xs
xsm
sm
md
lg

ยินดีต้อนรับกลับสู่ขุมนรก! IT: Welcome to Derry ตัวตลกกินเด็กที่วิปริตและมืดหม่นกว่าที่โลกเคยรู้จัก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อภินันท์ บุญเรืองพะเนา



ในโลกของภาพยนตร์สยองขวัญ น้อยครั้งนักที่ “ภาคต้น” (Prequel) จะสามารถยืนหยัดได้อย่างสง่างามโดยไม่ถูกมองว่าเป็นเพียงความพยายามขุดทองจากความสำเร็จเก่า แต่สำหรับ IT: Welcome to Derry ซีรีส์เรือธงจากค่าย HBO/Max ดูเหมือนจะทลายคำสาปนั้นลงได้อย่างราบคาบ ภายใต้การดูแลของพี่น้องมุสิเอตติ (Andy & Barbara Muschietti) ผลงานชิ้นนี้ไม่ได้เป็นแค่ส่วนต่อขยาย แต่มันคือการ “ขุดรากถอนโคน” ความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเมืองเดอร์รี่ออกมากางให้เราเห็นอย่างแจ่มชัด ในบรรยากาศปี 1962 ที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและความลับ

ความสนุกประการแรกที่ทำให้ผู้ชมทั่วโลกตื่นตาตื่นใจ คือการเลือกฉากหลังเป็นต้นทศวรรษที่ 60 ยุคที่อเมริกาดูเหมือนจะสวยงามและเปี่ยมด้วยความหวัง แต่ภายใต้รอยยิ้มนั้นคือความขัดแย้งทางสีผิว และความกลัวสงครามเย็น ซีรีส์ใช้สิ่งนี้เป็น “อาหาร” ชั้นเลิศให้กับเจ้า “เพนนี่ไวซ์”

ความสนุกของซีรีส์อยู่ที่การดูว่า IT แทรกซึมเข้าไปใน “อคติ” ของมนุษย์ได้อย่างไร ฉากการเผาทำลาย The Black Spot คลับของคนผิวดำที่เป็นตำนานในนิยาย ถูกนำมาถ่ายทอดอย่างทรงพลัง มันไม่ใช่แค่ความสยองขวัญจากปีศาจ แต่มันคือความสยองขวัญที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ ซึ่ง เพนนี่ไวซ์ เพียงแค่มายืนถือลูกโป่งสีแดงรอเก็บเกี่ยวผลผลิตจากความเกลียดชังนั้น


หากไม่มีเขาคนนี้ ซีรีส์เรื่องนี้อาจขาดจิตวิญญาณสำคัญไป การกลับมาของ “บิลล์ สการ์สการ์ด” ในบท เพนนี่ไวซ์ คือการยกระดับมาตรฐานการแสดงขึ้นไปอีกขั้น ในซีรีส์นี้เราจะได้เห็น “ร่างจำแลง” ที่มีความหลากหลายขึ้น สการ์สการ์ดไม่ได้แค่เล่นเป็นตัวตลกกินเด็ก แต่เขาเล่นเป็น “เอนทิตี้” (Entity) ที่กำลังสนุกกับการทดลองความกลัวในรูปแบบใหม่ๆ การเคลื่อนไหวที่ผิดธรรมชาติ ดวงตาที่เหล่ไปคนละทาง และน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่เปี่ยมด้วยความกระหาย ทำให้ทุกฉากที่เขาปรากฏกายคือจุดพีคที่ผู้ชมเฝ้ารอ มันคือความระทึกที่ผสมผสานกับงานศิลปะการแสดงที่หาตัวจับยาก

เสน่ห์ที่ขาดไม่ได้ของจักรวาล IT คือกลุ่มเด็กๆ ที่เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ ใน Welcome to Derry เราได้รับเชิญให้รู้จักกับกลุ่มเพื่อนกลุ่มใหม่ที่เคมีเข้ากันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซีรีส์ให้เวลากับการปูพื้นหลังตัวละครอย่างละเอียด ทำให้คนดูผูกพันกับพวกเขามากกว่าในเวอร์ชันภาพยนตร์ที่มีเวลาจำกัด เราจะได้เห็นการต่อสู้กับความโศกเศร้า การถูกทอดทิ้ง และมิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางอันตราย ความสนุกจึงไม่ได้อยู่ที่ “ใครจะตาย” แต่อยู่ที่ว่าพวกเขาจะก้าวผ่านความเจ็บปวดได้อย่างไร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ สตีเฟน คิง มักจะใส่ไว้ในผลงานของเขาเสมอ

ในเชิงเทคนิค ซีรีส์เรื่องนี้คือ “งานภาพระดับมาสเตอร์พีซ” การออกแบบเครื่องแต่งกายและฉากที่จำลองเมืองเดอร์รี่ในยุค 60s ทำออกมาได้อย่างประณีตจนเราแทบจะได้รับกลิ่นอายของเบอร์เกอร์ในร้านโซดาและกลิ่นชื้นแฉะของท่อระบายน้ำ ในแง่ของงานภาพ ซีรีส์ใช้เล่ห์เหลี่ยมของ โทนสี เป็นเครื่องมือขยี้อารมณ์ได้อย่างเหนือชั้น โดยการใช้สีเหลืองอำพันและพาสเทลที่ดูอบอุ่นถวิลหาอดีตเพื่อพรางตาความโหดเหี้ยมของสังคมเมือง ก่อนจะตัดฉับด้วยสีแดงสดที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการคุกคามของเพนนี่ไวซ์ และสีเขียวเน่าเปื่อยในเงามืดที่สื่อถึงความเสื่อมทรามใต้ดิน


ความย้อนแย้งของสีสันเหล่านี้สร้างบรรยากาศ “ความไม่ไว้วางใจ” ให้กับผู้ชมตลอดเวลา ทำให้เดอร์รี่กลายเป็นเมืองที่ดูสวยงามในภาพถ่ายแต่กลับชวนขนหัวลุกในทุกโสตสัมผัส เสริมด้วยงานซีจีที่เนียนตาและการใช้เอฟเฟกต์แต่งหน้าที่ชวนคลื่นไส้แต่ก็น่าดึงดูดใจอย่างประหลาด

สำหรับแฟนพันธุ์แท้ ซีรีส์เรื่องนี้คือขุมทรัพย์แห่งข้อมูล เราจะเริ่มเห็นเค้าลางของ The Deadlights และจุดกำเนิดที่เป็นปริศนาของ IT มากขึ้น มีการเชื่อมโยงถึง “เต่า Maturin” และความเชื่อโบราณที่ภาคหนังยังไม่เคยแตะต้อง ความสนุกของการรับชมจึงกลายเป็นการประกอบจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดหายไปในประวัติศาสตร์ของเมืองเดอร์รี่ ทำให้เรื่องราวทั้งหมดสมบูรณ์และลุ่มลึกขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

IT: Welcome to Derry ไม่ใช่แค่ซีรีส์ที่ทำมาเพื่อคั่นเวลา แต่มันคือการประกาศศักดาว่า “ความกลัว” นั้นไม่มีวันตกยุค หากมันถูกเล่าด้วยความเข้าใจในจิตใจมนุษย์ ซีรีส์เรื่องนี้มอบทั้งความสนุกในแง่ความบันเทิงกระแสหลัก และความลุ่มลึกในแง่ของวรรณกรรมสยองขวัญ มันคือการเดินทางย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมเราถึงยังคงหวาดกลัวเงาที่ขยับได้ในมุมมืด และทำไม เราถึงไม่ควรรับลูกโป่งจากคนแปลกหน้า

















กำลังโหลดความคิดเห็น