xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนรอย “แพท พาวเวอร์แพท” ก่อนพ้นโทษพรุ่งนี้ 16 ปีในเรือนจำ กับบทเรียนชีวิตที่มีทั้งน้ำตา รอยยิ้ม และความรัก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



พรุ่งนี้แล้ว(4 ม.ค.64) ที่ “แพท พาวเวอร์แพท” วรยศ บุญทองนุ่ม อดีตนักร้องวัยรุ่นชื่อดัง จะได้รับอิสรภาพพ้นโทษออกมาจากเรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี หลังโดนจับในข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพ(ยาอี) และถูกจองจำในคุกมานาน 16 ปี 6 เดือน เพื่อชดใช้ความผิดตามกฎหมายที่เจ้าตัวกระทำลงไป

จากวันแรกที่โดนจับแพทเพิ่งจะอายุ 20 ต้นๆ วันเวลาผ่านไปตอนนี้แพทอายุปาเข้าไป 40 ปี การก้าวผิดในครั้งนั้นทำให้แพทสูญเสียโอกาสดีๆ ในชีวิตแทบทุกอย่าง แต่ในมุมตรงกันข้ามก็ได้เรียนรู้มันด้วยตนเอง เป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ที่เจ้าตัวจะต้องจำไปตลอดชีวิต และตระหนักว่าไม่ควรหวนกลับไปเดินบนเส้นทางนั้นอีก พรุ่งนี้ถึงเวลาที่แพทจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง แต่ก่อนจะถึงโมเมนต์นั้นเราไปย้อนดูความคิดของเจ้าตัวผ่านบทสัมภาษณ์เก่าๆ ว่า 16 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนแพทให้เป็นแพทคนใหม่อย่างไร และนี่คือบทสรุปเรื่องราวชีวิตของ “แพท พาวเวอร์แพท” นับตั้งแต่วันแรกที่โดนจับ สู่วันสุดท้าย ก่อนพ้นคุก

จุดพลิกผันจากนักร้องดัง กลายเป็นนักโทษ
ย้อนกลับไปอดีต “แพท” เป็นนักร้องนำวงพาวเวอร์แพท (POWER PAT) หน้าตาหล่อสาวๆ กรี๊ด มีผลงานออกมา 2 อัลบั้มด้วยกัน นั่นคือ Power Pat ออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2543 และอัลบั้ม Power Pop ในปีถัดมา ก่อนจะแยกตัวมาออกอัลบั้มเดี่ยว โดยมีเพลงฮิต อาทิ โรงภาพยนตร์, หลุดปากใช่ไหม, แม่น้ำร้อยสาย, มีคำเป็นร้อย, ตบตาฯ นอกเหนือจากงานเพลงแล้ว แพทยังเล่นละครด้วย ได้แก่เรื่อง รัน! รักอันตราย, Girl Club รับเอาคืน และ เฮี้ยวนักรักซะเลย

ชีวิตหักเหชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ “แพท” ถูกจับเมื่อวันที่ 6 พ.ค.2547 ในข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพ(ยาอี) ศาลตัดสินจำคุก 50 ปี ปรับ 1 ล้านบาท ถูกคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี

หลังเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ “แพท” เขียนพ็อกเก็ตบุ๊กชื่อ “ชีวิตที่ไม่มีเทค 2 พาวเวอร์ แพท” ซึ่งเป็นหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของแพทที่เคยก้าวพลาด จนทำลายอนาคตของตัวเองย่อยยับ เพื่อหวังเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนอ่าน และเป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้กับสังคมให้ดูชีวิตของตนเป็นตัวอย่างและอย่าทำตาม

ย้อนรอยที่สุดเรื่องราวของ “แพท” ตลอด 16 ปี ที่มีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา รวมถึงความรักที่ก่อตัวขึ้นระหว่างถูกจองจำ ซึ่งกลายมาเป็นบทเรียนชั้นดีเยี่ยมให้กับเจ้าตัว
“มันเสี่ยงตั้งแต่ผมเข้าไปยุ่งกับยาเสพติดแล้วล่ะ ถ้าเข้าไปวงจรนั้นมันจะค่อยๆ ซึมไปเรื่อยๆ ที่เลิกไม่ได้ ที่ถลำลึกอยู่ที่ใจตัวเองมากกว่า ช่วงนั้นงานในวงการผมไม่ค่อยดีแล้วครับ และมีปัญหาธุรกิจด้วยโดนโกงจนเจ๊ง แล้วผมก็เป็นคนใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ตอนวัยรุ่นวันนี้หามาก็ใช้ไป ไม่ได้คิดถึงอนาคต นี่คือเหตุผลหลักๆ เลย ไม่รู้ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน”

