xs
xsm
sm
md
lg

The Lady อองซาน ซูจีผู้กล้าหาญ/ต่อพงษ์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ภาพการไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อของนายกรัฐมนตรีปูยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ อองซาน ซูจี ผู้หญิงเก่งมากของโลกเมื่อสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ปลุกความรู้สึกของคนอยากดูหนังเรื่องล่าสุดของ ลุค เบสซอง ที่ชื่อ The Lady ขึ้นมาทันที

เพราะภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ ลุค เบสซอง ที่กำลังฉายอยู่และอาจจะลาโรงไปอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องชีวประวัติการต่อสู้และแนวความคิด อองซาน ซูจี

ลุค เบสซอง เป็นผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศสเป็นที่รู้จักของคนดูหนังเพราะความมันส์ทิ่เขาบรรจงใส่เข้ามาไล่มาตั้งแต่ The Fifth Element หรือ Leon นักฆ่าผู้จู่ๆต้องมารับจ้างเด็กใจเด็ดในการฆ่าล้างแค้นตำรวจชั่วที่มาฆ่าครอบครัวของเธอ หรือ ย้อนกลับไปกว่านั้นก็คือ Nikita สาวนักฆ่าที่รัฐบาลสหรัฐฝึกมาเพื่อปิดดีลทุกๆชนิดที่กฏหมายเอื้อมเข้าไปไม่ถึง

ยังไม่นับการเป็นโปรดิวเซอร์นะครับ เพราะแกนั่งดูแลหนังมหามันส์อย่าง Taken ที่ได้ เลียม นีสัน มาเป็นอดีตซีไอเอเก่าจอมเหี้ยมที่ต้องตามหาลูกสาวในเวลา 72 ชั่วโมงที่โดนจับตัวเตรียมจะไปขายแขกอาหรับ หรืออย่าง From Paris with Love ที่ได้ จอห์น ทราโวต้า มาจัดการบรรดาผู้ก่อการร้ายในฝรั่งเศส

แต่นอกเหนือจากความมันส์เหล่านั้น ผู้หญิงในหนังของ ลุค เบสซอง ไม่ธรรมดาซักคนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหนังที่เขากำกับนั้นสร้างมาจากเรืองราวที่เกิดขึ้นจริงๆ วันนี้คอลัมน์ปริศนาในมายาภาพก็จะแนะนำเรื่องราวของออง ซานซูจี (Aung San Suu Kyi )ซึ่ง เบสซองเอามายกย่องในงานของเขา

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ในหนังของ ลุค เบสซอง จะนำเสนอเรื่องราวของซูจีซึ่งแสดงโดย" มิเชล โหยว" โดยเริ่มเรื่องกันตรงไหน แต่สำหรับตัวผม อองซาน ถูกส่งมาให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในสายเลือดทีเดียว เพราะ เธอดันเกิดมาเป็นลูกของนายพล อองซาน ซึ่งเป็นผู้นำประชาชนพม่าปลดแอกจากอังกฤษ แม้ว่านายพลอองซานจะถูกลอบสังหารในเวลาต่อมา แต่เขาก็ถูกย่องย่องเอามากๆในฐานะวีรบุรุษของชาติกันทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้นแม่ของอองซานยังเป็นฑูตพม่าประจำอินเดีย ที่นั่นเองทำให้อองซานได้รับการศึกษาแบบตะวันตกอย่างเข้มข้น เพราะเธอไปเรียนต่อที่ออ๊กซ์ฟอร์ด แถมยังได้พบรักกับ ไมเคิล อลิส ซึ่งในเวลาต่อมาก็คือสามีของอองซานนั่นเอง

จริงๆ การศึกษาอาจจะไม่เกี่ยวเท่าไหร่นักกับการที่อองซานต้องกลายมาเป็นนักเคลื่อนไหว แต่ในฐานะของผู้หญิงพม่าที่ทำงานอินเตอร์ นั่นคือ ทำงานอยู่ในองค์การสหประชาชาติ ในยุคสมัยที่ อูถั่น เป็นเลขาธิการสหประชาชาติก็ทำให้เธอเป็นดาวเด่นของประเทศไปโดยปริยาย

