xs
xsm
sm
md
lg

บาปบรรพกาล ตอนที่ 3

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


บาปบรรพกาล ตอนที่ 3

คืนนี้ ที่บ้านแม้นศรี เมืองเพชรบุรี รสสุคนธ์กำลังเก็บเสื้อผ้าแพ็คใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ มีกระปุกเดินหน้างอ เข้ามานั่งแหมะออดอ้อน

“พี่รส ให้กระปุกไปอยู่ด้วยนะ”
“ไม่ได้ พี่ไปทำงาน กระปุกอยู่นี่ล่ะ จะได้ดูแลย่า”
“พี่รสเข้าไปอยู่ดงเสือดงจระเข้คนเดียวอย่างนั้นกระปุกเป็นห่วงนะ ให้กระปุกไปด้วยจะได้ไม่มีใครรังแกพี่ไง”
กระปุกออเซาะรสสุคนธ์อยากไปด้วย แม้นศรีเข้ามาก็ทำตาดุใส่
“เอ็งจะไปช่วยพี่ หรือจะหาทางหนีไปเที่ยวกรุงเทพวะกระปุก”
“หูย...เบื่อคนรู้ทัน”
“รส หลานไปอยู่ที่โน้นก็ต้องดูแลตัวเองนะลูก”
“ค่ะ ย่าอยู่ที่นี่ก็อย่าทำงานหนักนะคะ มีอะไรก็ให้กระปุกทำ กระปุกอย่าดื้อกับย่าล่ะ เข้าใจมั้ย”
“จ้า ย่าได้ยินแล้วนะ เดี๋ยวถ้าย่าดื้อฉันจะไลน์ไปบอกพี่รสจริงด้วย” กระปุกได้ที
“เออ เดี๋ยวข้าจะได้ฟาดหลังเอ็งซักลายสองลาย ดูสิว่ายังจะกล้าเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องไปฟ้องพี่เค้าอีกมั้ย”
แม้นศรีหยิบไม้เรียว กระปุกตาเหลือกรีบหลบหลังรสสุคนธ์ รสสุคนธ์ขำ
“อย่านะย่า ฉันแค่พูดเล่น เอาตามที่ย่าสบายใจละกัน”
“ไป ออกไปได้ พรุ่งนี้พี่เค้าจะได้เดินทางแต่เช้า ฝันดีนะลูก”
“ฝันดีค่ะย่า”
แม้นศรีกับกระปุกพากันออกไป รสสุคนธ์ปิดกระเป๋าเดินทางแล้วหยิบมือถือขึ้นมาเปิดรูปดู เห็นรูปเรือนไม้หอมที่ถ่ายเก็บไว้
“เรือนไม้หอม มันต้องมีความลับอะไรซ่อนอยู่ในเรือนหลังนี้แน่ๆ ฉันต้องรู้ความจริงให้ได้”
รสสุคนธ์มองรูปถ่ายด้วยสายตาที่มุ่งมั่น อยากรู้ความจริงมาก

เช้าวันถัดมา รถยนต์คันหรูของรามนรินทร์แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านแม้นศรี กระปุกหันไปมองด้วยความแปลกใจ หันไปถามแม้นศรีที่กำลังตักลูกตาลลอยแก้วใส่กล่องอยู่ตรงระเบียง
“ใครมาน่ะย่า”
แม้นศรีหันไปมองแล้วก็ยิ้มออกมาเพราะรู้ว่าเป็นใครแต่ไม่ตอบกระปุก รามนรินทร์ก้าวลงมาจากรถเดินเข้ามาหายกมือไหว้แม้นศรีอย่างนอบน้อม
“สวัสดีครับ นี่ใช่บ้านคุณรสสุคนธ์ เกษมบริรักษ์ มั้ยครับ”
แม้นศรี ตักขนมเสร็จหันมายิ้มให้ “ใช่ ฉันแม้นศรีเป็นย่าของยัยรสเอง”
“สวัสดีครับคุณย่า ผมรามนรินทร์ หลานน้ากร คุณน้าให้ผมมารับคุณรสครับ”
“จ้ะ คุณชายกรโทร.บอกชั้นแล้ว คุณขับมาตั้งหลายชั่วโมง นั่งพักก่อน นังกระปุกรีบไปตามพี่รสเร็ว”
“พี่รสๆ เร็วๆ มีผู้ชายหล่อมารับแล้ว”
กระปุกดี๊ด๊าตะโกนเสียงดัง พร้อมกับรีบวิ่งขึ้นบ้านไป
แม้นศรีส่ายหัวระอา “ตายจริง นังเด็กคนนี้...อย่าถือสามันเลยนะคะ”
รามนรินทร์ยิ้มเขินๆ กับแม้นศรีที่มองถูกชะตารามแต่แรกพบ
รสสุคนธ์เปิดหน้าต่างโผล่หน้าออกมามองเห็นรามนรินทร์ยืนอยู่ก็ตกใจ
“คุณราม”
รามนรินทร์เงยหน้าขึ้นไปมองยิ้มขรึมทัก รสสุคนธ์เยื้อนยิ้มตอบรักษาท่าที

อีกฟากหนึ่ง ที่โรงแรมแกรนด์บดินทร์ อุณนิษาเดินเชิดหน้าเข้ามาจะเข้าห้องทำงานรามนรินทร์ นภาเห็นก็รีบวิ่งเข้ามาขวาง
“เข้าไม่ได้ค่ะ”
“ทำไมจะเข้าไม่ได้ ฉันเป็นใคร เธอไม่รู้จักหรือไง”
“ไม่รู้จัก แล้วก็ไม่อยากทราบด้วยค่ะ ถ้าคุณไม่ได้นัด ก็เข้าไม่ได้”
อุณนิษาโกรธจัด “มันจะมากเกินไปแล้วนะ ฉันหม่อมหลวงอุณนิษา อนันตราวุธ เป็นว่าที่คู่หมั้นของพี่รามนรินทร์ พรหมบดินทร์ เจ้านายของเธอ จำใส่กะโหลกไว้ด้วย ถอยไป”
อุณนิษาเหวี่ยงนภาออก แล้วเดินเชิดเข้าห้องไปทันที นภาเบ้ปากแล้วพูดลอยๆ ไม่ได้กลัวอุณนิษา
“กล้าพูดนะ ทั้งสาวทั้งแก่โสดไม่โสดประเทศนี้ ใครๆ ก็อยากเสนอตัวเป็นว่าที่คู่หมั้นคุณรามนรินทร์ พรหมบดินทร์ทั้งนั้นแหละ ฝ่าด่านนภาให้ได้ก่อนซี้”
อุณนิษาทำเป็นไม่ได้ยิน ร้องเรียกหารามนรินทร์
“พี่รามคะ พี่ราม”
อุณนิษามองเข้าไปในห้องแต่ห้องกลับว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของรามนรินทร์อยู่เลย
อุณนิษารีบจ้ำออกมาถามนภา
“นี่เธอ พี่รามไปไหน”
นภาลอยหน้าลอยตาใส่ “อ้าว ไหนว่าคุณเป็นว่าที่คู่หมั้นไงคะ ทำไมไม่รู้ล่ะว่าว่าที่คู่หมั้นของตัวไปไหน”
“ถ้าฉันรู้ ฉันไม่มาถามเลขาหน้าไหปลาร้าอย่างเธอหรอกนะ บอกมา พี่รามอยู่ไหน”
“วันนี้คุณรามไม่เข้าออฟฟิศ เห็นบอกว่าจะไปทำธุระส่วนตัวที่ต่างจังหวัด แต่จะไปจังหวัดไหน...ถ้าคุณเอ็กซ์คลูซีฟกับคุณรามจริงอย่างที่แอบอ้าง คุณก็น่าจะสืบได้ไม่ยากนะคะ ถ้าหมดธุระแล้วเชิญค่ะ ฉันจะทำงาน”
นภาสะบัดหน้าใส่อย่างไม่แยแสกวนบาทาสุดๆ อุณนิษาเห็นอาการนภาก็แทบกรี๊ด
“นังบ้า คอยดูนะ ฉันจะบอกให้พี่รามไล่แกออก”
อุณนิษากระแทกเท้าออกไปด้วยความโมโห นภายิ้มขำสะใจ

อีกฟาก รามนรินทร์ช่วยยกกระเป๋ารสสุคนธ์ใส่ท้ายรถ แม้นศรีเอากล่องใส่ลูกตาลลอยแก้วให้รามนรินทร์
“ลูกตาลลอยแก้วสดๆ ฝากไปให้คุณหญิงภาวิดากับคุณชายภาณุกรด้วยนะคะ”
รามนรินทร์ยกมือไหว้ “ขอบคุณครับ”
“รสไปนะคะ”
รสสุคนธ์เข้าไปกราบ กอด หอม แม้นศรี ผู้เป็นย่าลูบหัวหลานสาวอย่างเอ็นดู
“เดินทางปลอดภัย ขอให้คุณพระคุ้มครองนะลูก”
“ไม่ต้องห่วงนะครับ คุณน้ากรจะดูแลคุณรสอย่างดี ผมลาละครับ”
รามนรินทร์ยกมือไหว้แม้นศรี แม้นศรียิ้มให้อย่างอ่อนโยน กระปุกเข้าไปกอดลารสสุคนธ์
สองคนพากันขึ้นรถ รามนรินทร์ขับรถออกไป กระปุกโบกมือบ๊ายบาย แม้นมาศกับกระปุกยืนมองจนรถรามนรินทร์แล่นออกไปสุดสายตา

ฝ่ายแขไขเห็นอุณนิษาเดินหน้าบึ้งเข้าบ้านมาก็แปลกใจ
“นิษา เป็นอะไรลูก..งอนพี่รามมาอีกแล้วเหรอ งอนมากๆ ระวังพี่เค้าจะเบื่อเอาได้นะลูก”
“พี่รามไม่มีเวลามาเบื่อนิษาหรอกคะ ตอนนี้พี่รามเอาเวลาไปให้นังรสสุคนธ์หมดแล้ว”
“ตายจริง นี่มันมาทำงานกับรามแล้วเหรอ”
“มันไม่ได้มาเองด้วยนะคะ เนี่ยน้ากรสั่งให้พี่รามขับรถไปรับมันถึงเพชรบุรีด้วยค่ะ”
แขไขได้ยินก็ยิ่งแค้นใจอย่างมาก
“มารยาสาไถย ร้ายกาจเหมือนนังแม้นมาศย่ามันไม่มีผิด แม่จะไม่ยอมให้นังรสสุคนธ์แย่งคนรักของลูกไปเหมือนแม่แน่”
“แล้วคุณแม่จะทำยังไงคะ”
“เราต้องมีหน่วยสนับสนุน”
“ใครเหรอคะ”
แขไขยิ้มเจ้าเล่ห์ แต่ยังไม่ทันตอบ เสียงออดก็ดังมาจากหน้าบ้าน แขไขเรียกคนใช้ให้ไปดูใครมา
“นี่พวกแกไปดูซิใครมา” แขไขเง้อมองนอกบ้าน “ใครมานะ ไม่ได้นัดใครไว้นะ”
คนใช้วิ่งหน้าตื่นเข้ามา “อาบังซินมาค่ะ”
แขไขได้ยินชื่อนี้ก็ตกใจ
“สงสัยมาทวงหนี้แน่เลย ตายๆๆ จะหาที่ไหนให้ได้”
พออุณนิษารู้ว่าเป็นแขกทวงหนี้ก็รีบหนีหน้าทันที
“อุ๊ย งั้นนิษาไปนะคะ นิษาอายค่ะ”
“จ้ะ...จ้ะ เดี๋ยวแม่แก้ปัญหาเอง”
อุณนิษารีบชิ่งหนีออกไปโดยไว แขไขมองออกไปนอกบ้าน

รถสปอร์ตป้ายแดงรุ่นล่าสุด แล่นเข้ามาจอดที่หน้าคอนโดหรูแห่งหนึ่ง ในรถเห็นอธิวัฒน์กับจีรนันท์หรือ จีจี้ สวมแว่นกันแดดทรงทันสมัย นั่งเชิดอยู่ในรถ จีรนันท์ขยับแว่นตาแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเซลฟี่กับอธิวัฒน์
“แคปเจอร์...สมาย…”
จีรนันท์กับอธิวัฒน์โพสท่าฟรุ้งฟริ้ง มุ้งมิ้งเอาหน้าแนบชิดกัน อธิวัฒน์หอมแก้ม จีรนันท์ยิ้มพริ้มพราย ทำหน้าเซ็กซี่เย้ายวน ถ่ายเสร็จจีรนันท์ก็โพสต์รูปลงไปในอินสตาร์แกรมอวดรวยอวดผัวทันที อธิวัฒน์เล้าโลมจีรนันท์ต่อ อย่างหื่นกระหาย เพราะอารมณ์กำลังติด
“เดี๋ยวสิคะพี่วัฒน์ จีจี้กำลังอัพไอจีอยู่”
“จีจี้จ๋ามาให้พี่ชื่นใจหน่อยนะ”
อธิวัฒน์ไซร้ซอกคอโดยไม่สนสถานที่ แต่แล้วก็มีมือใครบางคนทุบกระจกรถอย่างรุนแรง จนอธิวัฒน์ชะงักหงุดหงิดมาก กดกระจกลงจะโผล่หน้าไปด่า
“ใครวะ อยากมีเรื่องหรือไง”
“ฉันเอง”
แขไขยืนตาขวางมองอธิวัฒน์อย่างไม่พอใจ อีกฝ่ายเห็นว่าใครก็หน้าซีดเผือดทันที
“คุณหญิงน้า”
แขไขต่อว่าอธิวัฒน์เป็นชุด
“นี่มันลานจอดรถ ไม่ใช่โรงแรมม่านรูด จะทำอะไรก็ช่วยไว้หน้าวงศ์ตระกูลฉันบ้าง อ้าว แล้วนี่จะนั่งคั่วกันอยู่ในรถอีกนานมั้ย ขึ้นไปที่ห้อง ฉันมีธุระจะคุยด้วย”
แขไขสะบัดหน้าแล้วเดินเชิดเข้าคอนโดหรูไปด้วยมาดนางพญา อธิวัฒน์กับจีรนันท์รีบลนลานออกจากรถแล้ววิ่งตามไปทันที

