xs
xsm
sm
md
lg

เอเชียรามา: สุดยอดหนังกำลังภายใน “ท้าฟัน” ศึกละเลงเลือดกลางเวหา

เผยแพร่:   โดย: ฟ้าธานี


“ท้าฟัน” น่าจะเป็นหนังจีนกำลังภายใน ที่ยังอยู่ในความทรงจำของหลาย ๆ คนนะครับ โดยเฉพาะในฐานะที่เป็นงานซึ่งเข้าฉายในต้นยุค 80 อันเป็นช่วงเวลาแห่งความตกต่ำของหนังกำลังภายในโดยแท้ … จะเรียกว่าเป็นหนังระดับมาสเตอร์พีสที่มาก่อนเวลาก็คงไม่ผิดนัก

ต้นยุค 80s นั้นจะเรียกว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความ “ตกต่ำ” ของหนังจีนกำลังภายในก็คงจะได้นะครับ ที่พูดนี่หมายถึงหนังสำหรับฉายโรงโดยเฉพาะ เหตุผลหลักก็คือ ความรุ่งเรืองของวงการโทรทัศน์ ที่ทำให้เรื่องราวแนวยุทธจักรบู๊ลิ้มย้ายวิกไปสิงสถิตในจอแก้ว กับรูปแบบ “หนังจีนชุด” กันเสียหมด

ส่วนหนังโรงก็ถูกหนังแอ็กชั่นตลกแบบ เฉินหลง, หงจินเป่า ยึดหัวหาดจนแทบไม่เหลือช่องวางให้กับแชมป์เก่าอย่างหนังจีนกำลังภายในกันเลย

อย่างไรก็ตามยังมีคนทำหนังบางส่วน ที่ขอลองดีส่งหนังกำลังภายในลงจอเงินดูอีกซักครั้ง … หนึ่งในนั้นก็คือ Duel to the Death หรือในชื่อไทยที่เรียกว่าตั้งได้ สั้น, กระชับ ได้ใจความเหลือเกินว่า "ท้าฟัน" นั่นเอง

นี่คือผลงานของ เฉินเสี่ยวตง ผู้กำกับคิวบู๊คนดังที่ทุ่มสุดตัวกับการทำหนังของตัวเองเป็นเรื่องแรก นอกจากการกำกับภาพยนตร์, ดูแลคิวบู๊ เขายังมีส่วนร่วมในด้านเขียนบทแต่งเรื่องด้วย โดยได้บริษัท โกลเดนต์ ฮาเวสต์ อันโด่งดังมาออกทุนสร้างให้

แจ้งเกิด "เฉินเสี่ยวตง" : ผู้กำกับที่มีดีกว่า “คิวบู๊”

เฉินเสี่ยวตง นับว่าเป็นคนทำหนังในสายบู๊ที่โดดเด่นอยู่แถวหน้ามากว่า 25 ปีแล้ว ถ้าจะให้ไล่รายชื่อผลงานที่เขามีส่วนร่วม ก็คงเรียกว่าเยอะแบบไม่หวาดไม่ไหว เอาแค่ว่ามีชื่อเป็นผู้กำกับหนังคลาสสิคตลอดกาลอย่าง “โปเยโปโลเย เย้ยฟ้าแล้วก็ท้า” และ “เดชคัมภีร์เทวดา ภาค 2” ก็เพียงพอที่จะเป็นเครื่องการันตีได้อย่างดีแล้วใช่ไหมครับ

ย้อนหลังกลับไปเมื่อปี 1982 เฉินเสี่ยวตง ยังเป็นเพียงคนทำหนังหน้าใหม่ ที่ก้าวขึ้นมาจากการเป็นนักแสดง และทำงานเบื้องหลัง เรียกว่าโลดแล่นในวงการภาพยนตร์มาตั้งแต่มีอายุไม่ถึง 10 ขวบ ในฐานะทายาทของ เฉินกัง ผู้กำกับชื่อดังในยุค 60s ที่ทำให้เขาได้ทำงานหลาย ๆ แขนงในวงการตั้งแต่ยังเด็ก จนกลายมาเป็นผู้กำกับหนังเรื่องนี้ขณะที่มีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น แต่ก็ถือเป็นหนุ่มอายุ 29 ที่อยู่ในวงการบันเทิงมาเกินกว่าครึ่งชีวิตแล้ว