“เหตุผลที่ผมไปเสพยา เพราะรู้สึกว่าคนอื่นไม่เข้าใจ คุยกับใครไม่รู้เรื่อง ส่วนที่บ้านผมก็ไม่รู้จะไปคุยกับใคร เหมือนรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเรา ไม่ใช่เสพยาเพราะประชดชีวิต แต่ผมเสพยาเหมือนเป็นเพื่อน ผมเป็นคนที่ไม่ชอบไปห้าง ไม่ชอบที่คนเยอะๆ ไม่ชอบชีวิตในมหาวิทยาลัย จะบอกว่าติสต์จัดก็ได้ ผมรู้ว่ายาเสพติดมันไม่ดี แต่ตอนนั้นผมมองว่ายาเสพติดมันเป็นเพื่อน (เหตุผลหลักที่ค้ายาเพราะอะไร หรือเพราะเห็นว่ามันรวยเร็ว?) ตอนนั้นผมไม่ได้คิดค้ายา เสพอย่างเดียว แค่มีให้เสพก็พอแล้ว ตอนนั้นก็ติดยาหนักเลยแหละ”

“ผมกับพ่อบอกรักทุกครั้งที่เจอกัน กับแม่ก็เหมือนกัน เราบอกรักกันทุกครั้งที่พ่อมาเยี่ยม เมื่อก่อนจะเก็บความรู้สึก อาจจะเพราะเขิน เป็นผู้ชายด้วย แต่ตอนนี้ไม่เก็บแล้ว โอกาสแบบนี้วันนึงถ้าเสียไป จะเรียกร้องให้มันหวนคืนมาไม่ได้แล้ว และผมคงจะเสียใจมาก ตั้งแต่โตมาไม่ค่อยสนิทกับพ่อ เพิ่งจะมาสนิทกันหลังจากผมเข้ามาอยู่ในนี้(เรือนจำ) ทำให้เข้าใจพ่อมากขึ้น ตอนเด็กๆ เวลาที่พ่อสอนอะไรจะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดหรอก ไม่ใส่ใจบ้าง แต่พอเราโต คำสอนที่พ่อบอกมันใช่หมดเลย”

“ผมเป็นลูกคนเดียว ตอนนั้นผมไม่สนิทกับคุณพ่อคุณแม่เท่าไหร่ เพิ่งมาสนิทตอนที่เข้ามาอยู่ในนี้ ผมออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 16-17 ปี ออกมาอยู่เอง เล่นดนตรี ใช้ชีวิตเองตลอด ทำให้ไม่ค่อยผูกพันกัน แต่ผมจะไปเจอแม่บ่อย ปีนึงก็หลายครั้ง แต่เจอพ่อปีละครั้ง ล่าสุดก่อนเข้ามาในนี้ผมเจอพ่อ 2 ปีครั้ง แล้วตอนนี้พ่อกับแม่เหมือนสบายใจมากที่ผมมาอยู่ในนี้ คือยังไงก็รู้ว่าผมอยู่ไหน(หัวเราะ) แม่มาเมื่อไหร่ก็เจอ แต่อยู่ข้างนอกตามตัวผมยากมาก”