ไม่นานต่อมา สองคนนั่งหน้าจ๋อยอยู่ที่โซฟา แขไขเดินสำรวจห้องที่รกเรื้อ ข้าวของวางเกลื่อนอย่างไม่สบอารมณ์หยิบบิลค่าบัตรเครดิตที่รูดยาวเหยียดจำนวนเงินเฉียดล้านยื่นไปตรงหน้าหลานชาย
“นี่มันอะไร เดือนนี้แกใช้เงินเฉียดล้าน แกจะบ้าไปแล้ว ตาวัฒน์”
“ผมต้องเข้างานสังคมนะครับ ไม่ใช้เงินแล้ว ผมจะเข้ากลุ่มได้ไง”
“แกจะใช้มากกว่านี้ฉันก็ไม่ว่า แต่แกต้องรู้จักหาด้วย ไม่ใช่วันๆ เอาแต่ผลาญเงิน เสียแรงที่ฉันเอาแกมาชุบเลี้ยงหวังว่าจะให้ช่วยกอบกู้ตระกูลเทพธราธร แต่สุดท้าย แกมันก็เป็นแค่คนไม่เอาไหน เหมือนแม่ของแก”
“คุณหญิงน้าจะด่าผมยังไงได้ แต่กรุณาอย่าพาดพิงถึงแม่ผม”
“ได้ ฉันไม่ด่าแม่แกก็ได้”
แขไขตวัดสายตาไปที่จีรนันท์เป้าหมายใหม่ จีจี้สะดุ้งเฮือกนั่งจนตัวลีบเล็กกลัวแขไขมาก
“นังผู้หญิงน่ารังเกียจ วันๆ คิดแต่จะเกาะผู้ชายกินรึไง ตั้งแต่หล่อนเข้ามา ชีวิตหลานชายฉันก็ตกต่ำ นิษาไม่น่ามีเพื่อนอย่างเธอเลย”
อธิวัฒน์ตัดบท “พอเถอะครับ คุณหญิงน้ามีเรื่องอะไรก็พูดมาตรงๆ เหอะครับ”
“แกก็รู้ว่าตอนนี้ฐานะทางการเงินของตระกูลเรากำลังมีปัญหา ทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้ก็คือ เราต้องเป็นดองกับพรหมบดินทร์”
“คุณนิษาก็เป็นแฟนกับนายรามอยู่ไม่ใช่เหรอครับ”
“ใช่ แต่ตอนนี้มีผู้หญิงคนหนึ่งมาติดพันตาราม ฉันอยากให้พวกแกสองคนช่วยนิษาจัดการกับนังนั่น”
อธิวัฒน์ “คุณหญิงน้าบอกพิกัดมา เดี๋ยวผมจัดให้”
“แล้วหล่อนล่ะ”
จีรนันท์“จีจี้ก็จะช่วยพี่วัฒน์ค่ะ”
“ดี ถ้างานนี้ไม่สำเร็จ พวกแกสองคนอย่าหวังเลยว่าจะได้เงินจากฉันซักบาท”
แขไขยื่นคำขาด อธิวัฒน์กับจีรนันท์พากันหน้าเครียดขึ้นมาทันที

รถของรามนรินทร์แล่นเข้ามาจอดที่หน้าเรือนไม้หอมตอนเย็น รสสุคนธ์ลงจากรถยืนมองเรือนไม้หอมด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“คุณจะให้ฉันพักอยู่ที่นี่เหรอคะ”
“ใช่ครับ คุณไม่ถือใช่มั้ยครับ”
“ไม่ค่ะ ฉันยินดีมาก”
รามนรินทร์ขยับไปช่วยรสสุคนธ์ขนกระเป๋าเข้าเรือน แต่จวงเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“คุณรามคะ คุณหญิงกำลังรออยู่ในห้องรับแขกค่ะ”
รามนรินทร์ชะงัก “งั้นเดี๋ยวผมบอกแม่บ้านให้มาช่วยขนของนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ของแค่นี้เอง ฉันจัดการเองได้”
รามนรินทร์เดินออกไปพร้อมกับจวง รสสุคนธ์ยกของเข้าไปเก็บในเรือนไม้หอมลำพัง

ระหว่างนี้มีความเคลื่อนที่สระบัว น้ำค่อยๆ แหวกออกเป็นคลื่น เห็นหัวของแม้นมาศโผล่ขึ้นมาจ้องรสสุคนธ์เขม็ง
“เรือนนี้เป็นเรือนหอของฉันกับคุณชายภาณุทัต ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์อยู่ที่นี่”
เสียงด่าของแม้นมาศกลายเป็นลมพัดกรูเข้ามาปะทะร่างรสสุคนธ์อย่างรุนแรง รสสุคนธ์ตกใจรีบหิ้วกระเป๋าวิ่งเข้าเรือนไม้หอมโดยเร็ว
แม้นมาศยืนแสยะยิ้มอันน่ากลัวอยู่ที่หน้าต่างชั้นสอง

รสสุคนธ์กำลังเก็บเสื้อผ้าเข้าใส่ในตู้ รับที่กระจกบนประตูตู้เสื้อผ้าเห็นผีแม้นมาศยืนอยู่ด้านหลัง
รสสุคนธ์ดึงประตูตู้เสื้อผ้าก็ชะงัก แต่พอหันกลับไปมองก็ไม่มีใครอยู่ พอปิดตู้แล้วหันจะไปหยิบของอีก ปริกก็โผล่พรวดเข้ามาอย่างไร้มารยาท
“คุณหญิงให้มาตาม”
“เดี๋ยวฉันเก็บของเสร็จแล้วจะตามไป”
“ไม่ได้ คุณหญิงสั่ง ต้องไปเดี๋ยวนี้”
รสสุคนธ์วางมือจากของแล้วเดินออกไป
ปริกเป้ปากใส่แล้วเหลือบสายตามองของรสสุคนธ์ แววตาสอดรู้สอดเห็น
ผีแม้นมาศก็มองปริกอย่างเยาะหยัน

ภาวิดา ภาณุกร และรามนรินทร์นั่งรออยู่ในห้องรับแขก เฟื่องหันไปเห็นรสสุคนธ์มาถึงก็รีบรายงาน
“คุณรสมาแล้วค่ะ”
รสสุคนธ์ยกมือไหว้ทุกคน ภาณุกรยิ้มให้แต่ภาวิดากลับสะบัดหน้าหนีเปิดศึกกับรสสุคนธ์ทันที
“กองไว้ตรงนั้นล่ะ”

ฟากปริกถลาเข้าไปรื้อข้าวของในกระเป๋าของรสสุคนธ์
“ไหนดูสิ มีอะไรบ้าง”
เห็นของในกระเป๋า เป็นเครื่องสำอางราคาระดับกลางๆ ก็หัวเราะ
“ไม่มีของมีค่าอะไรเลยเหรอ จ้นจน”
ปริกหันไปเปิดตู้แต่แล้วก็ต้องชะงักตาค้างเมื่อเห็นผีแม้นมาศนั่งขดตัวตาขาวโพลงอยู่ในตู้
“สาระแน ไปให้พ้น”
“แอร๊ย ผีหลอก”
ปริกหวีดร้องเสียงหลงแล้วลนลานวิ่งหนีออกไปโดยไม่คิดชีวิต แม้นมาศหัวเราะหึหึ ประตูตู้ปิดดังตึง
ส่วนภาวิดาไม่เว้นจังหวะให้รสสุคนธ์พูดหรือตอบโต้อะไร ด่าว่าตั้งแง่เป็นชุด
“ที่บ้านเธอไม่สั่งไม่สอนรึไง มาถึงแล้วแทนที่จะมาทักทายเจ้าของบ้าน นี่อะไรให้ผู้ใหญ่นั่งรอกันหัวโด่ ไร้มารยาทสิ้นดี”
“คุณแม่ครับ คุณรสเธอก็มากราบคุณแม่แล้ว อย่าโกรธเลยนะครับ”
“หนูรส ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกเฟื่องได้นะ” คุณชายบอก
“นมเฟื่อง เป็นแม่นมผมเอง” รามนรินทร์เสริม
“สวัสดีค่ะ”
รสสุคนธ์ยกมือไหว้เฟื่องอย่างอ่อนน้อม เฟื่องยิ้มให้รสสุคนธ์อย่างถูกชะตา
“ไปค่ะ คุณรส เดี๋ยวเฟื่องจะพาคุณไปแนะนำให้ทุกคนรู้จัก เชิญทางนี้ค่ะคุณรส”
เฟื่องเดินนำรสสุคนธ์ออกไป
ภาวิดาเห็นทั้งรามนรินทร์และภาณุกรเข้าข้างรสสุคนธ์ก็ยิ่งหงุดหงิด
“โอ๋กันเข้าไป คอยดูเหอะ ซักวันมันนำความฉิบหายมาให้กับพรหมบดินทร์เหมือนกับนังแม้นมาศย่าของมัน”
รามนรินทร์กับภาณุกรถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

เฟื่องพารสสุคนธ์มาที่โรงครัวเพื่อแนะนำให้รู้จักบรรดาคนรับใช้ในบ้าน จวง ทวน ปริกกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่รับฟังโดยไม่สนใจ รามนรินทร์มาด้วยยืนมองอยู่ห่างๆ
สร้อยกับบัวซึ่งเวลานี้ขาใส่เฝือก กำลังช่วยกันเช็ดจานชาม ช้อยนั่งกอดตุ๊กตาเอ๋ออยู่มุมหนึ่ง
“นี่คุณรสสุคนธ์ คุณรสจะมาอยู่ที่นี่ เธอจะช่วยคุณรามจัดงานระลึกร้อยปีพรหมบดินทร์”
“สวัสดีจ้ะ”
ทุกคนพากันมองรสสุคนธ์แล้วหันไปทำกิจกรรมต่อ
“นี่จวงเป็นคนสนิทของคุณหญิง ทวนคนขับรถ ปริกน้องของจวงกับทวน สร้อยแม่ครัว บัว ลูกสาวสร้อย แล้วก็ช้อย”
รสสุคนธ์ยิ้มบางๆ “ที่บ้านนี้คนเยอะจังเลย”
“อ้อ นี่ยังมียัยน้อยหลานเฟื่องอีกคน คุณมีอะไรก็ใช้น้อยมันได้นะคะ” เฟื่องว่า
รสสุคนธ์เลยไม่ติดใจสงสัยเรื่องน้อย เพราะเข้าใจว่าที่มากินมานอนด้วยคือน้อย
ช้อยล้มตัวลงนอนกลิ้งกับพื้นเล่นตุ๊กตาหัวเราะคิกคัก บัวพยักพเยิดบอกแม่
“แม่ เดี๋ยวที่เหลือฉันทำเอง แม่เอานังช้อยเข้าห้องเหอะ”
“ลุกๆ นังช้อย เดี๋ยวไปเล่นต่อที่ห้อง”
สร้อยพยุงช้อยไปเข้าห้องนอน รสสุคนธ์มองตามช้อยด้วยความสงสาร
“มันสติไม่ค่อยดี คุณอย่าไปยุ่งกับมันเลยนะคะ” เฟื่องว่า
“เป็นตั้งแต่เกิดหรือเปล่าคะ”
แก๊งจวง ทวน ปริก ได้โอกาสก็รีบขู่รสสุคนธ์ให้ขวัญหนีดีฟ่อ
ปริกสอดขึ้นมาทันที “โอ๊ย มันก็พึ่งเป็นไม่ถึงอาทิตย์นี้เอง โดนผีหลอกจนเป็นบ้า”
รสสุคนธ์ได้ยินคำนี้ก็ตกใจ ทวนได้ทีก็รีบขู่ให้รสสุคนธ์กลัวต่อ
“เฮ้ย นังบัวเอ็งเอาขามาให้คุณรสดูสิวะ นี่ๆ คุณ ที่ขามันหักนี่ก็ฝีมือผีเหมือนกัน”
รสสุคนธ์อึ้งไป “ผี...”
จวงขยี้ต่อ “ใช่ ผีแม้นมาศ ผีย่าของคุณรสไง คุณไปนอนทับที่ระวังเหอะ เดี๋ยวจะได้เป็นอย่างนังช้อยกับนังบัวเอา”
“ถ้าคุณไม่เชื่อถามนังบัวได้ บัวเอ็งเล่าให้คุณเค้าฟังสิ” ทวนบอก
รามนรินทร์เข้ามาพอดี ทุกคนพากันรีบหลบสายตา
“คุณรสอย่าไปฟังเลยครับ ก็แค่เรื่องไม่เป็นเรื่อง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันอยากฟัง บัวเล่ามาสิจ๊ะ”
บัวไม่กล้าได้แต่มองหน้ารามนรินทร์ จนอีกฝ่ายพยักหน้าให้
“เล่าสิ ฉันอนุญาต”

