xs
xsm
sm
md
lg

"ปัญญา" โต้เบี้ยวเงินออแกไนซ์-นศ. ยันเป็นไปตามดีล

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"ปัญญา" ออกโรงโต้ข่าวเบี้ยว อ้างบริษัทออแกไนซ์ทำงานไม่ได้ตามเป้า ยันไม่มีความผิดศาลแค่สั่งจ่ายค่าทำงานเพิ่ม ส่วนกรณีนักศึกษาแชมป์ "สงครามเท้าไฟ" ออกมาโวยเวิร์คพอยท์เรื่องเงินรางวัลที่บอกจะให้ 1 ล้านแต่จ่ายแค่ 1 แสนนั้น เจ้าตัวบอกว่ามีการเปลี่ยนกติการซึ่งเรื่องนี้มีกาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว

หลังจากตกเป็นข่าวฉาวมาหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นกรณี “แห้ว บิ๊กบราเธอร์” , นันทขว้าง สิรสุนทร หรือแม้กระทั่งก่อนหน้านี้ก็มีนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังแชมป์รายการ “สงครามเท้าไฟ” ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ได้เงินรางวัลแค่ 1 แสนบาท ทั้งที่ตกลงกันก่อนหน้านี้ว่า ผู้ชนะบิ๊กแชมป์จะได้เงินรางวัล 1 ล้านบาท

ล่าสุดก็ตกเป็นข่าวฮือฮาอีกครั้งเมื่อ “ศศิธร เผ่าสัจจ” เจ้าของบริษัท อะเบาท์ ไอเดีย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฟ้องร้องบริษัทเวิร์คพอยท์เบี้ยวการจ่ายค่าจ้างจัดงาน “มหกรรมแก้จน” เมื่อสองปีก่อนว่า ขณะนี้ศาลแพ่งมีคำสั่งตัดสินให้บริษัทเวิร์คพอยท์แพ้คดี เนื่องจากมีความผิดตามที่โจทย์ยื่นฟ้อง กลายเป็นข่าวใหญ่โต เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั่วประเทศ ส่งผลกระทบถึงภาพลักษณ์บริษัทเวิร์คพอยท์

ซึ่งที่ผ่านมานั้นทางเวิร์คพอยท์เลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่มีการตอบโต้หรือออกมาแก้ข่าวแต่ประการใด แต่ล่าสุด “ปัญญา นิรันดร์กุล” ผู้บริหารเวิร์คพอยท์ ก็ได้เดินทางไปร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์ “หม่ำเดียว” ที่พารากอน ภายหลังจากให้สัมภาษณ์เรื่องภาพยนรตร์หม่ำเดียวเสร็จ ผู้สื่อข่าวจึงได้ถามถึงข่าวคราวที่เกิดขึ้น ซึ่งตอนแรกเจ้าตัวก็ปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดปากถึงข่าวฉาวทั้งหมด

“เอาหนังก่อน เพราะว่าหนังกำลังสดใส อันนั้นอยากจะคุยมากเลยแต่เขายังไม่อยากให้เราคุย วันนี้อยากให้คุยเรื่องหนังก่อน (ใครไม่ให้คุย) ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“ เขาไม่ให้เราพูด ขอพูดรวมๆ ว่า งานใดงานหนึ่งจะเกิดขึ้นได้มันก็ต้องมีการว่าจ้างกัน เดิมที่มีการว่าจ้างกัน ก็มีการพูดคุยกัน และดีลมันก็เกิดขึ้นตามเหตุที่เหมาะสมที่จะลงทุนก็ว่ากันไป พอมีเหตุปุ๊บไม่ใช่ว่าปัญญาหลบ ปัญญาไม่เคยหลบไปไหน ตอนที่มีดีลก็ไม่ได้คุยกับปัญญาก็คุยกับทีมงาน พอทีมงานเสนอมาเราก็อนุมัติไปตามหลักการ เมื่อเกิดเหตุต่างๆ ก็ไปว่าตามที่เขาดีล ก็ไปแก้ตามที่เขาดีลกันเองก็ว่ากันไปตามนั้น”