“แม่ร้องไห้บ่อยครับ เห็นน้ำตาแม่แล้วสะเทือนใจครับ ตอนแรกที่เกิดเรื่องผมรับไม่ได้ที่ได้เห็นน้ำตาแม่ และเอาจริงๆ ก็คือรับในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ด้วย ตอนนั้นผมเสียใจมาก เสียใจที่ทำให้แม่เสียใจ รู้สึกตัวเองบาปมาก พ่อด้วย ถึงพ่อจะไม่ร้องไห้แต่ผมก็รู้ว่าพ่อเสียใจและเป็นห่วงผมมาก และรู้สึกว่าพ่อโทษตัวเองด้วย พ่อไม่ได้พูดแต่ผมรู้สึกได้ว่าเขาโทษตัวเองว่าดูแลผมไม่ดีพอ เขาปล่อยปะละเลยเราเกินไป จนทำให้เราเป็นแบบนี้ ถ้าเขาเข้มงวดกับผมมากกว่านี้อาจจะไม่เป็นแบบนี้ นี่คือสิ่งที่พ่อโทษตัวเอง แต่ผมก็ได้บอกพ่อไปแล้วว่าไม่ใช่ความผิดของพ่อหรอก มันเป็นสิ่งที่ผมเลือกเอง”

ในมุมเลวร้าย ยังมีมุมฮา กับเรื่องไม่คาดคิดของ “แพท”
“มีเรื่องตลกของผมอยู่เรื่องนึง ตอนวัยรุ่นช่วงที่ผมคลั่งดนตรีมากๆ ผมไปดูหนังเรื่อง AirHead เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักดนตรีร็อกวงหนึ่งที่มาเล่นดนตรีในคุก แต่ก่อนที่เขาจะติดคุก วงนี้ทำเพลงขึ้นมาแล้วอยากให้สถานีวิทยุเปิดเพลงของพวกเขาออกอากาศ แต่สถานีวิทยุไม่ยอมทำตาม พวกเขาก็เลยใช้ปืนปลอมไปจี้สถานีวิทยุเพื่อบังคับให้เปิดเพลงของตัวเอง สุดท้ายวงนี้ต้องไปเล่นดนตรีในคุก ต้องใส่ชุดนักโทษเล่นดนตรี”

“ซึ่งตอนที่ผมดูหนังเรื่องนี้รู้สึกเฮ้ย…เท่ว่ะ แล้วผมก็ไปสวนจตุจักรเพื่อไปหาซื้อโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ เอามาใส่กรอบอย่างดี ตอนนั้นย่าผมยังอยู่ ย่าถามหิ้วอะไรมา ผมบอกรูปครับจะเอามาติดห้องนอน พอย่าเห็นโปสเตอร์ว่าเป็นรูปอะไร ด่าเลย รูปพ่อมึ…สิ(หัวเราะ) ผมยืนดูโปสเตอร์ทุกวัน เท่ว่ะๆ คิดไม่ถึงว่าเวลาผ่านไป ผมต้องมาเล่นดนตรีในนี้ แถมเล่นยาวเลย(หัวเราะ) ชีวิตบางทีก็มีเรื่องที่เราคาดไม่ถึง”

โดนพ่อด่าเตือนสติ “แพท” เคยกลัวว่ากว่าจะพ้นโทษออกมา พ่ออาจไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว
“พ่อพูดตลอดว่า ถ้าผมไม่ได้ลดโทษ กว่าจะได้ออกไปเขาคงไม่อยู่แล้ว นี่คือนิสัยเขา ให้อยู่กับความจริง เขาสอนให้อยู่กับความจริง แต่ถ้าวันนั้นมาถึง วันที่ไม่มีเขาแล้ว ผมก็ต้องอยู่ให้ได้ ถึงเวลาที่ต้องดูแลตัวเอง แต่เรื่องของใจเรื่องความรู้สึกภายในเป็นอีกเรื่องนึงนะครับ ยังไงต้องพาตัวเองดำเนินชีวิตให้ได้และให้ดี ต้องอยู่กับความจริง”

“อย่างเรื่องความรัก ถ้าเกิดมีความรักในนี้นี่หมดสิ้นเลย เราไม่สามารถดูแลเขาได้ เพราะฉะนั้นอย่าเห็นแก่ตัว มันไม่มีความเป็นไปได้ มองไม่เห็นจุดจบ พ่อจะบอกตลอดว่าอย่าหาเรื่องยุ่งยากให้ตัวเองอีก พูดตรงมาก แทบไม่รักษาน้ำใจกันเลย เหตุผลก็เพราะอยากเตือนสติเรา ไม่อยากให้ทุกข์เพราะรักอีก ซึ่งผมก็เข้าใจดี”