บัวหน้าซีดขาวกลืนน้ำลายลงคอ เมื่อหวนคิดถึงเหตุการณ์ชวนสยองที่ยังติดตาไม่หาย

อ่านต่อหน้า 2


บาปบรรพกาล ตอนที่ 3 (ต่อ)

บัวเล่าจนเห็นภาพตั้งแต่ต้นว่า ตนกับช้อยริอ่านเป็นนางโจรแอบเข้าเรือนไม้หอมเพื่อไปขโมยของ

บัวเดินนำช้อยมาตามทางเลียบสระบัวตรงไปที่เรือนไม้หอม สองนางโจรฝึกหัดมาหยุดที่ประตูบ้านหน้าบ้าน จู่ๆ ประตูถูกเปิดอ้าออกเอง ทั้งสองเดินเข้าประตูเรือนมาในโถง แมวสีดำกระโจนออกมาตกลงตรงหน้าทั้ง 2 คน บัวและช้อยต่างตกใจร้องลั่น บัวคุมสติได้ดีกว่า แต่ช้อยยังแหกปากร้องอยู่ บัวต้องเอามือปิดปากไว้
ทั้ง 2 หันมองกัน แล้วเดินตามขึ้นบันไดเกือบถึงชั้น 2 มีเสียงขิมบรรเลงอย่างโหยหวน เสียงเพลงทำให้ทั้ง 2 กลัวจนขนลุก
หน้าต่างถูกเปิดเอง กระทบกันเสียงดังปึงปัง ผ้าม่านที่ขาดรุ่งริ่งถูกลมพัดปลิวไปมา แสงจันทร์สาดแสงมากระทบข้างฝาบ้านใกล้กับที่ทั้ง 2 ยืนอยู่ มีเลือดซึมไหลออกมาจากข้างฝา ช้อยหันไปเห็นเลือดก็ตกใจกลัวรีบผลักบัวขึ้นไปบนชั้น 2 มีมือแม้นมาศดึงขาช้อยร่วงลงจากบันไปอย่างแรง บัวตกใจเล็กน้อยตั้งสติได้รีบลงไปช่วยช้อย
บัวเดินย่องเข้าไปที่ห้องนอนใหญ่ตามเสียงขิม ในท่วงทำนองเสียงขิมที่ตีเร็วรัวมากขึ้นนั้น แลเห็นร่างบัวกระเด็นลอยทะลุหน้าต่างออกไป ตกตูมลงไปในสระจมหายไปเลย
ช้อยเห็นร่างบัวลอยละลิ่วออกหน้าต่างคาตา ถึงกับฉี่ราดไหลนองพื้นเลย ร้องไห้ลั่นบ้านด้วยความกลัว เท้าช้อยขยับมาที่พื้นหัวบันไดมือผีดึงขาบัวอย่างแรง ช้อยล่วงกลิ้งลงบันไดไปถึงชั้นล่างเลย
เสียงขิมดังร้องโหยหวน ปนเสียงหัวเราะดังตลอดเวลา

บัวเล่าต่อว่า ตนโผล่จากน้ำขึ้นมา ใบหน้ามีลอยแผล เลือดไหลโทรมกายเต็มไปหมด ขาหักพาดอยู่บนกิ่งไม้ที่ลอยอยู่ในสระ
บัวตะเกียกตะกายว่ายขึ้นจากสระบัว อย่างลำบากยากเย็น พอจะขึ้นสระก็รู้สึกเจ็บขา
“โอ๊ย...ขาฉัน”
บัวเห็นขาหักผิดรูป เลือดไหลซึมอาบไปทั้งขา ก็ทรุดตัวล้มลง
“ผีหลอกๆ”
ช้อยวิ่งเตลิดกรีดร้องออกจากเรือนไม้หอม ผ่านมาที่สระบัว บัวเห็นช้อย ก็รีบเรียกไว้
“อีช้อย..อย่าพึ่งไปมาช่วยข้าก่อน ขาข้าหัก”
ช้อยชะงักหยุดวิ่ง แล้วหันกลับไปมองที่เรือนไม้หอมอย่างลังเล
“เร็วซิอีช้อย ข้าเจ็บขาจะตายอยู่แล้ว”
ช้อยเข้าไปพยุงบัวขึ้นจากสระน้ำ แต่แล้วช้อยก็ชะงักเมื่อเห็นร่างของแม้นมาศลอยคลออยู่ในสระ
“ผี...ผีมาแล้ว”
แม้นมาศดวงตาขาวโพลนเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ทั้งคู่ ช้อยพยายามดึงบัวให้พ้นจากสระ แต่มือของแม้นมาศเข้ามาจับขาบัวไว้แล้วกระชากอย่างแรง บัวถูกดึงล้มลงหน้าฟาดพื้น ช้อยเห็นท่าไม่ดีจะหนี แต่ถูกแม้นมาศโผล่พรวดขึ้นมายืนขวางไว้ ช้อยผงะหงายหลังล้มไปลงกองรวมกับบัว สองนางโจรไหว้ปลกๆ ด้วยความกลัว
“อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันกลัวแล้ว” ช้อยลนลานขอชีวิต
“ไว้ชีวิตพวกฉันเหอะนะ ฉันสัญญา ฉันจะไม่ขโมยอีกแล้ว”
แม้นมาศยื่นหน้าที่ดวงตาขาวโพลน ใบหน้าเละน่าสะอิดสะเอียนเข้าไปใกล้ๆ ช้อยกับบัวกรีดร้องลั่นหมดสติไปทั้งคู่

สองคนเดินมาตามทางเดินเลียบสระบัว รามนรินทร์เดินมาส่งรสสุคนธ์
“คุณเชื่อที่บัวเล่ามั้ยคะ”
“คนเราเวลากลัวก็สร้างภาพหลอนไปเองล่ะครับ คุณอย่าเก็บไปคิดให้รกสมองเลยนะ”
“นั่นสิคะ ย่าศรีเคยเล่าให้ฟังว่าย่าเล็กเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา ท่านไม่มีทางทำร้ายคนแน่ คุณส่งฉันแค่นี้เหอะค่ะ เดี๋ยวฉันกลับไปเองได้”
“ครับ เดินดีๆ นะครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
รามนรินทร์กับรสสุคนธ์ยิ้มให้กัน
น้ำในสระบัวเคลื่อนเป็นวง แม้นมาศลอยคอมาจ้องมองคนทั้งคู่อยู่ตั้งแต่ต้นแล้ว วิญญาณแค้นแสยะยิ้ม หัวเราะหึหึ แล้วค่อยๆ ดำหายไปในสระบัว

รสสุคนธ์เดินตรงมาที่เรือนไม้หอม จู่ๆ ก็มีลมพัดแรงเข้ามาปะทะร่าง บรรยากาศดูเหมือนพายุจะเข้า
รสสุคนธ์เดินเร่งเท้าไปที่บ้านก็ชะงักเมื่อสังเกตเห็นรอยน้ำเป็นทางตามพื้นตรงไปที่ประตูเรือน
“ฝนก็ยังไม่ตก ทำไมถึงมีรอยน้ำ”
รสสุคนธ์หวนคิดถึงเหตุการณ์หลังที่บัวเล่าเรื่องตอนเจอผีแม้นมาศให้ฟัง
โดยตอนนั้นรามนรินทร์กับรสสุคนธ์กำลังพากันเดินออกมาจากโรงครัว บัวเดินขากระเผลกตามมาเตือนรสสุคนธ์ด้วยความเป็นห่วง
“เดี๋ยวค่ะ คุณรส คุณไปอยู่ที่นั่นต้องระวังตัวให้ดีล่ะ เวลาที่ผีมันจะมา มันจะมีรอยน้ำยาวเป็นทางที่พื้น”
รสสุคนธ์ดึงตัวเองกลับมา ค่อยๆ เปิดประตูเรือนไม้หอม เสียงประตูดังเอี๊ยดแอ๊ดดูหลอนๆ เมื่อก้าวเข้าไปในโถงก็ต้องสะดุ้ง เมื่อเห็นเหมือนใครบางคน นั่งหันหลังให้อยู่ในความมืด
“อุ๊ย น้อยใช่มั้ยจ๊ะ”
รสสุคนธ์เข้าใจผิดคิดว่าเป็นน้อย ผีแม้นมาศนั่งนิ่งไม่ตอบ
“แล้วนี่มานั่งทำอะไรในบ้านมืดๆ ทำไมไม่เปิดไฟล่ะ”
รสสุคนธ์หันไปเปิดไฟ พอไฟสว่างที่เก้าอี้ก็ไม่มีใครนั่งอยู่แล้ว รสสุคนธ์มองฉงน
“อ้าว...ไปไหนแล้ว น้อย..น้อยจ๊ะ”
รสสุคนธ์เดินกวาดสายตามองรอบๆ อย่างหวาดระแวง กล้าๆ กลัวๆ แต่แล้วหลอดไฟในบ้านก็เกิดกะพริบดับๆ ติดๆ สลับกันไปมา บรรยากาศยิ่งชวนสยองขวัญมากขึ้นเป็นทวี
การปรากฏตัวของแม้นมาศมาแบบผลุบๆ โผล่ๆ นางมาตอนไฟดับ พอไฟสว่างก็หายวับไป
โดยตอนไฟดับผีแม้นมาศโผล่ออกมาเคลื่อนตามหลังรสสุคนธ์ไป รสสุคนธ์เย็นวาบที่ต้นคอ ชะงักกึก รู้สึกได้ว่าเหมือนคนกำลังตามหลัง จนเมื่อไฟสว่างรสสุคนธ์ค่อยๆ หันกลับไปมอง แต่ผีแม้นมาศก็ไม่อยู่แล้ว
รสสุคนธ์เริ่มรู้สึกหวั่นกลัวมากขึ้น ใจคอไม่ดี พยายามสลัดความคิด
“ทำไมฉันต้องเก็บเรื่องที่บัวพูดมาคิดด้วยนะ”
ไฟดับอีกที รสสุคนธ์หันกลับไปทางเดินก็ชะงัก เพราะจู่ๆ ก็เห็นหลังแม้นมาศเคลื่อนขึ้นบันไดบ้านไป
“น้อย..น้อยใช่มั้ย”
รสสุคนธ์เดินตามขึ้นบันไดชั้นสองไป

รสสุคนธ์เดินขึ้นมาพบว่าไฟที่ชั้นบนก็ยังคงดับๆ ติดๆ เหมือนชั้นล่าง จนเมื่อไฟดับพรึ่บ ลมพัดแรงจนผ้าม่านพลิ้วไหว เหมือนมีเงาใครบางคนยืนอยู่
รสสุคนธ์เพ่งสายตามอง ค่อยๆ เดินเข้าไปที่ผ้าม่าน แต่แล้วพอไฟกลับมาติด ก็ไม่เห็นใครอยู่ตรงนั้น
“น้อยจ๊ะ..น้อย”
รสสุคนธ์มองหาน้อยจนทั่วแต่ก็ไม่เจอ เลยเดินเข้ามาในห้องนอน เปิดไฟดู แต่ก็ไม่เห็นน้อยอยู่ในห้อง
“หายไปไหนอีกแล้ว”
รสสุคนธ์หันไปจัดของออกจากกระเป๋าบนเตียงต่อ โดยไม่รู้ว่าที่ใต้เตียงมีผีแม้นมาศนอนหมอบสบายอารมณ์อยู่
รสสุคนธ์เดินไปมาวนเก็บของเข้าตู้ จนสุดท้ายเท้าก็มาหยุดที่ตรงใต้เตียงใกล้ๆ กับที่ผีแม้นมาศแอบอยู่ ผีแม้นมาศฉีกยิ้มกว้างแล้วค่อยๆ ยื่นมือออกไปใกล้จะกระชากเท้ารสสุคนธ์

ที่งาน Pool party ของเหล่าไฮโซลูกคนรวย หนุ่มๆ สาวๆ ขาปาร์ตี้จับกลุ่มกันเป็นแก๊ง เต้นตามจังหวะดนตรีมิกซ์สุดฮิป แสงไฟหลากสีสาดกระทบน้ำในสระ และฟองสบู่ที่พ่นลอยอยู่ในอากาศระยิบระยับ
มือเรียวสวยกำลังกดเครื่องคอนโทรลมิกซ์ ปรับจังหวะ มิกซ์เพลง เร่งให้มันส์ยิ่งขึ้นอย่างเชี่ยวชาญ ดีเจสาวขยับเอวส่ายสะโพกโยกย้ายตามจังหวะเพลง เธอสวมหูฟัง โยกหัว โยกแขน ยิ้มร่าอย่างมีความสุข ดีเจสาวนางนั้นคือน้อย หลานสาวนมเฟื่อง สาวมาดเท่สุดแนว โยกตัวตามจังหวะเพลงอย่างเมามันส์
มีสาวๆ Cover dance นุ่งสั้นทรงเซ็กซี่ กำลังเต้นสุดเหวี่ยงเชียร์อัพให้หนุ่มสาวร่วมเต้นสนุกตามกัน