“ส่วนที่จะขยายความให้ฟังก็คือ ดีลของงานต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นดีลของงานอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องเสนอกันทั้งสองฝ่าย เหมือนคนแต่งงานกันก็ต้องรักกัน เมื่อดีลมันเกิดขึ้นคืออะไร ก็คือมีงานอยู่งานหนึ่ง งานนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเธอรับไป เพราะว่าสัญญาว่าให้เธอทำ เมื่อเธอทำคืออะไร ก็คือเธอจะไปขายให้หมด เพราะเธอบอกว่าฉันรับปากว่าจะขายทั้งหมดได้เท่านี้ สมมติได้ 100 ฉันคิดว่าไม่น่าจะน้อยกว่า 80 ดีลมันก็เกิด”

“พอวันหนึ่งไปทำการขายก็ขายไม่ถึง ขายไม่ถึงแล้วจะทำยังไงล่ะ ก็จ่ายเงินค่าทำงานมาสิ เอ้า...แล้วจะไปจ่ายยังไงล่ะ ก็ในเมื่อการขายทั้งหมดมันอยู่ที่คุณ แล้วคุณขายไม่ได้ แล้วคุณจะเอาเงินจากฉันออกไป แล้วเขาก็ไม่จ่าย พอไม่จ่ายก็เลยเกิดเรื่อง ต่างคนต่างก็ไม่ยอมกันมันก็เลยเกิดเหตุ ตอนนี้ผมก็งงและก็ปวดหัวเหมือนกัน ก็ว่ากันไปตามที่เขาดีลมาก็แล้วกัน”

“อันนี้คือความหลักว่ากันแบบนี้ เธอบอกจะขาย 100 ให้ฉัน ไม่น้อยกว่า 80 แต่ 70 ก็ยังดี แต่วันนี้ขายได้ซัก 40 แต่มาคิดค่าทำงานอีก คิดค่าที่การขายอีก เราไม่มีสิทธิ์ขายคุณไปขายหมด เงินก็มาทางคุณทางเดียว คุณขายได้เท่าไหร่คุณถึงจะส่งมาที่บริษัท แล้วฉันจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายคุณล่ะเพราะคุณเป็นคนกำหนดแบบนี้ นี่คือความจริง”

“ก็ไม่รู้มันจะไปจบยังไงเหมือนกัน เขาก็บอกว่าอยากได้ค่าทำงาน แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาให้ล่ะ เขาบอกว่าเขาจะเอาเงินที่ไปขายมาให้ฉัน แต่คุณก็ไม่เอาเงินมาให้ฉัน แล้วจะเอาเงินตรงไหน จะให้เอาเงินบริษัทไปให้ก็ไม่ได้ เราก็ไม่รู้จะพูดยังไงก็ปล่อยให้เขาไปทำงานกัน แล้วมันก็เป็นแบบนี้ มันก็เหมือนกับว่าผมหลบ จริงๆ ผมก็ไม่ได้หลบไปที่ไหน ตอนตกลงก็ไม่เคยคุยกับผมเขาคุยกับทีมงาน ปัจจุบันก็อยู่ตลอดจะไปหลบตรงไหน”

อย่างไรก็ตามคำสั่งที่ศาลชั้นต้นตัดสินออกมาแล้วให้เวิร์คพอยท์เป็นฝ่ายแพ้คดี และจ่ายค่าเสียหายให้กับโจทย์ ก็เหมือนเป็นการชี้มูลความผิดไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ผู้บริหารเวิร์คพอยท์ยืนยันว่า ไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้น แต่ที่ต้องชดใช้เงิน 1.7 ล้าน ก็เพื่อเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการทำงานเท่านั้น

“การที่ศาลชั้นต้นตัดสินเท่าที่อ่านดูข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้นก็ยกหมดเลย เพียงแต่ว่าบริษัทได้รับชื่อเสียงจากการทำงานก็อยากให้ไปเพิ่มค่าใช้จ่ายการทำงานประมาณ 1.7 ล้าน ซึ่งต่างคนก็ต่างไม่พอใจก็ว่ากันไปต่อ”