พม่านั้นตั้งแต่แยกประเทศออกจากอังกฤษได้ ก็ถูกกองทัพเข้าครอบงำ โดยเฉพาะการครองอำนาจยาวนานถึง 35 ปีของนายพลเนวิน (ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้นาย ชัย ชิตชอบ เอามาตั้งเป็นชื่อลูกชายของตัวเอง ซึ่งก็คงจะเป็นมงคลอย่างยิ่ง) ได้ทำให้ประเทศพม่านั้นล้าหลังสุดๆ แต่จุดเดือดของประชาชนพม่าในปี 2530 นั้นมาถึงเมื่อมีการยกเลิกธนบัตรหลายตัวโดยไม่ได้ประกาศล่วงหน้า อีกทั้งไม่ให้คนที่ถือเงินเหล่านั้นอยู่เอาเงินมาแลกเป็นเงินใหม่ ส่งผลให้เงินตราภายในกระเป๋าของประชาชนหายไปตั้ง 70 เปอร์เซนต์

อีแบบนี้ใครมันจะอยู่เฉย คนนับแสนเริ่มก่อหวอดแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลและมองมาที่ความเป็นเผด็จการทหารนั่นเองที่เป็นสาเหตุใหญ่ เสียงเรียกร้องประชาธิปไตยก็ดังขึ้นทั่วไปในสหภาพพม่า

จะเรียกความซวยหรือเพราะฟ้าบันดาลก็ได้เหมือนกัน ที่ตอนนั้น อองซาน ซูจี กำลังไฟแรงอย่างยิ่งและต้องการที่จะทำโครงการห้องสมุดประชาชนเพื่อให้คนรู้หนังสือมากขึ้น และได้ทำในนามนายพลอองซานพ่อของเธอ ซึ่งยังเป็นวีรบุรุษในใชจของชาวพม่าอยู่เสมอ ปรากฏว่าไอ้เหตุการณ์ความวุ่นว่ายที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ทุกคนโหยหาผู้นำที่มีภาพลักษณ์ยอดเยี่ยมอินเตอร์และมีสายเลือดของนักประชาธิปไตยอยู่แล้ว เมื่ออองซานกลับมาสู่พม่า มันก็เลยเป็นความเพอร์เฟคท์อย่างยิ่งสำหรับเหล่าผู้ประท้วงที่กำลังจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อเอามาสู้กับอำนาจทหารในระบอบท็อปบู๊ตที่ปกครองประเทศมาโดยตลอด

เมื่อนายพลเนวินลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบความวุ่นวายและเศรษฐกิจที่ตกต่ำสุดขีดในเดือนกรกฏาคม แต่การลาออกครั้งนั้นก็เหมือนกับการเปลี่ยนแค่หัวแต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ขบวนการนักศึกษาและประชาชนยังคงเพิ่มจำนวนคนเพื่อกดดันให้กลุ่มทหารยอมปล่อยอำนาจของตนเพื่อให้พม่ากลายเป็นประชาธิปไตย เดือนสิงหาคมซึ่งเป็นหนึ่งเดือนถัดมา เหตุการณ์นองเลือดก็เกิดชึ้นเมื่อตำรวจพม่าจับนักศึกษาที่มาทำการประท้วง ส่งผลให้เกิดการชุมนุมเพื่อกดดันให้ปล่อยตัวนักโทษซึ่งก็คือนักศึกษาในเวลานั้น แต่แทนที่ตำรวจจะปล่อยตัวพวกเขากลับเอาปืนกลไล่ยิงผู้ชุมนุมอย่างเมามัน...เท่านั้นเองการชุมนุมก็เกิดขึ้นทั่วประเทศ

วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ประชาชนนับล้านรวมตัวกันในเมืองย่างกุ้ง อันเป็นเมืองหลวงของประเทศพม่า เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ผู้นำทหารได้สั่งการให้ใช้กำลังอาวุธสลายการชุมนุมทั้งใช้อาวุธหนักและอาวุธเบาจนมีคนตายหลายพันคน