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น รสสุคนธ์ขยับตัวไปเดินไปรับที่โต๊ะ ทำให้แม้นมาศคว้าลม
“ค่ะย่า รสมาถึงแล้วค่ะ ย่าไม่ต้องห่วงรสนะ รสอยู่ได้สบายมาก อีกเดี๋ยวก็จะนอนแล้ว รสรักย่านะคะ ฝันดีค่ะ”
แม้นมาศนอนจ้องรสสุคนธ์ด้วยความหงุดหงิดบอกตัวเองในใจว่า
“คืนนี้ เธอได้ฝันดีแน่ หึหึ”
รสสุคนธ์เปิดกระเป๋าเครื่องสำอาง จัดเครื่องสำอางวางเรียงที่โต๊ะเครื่องแป้ง อย่างเป็นระเบียบ จังหวะหนึ่งเธอทำลิปสติกหล่น มันกลิ้งเข้าไปใต้เตียง เหมือนมีพลังบางอย่างดึงดูดให้เข้าไปในนั้น
รสสุคนธ์ชะงัก ค่อยๆ ก้มตัวลงไปมองใต้เตียง ระแวงว่าผีย่าเล็กจะยังอยู่หรือเปล่า จนสายตารสสุคนธ์เห็นลิปแท่งวางอยู่ ไม่มีผีแล้ว จึงเอื้อมมือไปเก็บ แล้วหันไปจัดโต๊ะเครื่องสำอางต่อ แม้นมาศยืนมองรสสุคนธ์แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์

อีกฟาก น้อยขยับไปเต้นกับสาวๆ Cover dance บรรดาหนุ่มๆ พากันเข้ามาเต้นล้อมรอบน้อยระหว่างนี้อธิวัฒน์เดินควงสาวอึ๋มเข้ามา ทักทายเพื่อนๆ ในงาน
พออธิวัฒน์หันมาเห็นน้อยกำลังเปิดเพลงเต้นอยู่ก็ชะงัก มองตาไม่กะพริบ
“น้องดีเจคนนั้นใครวะ ไม่เคยเห็น”
“อ๋อ เด็กใหม่ คนเก่าไม่ว่างฉันก็เลยให้น้องคนนี้มาแทน เป็นไงวะ สวยใช่มั้ย” เพื่อน1บอก
อธิวัฒน์ไม่ตอบ จดสายตามองน้อยด้วยสายตากรุ้มกริ่ม

เรือนไม้หอมทั้งหลัง ตกอยู่ในบรรยากาศหลอกๆ หลอนๆ รสสุคนธ์ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง โดยไม่รู้ว่าที่ปลายเตียงผีแม้นมาศยืนจ้องตาเขม็ง แสยะยิ้มตาวาววับ โคมไฟหัวเตียงปิดลง รสสุคนธ์ค่อยๆ หลับตาลง
พอดับลงแม้นมาศก็เคลื่อนตัวเข้ามาหารสสุคนธ์ บันดาลให้โคมไฟ ติดๆ ดับๆ ไปมา
ไฟสว่างพรึ่บ รสสุคนธ์นอนหลับตาโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังมีอันตรายคืบคลานเข้ามาใกล้
ไฟดับแม้นมาศขึ้นคร่อมร่างของรสสุคนธ์ แล้วก้มหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของรสสุคนธ์ในระยะประชิด
เมื่อไฟสว่างพบว่ารสสุคนธ์หลับสนิทแล้ว ในขณะที่ใบหน้าเละเน่าระยะสุดท้ายของแม้นมาศเคลื่อนเข้ามาใกล้จบแทบชิดหน้าของรสสุคนธ์แล้วตะโกนปลุกเสียงกึกก้อง
“ตื่น...ตื่นเดี๋ยวนี้”
ไฟสว่างวาบขึ้น รสสุคนธ์รู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมาแต่แม้นมาศก็หายไปแล้ว รสสุคนธ์กวาดสายตามองรอบห้องอย่างระแวงระวัง ไฟดับพรึ่บอีกครั้ง รสสุคนธ์ชะงักกึก เมื่อเห็นใบหน้าเละของแม้นมาศจ้องหน้าอยู่
รสสุคนธ์กรี๊ด “แอร๊ย”
แม้นมาศคำราม “ออกไปจากเรือนหอของฉัน”
รสสุคนธ์ตัวจะหนีแต่แม้นมาศไวกว่าคว้าคอรสสุคนธ์ไว้หมับแล้วกดตัวกลับลงไปบนเตียง
“ว้าย ช่วยด้วย”
รสสุคนธ์พยายามดิ้นหนี แต่แม้นมาศก็ไม่ปล่อยมือ
“แกต้องตาย”
รสสุคนธ์ตัดสินใจร้องบอก “ย่าเล็ก อย่า...นี่รสเอง”
แม้นมาศไม่ฟังจับคอรสสุคนธ์บีบแน่น จนรสสุคนธ์หายใจไม่ออก ร่างเกร็งกำลังจะหมดลมอยู่รอมร่อ
ไฟสว่างพรึ่บ รสสุคนธ์หวีดร้องลั่น สะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมา
“อย่า.....”
รสสุคนธ์เหลียวมองรอบห้องก็พบว่าตัวเองแค่ฝันไป หญิงสาวหายใจโล่งอก
“ฝันเหรอเนี่ย”
รสสุคนธ์หันหน้าไปทางหัวเตียงนั่งพนมมือ กราบหมอนสวดมนต์ไหว้พระ
ระหว่างนี้ผีแม้นมาศยืนมองตาขวางอยู่ทางข้างหลังรสสุคนธ์ ยื่นมือออกมาหมายจะบีบคอรสสุคนธ์ที่กำลังพนมมือภาวนา
“ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ช่วยคุ้มครองลูกด้วยเถิด”
แสงสว่างวาววาบออกจากร่างรสสุคนธ์ กระแทกร่างแม้นมาศที่กำลังพุ่งเข้าใส่
“อ๊าย...ร้อน... ร้อน...”
วิญญาณแค้นกรีดร้องโหยหวน ลอยวูบหายวับออกไปจากเรือนไม้หอมทันที

ร่างแม้นมาศถูกดีดลอยออกมาจากเรือนไม้หอม หล่นโครมหน้าเรือนไม้หอม
“คิดจะไล่ฉันงั้นเหรอ ไม่มีทางW
แม้นมาศพุ่งตัวกระแทกประตูเรือนไม้หอมแต่ก็ถูกพลังพระพุทธคุณดีดออกมาอีก
แต่วิญญาณไม่ละความพยายาม ลุกขึ้นยืนจังก้า กัดฟันกรอดไม่พอใจอย่างมาก
“เปิดประตู”
แม้นมาศหวีดร้อง ลมพัดโหมเข้าซัดเรือนไม้หอมอย่างแรง
“เปิดประตูให้ฉันเข้าไปเดี๋ยวนี้”
หน้าต่างบ้านทุกบานถูกลมตีกระแทก เปิด ปิด เองอย่างรุนแรง เหมือนคนกำลังฟาดบ้านทั้งหลัง

เสียงโครมครามนั้นทำเอารสสุคนธ์สะดุ้งรีบลุกขึ้นจะไปปิดหน้าต่าง แต่ก็ถูกลมกระชากหน้าต่างเปิดออกอีก
ฝนไม่มีเค้าตกเทลงมาอย่างหนัก แม้นมาศก้าวเข้ามายืนตากฝนจ้องที่หน้าต่างห้องนอนตาเขม็ง
“เปิดประตู”

รสสุคนธ์กำลังจะลงกลอนหน้าต่าง แต่หน้าต่างก็ถูกกระชากเปิดออก ฝนสาดใส่รสสุคนธ์ เธอขยับไปปิดหน้าต่างต่อ แต่แล้วฟ้าก็ผ่าดังเปรี้ยง
แสงจากฟ้าแลบทำให้รสสุคนธ์เห็นผีแม้นมาศกระโดดขึ้นมาเกาะหน้าต่างจ้องรสสุคนธ์ตาวาวโรจน์
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้”
“ว้าย”
รสสุคนธ์ผงะถอยห่างออกจากหน้าต่างโดยเร็ว เรือนไม้หอมลั่นเอี๊ยดอ๊าด บ้านสั่นทั้งหลัง รสสุคนธ์สะดุ้งเฮือก รีบพนมมือขึ้นไหว้ทันที
“ย่าเล็กขา นี่รสสุคนธ์หลานของย่านะคะ รสมาดี ย่าเล็กช่วยคุ้มครองรสด้วยนะคะ”
สิ้นเสียงของรสสุคนธ์เสียงบ้านลั่นก็หยุดลง ลมพายุฝนก็สงบลงไปด้วย แต่มีเสียงร้องไห้ดังเข้ามาแทนรสสุคนธ์ขยับเข้าไปส่องดูที่หน้าต่างอีกที คราวนี้เห็นแม้นมาศแปลงกายอยู่ในชุดเหมือนคนปกติ ยืนก้มหน้าร้องไห้อยู่
“ฮือๆๆๆ”
รสสุคนธ์ร้องถาม “ใครน่ะ ใครร้องไห้อยู่ตรงนั้น”
“เปิดประตูที ฉันเข้าบ้านไม่ได้”
“น้อย น้อยใช่มั้ย”
แม้นมาศไม่ตอบได้แต่สะอื้นไห้อยู่อย่างนั้น รสสุคนธ์ลังเลแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินออกจากห้องไปดูทันที

ฝนตกหนักจนไฟฟ้าบ้านพรหมบดินทร์ดับ รามนรินทร์เปิดประตูห้องนอนออกมาดู แป๊บเดียวไฟก็ติดขึ้นมาอีก
“คุณรสจะเป็นไงบ้างนะ”
รามนรินทร์รู้สึกเป็นห่วงรสสุคนธ์ครามครัน ขยับจะเดินลงไปข้างล่าง เจอกับภาณุกรที่กำลังขึ้นมาพอดี
“อ้าวราม ยังไม่นอนอีกเหรอ”
“ยังครับ เมื่อกี้ไฟตก ผมเลยจะไปดูที่เรือนไม้หอมซะหน่อย ไม่รู้ว่าไฟดับด้วยหรือเปล่า”
“ไม่ต้องห่วง ตอนเย็นน้าให้เฟื่องจัดเทียนกับไฟแช็กเอาไปไว้แล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้น ยัยน้อยคงมาบอกเราแล้วล่ะ รามไปนอนเหอะ มียัยน้อยอยู่ทั้งคน หนูรสคงไม่เป็นอะไรหรอก”
“ได้ครับ..ฝันดีนะครับ คุณน้า”
รามนรินทร์เดินกลับเข้าห้องไป ภาณุกรเหลียวมองผ่านหน้าต่างออกไปทางเรือนไม้หอมด้วยความรู้สึกกังวลใจนิดๆ
“แม้นมาศ เธออย่าได้ทำร้ายหลานตัวเองเลยนะ”

รสสุคนธ์เปิดประตูเดินเรือนออกมา เสียงสะอื้นไห้ของแม้นมาศดังเข้ามาชวนหลอน
“ฮือๆๆ”
รสสุคนธ์เดินตามเสียงสะอื้นไห้ของแม้นมาศไปตามทางเลียบสระบัว
แม้นมาศในรูปลักษณ์เหมือนคนทั่วไป เนื้อตัวเปียกปอนผมลีบ นั่งตัวสั่นร้องไห้อยู่ริมสระบัว รสสุคนธ์ขยับเดินเข้าไปหาใกล้ๆ
“เธอมานั่งร้องไห้ทำอะไรอยู่ตรงนี้”
“ฉันเข้าบ้านไม่ได้ ฉันหนาว ฉันกลัว ฮือๆๆ”
“ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวฉันจะพาเธอเข้าบ้านเอง ไหนหันหน้ามาคุยกันหน่อยซิ”
แม้นมาศค่อยๆ หันแต่หัวหมุนหน้ากลับมาหารสสุคนธ์ แล้วเงยหน้าขึ้นจังๆ ให้เห็น หัวผีหมุนรอบตัว 180 องศาฃ
“แอร๊ย...”
รสสุคนธ์กรี๊ดตกใจจนเป็นลมล้มฟุบไป ผีแม้นมาศลุกขึ้นมายืนมองแล้วแสยะยิ้มหัวเราะหึหึอย่างสะใจ

ภาวิดาในชุดนอนบางเบา ยืนกอดอกมองผ่านหน้าต่างออกไป แล้วยิ้มสะใจ
“สมน้ำหน้า ป่านนี้นังเด็กนั่นคงถูกผีย่ามันหักคอแล้วมั้ง ฮ่าๆ”
ทวนชู้รัก เปลือยอกเข้ามาสวมกอดภาวิดา
“คุณหญิงจะไปสนมันทำไมครับ ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปดูสภาพศพมันทีหลังก็ได้ คืนนี้เรามานอนกันให้เต็มอิ่มดีกว่านะครับ”
“มีเธอคอยกวนฉันทั้งคืนแบบนี้ ฉันจะหลับลงได้ไง”
ภาวิดาขยับตัวออก ทวนดึงไว้แล้วช้อนตัวภาวิดาขึ้น อุ้มไปวางลงบนเตียง ทวนขึ้นคร่อมแล้วค่อยๆ ไล่นิ้วลูบคลึงขมับภาวิดาอย่างช้าๆ
“งั้นเดี๋ยวผมจะค่อยๆ ลงนิ้ว นวดคลายเส้นให้คุณหญิงก่อนดีมั้ยครับ คุณหญิงจะได้นอนหลับฝันดี”
“เธอเนี่ยรู้ใจฉันจริงๆ”
ภาวิดาหัวเราะคิกคักใช้มือค่อยๆ ลูบไล้ใบหน้า ไล่มาที่หน้าอกทวน พร้อมกับส่งสายตาเย้ายวน ทวนซุกหน้าเข้าไปไซร้ซอกคอภาวิดา ภาวิดาครางเสียงอ่อน
มองจากหน้าต่างที่เปิดอยู่ เห็นไฟที่เรือนไม้หอมเปิดอยู่