“คือเวลานี้ถ้าถอยไปที่มูลเหตุคาดว่าทั้งคู่คงไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ แต่ลองย้อนกลับไปดูสิว่าทั้งหมดที่ทำให้มันเกิดดีลครั้งนี้ขึ้นมาคืออะไร เพราะมารับปากว่าจะขายได้ไง ไม่ใช่อยู่ดีๆ มารับปากอาจจะขายได้ขายไม่ได้ มันก็ต้องไม่เกิดดีลใครจะไปทำ พอไม่ทำก็มีคนมาเสนอว่า ทำเถอะ เรื่องอะไรจะทำเพราะเราเป็นบริษัทในตลาด เมื่อเป็นบริษัทในตลาดเราก็ถามว่า เราจะขาดทุนไหม เขาบอกว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 80 เพราะลูกค้าเยอะ งั้นก็เอาทีมงานก็ไปว่ากัน แต่สุดท้ายแล้วไม่ได้ เมื่อไม่ได้ก็ไม่รับผิดชอบ จะมาเอาค่าจ้างตามที่เรียกร้องแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปให้”

ไม่หวั่นว่าข่าวต่างๆ จะทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย.....
“ไม่เสียหาย ถ้ารู้ความจริงก็คงไม่เป็นอะไร ทุกอย่างก็ต้องเปิดเผยสู่ความจริงเท่านั้นเอง แต่สุดท้ายเราก็ไม่อยากให้มันยืดยาวแต่มันก็ยาว ก็ไม่รู้จะพูดยังไง แหล่งเงินมาทางเดียวคือทางเขา แต่มันไม่ได้มาตามที่เขาพูด แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนไปให้ ถ้าเป็นคุณจะทำยังไง เราอยากให้ยุติก็ไม่รู้จะยุติยังไง เพราะเขาก็ไม่ยอม เงินทองก็ไม่ได้เยอะแยะมากมาย”

ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้มีนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังแชมป์รายการ “สงครามเท้าไฟ” ที่เวิร์คพอยท์เป็นผู้ผลิตออกมาโวยว่า ได้เงินรางวัลเพียง 1 แสนบาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทางบริษัทตกลงจ่าย 1 ล้านนั้นปัญญาได้อธิบายให้ฟังว่า....

“สงครามเท้าไฟก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร พอมันมีปัญหาเรื่องนี้เข้ามามันดูเหมือนเป็นปัญหาใหญ่โตมากมาย ทุกอย่างมันได้ตกลงกันแล้ว คือรายการมันไม่ได้จบลงสิ้นปี ถ้าสิ้นปีมันอาจจะมีหนึ่งล้าน แต่ไม่ถึงสิ้นปีเหลือแสนหนึ่งก็ตกลงตามนี้”

“พอมันไม่ถึงสิ้นปีแปลว่าอะไร หนึ่งเรตติ้งอาจจะไม่ได้ คือคนที่มาเต้นอาจจะไม่ดีเพราะงั้นคุณก็ต้องยอมรับร่วมกัน ฉะนั้นมันก็ต้องยุติก่อน พอยุติก็ไปแข่งสุดท้ายได้แค่แสนเดียวก็จ่ายแสนเดียว ถ้าเกิดไปถึงล้านหนึ่ง คนที่แล้วมาอาจจะไม่ชนะก็ได้ มันก็ต้องคิดหลายๆ ทางถึงจะเข้าใจหมด ไม่ใช่ว่าไปถึงล้านหนึ่งแล้วไม่แจก มันตกลงกันก่อนหมดแล้ว พอถึงเวลารับหนึ่งแสนเขาอาจจะรู้สึกว่าเอ๊ะ....ถ้ามันถึงสิ้นปีคงจะได้ แต่มันไม่ถึงไง”