อาจจะเป็นเพราะความสะเทือนใจในภาพดังกล่าว ทำให้ ออง ซาน ซูจี ตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเป็นครั้งแรกในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2531 โดยส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล เรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อเตรียมการเลือกตั้งทั่วไป ความกล้าหาญนี้ทำให้เธอถูกเลือกให้เป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการของการเรียกร้องประชาธิปไตย ในหนึ่งสัปดาห์ต่อมาซึ่งก็คือ วันที่ 26 สิงหาคม ออง ซาน ซูจี ในขึ้นกล่าวปราศรัยเป็นครั้งแรก ต่อหน้าฝูงชน 500,000 คน ที่มาชุมนุมกันที่เจดีย์ชเวดากอง ในย่างกุ้ง ซูจีเรียกร้องให้มีรัฐบาลประชาธิปไตยเสียที แต่ผู้นำทหารกลับจัดตั้งสภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ (The State Law and Order Restoration Council) ซึ่งแปลว่าระบบท็อปบู๊ตอย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ตามมติของ สลอร์ค ( SLORC) หรือสภาดังกล่าว ได้สั่งทหารเคลื่อนรถหุ้มเกราะและอาวุธหนักเข้าจัดการขบวนการประชาชนทันทีคนก็ตายกันอีกรอบหนึ่ง

24 กันยายน พ.ศ. 2531 ออง ซาน ซูจี ได้ร่วมจัดตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยขึ้น (National League for Democracy: NLD) และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค พร้อมประกาศจะนำสมาชิกพรรคที่เป็นประชาชนและนักศึกษาเข้าสู้ศึกเลือกตั้งทมิฬที่สลอกสัญญากับนานาชาติว่าจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน

แต่ขณะที่ความตึงเครียดเริ่มจะเบาบางลง หลายเดือนถัดมารัฐบาลทหารพม่าก็ประกาศกฏอัยการศึกพร้อมกับสั่งกักตัวและสั่งจับบรรดาสมาชิกพรรคการเมืองคนสำคัญของพรรค NLD ฐานที่ทำให้เกิดความวุ่นวายขี้นในประเทศนี้ แน่นอนคนที่ต้องโดนเป็นลำดับต้นๆก็ไม่ใช่ใครอื่น ตัวของ อองซาน ซูจี นั่นเอง

ประกาศของสลอร์คต่ออองซานมีครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 โดยประกาศกักบริเวณเธอให้อยู่ภายใต้การดูแลของทหารโดยบรเวณที่กักก็คือบบ้านของเธอเองเป็นเวลา 3 ปี และต่อมาขยายเป็น 6 ปีโดยไม่มีข้อหาอะไรเพิ่มจากเดิม

อองซาน ซูจี สู้กลับโดยใช้ความตายของเธอเป็นเดิมพันด้วยการอดอาหารประท้วงครับ แถมเรียกร้องให้รัฐบาลเอาเธอไปขังร่วมกับสมาชิกพรรคคนอื่นๆที่โดนจับและโดนทรมาณ ท่ามกลางแรงกดดันของต่างชาติที่ทำท่าจะเข้ามา ในที่สุดรัฐบาลทหารพม่าก็ยินยอมที่จะปฏิบัติต่อนักโทษการเมืองเหล่านั้นเป็นอย่างดีไม่มีการทรมาณเหมือนหมูเหมือนหมาอีกต่อไป อองซานก็เลยยกเลิกการอดอาหารประท้วงและรอดชีวิตมาได้

แต่กระนั้นการที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกก็มีผลต่อการเลือกตั้งอย่างรุนแรง เพราะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 ซึ่งเธอและสมาชิกพรรคนสำคัญโดนขังอยู่ แต่ประชาชนกลับเลือกพรรคของเธออย่างถล่มทลาย ซึ่งตามธรรมเนียมเมื่อแพ้การเลือกตั้งทุกอย่างก็ต้องถูกถ่ายโอนอำนาจไปให้แก่พรรคที่ชนะการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลทหารพม่าขณะนั้นหน้าด้านแบบสุดๆเพราะ พวกเขาไม่ยอมประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการและปฏิเสธที่จะมอบอำนาจที่ประชาชนเลือกไปให้หญิงเหล็กชาวพม่าผู้นี้