แม้จะเติบโตมาในสายงานบู๊ เฉินเสี่ยวตง ยังแสดงออกอย่างแรงกล้าว่าเขา “ต้องการทำหนังจริง ๆ” ไม่ได้ใส่ใจเพียงการโชวค์คิวบู๊สุดพิสดาร สร้างหนังที่เป็นเหมือนกับ “สตั้นโชว์บนแผ่นฟิล์ม” เท่านั้นเหมือนกับนักบู๊หลาย ๆ คน ผลงานแจ้งเกิดของเขาจึงให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่อง, พล็อต เท่าเทียมกับต่อสู้ฟาดฟันกันของตัวละคร

ท้าฟัน เล่าเรื่องด้วยลีลาของหนังสืบสวนสอบสวน, เรื่องราวสมคบคิด ที่ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยความจริงทีละน้อย สอดแทรกคิวบู๊มันส์ ๆ มาเป็นระยะ ก่อนจะปิดท้ายด้วยฉากต่อสู้สุดท้ายที่เรียกถึงขีดสุดทั้งในลีลาการฟันดาบ และความเข้มข้นทางอารมณ์ของหนัง

การออกแบบฉากต่าง ๆ ยังแสดงออกถึงความตั้งใจของผู้สร้าง หนังถ่ายทำฉากอินดอร์กันในฮ่องกง ส่วนฉากเอาต์ดอร์ก็เดินทางไปถ่ายทำกันที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งถูกใช้เป็นโลเกชั่นหลักของหนังจีนในยุคนั้น

สำหรับผมคิดว่าว่าน่าเสียดายอยู่ไม่น้อยนะครับ สำหรับผู้กำกับที่เคยมี “แวว” อย่าง เฉินเสี่ยวตง ซึ่งกลับไปประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่กับการเป็นผู้กำกับคิวบู๊เสียมากกว่า ส่วนการกำกับภาพยนตร์ก็เหมือนว่าหลังจากนั้นเขาจะดู “มือตก” ลงมาเรื่อย ๆ

ในหนังดังอย่าง โปเยฯ หรือ เดชคัมภีร์ฯ เครดิตคำชื่นชมก็ดูจะไปตกอยู่กับผู้อำนวยการสร้างอย่าง “ฉีเคอะ” เสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนงานในยุคหลัง ๆ อาทิ An Empress and the Warriors, Conman in Tokyo ก็ไม่น่าจดจำเอาเสียเลย ซึ่งถ้าจะพูดถึงงานชิ้นเอก ผมก็ขอยกให้หนังเรื่องแรกของเขานี่แหละ ที่เป็นผลงานยอดเยี่ยมหมายเลข 1 อย่างแท้จริง ... ไม่ใช่เฉพาะตัวของผู้กำกับเอง แต่ยังเป็นงานชั้นยอดของวงการหนังฮ่องกงด้วย

คู้แค้นตลอดกาล : ญี่ปุ่น VS จีน

ท้าฟัน มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับศึกการประลองยุทธ์ระหว่างยอดมือกระบี่ชาวจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อเทียบกับการปะทะกันของสองชาติในหนังหลาย ๆ เรื่องแล้ว ท้าฟัน ยังนับว่าเป็นหนังที่ดู "มีเหตุมีผล" อยู่พอสมควร ไม่ได้ยัดเยียดความชั่วช้าให้กับชาวญี่ปุ่นเหมือนกับหนัง “ชาตินิยม” บางเรื่อง ขณะเดียวกันหนังก็ไม่ได้ให้บทสรุปเรื่อง “การสมานฉันท์” หรือ “การคลี่คลายความขัดแย้ง” อย่างง่ายดายไร้เดียงสา แต่วาดภาพความขัดแย้งระหว่างจอมยุทธ์สองชนชาติ ได้น่าเชื่อถือ และน่าอึดอัดดีทีเดียว

หนังเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวละคร เป่าชิงเหวิน (หลิวสงเหยิน) จอมยุทธ์หนุ่มผู้ได้รับการฝึกฝนจากวัดเส้าหลิน จนถูกยกย่องให้เป็น "เทพกระบี่" แห่งยุทธจักรจีน กับซามูไรหนุ่มฝีมือฉกาจแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ฮาชิโมโตะ (ฉีเส้าเฉียน)

ทั้งสองกลายเป็นตัวแทนในศึกประลองยุทธ์ เพื่อตัดสินว่าระหว่างจีนและญี่ปุ่นใครจะเป็นผู้มีวิชาเหนือกว่ากันแน่ … โดยหมู่บ้านที่ห่างไกลแห่งหนึ่งถูกเลือกให้เป็นสถานที่ประลอง โดยมีจอมยุทธ์อาวุโส และลูกสาว (ฟลอร่า เฉิน) คอยดูแลความเรียบร้อยให้ศึกครั้งนี้

นักแสดงหนุ่มสองคนที่โด่งดังมากับบทบาทในจอโทรทัศน์ ถูกเลือกให้มารับบทนำในเรื่อง ฉีเส้าเฉียน นั้นแทบจะมีชื่อที่สองว่า “ฮุ้นปวยเอี๋ยง” ตัวเอกจาก “กระบี่ไร้เทียมทาน” ไปแล้ว ส่วน หลิวสงเหยิน ก็เคยสร้างความประทับใจให้กับแฟน ๆ กำลังภายในประจำจอตู้จากผลงานอย่าง “เล็กเซี่ยวหงส์ หงส์ผงาดฟ้า” หรือ “ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์”

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแม้ความสำคัญต่อตัวเรื่องของนักแสดงทั้งสองจะทัดเทียมกัน แต่จะว่ากันถึงความ “โดดเด่น” แล้วก็ต้องยกให้กับ ฉีเส้าเฉียน ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับการสวมบทบาทเป็นนักดาบหนุ่มที่ถูกกดดันให้แบกรับศักดิ์ศรีความยิ่งใหญ่ของชนชาติ, ต้องต่อสู้กับความรู้สึกถูกผิดในจิตใจ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็แสดงความเด็ดเดี่ยว ที่จะไม่ยินยอมต่อชัยชนะที่ได้มาด้วยการเอาเปรียบอย่างเด็ดขาด

หนังเปิดเผยให้เห็นถึง ฉากหลังของศึกประลองยุทธ์ ที่แท้จริงเป็นแผนการชั่วร้ายของญี่ปุ่นในการจับจอมยุทธ์ทั่วจีน โดยได้รับความช่วยเหลือจากชาวจีนผู้ขายชาติ หวังนำวิชาสุดยอดของแต่ละสำนักไปสู่แดนอาทิตย์อุทัย

ซึ่งสุดท้าย เป่าชิงเหวิน ได้ร่วมมือกับ ฮาชิโมโตะ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ยุติแผนการทั้งหมดลงได้ แต่แม้ทุกอย่างจะคลี่คลาย การต่อสู้ระหว่างทั้งสองก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝ่ายของ ฮาชิโมโตะ ที่ไม่สามารถจะละทิ้งหน้าที่กับศักดิ์ศรีของชาติไปได้ เป็นการตัดสินใจที่ผู้ชมสัมผัสได้ว่า ผ่านความกล้ำกลืนฝืนทนมามากมาย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวละครของ ฉีเส้าเฉียน ซึ่งเต็มไปด้วย “มิติความลึกซึ้ง” จะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้ชมมากกว่า ตัวละครจอมยุทธ์หนุ่มผู้มีคุณธรรมสูงส่งของ หลิวสงเหยิน