ก่อนหน้านี้แชมป์รายการสงครามเท้าไฟได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนที่แข่งซีซั่นได้เงินรางวัล 1 แสน แต่เมื่อนำผู้ชนะแต่ละซีซั่นมาแข่งขันบิ๊กแชมป์ กลับได้เงินรางวัล 1 แสนบาทเท่าเดิม ไม่ใช่ 1 ล้านตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ทีแรก แถมยังมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเพียง 1สัปดาห์ก่อนจะทำการแข่งขันบิ๊กแชมป์ และหากถอนตัวตามสัญญาจะโดนปรับ 1 แสน จึงเป็นเหตุให้ทุกคนต้องลงการแข่งขัน ซึ่งเรื่องนี้ปัญญาได้ชี้แจงว่า.......

“เราจะไปคิดเองไม่ได้.... กติกาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องมีการตกลงกันก่อน เมื่อเปลี่ยนแปลงก็จะมีการแข่งและปิดโปรแกรม ไม่ถึงสิ้นปีไม่ครบ 3ถึง 4 สาย มันแข่งเหลือ 2 สาย แล้วคุณจะเอาชนะเขาได้ไง เพราะอีกสายอื่นเขาไม่ได้มาแข่งกับคุณอยู่ดี พอมันจะปิดซีซั่นก็เหลือแสนหนึ่งก็ตกลงกันก่อนอยู่แล้วทั้งหมด”

ตอนแรกที่บอกได้หนึ่งล้านนี่ตอนไหน ที่บอกว่าได้ล้านหนึ่งนี่คือ 3 – 4 สายแล้วไปหยุดถึงสิ้นปีมันก็ใช่ แต่นี่ไม่ถึงสิ้นปีมันจบกลางซีซั่น พอมาจบกลางซีซั่นก็ต้องมาตกลงกันว่า มันไม่ถึงหนึ่งล้านแล้วนะเนื่องจากการแข่งขันจะยุติก็ต้องเหลือหนึ่งแสน”

“ตรงนี้น้องเขาเคลียร์จบไปตั้งนานแล้ว จริงๆ มันเคลียร์มาตั้งแต่ตอนแรกแล้ว ถ้ามันไม่เคลียร์เขาก็คงไม่มาแข่ง พอมาแข่งก็ต้องยอมรับ แต่ทีนี้พอแข่งไปปุ๊บเอ๊ะ...ของจริงมันต้องล้านหนึ่งสิ ถามไปถามมาอาจจะตอบไม่ตรง อีกสองสายไม่ได้มาแข่งก็ต้องคิดด้วย แต่ตรงนี้อย่าไปโทษใครเลย มันก็ต้องมีการจบลง เมื่อจบลงก็ต้องมีการบอกกันก่อนเท่านั้นเอง อย่าไปทำเป็นเรื่องใหญ่”

ที่ผ่านมาเวิร์คพอยท์ตกเป็นข่าวค่อนข้างเยอะ แต่ปัญญาก็เชื่อว่าสามารถอธิบายให้ทุกคนเข้าใจได้
“โอ๊ย....มันมีมากกว่าสองเรื่องนี้อีก มันมีเรื่องโน้นเรื่องนี้เต็มไปหมด เราก็อธิบายไปที่ละเรื่องไม่เป็นไร เดี๋ยวก็จะมีเรื่องเป็นหวัดมั่ง เดินเตะประตูมั่ง เป็นเรื่องปกติมาก ของทุกอย่างเราก็อธิบายไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องหนีหรือปิดบังโกหก ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปวิตกกังวลหรือเพิกเฉย ยังมีเรื่องดีๆ อีกหลายเรื่อง อย่าลืมดูเรื่องหม่ำเดียวให้สนุก”


ภาพข่าวจาก นสพ.เดลินิวส์ ที่ลงเมื่อต้นปี 2550 ว่าจะให้รางวัล 1 ล้าน ซึ่ง ปัญญา กล่าวว่ามีการเปลี่ยนแปลงกติกาภายหลัง
กำลังโหลดความคิดเห็น...