“ถ้าต้องอยู่ในนี้ตลอดชีวิต ก็ต้องทำใจยอมรับมันให้ได้ แต่ลึกๆ มีความเชื่อว่าตัวเองคงไม่จบชีวิตในนี้แน่นอน คงมีเหตุให้ได้ลดโทษบ้างถ้าเราทำตัวดี แต่ถ้าต้องอยู่ตลอดชีวิตจริงๆ ก็ต้องอยู่ให้ได้ แต่ความรู้สึกที่มันติดอยู่ในใจผมตลอดก็คือ บั้นปลายชีวิต ผมคงไม่จบชีวิตอยู่ในนี้แน่”

ความรักเป็นสิ่งต้องห้าม รักไปก็เจ็บเปล่าๆ
“ด้วยสถานะภาพที่เป็นอยู่ ทุกอย่างต้องอยู่บนความเป็นจริง ถามว่าเรื่องความรักเป็นอีกเรื่องที่ต้องควบคุมมั้ย มันก็ใช่ อยู่ข้างในเราทำอะไรไม่ได้ ถึงรักใครเราก็ดูแลเขาก็ไม่ได้ และเป็นไปได้ยาก ...ตอนนี้จริงๆ ผมมีความรู้สึกดีๆ ให้กับน้องคนนึง เขาเป็นเพื่อนของรุ่นน้อง มาเยี่ยมและได้พูดคุยกันแล้วรู้สึกว่าใช่ เขามาเติมความสดใสให้เราสดชื่น และไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมานานแล้ว นี่แหละใช่ แต่ก็รู้สึกว่ามันสายไปหรือเปล่า ทำไมถึงต้องมาเกิดตอนที่เราอยู่ในนี้ แต่ผมไม่ได้หวังให้เขามารักตอบ เพราะมันยากมาก เพียงแต่ไม่อยากเก็บกดความรู้สึกตัวเองเอาไว้ ก็เลยบอกออกไป ซึ่งน้องเขาก็งง...”

“มันเป็นความรักที่ไม่ใช่อยากเป็นเจ้าของครอบครอง อยากเห็นเขามีความสุข ถ้าเขามีแฟนเราก็ยินดีด้วย เป็นความรักที่บริสุทธิ์ใจ ไม่มีเรื่องเซ็กส์มาเกี่ยวข้อง อันนี้คือสิ่งนึงที่ผมเรียนรู้ได้จากเรือนจำ ต้องอดทนไม่ยึดมั่นถือมั่น ทำให้ใจกว้างขึ้นมีเหตุมีผล ไม่อยากเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเหมือนความรักสมัยวัยรุ่น แต่ทุกวันนี้ไม่ได้คิดอะไรมากแล้ว เพราะพ่อจะด่าตลอด บอกติดอยู่ในนี้ก็เจ็บช้ำพอแล้ว คือพ่อไม่เข้าใจว่าผมไม่ได้คิดอะไรแบบตอนเด็กๆ เราก็แค่อยากมีสักคนที่เขียนจดหมายมาหาทุกอาทิตย์ แค่มีคนคิดถึงให้กำลังใจก็แค่นั้นเอง กับเรื่องความรักผมไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องอะไรอยู่แล้ว”

เป็นคนมีแนวคิดกบฏต่อแนวคิดหลักทางสังคม ตอนอยู่ข้างนอกไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้เรียนจบปริญญาตรีในเรือนจำ
“ผมเรียนจบปริญญาตรี หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต แขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เขาจะส่งหนังสือมาให้เรา แล้วเราก็เรียนด้วยตัวเองครับ ถึงเวลาทำแบบฝึกหัดที่ต้องเก็บคะแนนเราก็ส่งงานไปทางไปรษณีย์ ส่วนวิชาภาคปฏิบัติจะมีอาจารย์เข้ามาสอนในนี้ ถึงเวลาสอบแต่ละเทอมก็สอบในนี้เลย เขาจะมีอาจารย์มาคุมสอบ ถ้าสอบตกก็สอบซ่อม ผมเรียนจบปริญญาตรีภายใน 4 ปี ถ้าอยู่ข้างนอกคงเรียนไม่จบ เพราะเมื่อก่อนไม่เชื่อในระบบการศึกษา เป็นคนมีแนวคิดกบฏต่อแนวคิดหลักทางสังคม(หัวเราะ) ความคิดเพิ่งมาเปลี่ยนตอนอยู่ในนี้ ที่เรียนเพราะอยากให้พ่อแม่ภูมิใจ และอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่าถ้าเราตั้งใจ เราก็สามารถทำได้นะ”