สุดยอดคิวบู๊ : จอมยุทธ์ลวดสลิง

แม้ว่าองค์ประกอบส่วนอื่น ๆ จะถือว่าโดดเด่นอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับ ท้าฟัน คิวบู๊ยังคงเป็นจุดขายหมายเลข 1 อย่างแน่นอน

ในการนั่งเก้าอี้ผู้กำกับหนังเรื่องแรก เฉินเสี่ยวตง ได้โอกาสโชว์วิสัยทัศน์ความคิดสร้างสรรค์ ที่จะทำให้เขากลายเป็นผู้นำในศิลปะว่าด้วยการออกแบบรังสรรค์การต่อสู้ในภาพยนตร์ไปอีกหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโชว์เหนือ กับการใช้ “ลวดสลิง” ที่เรียกว่าทำได้โดดเด่นเหนือใคร ๆ ในเวลานั้นอย่างแท้จริง

การใช้ลวดสลิงกับฉากแอ็กชั่นไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่ฉากต่อสู้ที่เห็นใน ท้าฟัน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใคร ๆ เคยเห็นมากันก่อน (ในยุคนั้น) การเคลื่อนที่ไปบนอากาศของเหล่านักแสดงนั้นเกิดขึ้นในทิศทางที่แปลกแตกต่าง และดูแทบจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งนอกจากการออกแบบฉากต่อสู้แนวเหินเวหาได้แปลกพิสดารเหนือใคร ๆ แล้ว เฉินเสี่ยวตง ก็ยังใช้การเคลื่อนกล้องอันหวือหวาประสานกันไปด้วย

พูดถึงการใช้สลิงในคิวบู๊แล้ว สังเกตกันบ้างรึเปล่าครับ ว่าปกติแล้วผู้สร้างหนังชาวฮ่องกงมักจะเลือกถ่ายทำคิวบู๊แบบนี้ กันในฉากกลางคืน, ในโรงถ่าย หรือไม่ก็ในฉากป่าทึบ ด้วยเหตุผลเรื่องความสะดวกในการติดตั้งอุปกรณ์การถ่ายทำ และเป็นเรื่องง่ายกว่าสำหรับการพรางไม่ให้กล้องถ่ายติดลวดสลิงเข้ามาให้เป็นเรื่องขายขี้หน้าด้วย

แต่ในหนังของตัวเอง เฉินเสี่ยวตง กลับเลือกทำคิวบู๊เหินเวหาในฉากกลางแจ้งแดดเปรี้ยง ๆ กันเลย ซึ่งแน่นอนว่าต้องพึงทั้ง เม็ดเงิน, เวลา, ความทุ่มเท และความเชี่ยวชาญพิเศษเท่านั้น !!!

และที่โดดเด่นที่สุดก็คือ ฉากต่อสู้ไครแม็กซ์ของเรื่อง ที่สองตัวเอกต้องมาพิสูจน์ฝีมือกันในที่สุด เป่าชิงเหวิน และฮาชิโมโต้ เลือกเอาบริเวณเนินหินริมทะเลเป็นสถานที่ตัดสินชะตากรรมครั้งสุดท้าย เป็นศึกที่เต็มไปด้วยความดุเดือดเลือดพล่านอย่างแท้จริง และยิ่งยากเป็นสองเท่าสำหรับทีมงานเบื้องหลัง แต่งานที่ออกมาก็เรียกว่าคงจะดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ซึ่งก็ต้องขอเตือนกันไว้ซักหน่อยนะครับว่า ท้าฟัน เป็นหนังที่เต็มไปด้วยความรุนแรง และภาพอันโหดเหี้ยม ที่ระดมทั้งเลือด (ปลอม), ภาพอวัยวะชิ้นส่วนต่าง ๆ ของร่างกายถูกเฉือนด้วยของมีคมจนหลุดเป็นชิ้น ๆ เป็นการประลองที่ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยเหมาะกับเด็ก และสตรีมีครรภ์กันเท่าไหร่