น้อยเสร็จงานเดินออกมาจากงานกำลังจะกลับบ้าน ชายสองคนท่าทางเมาปลิ้น นั่งอยู่หน้างานเห็นน้อยก็รีบปรี่เข้ามาขวาง
“น้องดีเจคนสวยจะกลับแล้วเหรอครับ” ชาย 1 เปิดงาน
ชาย2เสริม “จะรีบไปไหนล่ะครับ นี่ยังงานยังไม่เลิกเลย เข้าไปดิ้นกับพี่ต่อนะ”
ชายสองคนเข้าไปประกบข้างน้อย น้อยตกใจ
“ขอโทษนะคะ พอดีหมดรอบฉันแล้ว ขอตัวกลับก่อนนะคะ”
ชาย1ยัวะ “เฮ้ย...น้องจะขัดใจพี่เหรอ”
“อยู่สนุกกับพวกพี่ก่อนสิ” ชาย 2 ว่า
น้อยจะหนีแต่ถูกชายทั้งสองคนจับแขนไว้ น้อยตกใจ
“ว้าย จะทำอะไร ปล่อยนะ”
น้อยดิ้นรนขัดขืน แต่สู้แรงชายขี้เมาทั้งสองคนไม่ได้ ชาย1ยิ้มหื่นยื่นหน้าเข้าไปจะหอมแก้มน้อย
อธิวัฒน์ที่เดินตามน้อยออกมาเห็นเหตุการณ์ที่น้อยถูกลวนลามก็รีบเข้าไปช่วย
“เฮ้ย หยุดนะ”
อธิวัฒน์เข้าไปกระชากตัวชาย1ออกแล้วต่อย ชาย 1เซล้มลง ชาย 2 เห็นเพื่อนโดนต่อยก็เข้าไปออกหมัดอัดใส่อธิวัฒน์กะเอาคืน แต่อธิวัฒน์เอี้ยวตัวหลบแล้วเตะอัดสวนกลับ
ชาย 2 เซไป ชาย 1ลุกขึ้นมาถีบด้านหลังอธิวัฒน์เซถลาไปหาชาย 2 ที่รอจังหวะอยู่ ชาย 2 ตะบันหมัดใส่หน้าอธิวัฒน์ถึงกับเซ
ชาย 1 แสดงความเป็นโจรชั่ว ชักมีดพับออกมาควง จ้วงมีดจะแทงอธิวัฒน์ น้อยเห็นก็ตกใจ
“คุณระวัง”
อธิวัฒน์พลิกตัวหลบโชว์เท่บิดมือชาย 1 แล้วต่อยอัดกระแทกใส่หน้าชาย 1 อย่างจัง จนมันมึนล้มลง ชาย 2 พุ่งเข้าใส่อธิวัฒน์หมุนตัวเตะก้านคอใส่ชาย 2 ที่พุ่งเข้ามาจนหมอบกระแต
น้อยอึ้งมองอธิวัฒน์อย่างสุดทึ่งแสนประทับใจ อธิวัฒน์หันมายิ้มหวานมาให้
“คุณปลอดภัยนะครับ”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
เพื่อนอธิวัฒน์ที่จัดงานปาร์ตี้คืนนี้ พร้อมกับ รปภ.พากันเข้ามาสมทบ
“เฮ้ย เกิดอะไรขึ้นวะไอ้วัฒน์” เพื่อน1ถาม
“ไอ้ขี้เมาสองคนนี้ลวนลามน้องเค้า”
“อ้าวเวร...เฮ้ย..เอาตัวไอ้สองคนนี้ไปสงบอารมณ์ซิ น้องพี่ขอโทษแทนแขกพี่ด้วยนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ ฉันไม่ถือสาคนเมาหรอกค่ะ”
“คุณจะกลับบ้านเหรอครับ ให้ผมไปส่งมั้ย” อธิวัฒน์แสดงน้ำใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันให้คนเรียกแท็กซี่ไว้แล้ว ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”
อธิวัฒน์ยิ้มให้ “ฝันดีนะครับ”
รถแท็กซี่แล่นเข้ามาเทียบ น้อยยิ้มหวานให้อธิวัฒน์แล้วขึ้นแท็กซี่ไป อธิวัฒน์มองตามตาละห้อย เพื่อนตบบ่ายิ้มรู้ทัน
“สนใจเหรอวะ”
“เออ ดูใสซื่อดี กด Like เลยว่ะ”
อธิวัฒน์หันไปโบกมือบ๊ายบายให้ น้อยยิ้มเขินๆ รถแท็กซี่แล่นออกไป

บนเรือนไม้หอม ไฟห้องนอนเปิดอยู่ ร่างรสสุคนธ์นอนสลบอยู่บนเตียง จนมีมือหนึ่งยื่นเข้ามาใกล้หน้าปัดผมที่ปรกหน้ารสสุคนธ์ให้เข้าที่ เจ้าของมือนั้นก็คือผีแม้นมาศ ที่แปลงกายสวยงาม และนั่งมองใบหน้ารสสุคนธ์อย่างพินิจพิเคราะห์ สักครู่หนึ่งรสสุคนธ์จึงรู้สึกตัวตื่น พอรู้ว่าตัวเองมานอนอยู่บนเตียงก็ตกใจ
“ฉันมาอยู่นี่ได้ไง”
“เมื่อกี้คุณเป็นลม ฉันก็เลยพาเข้ามานอนในบ้าน”
“จริงสิ...เมื่อกี้ฉันเห็น...”
รสสุคนธ์ชะงัก คิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ เธอจำได้ว่าผีแม้นมาศค่อยๆ หันเฉพาะหัวหมุนใบหน้าเละกลับมาหารสสุคนธ์ แล้วเงยหน้าขึ้นมามองเขม็ง รสสุคนธ์กรี๊ดลั่นแล้วเป็นลมหมดสติไป
รสสุคนธ์มองจ้องแม้นมาศด้วยความสงสัย และไม่ค่อยไว้ใจ
“เห็นอะไรเหรอ” แม้นมาศถามย้ำ
“อ๋อ ฉันคงตาฝาด แล้วเธอเป็นใคร”
“ฉันชื่อ...”
แม้นมาศชะงักกึกไม่กล้าบอกชื่อ
“ใช่ น้อยหรือเปล่า”
แม้นมาศชะงักอีก แล้วจึงพยักหน้าตามน้ำ
“น้อย อ๋อจ้ะ” แม้นมาศรับสมอ้าง พูดเป็นนัย “ชื่อฉันก็ประมาณนั้นล่ะ ว่าแต่คุณเหอะ..มาอยู่ที่เรือนไม้หอมไม่กลัวเหรอ”
รสสุคนธ์ยิ้ม “เรือนนี้เป็นเรือนหอของย่าฉัน ฉันไม่กลัวหรอก”
แม้นมาศชะงักงัน “ย่า”
“จ้ะ ย่าแม้นมาศเป็นคุณย่าเล็กของฉัน ฉัน รสสุคนธ์ เรียกฉันว่ารสก็ได้จ้ะ”
แม้นมาศมองรสสุคนธ์อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าผู้หญิงเบื้องหน้าจะเป็นหลานเธอ

รถแท็กซี่แล่นมาจอดริมรั้วบ้านพรหมบดินทร์ น้อยจ่ายเงินค่าแท็กซี่แล้วรีบลงรถ มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครก็โล่งใจ รีบไขกุญแจเปิดประตูรั้วเล็กเข้าบ้านใส่กลอนล็อกเสร็จแล้วรีบเดินตรงดิ่งไปที่เรือนไม้หอมทันที
น้อยเดินเข้ามาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ผ่านบ้านใหญ่มาทางเลียบสระบัว
ทางเดินมืดจนน้อยต้องหยิบโทรศัพท์มือถือเปิดแอปไฟฉายส่องนำทาง
“คุณรสจะหลับหรือยังนะ”
เสียงหมาหอนดังเกรียวกราว รับกันเป็นทอดๆ น้อยสะดุ้งเฮือกหันกลับมองไปด้านหลังอย่างหวาดกลัว แล้วใช้โทรศัพท์ส่องดูในสระบัว ไล่ดูตามพุ่มดอกไม้หอมแต่ก็ไม่เห็นอะไร พอหันกลับมาก็เห็นเงาใครบางคน เดินตัดหน้าไปทางเรือนไม้หอม
“ใครน่ะ หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
น้อยส่องไฟใส่ แล้วขยับเดินตามเงานั้นไป จนมาถึงเรือนไม้หอมก็ไม่เห็นเงาที่ว่าแล้ว น้อยเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี
ระหว่างนี้เองเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกของแม้นมาศดังเข้ามาชวนหลอกหลอน น้อยสะดุ้งเฮือกยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว
“เจ้าประคู้ณ...อย่าได้มาหลอกหลอนกันเลย”
น้อยส่องไฟฉายมือถือไปที่ประตูบ้าน กำลังจะบิดลูกบิดประตูก็ต้องผงะ เมื่อเห็นตาดำยืนหน้าตาถมึงทึงอยู่ที่ประตูบ้าน
“ผะ ผี”
น้อยปิดปากแน่นด้วยความกลัว แล้วรีบเผ่นออกไปแทบไม่ทัน

ตาดำฉีกยิ้มกว้างสมใจ แล้วเดินหายไปในความมืด

อ่านต่อหน้า 3


บาปบรรพกาล ตอนที่ 3 (ต่อ)

แม้นมาศฟังเรื่องที่รสสุคนธ์ล่าตอนเจอกับรามนรินทร์ครั้งแรก แล้วหัวเราะร่าดูสดใสมีชีวิตชีวามาก

“ฮ่าๆๆ คุณรามเหยียบใบสมัครงานของคุณเหรอ”
“ใช่ ตอนนั้นฉันหัวเสียมาก เผลอตัวเหวี่ยงไปดอกหนึ่งด้วย ดีนะที่คุณรามไม่โกรธ”
“คุณรามเธอเป็นคนหน้าตาย แต่จริงๆ แล้วใจดีเหมือนกับคุณลุงเค้า”
แม้นมาศพูดไปก็ยิ้มตาเป็นประกายดูเหมือนมีความหลัง
“คุณลุง อ๋อ คุณชายภาณุทัตเหรอ”
“ใช่จ้ะ”
รสสุคนธ์ขยับเข้าไปหาแม้นมาศด้วยความอยากรู้
“เออ น้อย นมเฟื่องได้เล่าเรื่องคุณชายภาณุทัตกับย่าเล็กให้เธอฟังบ้างหรือเปล่า”
“เรื่องของคุณแม้นมาศกับคุณชายภาณุทัต ไม่ค่อยมีใครกล้าพูดถึงหรอก มันเป็นเรื่องน่าเศร้าน่ะ แต่ฉันก็พอได้ยินมาบ้างนะ” แม้นมาศว่า
“จริงเหรอ งั้นเธอเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”
แม้นมาศชะงักแล้วแกล้งทำเป็นหาว
“นี่มันดึกแล้ว ไว้ค่อยคุยวันหลังได้มั้ย ฉันง่วงแล้ว”
“จริงด้วย ฉันลืมไปเลย แล้วนี่เธอนอนที่ไหนล่ะ”
“อ๋อ เดี๋ยวฉันเอาผ้ามาปูนอนตรงพื้นนี่ล่ะ”
“อุ๊ย อย่าเลย ฉันว่าเธอขึ้นมานอนกับฉันดีกว่า”
“มันจะดีเหรอ”
“ดีสิ เตียงออกจากกว้าง นอนด้วยกันอบอุ่นดี ขึ้นมาสิ”
รสสุคนธ์ขยับที่นอนให้ พร้อมกับตบหมอบให้แม้นมาศขึ้นมานอนด้วยกัน
แม้นมาศยิ้มให้กับความมีน้ำใจของหลาน ที่ไม่รังเกียจคนแม้นจะฐานะต่ำกว่า แม้นมาศขยับขึ้นเตียง รสสุคนธ์ล้มตัวลงไปนอนก่อน
“ฝันดีนะ”
“จ้ะ ฝันดี”
รสสุคนธ์หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ แม้นมาศล้มตัวลงนอนตะแคงมองรสสุคนธ์ยิ้มมีเลศนัย

เช้าวันใหม่ ภาวิดาเดินอารมณ์ดีลงบันไดมา มีจวงกับปริกยืนเสนอหน้ารอรับใช้อยู่ชั้นล่าง
ปริกขยับเข้าไปกระซิบถามจวงสอดรู้สอดเห็นสุดฤทธิ์
“เช้านี้คุณหญิงดูอารมณ์ดีจังเลยนะพี่ สงสัยเมื่อคืนคงนอนหลับฝันดี”
“มันแน่อยู่แล้ว เพราะเช้านี้คุณหญิงคงมีข่าวดี”
ปริกงง “ข่าวดีอะไรพี่”
“ก็ข่าวดีเรื่องนังรสสุคนธ์ไง ป่านนี้มันคงโดนผีหลอกจนหัวโกร๋นแล้วมั้ง”
ภาวิดาลงมาถึงห้องนั่งเล่นพอดี จวงกับปริกก็รีบกล่าวทักสอพลอรับอรุณ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณหญิง”
“แล้วนี่มีคนไปดูแม่รสสุคนธ์ที่เรือนไม้หอมแล้วหรือยัง”
“ยังค่ะ เดี๋ยวสายๆ จวงจะให้นังปริกไปดู”
“ช้าไป พวกแกรีบไปดูตอนนี้เลย ฉันอยากเห็นสภาพของมันเต็มแก่แล้ว”
“ได้ค่ะ”
จวงกับปริกรีบแล่นออกไปทันที ภาวิดายิ้มกริ่มสะใจว่ารสสุคนธ์คงไม่วายโดนผีหลอกแล้วแน่ๆ

