เมื่อโรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ กลายเป็น ‘ชีวพนาเวศ’ แหล่งเรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพที่เปิดประตูต้อนรับผู้คนให้เข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
การขยายผลกิจกรรม "รวมพลังปลูกป่า เพื่อโรงงานแห่งความยั่งยืน" เพิ่มพื้นที่สีเขียว ณ โรงงานบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อเร็วๆ นี้ ทางโตโยต้าได้ต้อนรับสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศึกษาดูงาน “ชีวพนาเวศ และการปลูกป่าแบบมิยาวากิ” ว่ามีความคืบหน้าในการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างไรถึงเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
รู้หรือไม่ ! การปลูกป่านิเวศของโตโยต้า นำเอาองค์ความรู้การปลูกป่าตามแนวคิด “การปลูกป่านิเวศอย่างยั่งยืน” และเทคนิควิธีการปลูกป่าตามแนวคิด ของ ศ. ดร. อาคิระ มิยาวากิ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโยโกฮาม่า และผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้ด้านนิเวศวิทยานานาชาติประจำประเทศญี่ปุ่น โดยทฤษฎีนี้ประสบผลสำเร็จในการสร้างผืนป่าที่ อุดมสมบูรณ์มาแล้วมากกว่า 1,500 แห่งทั่วโลก
ศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพเเละความยั่งยืน “ชีวพนาเวศ” (Toyota Biodiversity and Sustainability Learning Center) ณ โรงงานบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา นับเป็นป่านิเวศในโรงงานแห่งแรกที่ได้รับความร่วมมือในการปลูกจากทุกภาคส่วน ได้แก่ พนักงานโตโยต้า ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้แทนจำหน่าย ประชาชนจากชุมชนรอบโรงงาน และชุมชนอื่นๆ ในจังหวัดฉะเชิงเทรากว่า 13,000 คน เข้าร่วมปลูกต้นไม้จำนวน 100,000 ต้น มาตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2551
ในปีต่อมาโตโยต้าได้จัดทำ “ไบโอโทป” (Biotope) ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต และเป็นการสร้างระบบนิเวศจากมือมนุษย์ จนเมื่อต้นไม้เติบโตเป็นป่านิเวศที่สมบูรณ์ ตลอดจนเกิดระบบนิเวศหลากหลายตามสายพันธุ์และชนิดในพื้นที่ โตโยต้าเล็งเห็นประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดขึ้น จึงนำมาบูรณาการให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพเเละความยั่งยืน โดยข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2568 มีพันธุ์พืชเพิ่มมากขึ้นเป็น 120 สายพันธุ์ รวมกว่า 368,000 ต้น บนเนื้อที่มากถึง 100,800 ตารางเมตร
ทั้งนี้โตโยต้าได้ขยายผลกิจกรรมปลูกป่านิเวศ ร่วมกับผู้แทนจำหน่ายฯ บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน และหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะนำองค์ความรู้ด้านการปลูกป่าไปเผยแพร่ให้แก่หน่วยงานและอาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรม ยังได้ติดตามผลพร้อมกับให้คำแนะนำในการดูแลรักษาผืนป่าที่ปลูกอีกด้วย
นางสาวลักษนาพรรณ วงศ์โสภา ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย
กล่าวว่า ปัจจุบัน โตโยต้าดำเนินกิจกรรมปลูกป่านิเวศแล้วกว่า 1,803,170 ต้น และช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 17,130 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของโตโยต้า ในการสร้างความสมดุลระหว่างธุรกิจและสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับสังคมไทยภายใต้แนวคิด "โตโยต้า เปลี่ยนเพื่อสิ่งที่รัก(ษ์)" โดยมุ่งมั่นส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของทุกภาคส่วนผ่านการร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)” ภายในปี ค.ศ. 2050 อย่างมั่นคงและยั่งยืน
“ในอนาคต มีแผนที่จะขยายพื้นที่ป่านิเวศให้สามารถเข้ามาท่องเที่ยวได้ โดยจะมีการแบ่งโซน และทำทางเดินอย่างสวยงาม และจะมีการสร้างศูนย์การเรียนรู้ มีการจัดนิทรรศการ และจุดพักรถ ซึ่งวางแผนไว้ว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2030 ( พ.ศ.2573)”
รศ.ดร.อภิวัฒน์ มุตตามระ ผู้ช่วยเหรัญญิก/กรรมการบริหาร สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “กิจกรรมพาสมาชิกมาทัศนศึกษาชีวพนาเวศ ณ โรงงานโตโยต้า บ้านโพธิ์ ในครั้งนี้ ทางสมาคมฯ รวบรวมสมาชิกที่ให้ความสนใจกับกิจกรรมนี้ได้สัมผัสจริง เกี่ยวกับการปลูกป่าแบบคุณมิยาวากิซึ่งเป็นสิ่งที่โรงงานโตโยต้าทำสำเร็จและสามารถตอบโจทย์ในการขยายพื้นที่ป่าของประเทศไทย”
หลักการปลูกป่านิเวศ ตามทฤษฎี ศ. ดร.อาคิระ มิยาวากิ
-พันธุ์ไม้ที่ปลูกจะต้องเป็นชนิดพันธุ์ไม้พื้นเมือง (Native species) เพื่อเป็นการคืนธรรมชาติให้กับท้องถิ่น และทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษา
-สร้างเนินดินเป็นแนวปลูกในเขตโรงงาน (Mound) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวดิน ช่วยในการระบายน้ำและอากาศ
-เตรียมกล้าไม้ที่ปลูกในถุงพลาสติก (Potted seedlings) ซึ่งกล้าไม้จะต้องมีระบบรากแข็งแรง โดยมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 80-100 เซนติเมตร เพื่อให้ต้นไม้พร้อมสำหรับการปลูกในช่วงแรกของการปลูกป่านิเวศในโรงงาน
-มีความหนาแน่นในการปลูก 3 - 4 ต้น ต่อตารางเมตร โดยทำการปลูกแบบสุ่มไม่เป็นแนวตรง เนื่องจากความต้องการแสงแดดจะเป็นการกระตุ้นการเจริญเติบโตของต้นไม้ในด้านความสูงในระยะ 3 ปีแรก และทำให้มีการคัดเลือกตามธรรมชาติเพื่อความอยู่รอด
-ปลูกพันธุ์ไม้หลาย ๆ ชนิดปะปนกันทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม เพื่อให้มีสภาพคล้ายธรรมชาติ
-การปลูกมีเทคนิคแบบพิเศษ เช่น การนำกล้าไม้จุ่มน้ำ จากนั้นจึงคลุมด้วยฟางข้าว จะทำให้กล้าไม้อยู่ได้ โดยไม่ต้องรดน้ำประมาณ 1 เดือน (ในกรณีที่ไม่สามารถรถน้ำได้ต่อเนื่อง) และช่วยเพิ่มอัตราการรอดให้สูงขึ้นด้วย