จากคนไม่เชื่อในความดี ไม่ศรัทธาพุทธศาสนา ตอนนี้สอบธรรมศึกษาชั้นตรี โท เอก จบแล้ว
“เมื่อก่อนไม่ไหว้พระเลย ไม่ศรัทธาพุทธศาสนาเพราะเราไม่เข้าใจหลักธรรมคำสอน ไม่เข้าใจแก่นของพุทธศาสนา แต่แม่ผมเป็นคนใส่บาตรทุกวัน แต่ผมไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ไม่เชื่อเรื่องนรก เพิ่งมาเชื่อตอนเข้ามาอยู่ในนี้ เริ่มจากชีวิตในเรือนจำเขาก็ปลูกฝังเรื่องธรรมะอยู่แล้ว ประกอบกับก่อนหน้านี้ผมมีเวลาได้อยู่กับตัวเอง ได้ทบทวนตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่ผ่านมา ทำไมชีวิตเราต้องมาเจอแบบนี้ พอได้ทบทวนตัวเองก็ทำให้รู้ว่ามันเป็นเรื่องบาปกรรมที่เราเคยทำไว้หลายๆ อย่าง ก่อนหน้านั้นผมทำแบบนี้ผลมันจึงเป็นแบบนี้ ทำให้ได้รู้ว่าทุกอย่างมันเป็นเหตุเป็นผลหมดเลย ตอนนี้ผมเชื่อและศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างหมดใจแล้ว ผมสอบธรรมศึกษาชั้นตรี โท เอก เขามีสอบทุกปี ผมก็ไปสอบ ตอนนี้ผมจบธรรมศึกษาชั้นเอกแล้วครับ”

ไม่ธรรมดา “แพท” ใช้เวลาว่างแต่งเพลงไว้เป็น 100 เพลง
“เมื่อก่อนเล่นดนตรีเป็นอาชีพก็จริงแต่ไม่เคยเรียน ครูพักลักจำเรียนด้วยตัวเองตลอด พออยู่ในนี้ผมก็เริ่มเรียนตั้งแต่ทฤษฎีดนตรีเลย ก็มีเพื่อนๆ พี่ๆ ส่งหนังสือมาให้ ผมก็เรียนอย่างหนักเลย เรียนกีตาร์ด้วย เรียนทางสายอะคูสติกด้วย เล่นกีต้าร์คลาสสิก เล่นฟิงเกอร์สไตล์(FingerStyle) และมีอีกเยอะมากครับ ตอนนี้ผมสอนดนตรีให้เพื่อนในนี้ด้วย ที่สอนอยู่ปัจจุบันก็รุ่นที่ 3 แล้วครับ ผมฝึกแต่งเพลงด้วย แต่งเพลงไว้เยอะครับ ที่เก็บไว้ในนี้น่าจะ 20 กว่าเพลงได้ แต่ที่ส่งกลับบ้านไปรวมแล้วก็น่าจะเกือบ 100 เพลง เนื้อหาหลากหลาย ทั้งเรื่องชีวิตที่ประสบการณ์ตรงและจินตนาการขึ้นมาก็มี”

ค้นพบว่าตัวเองวาดรูปเก่ง ใช้ศิลปะบำบัดความทุกข์
“อีกสิ่งที่ค้นพบตัวเองตอนอยู่ในนี้คือ เพิ่งรู้ว่าตัวเองการวาดรูปเป็น เมื่อก่อนชอบศิลปะเพราะเรามาสายอาร์ตติสต์ วาดรูป รอยสัก ทุกอย่างที่เป็นศิลปะผมชอบหมด พอได้เข้ามาอยู่ในนี้มันมีเวลาผมก็เลยลองดู ถ้าจะนับจริงๆ ผมเริ่มวาดตั้งแต่อยู่โรงพักตอนโดนจับแล้ว ข้าวกล่องเป็นโฟมที่เขาแจก กินเสร็จผมก็เอาปากกาเขียนกล่องโฟม เหมือนระบายความรู้สึกก็เขียนไปเรื่อยๆ (ระบายอะไรออกมาบ้าง วาดตัวเองนั่งร้องไห้เหรอ?) ไม่ครับ ไม่ดาร์กขนาดนั้น(หัวเราะ) วาดรูปคนรูปทั่วไป ที่ชอบวาดรูปเพราะมันช่วยให้ผมลืมทุกอย่าง ลืมแม้กระทั่งเราอยู่ที่ไหน มันเป็นโลกของเราเลย แต่ที่ได้แน่ๆ คือความภูมิใจเวลางานเสร็จสมบูรณ์”