รสสุคนธ์เดินลงมาจากชั้นบน ยังคงคิดว่าแม้นมาศเป็นน้อย มองหาจนทั่วบ้านแต่ก็ไม่เจอ
“น้อย น้อยจ๊ะ”
รสสุคนธ์ชะงักเมื่อเห็นสำรับอาหารเช้าสุดหรู กลิ่นฉุยหอมกรุ่นน่ากินจัดเตรียมไว้สองชุด หญิงสาวเดินเข้ามาดูเห็นกระดาษโน้ตเขียนแปะไว้บนขวดโหลใส่ขนมเสน่ห์จันทร์ รสสุคนธ์หยิบมาอ่าน
“ฉันเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว เย็นนี้เจอกัน”
รสสุคนธ์ยิ้ม “อุ๊ย มีขนมเสน่ห์จันทร์ด้วย”
รสสุคนธ์หยิบขวดโหลขึ้นมาดู ในนั้นใส่ขนมเสน่ห์จันทร์ ที่ทำขั้วกลีบดอกสวย ติดทองคำเปลวน่าทาน
รามนรินทร์เดินเข้ามาเห็นโต๊ะอาหารจัดเรียบร้อย จึงเคาะประตูให้รสสุคนธ์รู้ตัว
“อ้าวคุณราม สวัสดีค่ะ นี่ยังไม่ถึงเวลางานเลยนะคะ อย่าบอกนะว่าคุณจะมาใช้งานฉันแต่เช้า”
“ผมแค่จะมาชวนคุณไปกินข้าวเช้า แต่สงสัยคุณคงไม่ต้องการแล้ว” รามนรินทร์แกล้งพูดกะให้รสสุคนธ์ชวนกินข้าวด้วย “ดูสิ มีแต่ของน่ากินทั้งนั้นเลย”
“เออ ถ้าคุณไม่รังเกียจ กินด้วยกันมั้ยคะ เผอิญน้อยทำไว้สองที่เหมือนรู้เลยว่าคุณจะมา” รสสุคนธ์ประชด
“งั้นผมก็ไม่ขัดศรัทธา”
รามนรินทร์ลอบยิ้มมุมปากไม่ปฏิเสธ แถมขยับลงนั่งอย่างว่าง่าย รสสุคนธ์เหวอไม่คิดว่าเขาจะเอาจริง
“อ้าว นั่งสิครับ เดี๋ยวกินเสร็จเราจะได้เริ่มงานกันเลย”
รสสุคนธ์ลงนั่งกินอาหารข้าวกับรามนรินทร์อย่างจำใจ

ปริกกับจวงเดินเตร่มาหยุดที่หน้าเรือน พอมองเห็นรสสุคนธ์กับรามนรินทร์กินข้าวด้วยกัน ก็ตาลุกวาว หมั่นไส้
“ดูมันสิพี่ ยังอยู่ดีครบ 32 แถมมารยายังเต็มสูบอีก เห็นแล้วหมั่นไส้อยากตบจริงจริ๊ง”
“ข้าไม่เข้าใจ ทำไมมันถึงรอดจากเงื้อมมือนังผีแม้นมาศได้วะ” จวงแปลกใจ
“นั่นสิ อีช้อยกับอีบัวโดนซะเละ ไหงเป็นแบบนี้ไปได้”
จวงฉุกคิดได้ “หรือว่านังแม้นมาศมันจะรู้ว่ายัยรสสุคนธ์เป็นหลาน”
“เออ ก็อาจเป็นไปได้นะพี่ มันอาจจะแอบฮั้วกันก็ได้”
“หน็อยนังผีสองมาตรฐาน อย่าคิดนะว่าหลานแกจะได้อยู่เป็นสุข”
บ่นบ้ากันจนหนำใจจวงกับปริกเงยหน้าขึ้นไปมองอีกครั้ง แล้วต้องตาค้างแทบช็อก เมื่อเห็นผีแม้นมาศยืนเน่าถลึงตามาให้จากชานเรือนหน้าประตู
“ออกไปจากบ้านกู”
ปริกจะแหกปากร้อง จวงรีบปิดปากไว้แล้วใส่เกียร์หมาดึงปริกวิ่งหนีออกไปแทบไม่ทัน

จวงกับปริกหอบสังขาร ตาโบ๋หัวฟูมานั่งสั่นให้ภาวิดาโมโห
“จวง ปริก พวกแกสองคนเป็นอะไร ทำไมหัวฟูตาโบ๋อย่างนั้น”
“ผีค่ะ พวกเราโดนผีหลอกค่ะ คุณหญิง”
ภาวิดายิ้มดีใจ “นี่นังรสสุคนธ์มันเป็นผีตามย่ามันไปแล้วเหรอ”
“เปล่าค่ะ นังรสสุคนธ์มันยังปกติดี นังผีแม้นมาศมันไม่ยอมทำอะไรหลานมันซักแอะเลยค่ะ สงสัยพวกมันจะรู้กัน”
ภาวิดาได้ยินก็เจ็บใจมาก
“บ้าจริง” คุณหญิงหันไปลงกับจวงและปริก “พวกแกเนี่ยก็กลัวไม่เข้าเรื่อง”
ปริกกลัวมาก โอดครวญเพิ่ม
“ก็คุณหญิงไม่เคยไปที่เรือนไม้หอมเลย ลองไปดูสักครั้งมั้ยคะว่า ผีน่ากลัวแค่ไหน”
ภาวิดามองปริกตาขวางไม่พอใจ จวงปรามปริก
“เอ็งเงียบไปเลย นังปริก”
ปริกจำต้องเงียบปาก ภาวิดาบ่นบ้าสีหน้าเครียด มีท่าทางกลุ้มใจมากขึ้น
“ทีนี้ฉันจะหาทางไล่มันออกจากบ้านยังไงดี”
เสียงอุณนิษาดังเข้ามา “งั้นให้นิษาช่วยนะคะ”
ภาวิดาชะงักหันไปมอง เห็นอุณนิษาเดินเข้ามาพร้อมกับอธิวัฒน์และจีรนันท์
สามคนรีบยกมือไหว้ภาวิดาอย่างนอบน้อม
“หนูนิษา แม่กำลังคิดถึงหนูอยู่พอดีเลย แล้วนี่ใครจ๊ะ”
“นี่พี่วัฒน์ เป็นลูกชายญาติห่างๆ ของคุณแม่ค่ะ ส่วนนี่จีจี้เป็นเพื่อนสนิทของนิษาเอง”
อธิวัฒน์มองคุณหญิงด้วยสายตาเจ้าชู้ “สวัสดีครับคุณหญิง นี่ถ้าคุณนิษาไม่บอก ผมคงเข้าใจผิดคิดว่าคุณหญิงเป็นลูกสาวของบ้านนี้ซะอีก”
“อุ๊ย ปากหวานนะเรา”
ภาวิดาได้ยินก็ยิ้มร่าชอบใจ จวงกะปริกอึ้ง ส่วนจีรนันท์แอบหยิกผัว อธิวัฒน์ยิ้มโปรยเสน่ห์
“แล้วเมื่อกี้หนูนิษาพูดจริงเหรอจ๊ะ”
“จริงค่ะ คนอย่างนังรสสุคนธ์ไม่ต้องให้ถึงมือคุณหญิงแม่หรอกค่ะ แค่พี่วัฒน์กับจีจี้ก็พอแล้ว”
“ไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวจีจี้จะจัดหนักจัดเต็มให้เอง”
ภาวิดามองท่าทางเอาจริงของทั้งอธิวัฒน์กับจีรนันท์แล้วยิ้มพอใจ

รสสุคนธ์จัดขนมเสน่ห์จันทร์ใส่จานมาวางให้รามนรินทร์ทาน รามนรินทร์มองขนมเสน่ห์จันทร์อย่างแปลกใจ
“นี่ขนมอะไร ผมไม่เคยเห็นเลย”
“ขนมเสน่ห์จันทร์ค่ะ”
“เสน่ห์จันทร์ สวยดีนะครับ กลิ่นก็หอม นี่ฝีมือคุณย่าคุณเหรอ”
“เปล่าค่ะ น่าจะเป็นฝีมือน้อย”
“น้อยนี่นะทำขนม ต้องลองชิมซะหน่อยแล้ว”
รามนรินทร์ไม่เชื่อนัก แต่ก็หยิบขนมชื่อเพราะมาลองชิม
“อืม..อร่อยด้วย”
รสสุคนธ์ชิมขนมเสน่ห์จันทร์ก็ชะงัก เพราะรสชาติอร่อยกว่าที่แม้นศรีเคยทำให้กิน
“นี่มัน...”
รสสุคนธ์ชิมแล้วค่อยๆ ขบคิดถึงรสชาติและวัตถุดิบที่ใช้ทำ รามนรินทร์เห็นท่าทีนั้นก็แปลกใจ
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ หรือว่าขนมนี้มันหมดอายุแล้ว”
“เปล่าค่ะ อร่อยมาก แถมสูตรนี้แปลกกว่าที่ย่าศรีทำอีก ย่าศรีเคยเล่าให้ว่าขนมเสน่ห์จันทร์ของใครๆ ก็อร่อยไม่สู้ขนมเสน่ห์จันทร์ของย่าเล็ก แต่เสียดายฉันเกิดไม่ทัน นึกว่าคงไม่มีโอกาสได้กินแล้ว..จนได้กินอันนี้ล่ะค่ะ สงสัยน้อยคงได้สูตรมาจากย่าเล็กแน่ๆ”
“เห็นคุณพูดขนาดนี้ สงสัยผมคงต้องขอแบ่งขนมเสน่ห์จันทร์ไปให้คุณแม่กับคุณน้าบ้างแล้ว”
“เอาสิคะ ฉันกินคนเดียวไม่หมดหรอก”
สองคนทานขนมเสน่ห์จันทร์ด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย บรรยากาศแสนโรแมนซ์ โดยที่มุมหนึ่งในบ้านเห็นผีแม้นมาศโผล่ออกมามองยิ้มเจ้าเล่ห์สมใจ

รามนรินทร์สวมสูทเตรียมเข้าโรงแรม เดินเข้ามาในห้องทำงานรสสุคนธ์บนเรือนใหญ่ พร้อมกับยื่นแฟ้มเอกสารงานครบร้อยปีพรหมบดินทร์ให้
“นี่ครับเอกสารรายละเอียดงานฉลองครบหนึ่งร้อยปีตระกูลพรหมบดินทร์ ในนี้มีทั้งประวัติต้นตระกูลจนมาถึงรุ่นคุณพ่อคุณแม่ผม เดี๋ยวคุณลองศึกษาดูนะครับ”
“แล้วสถานที่จัดงานคุณจะใช้บ้านพรหมบดินทร์ใช่มั้ยคะ”
“ใช่ครับ วันงานเราจะเปิดใช้พื้นที่ได้ทั้งหมด ผมอยากให้คนร่วมงานรู้สึกเป็นกันเองเหมือนคนในครอบครัว คุณทวดท่านรักบ้านหลังนี้มาก ผมอยากให้ทุกคนได้อิ่มเอมกับบรรยากาศของบ้านอย่างเต็มที่
รสสุคนธ์นิ่งนึก “รวมถึงเรือนไม้หอมด้วยใช่มั้ยคะ”
รามนรินทร์ชะงักนิดๆ “ครับ คุณมีไอเดียอะไรก็เสนอมาได้เลย อยากได้อะไรเพิ่มเติมก็บอกคนในบ้านได้นะครับ เดี๋ยวผมต้องเข้าออฟฟิศแล้ว”
“ได้ค่ะ”
รามนรินทร์เดินลงเรือนไป ปล่อยให้รสสุคนธ์นั่งอ่านเอกสารอย่างตั้งใจอยู่คนเดียว
คล้อยหลังรามนรินทร์ไปไม่ทันไร พบว่าอธิวัฒน์ถือวิสาสะ เดินเข้าบ้านแอบมองรสสุคนธ์อยู่นิ่งๆ
ก่อนจะคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา มองเหยื่อตรงหน้าตาเป็นมัน ถูกใจรสสุคนธ์มาก

