และบิดาของ ด.ญ.ซุนซื่อย่าง เพื่อเปิดร้านขายผลไม้ที่เมืองเชียงรุ่ง เขตปกครองตนเองชนชาติไต สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน
แต่หลังจากเปิดร้านแล้ว นายเซินหลงกลับไม่เคยแบ่งผลกำไรคืนให้กับนายยุยเฟิงทงเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้ได้ไปทวงถามหลายครั้งก็ถูกปฏิเสธตลอด จนกลายเป็นความแค้นสะสม
ต่อมาทราบว่า นายเซินหลงได้พาครอบครัวย้ายจากเมืองเชียงรุ่งลงมาเปิดร้านขายของอยู่ในตัวเมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว ด้วยความแค้น เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จึงเดินทางข้ามชายแดนเข้ามาในลาว และเข้าพักอยู่ในเมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา จนถึงเช้าวันที่ 2 มกราคม จากนั้นในเวลา 08.00 น.ได้เช่ารถจักรยานยนต์ขี่จากแขวงหลวงน้ำทาเป็นระยะทาง 160 กิโลเมตร จนมาถึงตัวเมืองหลวงพระบางในเวลา 23.00 น. และได้ตรงไปที่ร้านค้าของนายเซินหลงที่เปิดอยู่ในเรือนแถวริมถนนเขตบ้านวัดทาด
เมื่อไปถึงที่ร้าน ปรากฏว่าไม่พบกับนายเซินหลง พบเพียงแต่นางยางฟงเจียว และ ด.ญ.ซุนซื่อย่าง ลูกสาว จึงได้นำปืนยี่ห้อ CF ออกมาขู่หมายจะปล้นทรัพย์ แต่ปรากฏว่า ด.ญ.ซุนซื่อย่างเกิดร้องไห้เสียงดัง นายยุยเฟิงทงจึงใช้ปืนบังคับให้นางยางฟงเจียวนำถุงพลาสติกมาคลุมศีรษะลูกสาวไว้จนหมดสติ จากนั้นได้บังคับให้เปิดตู้เซฟนำเงินสดและทรัพย์สินมีค่าที่อยู่ในนั้นเก็บใส่กระเป๋า ก่อนหลบหนี นายยุยเฟิงทงได้ใช้มือบีบคอนางยางฟงเจียวจนหมดสติไปอีกคน และจุดไฟเผาร้านหวังทำลายหลักฐานจนเกิดเป็นเหตุเพลิงไหม้ทำลายเรือนเพื่อนบ้านจนวอดไปอีก 7 หลัง
เจ้าหน้าที่พบคลิปกล้องวงจรปิดมีภาพที่นายยุยเฟิงทงตามมาไล่จับตัวนางยางฟงเจียวที่กำลังวิ่งหนีออกจากร้าน และใช้กำลังลากตัวนางยางฟงเจียวกลับเข้าไปในร้าน เป็นหลักฐานสำคัญมัดตัวผู้ต้องหา ส่วนปืนที่ใช้ก่อเหตุ นายยุยเฟิงทงให้การว่าได้โยนทิ้งไว้ข้างทางระหว่างขี่จักรยานยนต์หนีขึ้นไปที่แขวงหลวงน้ำทา
เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหานายยุยเฟิงทงว่ามีการกระทำที่โหดร้าย ป่าเถื่อน สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น สร้างความไม่สงบขึ้นในสังคม อันเป็นความผิดตามกฏหมายอาญา มาตรา 230 , 183 และ 383 คือ ปล้นทรัพย์ ฆาตกรรม และวางเพลิงทำลายหลักฐาน จึงได้ควบคุมตัวนายยุยเฟิงทงไว้เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป
การจับกุมครั้งนี้ เป็นผลจากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้เรือนที่ปลูกเป็นห้องแถวจนได้รับความเสียหายถึง 8 คูหา ในเขตบ้านวัดทาด กลางตัวเมืองมรดกโลก นครหลวงพระบาง และพบศพผู้เสียชีวิตอยู่ในกองเพลิง 2 ราย
เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเวลา 01.30 น. ของวันที่ 3 มกราคม 2569 จุดต้นเพลิงเกิดจากเรือนของนางน้อยที่ให้คนจีนเช่าเปิดเป็นร้านขายของ จากนั้นไฟได้ลามไปยังบ้านข้างเคียงอีก 7 หลัง เจ้าหน้าที่ได้ระดมรถดับเพลิงหลายคันมาช่วยกันดับไฟ แต่ต้องใช้เวลานานจนถึงช่วงเช้าเพลิงจึงค่อยสงบ
จากการตรวจสอบพบว่ามีเรือนที่ถูกไฟไหม้จนได้รับความเสียหายหมดทั้ง 100% รวม 5 หลัง เรือนอีก 3 หลัง เสียหายมากกว่า 50% แต่ที่น่าสลดใจคือในกองเพลิงพบศพผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นชาวจีน รายแรกชื่อนางยางฟงเจียว อายุ 35 ปี ที่เช่าเรือนนางน้อยเปิดเป็นร้านค้า รายที่ 2 เป็นเด็กหญิงอายุเพียง 5 ขวบ ชื่อ ด.ญ.ซุนซื่อย่าง ลูกสาวของนางยางฟงเจียว