ที่หนักกว่านั้นรัฐบาลทหารพม่าประกาศว่าจะปล่อยซูจีให้ไปอยู่ต่างประเทศกับครอบครัว ลูกและสามี ถ้าเธอยอมลาออกจากพรรค NLD และยอมวางมือจากทางการเมืองทั้งหมด แต่กระนั้นอองซานก็ไม่ยอมครับ เธอปฏิเสธข้อเสนอและยินยอมที่จะถูกกักบริเวณต่อไปเสียดีกว่าจะให้ทิ้งอุดมการณ์ที่มีและยอมแพ้ไปจากประเทศที่เธอรัก รัฐบาลทหารพม่าก็เลยสนองกันเต็มเหนี่ยวด้วยการเพิ่มคำสั่งกักบริเวณอีกหลายปี ผลจากการไม่ยอมแพ้ต่อคำสั่งเฮงซวยดังกล่าวทำให้ในหนึ่งปีถัดมา คณะกรรมการโนเบล ประกาศให้อองซาน ซูจี ได้เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพตบหน้ารัฐบาลทหารพม่าอีกรอบหนึ่ง ซูจีประกาศใช้เงินรางวัลจำนวน 1.3 ล้านเหรียญ จัดตั้งกองทุนเพื่อสุขภาพและการศึกษาของประชาชนพม่า ต่อมา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ซูจีได้รับอิสรภาพจากการถูกกักบริเวณครั้งแรก

จริงๆ ถ้ารัฐบาลทหารพม่าหาทางจัดการลอบสังหารเธอแบบหน้าด้านๆก็น่าจะทำให้เรื่องนี้จบลงได้ง่ายๆ แต่เพราะทหารพม่าไม่ได้ทำเช่นนั้น มันก็เปิดโอกาสให้อองซานทั้งเขียน ทั้งส่งข้อมูลเรื่องการละเมิดอำนาจประชาชน การเผด็จการและการก่ออาชญากรรมให้ทางตะวันตกอย่างต่อเนื่อง เธอยังทำให้เป็นข่าวอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการยืนเผชิญหน้ากับตำรวจเป็นเวลา 9 วัน หรือ การขับรถออกจากบ้านแต่เจอขวางทางโดยด่านตำรวจ เธอก็ประท้วงโดยการไม่ออกจากรถและอยู่ในนั้นจนกระทั่งเสบียงหมดก็กลับ อองซานไม่ตาย แต่รัฐบาลทหารพม่าปวดหัวอย่างที่สุด

พูดง่ายๆว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมารัฐบาลทหารพม่าอยู่ไม่สุขกับการกระทำของอองซาน ซูจีโดยตลอด จนล่าสุดเมื่อถึงยุคที่โลกล้อมพม่าแล้ว ภายใต้การสั่นคลอนของอองซาน ซูจีมาตลอด สุดท้ายรัฐบาลทหารพม่าก็ยอมแพ้ถึงกับยอมปล่อยให้เธอออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในที่สุดและยกเลิกคำสั่งกักตัวดังกล่าวจนกระทั่งสามารถออกมาพบกับใครต่อใคร รวมถึง นายกรัฐมนตรีปู เป๋อเหลอ ของเรานั่นเอง

ว่ากันว่าถ้าจะมีคนซักคนที่ทำลายทำนบของเผด็จการท็อปบู๊ตด้วยความอดทน ความอหิงสา และความเยือกเย็นและมุ่งมั่นนั้น นับจากคานธีก็มี อองซาน ซูจี คนนี้คนเดียวเท่านั้นที่เจ๋งที่สุดครับ

ใครว่างไปดูเบื้องหลังและการต่อสู้อันสุดยอดของ อองซาน ซูจี จากภาพยนตร์ The Lady ในโรงกันได้เลย...
กำลังโหลดความคิดเห็น