ปริกทำทีเป็นรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าตึกใหญ่ ที่แท้มาดักรอรามนรินทร์ให้อุณนิษา สักพักรามนรินทร์จึงหิ้วกระเป๋าทำงานออกมา ปริกวางสายยางรีบถลาเข้ามาหา รามนรินทร์เห็นรถหรูป้ายแดงของอธิวัฒน์จอดอยู่ก็แปลกใจ
“น้าปริก ใครมาหาคุณแม่แต่เช้า”
ปริกจีบปากจีบคอรายงาน
“คุณนิษากับพี่ชายค่ะ คุณรามจะแวะทักคุณนิษาก่อนมั้ยคะ”
รามนรินทร์รีบหนี “ไม่ล่ะ เดี๋ยวฉันสาย”
ปริกขวาง รามนรินทร์ไม่สนใจ เปิดประตูขึ้นรถ
“คุณรามรอทักคุณนิษาหน่อยดีกว่านะคะ”
รามนรินทร์ไม่ตอบ ก้าวขึ้นนั่งในรถ รีบขับรถออกไปไวกว่าเดิม
อุณนิษากับจีรนันท์วิ่งลงบันไดมา แต่ไม่ทันแล้ว
“พี่ราม..พี่ราม”
อุณนิษาเต้นเร่าๆ ขัดเคืองใจเอามากๆ ปริกรีบแถเข้ามาเอาใจ
“ปริกขวางให้แล้วนะคะ แต่คุณรามไม่ยอม”
อุณนิษาหงุดหงิดเลยหันมาพาลใส่จีรนันท์
“โอ๊ย เพราะเธอคนเดียวเลยจีจี้ ฉันเลยมาส่งพี่รามไม่ทัน”
จีรนันท์เถียง
“อ้าว จะมาโทษฉันได้ไง เธอนั่นล่ะมัวแต่เม้าท์กับคุณหญิงดาจนลืมเวลา” จีจี้นึกขึ้นได้ว่าผัวหายหัวไป นานแล้ว “แล้วนี่พี่วัฒน์ไปไหน เห็นไปเข้าห้องน้ำตั้งนานแล้วนะ”
“สงสัยพี่วัฒน์คงดอดไปหายัยรสสุคนธ์แล้วล่ะมั้ง” อุณนิษาพยักพเยิดไปทางห้องทำงานรสสุคนธ์อีกฟากของเรือนใหญ่
“ว่าไงนะ”
จีรนันท์ได้ยินก็ตาโตตกใจ หึงขึ้นหน้าทันที

อธิวัฒน์เดินมาดหล่อเข้ามาหารสสุคนธ์ที่นั่งอ่านเอกสารอย่างตั้งใจอยู่ตรงโต๊ะทำงานบนเรือนใหญ่
“สวัสดีครับ คุณรสสุคนธ์”
รสสุคนธ์ชะงัก เงยหน้าขึ้นมองอธิวัฒน์อย่างประหลาดใจ
“สวัสดีค่ะ คุณเป็นใคร เรารู้จักกันด้วยเหรอคะ”
อธิวัฒน์ยิ้มโปรยเสน่ห์มาดเจ้าชู้ “ผม อธิวัฒน์ พี่ชายของคุณนิษา ยินดีที่ได้รู้จักครับ เอ่อ พี่เรียกน้องรสดีกว่า ดูไม่เหินห่างกันดี”
อธิวัฒน์ยื่นมือออกมาจะเช็กแฮนด์ แต่รสสุคนธ์ไม่จับด้วย
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณมาหาคุณรามเหรอคะ พอดีคุณรามพึ่งออกไปเมื่อกี้นี้เอง”
“เปล่าครับ พี่มาหาน้องรสต่างหาก”
อธิวัฒน์ส่งตาหวาน แล้วขยับเข้ามาใกล้ๆ รสสุคนธ์รีบลุกถอยตัวห่างออก แต่อธิวัฒน์รุกไล่ตามจนหลังรสสุคนธ์ไปติดตู้ เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้ารสสุคนธ์ในระยะประชิด
“คุณจะทำอะไร”
“พี่ก็แค่อยากทำความรู้จักน้องรสให้มากขึ้น ไม่ได้เหรอครับ”
“ขอโทษนะคะ ฉันมีงานต้องทำ”
รสสุคนธ์ดันตัวอธิวัฒน์ออกแล้ว หยิบแฟ้มเอกสารจะออกไป แต่อธิวัฒน์มือไวกว่าคว้ามือเธอไว้แน่น
“ปล่อยฉันนะ ปล่อย”
จีรนันท์เสียงดังนำเข้ามา “พี่วัฒน์”
อธิวัฒน์รีบปล่อยมือ รสสุคนธ์ผละออกห่างแล้วมองจีรนันท์กับอุณนิษาอย่างแปลกใจ
จีรนันท์มองเหยียด “เธอเองเหรอ รสสุคนธ์ หน้าตาก็งั้นๆ แต่ดูเหมือนจะหน้าด้านมากกว่า”
รสสุคนธ์งงหันไปทางอุณนิษาเป็นเชิงถามว่าสองคนที่มาหาเรื่องโดยไม่รู้จักกันมาก่อนเป็นใคร
“นี่มันเรื่องอะไรกันคะคุณนิษา คุณสองคนนี่เป็นใคร จู่ๆ ก็เข้ามาหาเรื่องฉัน...”
อุณนิษาสวนออกมา “พี่วัฒน์ พี่ชายฉัน แล้วนี่ก็จีจี้ เพื่อนฉัน ในเมื่อเธอก้าวเข้ามายุ่มย่ามในบ้านหลังนี้ ก็เท่ากับประกาศสงครามกับฉันแล้วก็...”
อุณนิษาปรายตามองไปยังอธิวัฒน์ซึ่งยิ้มยั่วและลวนลามรสสุคนธ์ด้วยสายตาอยู่ ในขณะที่จีรนันท์มองมาด้วยแววตาไม่เป็นมิตรและบอกชัดเจนว่า
“เป็นศัตรูกับฉันด้วย”
“แต่ผมอยากเป็นมิตรใกล้ชิดสนิทแนบแน่นกับน้องรสสุคนธ์นะครับ”
จีรนันท์หึงจะเอาเรื่องอธิวัฒน์ แต่อุณนิษารีบพูดแทรกก่อน
“ฉันจะบอกเธอไว้อีกอย่างนะ พี่รามเป็นว่าที่คู่หมั้นฉัน อย่าสะเออะคิดทอดสะพานเด็ดขาด”
“ฉันทราบค่ะ แต่เผอิญฉันมาที่นี่เพื่อทำงาน ไม่ได้มาจับผู้ชาย คุณต้องการมาพูดแค่นี้ใช่มั้ยค่ะ งั้นฉันขอตัวไปทำงานก่อน”
รสสุคนธ์เดินออกไปเลย อุณนิษากับจีรนันท์มองตามอย่างหมั่นไส้ เป้ปากใส่
“ท่าทางมันไม่ใช่เล่นๆ แบบนี้คงต้องใช้ไม้แข็งซะแล้ว” จีรนันท์ยิ้มร้าย
“จะทำอะไรก็เบามือบ้างนะ น่าเสียดายออก” อธิวัฒน์ยิ้มเจ้าเล่ห์
จีรนันท์แทบเต้น “พี่วัฒน์ พี่หลงเสน่ห์มันแล้วใช่มั้ย”
อุณนิษารำคาญ “นี่ยัยจีจี้อย่าพึ่งมาหึงหวงกันตอนนี้ได้มั้ย มันไปแล้วตามมันไปสิ”
จีรนันท์สะบัดหน้าแล้วเดินกระแทกเท้าตามรสสุคนธ์ออกไป

รสสุคนธ์เดินเข้ามาหาปริกที่นั่งหาวตาปรืออยู่ที่โรงครัว
“ปริก...ปริก”
“ว้าย ผีหลอก”
“นี่ฉันเอง”
“อ้าวคุณรส ตกใจหมด คุณมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“พวกของเก่า ของใช้ส่วนตัวของเจ้าพระยาบดินทร์เก็บไว้ไหนจ๊ะ”
“อ๋อ อยู่ที่ห้องเก็บของค่ะ”
“พาฉันไปดูหน่อยสิ”
ปริกเซ็งแต่ก็จำใจลุกเดินนำรสสุคนธ์ไป
จีรนันท์แอบมองอยู่ที่ด้านหลัง ยิ้มเจ้าเล่ห์มีแผนชั่วในหัว

ปริกดึงพวงกุญแจมาไขห้องแม่กุญแจห้องเก็บของแล้วคล้องไว้ที่ประตู
“เดี๋ยวเสร็จแล้วก็คล้องกุญแจให้เรียบร้อยด้วยล่ะ”
“ขอบใจจ้ะ”
ปริกเดินออกไป
รสสุคนธ์เปิดประตูห้องเก็บของแล้วก็ต้องผงะ เพราะทั้งห้องอับทึบ เต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ
ต้องโบกมือไล่ฝุ่นที่อยู่ในอากาศแล้วจึงเดินเข้าไปดู
รสสุคนธ์เห็นข้าวของเก่าตั้งอยู่เต็มห้อง
“มีแต่ของเก่าทั้งนั้นเลย”
รสสุคนธ์หยิบของขึ้นมาดูอย่างตื่นเต้น โดยไม่รู้ว่ามีจีรนันท์เดินมายืนมองอยู่ที่ประตู จีรนันท์ค่อยๆ ปิดประตูแล้วเอากุญแจล็อกห้องเก็บของ รสสุคนธ์ชะงักรีบวิ่งไปที่ประตูด้วยความตกใจ
“เดี๋ยวค่ะ มีคนอยู่ในนี้ เปิดประตูให้ฉันก่อน เปิดประตูๆ”
รสสุคนธ์ทุบประตูพร้อมกับร้องให้คนช่วย ฝุ่นที่ประตูคลุ้งจนรสสุคนธ์สำลักไอ
จีรนันท์ยืนมองประตูที่ถูกทุบยิ้มสะใจ แล้วเดินออกไปหน้าตาเฉย

ภาณุกรเข้ามาดูความเรียบร้อยในห้องทำงาน แต่ไม่เห็นรสสุคนธ์อยู่ในนั้น มีแต่อุณนิษา กับ จีรนันท์ ก็แปลกใจ
“เอ๊ะ หนูรสไปไหน”
เฟื่องยกกาแฟ น้ำหวาน และ ของว่างเข้ามาพอดี
“เฟื่องเห็นหนูรสมั้ย”
“ไม่เห็นค่ะ ตอนเที่ยงก็ไม่ออกมากินข้าว เฟื่องกลัวหิวก็เลยยกขนมมาให้นี่ล่ะค่ะ”
“ตกลงหนูรสไปไหนกันแน่”
“สงสัยรสสุคนธ์คงจะไปแอบงีบอยู่ที่บ้านก็ได้นะคะ เด็กจบใหม่ก็แบบนี้ล่ะค่ะ ชอบอู้งานเป็นธรรมดา” อุณนิษา
“อาได้ยินแต่เด็กใหม่ไฟแรง ก็พึ่งเคยเห็นเด็กใหม่อู้งานก็คราวนี้ล่ะ”
“ทำงานไม่คุ้มค่าจ้างแบบนี้ คุณชายน่าจะพิจารณาใหม่นะคะ จ้างไปก็เปลืองเปล่าๆ”
จีรนันท์ว่าแล้วหันไปยิ้มรู้กันกับอุณนิษากัน เหมือนกับว่างานนี้รสสุคนธ์เสร็จแน่
“นั่นสินะ หนูนิษาเองก็ต้องระวังตัวด้วย พึ่งเริ่มงานกับบริษัทคุณแม่ไม่ใช่เหรอ มาขลุกอยู่ที่บ้านอาทั้งวัน ระวังจะเสียงานนะ”
ภาณุกรเหน็บหน้าตาย อุณนิษาหน้าชาพูดไม่ออก เฟื่องได้ยินก็ลอบยิ้มชอบใจ
“เฟื่อง ไปบอกให้ทุกคนออกตามหาหนูรส ถ้าเจอตัวแล้วให้รีบมาหาฉันด่วน”
“ได้ค่ะ”
เฟื่องรีบออกไป ภาณุกรหน้าเครียดถอนหายใจด้วยความเป็นห่วง

รามนรินทร์นั่งทำงานอยู่ที่โรงแรม จนเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมาดูชื่อเห็นชื่อคนโทร.มา ว่าเป็น “น้ากร” ก็รีบกดรับ
“น้ากรมีอะไรหรือเปล่าครับ...ว่าไงนะครับ คุณรสหายตัวไป ได้ครับ ผมจะรีบกลับเดี๋ยวนี้”
รามนรินทร์ตัดสายแล้วรู้สึกใจคอไม่ได้
“จะเกิดเรื่องอะไรอีกหรือเปล่าเนี่ย”

รสสุคนธ์ถูกขังอยู่ในห้องเก็บของนานแล้ว พยายามทุบประตูพร้อมกับร้องให้คนช่วยแต่ก็ไม่มีใคร
“ช่วยด้วยค่ะ มีใครอยู่ข้างนอกมั้ยคะ ช่วยด้วย”
รสสุคนธ์ทุบจนเหนื่อย ฝุ่นก็เยอะ เธอเริ่มหายใจไม่ออก สุดท้ายรสสุคนธ์ทรุดตัวนั่งหมดแรง แต่ก็ยังใช้มือทุบประตูต่อถึงแม้ว่าจะไม่มีแรง
“เปิดประตูที ฉันอยู่ในนี้”

ภาณุกร ให้เฟื่อง เกณฑ์พวกคนใช้มาตามหารสสุคนธ์จนทั่วเรือนไม้หอม ภาณุกรกับเฟื่องเดินตามหาไปทั่วทุกซอกแต่ก็ไม่เจอรสสุคนธ์เลย
จวงเดินตามหาในสวน เรื่อยมาถึงศาลาท่าน้ำแต่ก็ไม่เจอรสสุคนธ์ ภาวิดานั่งคุยกับอธิวัฒน์อยู่ที่นั่นจึงหันมาถาม
“หาใครจวง”
“แม่รสสุคนธ์ค่ะ ไม่รู้หายหัวไปไหน”
“งั้นผมช่วยตามหานะครับ”
อธิวัฒน์ออกไปช่วยจวงตามหาอีกแรง ภาวิดารู้สึกขัดใจ

