xs
xsm
sm
md
lg

จากนรกเยือกแข็งสู่ความหวังใหม่ Greenland 2: Migration การเดินทางที่เดิมพันด้วยชีวิต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อภินันท์ บุญเรืองพะเนา



หากจะพูดถึงภาพยนตร์หายนะที่ “จริง” และ “จิกกัดหัวใจ” ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของ Greenland (2020) ต้องอยู่ในลิสต์อันดับต้น ๆ แน่นอน ในขณะที่หนังแนวอุกกาบาตล้างโลกเรื่องอื่น ๆ มักจะขายภาพการทำลายล้างแบบวินาศสันตะโรหรือวีรบุรุษผู้กอบกู้โลกด้วยการไประเบิดหินอวกาศ แต่ Greenland ภาคแรกกลับเลือกเล่าเรื่องในมุมที่เล็กกว่า ทว่าทรงพลังกว่า นั่นคือเรื่องราวของ “ครอบครัว” ที่ไม่ได้มีพลังวิเศษและไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศ พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางความโกลาหลของสังคมที่กำลังล่มสลาย

ความสนุกของภาคแรกไม่ได้อยู่ที่แค่การหนีสะเก็ดดาวดาวหาง “คลาร์ก” แต่มันคือการบีบคั้นอารมณ์ผ่านสถานการณ์ที่บีบให้ตัวละครต้องตัดสินใจในเรื่องความเป็นความตาย ความโกรธแค้น ความเห็นแก่ตัว และความเชื่อใจในเพื่อนมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราอินไปกับครอบครัว “แกร์ริตี้” จนแทบหยุดหายใจ และเมื่อพวกเขาได้ก้าวเท้าเข้าสู่บังเกอร์ในกรีนแลนด์ท่ามกลางโลกที่ถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่าน นั่นไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม

ใน Greenland 2: Migration (2026) ผู้กำกับ “ริค โรมัน วอห์” (Ric Roman Waugh) พาเรากลับมาพบกับครอบครัวแกร์ริตี้อีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไป 5 ปี ภายใต้บังเกอร์อันมืดมิดในกรีนแลนด์ “จอห์น” (เจอร์ราร์ด บัตเลอร์), “อัลลิสัน” (โมเรนา บัคคาริน) และ “เนธาน” (โรมัน กริฟฟิน เดวิส) ที่บัดนี้เติบโตเป็นวัยรุ่นอายุ 15 ปี ต้องเผชิญกับโลกที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
จาก “วันสิ้นโลก” ที่เต็มไปด้วยไฟและแรงกระแทก สู่ “ยุคหลังความตาย” ที่โลกทั้งใบถูกแช่แข็งภายใต้รังสีอันตรายและพายุคลั่งที่โหมกระหน่ำบนพื้นผิว การกลับมาครั้งนี้ถึงไม่ได้เป็นแค่การ “หนี” แต่มันคือการ “อพยพ” ครั้งใหญ่เพื่อค้นหาดินแดนแห่งความหวังที่เรียกว่า The Scorch


ความสงบสุขที่เปราะบางภายในบังเกอร์ต้องพังทลายลงเมื่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ (ผลพวงจากการพุ่งชนของดาวหางในภาคแรก) ทำให้โครงสร้างของที่พักพิงเริ่มพังทลาย ครอบครัวแกร์ริตี้พร้อมกับกลุ่มผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งจึงถูกบังคับให้ต้องก้าวออกจากเขตปลอดภัย และออกเดินทางข้ามดินแดนรกร้างอันหนาวเหน็บของยุโรป

เป้าหมายของพวกเขาคือการเดินทางไปที่ “หลุมอุกกาบาตคลาร์ก” (Clarke Crater) ในตอนใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งมีรายงานความเชื่อว่านั่นคือสถานที่ที่ระบบนิเวศกำลังเริ่มฟื้นตัวและอาจกลายเป็นสรวงสวรรค์ท่ามกลางขยะนิวเคลียร์ แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าพายุหิมะหรือรังสี คือ “มนุษย์” ที่เหลืออยู่ซึ่งสูญเสียสามัญสำนึกและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด

ความน่าสนใจของ Greenland 2: Migration คือการเปลี่ยนโทนหนังจาก “หนังหนีภัยพิบัติ” (Disaster Thriller) มาเป็น “หนังเอาชีวิตรอดในโลกหลังล่มสลาย” (Post-Apocalyptic Survival) ที่มีกลิ่นอายของ The Road ผสมกับความตื่นเต้นแบบ Mad Max แต่ยังคงรักษาลายเซ็นความสมจริงไว้ได้อย่างเหนียวแน่น


หนังใช้สถานที่ถ่ายทำจริงในอังกฤษและไอซ์แลนด์ เพื่อเนรมิตภาพโลกที่ถูกแช่แข็งออกมาได้อย่างสมจริงและหดหู่ ฉากการเดินทางผ่านลอนดอนที่จมอยู่ใต้น้ำ หรือลิเวอร์พูลที่กลายเป็นเมืองร้างท่ามกลางขี้เถ้า คือความอลังการที่ทั้งสวยงามและน่าขนลุก

เจอร์ราร์ด บัตเลอร์ สลัดคราบพระเอกบู๊ล้างผลาญทิ้งไป เขาสวมบทคุณพ่อที่แบกรับความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ไว้เต็มบ่า ขณะที่ โมเรนา บัคคาริน เป็นตัวแทนของความเปราะบางทว่าเข้มแข็งอย่างประหลาด โดยมี เนธาน ลูกชายที่ต้องเติบโตมาในโลกที่ไม่มีสีสัน เป็นศูนย์กลางทางจิตใจของเรื่อง

หากภาคแรกคือการพิสูจน์ว่า “คุณจะทำอย่างไรเพื่อให้ครอบครัวรอดชีวิตใน 24 ชั่วโมง?” ภาคต่อนี้คือคำถามที่ยิ่งใหญ่กว่าว่า “คุณจะรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้อย่างไรในโลกที่ไม่มีอะไรเหลือเลย?” Greenland 2: Migration ไม่ได้เพียงแค่ขายฉากสึนามิยักษ์หรือพายุรังสีที่กวาดทำลายทุกอย่าง (ซึ่งในหนังทำออกมาได้น่าประทับใจมาก) แต่มันคือการสะท้อนภาพความหวังท่ามกลางความสิ้นหวัง การเดินทางของพวกเขาคือบทพิสูจน์ว่า ความรักและการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาคือเชื้อเพลิงเดียวที่นำทางเราไปสู่เช้าวันใหม่

นี่คือภาพยนตร์ที่ครบรส ทั้งแอ็กชันระทึกขวัญ งานภาพระดับบล็อกบัสเตอร์ และบทดราม่าที่กระแทกใจ หากคุณเคยเสียน้ำตาและลุ้นจนตัวโก่งในภาคแรกมาแล้ว Greenland 2 : Migration คือภาคต่อที่ทำการบ้านมาอย่างดี เพื่อบอกเราว่า “การรอดชีวิต” เป็นเพียงก้าวแรก แต่ “การมีชีวิตอยู่” อย่างมีความหมายนั้นยากกว่าหลายเท่า















กำลังโหลดความคิดเห็น