แต่ในการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ปกส.หลวงพระบาง พบว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นฝีมือของมนุษย์ โดยมีหลักฐานเป็นคลิปกล้องวงจรปิดพบว่าผู้ก่อเหตุคือนายยุยเฟิงทง ผู้ต้องหาที่จับกุมได้ที่แขวงหลวงน้ำทา
นายยุยเฟิงทงได้ให้การรับสารภาพระหว่างถูกสอบปากคำว่าเป็นผู้วางเพลิงครั้งนี้เพื่อต้องการทำลายหลักฐาน
หลังจากได้เข้าปล้นทรัพย์ในเรือนของนางยางฟงเจียว และทำร้ายเหยื่อกับลูกสาวจนเสียชีวิต
มูลเหตุที่ต้องก่อเหตุฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมครั้งนี้ นายยุยเฟิงทงเล่าว่า
เมื่อปี2566 ตนได้นำเงินจำนวน 100,000
หยวน คิดเป็นเงินลาวประมาณ300 ล้านกีบ
ไปร่วมลงทุนกับนายเซินหลง สามีของนางยางฟงเจียว และบิดาของ ด.ญ.ซุนซื่อย่าง เพื่อเปิดร้านขายผลไม้ที่เมืองเชียงรุ่ง
เขตปกครองตนเองชนชาติไต สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน
แต่หลังจากเปิดร้านแล้ว
นายเซินหลงกลับไม่เคยแบ่งผลกำไรคืนให้กับนายยุยเฟิงทงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แม้ได้ไปทวงถามหลายครั้งก็ถูกปฏิเสธตลอด จนกลายเป็นความแค้นสะสม
ต่อมาทราบว่า นายเซินหลงได้พาครอบครัวย้ายจากเมืองเชียงรุ่งลงมาเปิดร้านขายของอยู่ในตัวเมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว ด้วยความแค้น เมื่อวันที่31 ธันวาคม2568 จึงเดินทางข้ามชายแดนเข้ามาในลาว และเข้าพักอยู่ในเมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา จนถึงเช้าวันที่2 มกราคม จากนั้นในเวลา08.00 น.ได้เช่ารถจักรยานยนต์ขี่จากแขวงหลวงน้ำทาเป็นระยะทาง160 กิโลเมตร จนมาถึงตัวเมืองหลวงพระบางในเวลา23.00 น. และได้ตรงไปที่ร้านค้าของนายเซินหลงที่เปิดอยู่ในเรือนแถวริมถนนเขตบ้านวัดทาด
เมื่อไปถึงที่ร้าน ปรากฏว่าไม่พบกับนายเซินหลง พบเพียงแต่นางยางฟงเจียว และ ด.ญ.ซุนซื่อย่าง ลูกสาว จึงได้นำปืนยี่ห้อCF ออกมาขู่หมายจะปล้นทรัพย์ แต่ปรากฏว่า ด.ญ.ซุนซื่อย่างเกิดร้องไห้เสียงดัง นายยุยเฟิงทงจึงใช้ปืนบังคับให้นางยางฟงเจียวนำถุงพลาสติกมาคลุมศีรษะลูกสาวไว้จนหมดสติ จากนั้นได้บังคับให้เปิดตู้เซฟนำเงินสดและทรัพย์สินมีค่าที่อยู่ในนั้นเก็บใส่กระเป๋า ก่อนหลบหนี นายยุยเฟิงทงได้ใช้มือบีบคอนางยางฟงเจียวจนหมดสติไปอีกคน และจุดไฟเผาร้านหวังทำลายหลักฐานจนเกิดเป็นเหตุเพลิงไหม้ทำลายเรือนเพื่อนบ้านจนวอดไปอีก 7 หลัง
เจ้าหน้าที่พบคลิปกล้องวงจรปิดมีภาพที่นายยุยเฟิงทงตามมาไล่จับตัวนางยางฟงเจียวที่กำลังวิ่งหนีออกจากร้าน และใช้กำลังลากตัวนางยางฟงเจียวกลับเข้าไปในร้าน เป็นหลักฐานสำคัญมัดตัวผู้ต้องหา ส่วนปืนที่ใช้ก่อเหตุ นายยุยเฟิงทงให้การว่าได้โยนทิ้งไว้ข้างทางระหว่างขี่จักรยานยนต์หนีขึ้นไปที่แขวงหลวงน้ำทา
เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหานายยุยเฟิงทงว่ามีการกระทำที่โหดร้าย ป่าเถื่อน สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น สร้างความไม่สงบขึ้นในสังคม อันเป็นความผิดตามกฏหมายอาญา มาตรา230 ,183 และ383 คือ ปล้นทรัพย์ ฆาตกรรม และวางเพลิงทำลายหลักฐาน จึงได้ควบคุมตัวนายยุยเฟิงทงไว้เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป


