เคยสงสัยไหมว่า ทำไม คืนไหนที่เรานอนดึก หรือปั่นงานจนโต้รุ่ง วันรุ่งขึ้นเราจะรู้สึกโหยหาน้ำหวาน ชานมไข่มุก หรือโดนัทเป็นพิเศษ? ทั้งที่ปกติเราอาจจะเป็นคนดูแลสุขภาพแท้ๆ แต่พอร่างกายอดนอน “ใจ” มันกลับแพ้ให้ “ของหวาน” ทุกที แต่ความจริงก็คือ มันไม่ใช่แค่เรื่องของใจไม่แข็ง แต่มันคือ “พายุฮอร์โมน” ในตัวคุณ
เมื่อสมองส่วน “สติ” อ่อนแรง แต่สมองส่วน “อยาก” กลับตื่นตัว
การนอนน้อยทำให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ทำหน้าที่ตัดสินใจและยับยั้งชั่งใจนั้น "ล้า" จนทำงานเฉื่อยชาลง ในขณะที่สมองส่วนความพึงพอใจกลับตื่นตัวไวเป็นพิเศษ เมื่อคุณเห็นของหวาน สมองจะสั่งให้คุณพุ่งเข้าใส่ทันทีโดยที่สติห้ามไม่ทัน แถมร่างกายที่พักผ่อนไม่พอยังโหยหา "น้ำตาล" ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่เร็วที่สุด เพื่อประคองให้คุณผ่านพ้นวันไปได้
น้ำตาลกับการอักเสบ: ปุ๋ยชั้นดีของเซลล์ร้าย
ความอันตรายอยู่ตรงนี้ เมื่อเราทานหวานจัดตามที่สมองสั่ง น้ำตาลส่วนเกินจะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารก่อการอักเสบออกมาอย่างต่อเนื่อง สภาวะนี้เปรียบเสมือนการเกิด "การอักเสบเรื้อรัง" หรือไฟไหม้เล็กๆ ภายในเซลล์ตลอดเวลา ซึ่งจะเข้าไปทำลาย DNA และขัดขวางระบบซ่อมแซมเซลล์ จนเปิดโอกาสให้เซลล์ปกติกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ปริมาณน้ำตาลที่พุ่งสูงยังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมามหาศาล ซึ่งอินซูลินที่สูงค้างนี้เองที่เป็นเสมือน "ปุ๋ยเร่งโต" สั่งให้เซลล์ที่ผิดปกติแบ่งตัวและขยายร่างรวดเร็วกว่าปกติหลายเท่า การนอนน้อยจนกลายเป็นสายหวานจึงไม่ได้จบแค่เรื่องพุงยื่น แต่มันคือการสร้างสภาพแวดล้อมในร่างกายที่เอื้อให้โรคมะเร็งเติบโตได้อย่างน่ากลัว
วิธีตัดวงจร "สายหวาน" เมื่อต้องนอนน้อยหรือนอนดึก
หากเลี่ยงการนอนดึกไม่ได้จริงๆ ลองใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อคุมอาการโหยน้ำตาล
• อัดโปรตีนในมื้อเช้า: เช่น ไข่ต้มหรืออกไก่ เพื่อช่วยพยุงระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ลดอาการอยากหวานช่วงบ่าย
• จิบน้ำเปล่าบ่อยๆ: บางครั้งสมองแยกไม่ออกระหว่าง "หิวน้ำ" กับ "หิวของหวาน"
• ตากแดดรับแสงเช้า: เพื่อรีเซ็ตนาฬิกาชีวิตและฮอร์โมนเบื้องต้น ช่วยให้สมองตื่นตัวโดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาล
การนอนคือการดูแลสุขภาพที่ถูกที่สุดและดีที่สุด หากคุณอยากลดความเสี่ยงมะเร็งและคุมน้ำหนักให้ได้ผล คืนนี้ลองปิดไฟให้เร็วขึ้นสัก 1 ชั่วโมงดู แล้วคุณจะพบว่าการปฏิเสธของหวานในวันรุ่งขึ้นนั้น ง่ายกว่าที่เคยเป็นมา