“แพท” เชื่อถูกกำหนดมาแล้วให้มาอยู่ในคุก ไม่อย่างนั้นคงเสพยาจนตาย
“อยู่ข้างนอกกินเหล้า สูบบุหรี่ เอาทุกอย่าง เที่ยวจนเช้า นอนตีสี่ สุขภาพพังหมด ถ้าอยู่ข้างนอกก็คงตายไปนานแล้วแหละ(หัวเราะ) กับสิ่งที่ผ่านมาถามว่าเสียใจมั้ย มันไม่เชิงครับ เพราะลึกๆ เหมือนมันถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะคิดๆ ดูแล้ว ถ้าขืนผมยังใช้ชีวิตแบบนั้นตอนอยู่ข้างนอกคงอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ผมเคยเกือบช็อกยา 2 ครั้งแต่ไม่มีใครรู้ เพราะเล่นยาหนักมาก โอเวอร์โด๊ป ถ้าไม่โดนจับซะก่อน ดีไม่ดีผมคงตายเพราะเล่นยาไปแล้วก็ได้ เป็นเรื่องดีในเรื่องร้ายที่เจอ การได้มาอยู่ในนี้มีมุมดีเยอะ แม่มาเมื่อไหร่ก็เจอ(หัวเราะ)”

ไม่กลับไปทำผิดอีกแน่นอน เข็ดแล้วเข็ดเลย
“คนที่ทำผิดพลาดไปแล้วก็ไม่สายที่จะกลับตัวกลับใจ ถ้าคิดได้มันก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ ชีวิตมันเป็นครูเราอยู่แล้ว แต่ถ้าทำผิดซ้ำซากก็ต้องรับกรรมอีก เผลอๆ เจอหนักกว่าเดิม อันไหนที่ผิดพลาดไปแล้วเราก็เรียนรู้และไม่ทำอีกแค่นั้นเอง ให้มองไปข้างหน้าดีกว่า อย่าไปเศร้าโศกกับมันไม่มีประโยชน์หรอก เอาเวลามาใช้ชีวิตยังไงให้มันดีกว่าวันก่อนดีกว่า”

“ผมไม่กลับไปทำผิดอีกแน่นอน ผมพูดได้เต็มปาก และเป็นการให้สัญญากับตัวเองด้วย ผมได้เรียนรู้แล้วว่ามันเสียเวลา แล้วผมเอาสิ่งที่ผมอยากจะทำไปตั้งเป็นเป้าหมาย ถ้าผมกลับไปยุ่งยาเสพติดหรือทำผิดกฎหมายอีก ผมจะไม่มีโอกาสไปทำสิ่งที่ชอบอีกแล้วนะ อายุมากขึ้นขนาดนี้แล้ว ถ้าติดคุกอีกรอบก็แก่ตายในคุกแล้วล่ะ ฉะนั้นผมไม่กลับไปทำผิดอีกแน่นอน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมมั่นใจที่สุดในชีวิตแล้วตอนนี้ ไม่มีตังค์ก็ไม่เป็นไร แต่มีชีวิตอิสระข้างนอกดีกว่า”

คุกเปลี่ยนชีวิตแพท กลายเป็นแพทเวอร์ชั่นใหม่ เหมือนที่แพทเคยพูดไว้ว่า ในเมื่อเรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ ก็ต้องเผชิญหน้ายอมรับความผิดและแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อรอโอกาสที่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ดีกว่าเมื่อวาน


กำลังโหลดความคิดเห็น