โดยเฉพาะฉากสู้อันเป็นบทสรุปของหนัง ที่ชุดสีขาวสะอาดของตัวละครช่างตัดกับสีเลือดแดงสดดีเหลือเกิน … และถ้าใครรำคาญหนังแนวต่อสู้ด้วยของมีคม ที่มักจะฟัน,แทง กันแบบวืดไปวืดมา เฉียดไปเฉียดมา ก็ไม่ต้องห่วง เพราะเรื่องแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับ ท้าฟัน อย่างแน่นอน … หนังเรื่องนี้เขาฟันแทงกันโดนแบบเต็ม ๆ !!!

สำหรับผม Duel to the Death หรือ ท้าฟัน คือหนังกำลังภายในที่ดีที่สุดในยุค 80s อย่างแน่นอนครับ หนังใส่องค์ประกอบเจ๋ง ๆ เข้ามากมาย นอกจากที่สาธยายไปแล้วยังมี กองทัพนินจา และวิชาพิสดาร อย่าง จอมยุทธ์พิการผู้ไร้ขา กับนักฆ่าสาวผู้มาในร่างเปลือย

บางคนบอกว่าผู้กำกับใส่สิ่งต่าง ๆ เข้ามามากจนเลอะเทอะสำหรับหนังความยาวประมาณ 80 นาทีกว่าเรื่องนี้ แต่สำหรับผม อยากจะเรียกว่าเป็นความ “เยอะ” และ “ทรงพลัง” เป็นผลผลิตของความบ้าพลังแบบคนทำหนังหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงอย่างแท้จริง



เกาะติดข่าวบันเทิงและร่วมวงเมาท์ดารากับ ""ซ้อ 7"ก่อนใคร ผ่าน SMS โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย
ระบบ dtac - เข้าเมนู write Message พิมพ์ R แล้วส่งไปที่หมายเลข 1951540
ระบบ AIS - กด *468200311 แล้วโทร.ออก
ระบบ True Move และ Hutch - เข้าเมนู write Message พิมพ์ ENT แล้วส่งไปที่หมายเลข 4682000
*ค่าบริการเพียง 29 บาท ต่อเดือน ทดลองใช้ฟรี 15 วัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก

Duel to the Death (1983)
เปิดเรื่องที่วัดเส้าหลิน ซึ่งถูกบุกโดยพวกนินจา ที่หวังขโมยวิชาลับแห่งเส้าหลิน
หลิวสงเหยิน เป็น เป่าชิงเหวิน สุดยอดจอมยุทธ์แห่งตงง้วน
ทูตโชกุนแห่งญี่ปุ่น (เกาสง) เดินทางมาเพื่อจัดศึกท้าประลอง
ฮาชิโมโต้ (ฉีเส้าเฉียน) สุดยอดนักดาบ ความหวังของญี่ปุ่น
ปรมาจารย์แห่งเพลงดาบญี่ปุ่น สละชีพเพื่อพิสูจน์ว่าลูกศิษย์ของตนเองอย่าง ฮาชิโมโต้ คืออันดับ 1 อย่างแท้จริง
ทั้งสองพบกับเป็นครั้งแรก แม้ไม่เคยแค้นเคือง แต่ก็ต้องมาต่อสู้ห้ำหั่นกัน
จอมยุทธ์หญิงเจ้าของท่าไม้ตายสุดเซ็กซี่ (ที่มีให้ดูได้แค่นี่จริง ๆ)
จอมยุทธ์ไร้ขาผู้อยู่เบื้องหลังแผนการร้าย
เหล่านินจาเดินทางมาจีนด้วยเหตุผลบางอย่าง
จอมยุทธ์จีนนับสิบพลาดท่าถูกจับตัว
กำจัดคนชั่วตัวจริง (คิวบู๊ประเภทอนุรักษ์นิยมที่ไม่ได้เน้นการขึ้นสลิง ซึ่งก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมเช่นเคย)
ศึกตัดสินชะตากรรม

กำลังโหลดความคิดเห็น