ทางด้านปริกวิ่งย้อนมาดูที่ห้องเก็บของ แต่ต้องแปลกใจที่เห็นกุญแจล็อกอยู่
“ประตูก็ล็อกแล้วนิหว่า แล้วนางหายไปไหน ขยันสร้างเรื่องจริงจริ๊ง”
ปริกส่ายหัวแล้วเดินออกไป อุณนิษากับจีรนันท์ซุ่มดูอยู่ สองคนยิ้มสะใจ ตีมือกัน
ส่วนในห้องเก็บรสสุคนธ์นั่งพิงประตูด้วยท่าทางเหนื่อยล้าอ่อนแรงอยู่ และเริ่มหอบ หายใจไม่ออก
“ใครก็ได้ ช่วยฉันที” รสสุคนธ์นึกถึงแม้นมาศขึ้นมาโดยประหลาด “ย่าเล็กขา ช่วยรสด้วย”

ในขณะที่ผีแม้นมาศยืนเหม่อลอยอยู่ริมสระบัวใบหน้าเศร้าสร้อย เสียงร้องของรสสุคนธ์ดังแว่วเข้ามา
“ย่าเล็กขา ช่วยรสด้วย...รสหายใจไม่ออก”
แม้นมาศชะงักกึก เหลียวมองตามเสียงของรสสุคนธ์ไปพบว่ามาจากหลังเรือนใหญ่
“รสสุคนธ์กำลังตกอยู่ในอันตราย”

แม้นมาศพุ่งตัวหายวับไปทันที อันเป็นจังหวะกับที่รามนรินทร์วิ่งหน้าตื่นผ่านไปทางเรือนไม้หอมพอดี

อ่านต่อหน้า 4


บาปบรรพกาล ตอนที่ 3 (ต่อ)

รามนรินทร์เดินแกมวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในเรือนไม้หอม เห็นภาณุกรกับเฟื่องนั่งร้อนใจอยู่ก็รีบถาม

“เจอคุณรสยังครับ”
“ยังค่ะ ไม่มีใครเจอเลย”
“แล้วลองโทรเข้ามือถือยังครับ”
“น้าโทร.แล้ว แต่หนูรสไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปด้วย”
“งั้นคุณรสน่าจะยังอยู่แถวนี้ คงไม่ได้ไปไหนไกล เราลองตามหากันอีกทีนะครับ”
รามนรินทร์ขยับจะออกไปตาม แต่ก็ต้องชะงัก เพราะภาวิดา อุณนิษา จีรนันท์ อธิวัฒน์ จวงและปริกเดินเป็นขบวนเข้ามา
“จะต้องไปตามหามันทำไม ทำงานวันแรกก็ทำให้ทุกคนวุ่นวายขนาดนี้ ถ้าแม่นี่ยังอยู่ต่อไปคงสร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน แม่ว่าไล่มันออกไปเลยดีกว่านะ”
รามนรินทร์ไม่พอใจนิดๆ “อะไรครับคุณแม่ เราจะไล่คนออกเพราะเรื่องนี้มันไม่ถูกต้องนะครับ”
ภาณุกรยัวะ “ถ้าคุณพี่ไม่อยากช่วย ก็อยู่เฉยๆ เหอะครับ เรื่องหนูรสผมจะรับผิดชอบเอง ไป ราม”
ภาณุกร รามนรินทร์ เฟื่องพากันกันออกไป
“พี่ราม รอนิษาด้วยค่ะ”
อุณนิษา จีรนันท์ และอธิวัฒน์ตามออกไป ปริกใจหล่นชุกเริ่มปอด เมื่อเห็นคนน้อยลง
“แล้วพวกเราจะอยู่รอกันที่นี่จริงเหรอพี่จวง”
“นังนี่ กลัวผีขึ้นสมองเลยนะเอ็ง คุณหญิงจะเอายังไงต่อดีคะ”
“ตามไปสิ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน”
ภาวิดาอารมณ์เสียมากขึ้น แต่สุดท้ายก็เดินนำจวงกับปริกตามไป

รสสุคนธ์อาการแย่ หายใจไม่ออก น้ำตาไหล กำลังจะหมดสติ วิญญาณแม้นมาศลอยทะลุกำแพงเข้ามามองรสสุคนธ์ก็ตกใจ พยายามเรียกสติ
“รส รสสุคนธ์”
รสสุคนธ์ไม่รับรู้ พยายามตะกายประตูอยู่นั่นแล้ว
“ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย”
“ทำใจดีๆ ไว้นะ เดี๋ยวฉันจะเรียกคนมาช่วย”
แม้นมาศทะลุกำแพงออกไป เจอช้อยเดินเอ๋อเข้ามาพอดี แม้นมาศมองตาขวางแล้วพุ่งเข้าสิงร่างช้อยทันที ร่างช้อยกระตุกแล้วตาขาวโพลนลุกโพลงแลดูน่ากลัว

รามนรินทร์เดินตามหาไปจนทั่วบ้าน แต่ก็ไม่เจอ ช้อยเดินเข้ามามองรามนรินทร์แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ให้
รามนรินทร์จะเดินผ่านไป ช้อยก็กระโดดเข้าขวางจิกตัวรามนรินทร์ไว้
“ช้อย จะทำอะไร”
“มีคนถูกขังอยู่ในห้องเก็บของ” แม้นมาศในร่างช้อยบอก
“คุณรส”
รามนรินทร์กวาดตัวช้อยออกจากทางแล้วรีบวิ่งไปที่ห้องเก็บของ แม้นมาศออกจากร่าง ช้อยได้สติสะดุ้งหันไปเห็นแม้นมาศยืนอยู่ก็หวีดร้องลั่น
“อ๊าย....ผีหลอกๆ”
ช้อยวิ่งเตลิดหนีไป

รามนรินทร์วิ่งเข้ามาถึงห้องเก็บของ แต่เห็นประตูล็อกกุญแจอยู่จึงลองเขย่าเรียก
“คุณรส คุณอยู่ในนี้หรือเปล่า”
รสสุคนธ์ได้ยินเสียงรามนรินทร์ก็พยายามขานรับ
“ได้ยินแล้วตอบผมด้วยคุณรส”
“คุณราม...ช่วยฉันด้วย”
รามนรินทร์ได้ยินเสียงรสสุคนธ์ก็ดีใจ
“เดี๋ยวผมจะช่วยคุณออกไป ทนหน่อยนะ”
รามนรินทร์หันไปหาของมางัดประตู แล้วใช้แรงงัดอย่างยากลำบาก แต่ในที่สุดก็เปิดประตูออกได้
เขาร่างของรสสุคนธ์ล้มพับลงไปต่อหน้า
“คุณรส ทำใจดีๆ ไว้นะครับ”
“คุณราม”
รามนรินทร์รีบช้อนร่างรสสุคนธ์ขึ้นมาอุ้ม รสสุคนธ์มองหน้ารามนรินทร์แว่บหนึ่ง ซุกหน้าสลบไปในอ้อมอกของเขา รามนรินทร์อุ้มรสสุคนธ์วิ่งออกไปอย่างร้อนใจ

ภาวิดา อุณนิษา อธิวัฒน์ จีรนันท์ จวง และปริก เดินเป็นขบวนมาเห็นรามนรินทร์อุ้มรสสุคนธ์เข้ามาก็ตกใจ จวงร้องลั่น
“ว้าย คุณรามกำลังอุ้มนังรสสุคนธ์มาแล้วค่ะ”
“นี่มันยังไงตาราม ไปอุ้มนังเด็กนี่มาจากไหน”
“คุณรสไม่สบาย อย่าพึ่งถามอะไรเลยครับ ผมขอตัวก่อน”
“ไม่ได้นะคะ พี่รามปล่อยมันเดี๋ยวนี้เลย พี่วัฒน์ยืนอยู่ทำไมล่ะ มารับตัวรสสุคนธ์ไปสิ”
อธิวัฒน์จะเข้าไปช่วยอุ้ม แต่รามนรินทร์ไม่ให้ อุ้มรสสุคนธ์ไปที่เรือนไม้หอมทันที
“พี่รามๆ”
อุณนิษากรี๊ด จะวิ่งตามไป แต่ภาวิดาดึงมือรั้งไว้
“เดี๋ยวหนูนิษา”
“คุณหญิงแม่มาห้ามนิษาทำไมคะ นิษาจะไปตบมัน”
อธิวัฒน์ จีรนันท์พากันทำหน้าระอาใจกับพฤติกรรมของอุณนิษา จวงกับปริกพากันอึ้งพูดไม่ออก

ที่ศาลาท่าน้ำ บ้านพรหมบดินทร์
ภาวิดาเอาน้ำเย็นเข้าปลอบอุณนิษา
ภาวิดาใจเย็นๆ อารมณ์ร้อนไปมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นหรอกนะลูก เรื่องนี้ไว้ให้เป็นหน้าที่แม่เอง...แม่ไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมแน่ เชื่อแม่นะจ๊ะ
อุณนิษาพยักหน้าหงึกๆ
“หึหึ...ฝันไปเหอะ”
เสียงแม้นมาศดังหลอนเข้ามาพร้อมกับลมวูบใหญ่ ทุกคนพากันแปลกใจ
“เมื่อกี้มันเสียงอะไรกันครับ” อธิวัฒน์ได้ยินไม่ถนัดหู
จีรนันท์ขนลุก “ได้ยินแล้วขนลุกเลยค่ะ”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่เสียงพวกสัมภเวสี อย่าไปสนใจเลยค่ะ” จวงว่า
ภาวิดาตัดบท “นังปริกแกมาเสนอหน้าทำไม ไปจัดโต๊ะได้แล้ว เดี๋ยวมื้อนี้หนูนิษา วัฒน์กับหนูจีจี้จะอยู่กินข้าวเย็นกับฉันกับตาราม”
“ปริกไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” ปริกรีบออกไป
จวงทำท่าจะขยับตามไปช่วยปริก ภาวิดานึกได้รีบสั่งจวง
“จวง ไปตามตารามมากินข้าวกับฉันด้วย”
“ได้ค่ะ คุณหญิง”
จวงยิ้มรับคำสั่งนายแล้วแจ้นออกไป อธิวัฒน์รีบปากหวานใส่ภาวิดา
“เย็นนี้ผมต้องเจริญอาหารแน่ๆ”
จีรนันท์แอบเป้ปากใส่ อย่างไม่พอใจ

รามนรินทร์อุ้มรสสุคนธ์มานอนที่บริเวณห้องนั่งเล่น มองด้วยสายตาห่วงใย แม้นมาศแอบดูรามนรินทร์ดูแลรสสุคนธ์อย่างเป็นห่วงแล้วก็ยิ้มมุมปาก จนเสียงของจวงดังเข้ามา
“คุณรามคะ คุณรามอยู่มั้ยคะ”
รามนรินทร์ลุกขึ้นมองไปด้านนอกชาน เห็นจวงโผล่เข้ามา
“ผมอยู่นี่ครับ น้าจวงมีอะไร”
จวงบอกรามนรินทร์ด้วยเสียงและท่าทางอ่อนโอน
“คุณหญิงท่านรอคุณรามไปรับประทานมื้อเย็นด้วยค่ะ”
รามนรินทร์ลังเล มองรสสุคนธ์ที่ดูเหมือนจะหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย
“เอ่อ...”
จวงมองหน้าเป็นเชิงบอกว่าให้ไปเลย รามนรินทร์มองรสสุคนธ์อีกครั้งแล้วตัดสินใจ
“น้าจวงช่วยตามผมขึ้นไปนิดนึงนะครับ”
จวงไม่ตอบว่าอะไร รามนรินทร์ก็ไม่รอคำตอบรับ รีบอุ้มรสสุคนธ์ขึ้นไปบนชั้น 2 ทันที

รามนรินทร์วางร่างรสสุคนธ์ลงบนเตียงนอน จวงตามมารีๆ รอๆ อยู่ตรงประตู รามนรินทร์ยิ้มให้รสสุคนธ์ พอใจที่อย่างน้อยก็ส่งถึงห้องนอนแล้ว จึงเดินออกไป
จวงมองรสสุคนธ์ด้วยหางตา แสดงตัวชัดเจนว่าเห็นเป็นศัตรู แล้วหมุนตัวตามรามนรินทร์ไป แม้นมาศมองทุกคนอยู่ในความมืด

ระหว่างรอกินข้าวเย็นตามคำเชิญของภาวิดา อุณนิษา และอธิวัฒน์วางแผนกันอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ นอกเรือนใหญ่
“วันนี้นิษาจะใจเย็น ไม่แล่นไปตบนังรสสุคนธ์ถึงเรือนผีสิงอะไรนั่น พี่วัฒน์ จะปู้ยี่ปู้ยำทำอะไรมันก็ต้องรีบทำ จะได้แยกมันจากพี่รามไวๆ”
อธิวัฒน์ยิ้มกริ่มแล้วบอกอุณนิษาให้อารมณ์ดีไม่ต้องกังวลอะไร
“เรื่องนั้นมันงานถนัดของพี่ อย่าห่วงไปเลยน่า”
จีรนันท์เดินเข้ามาสมทบได้ยินพอดี เก็บความหึงหวงไว้ไม่ได้รีบแว้ดถามทันที
“งานถนัดเหรอคะ แล้วพี่วัฒน์จะเอาจีจี้ไปไว้ที่ไหนคะ”
อธิวัฒน์ตีขรึม อุณนิษากลับแว้ดใส่จีรนันท์แทน
“ยัยจีจี้ แกอย่าหึงแบบไร้สาระ เลิกโง่ซะที เรามาทำงานสำคัญ จำที่คุณแม่บอกไม่ได้รึไงยะ”
จีรนันท์เลยได้แต่พยักหน้าจ๋อยๆ ไม่กล้าหือ

ฟากรสสุคนธ์หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย แม้นมาศในคราบน้อย โผล่เข้ามาคอยดูแลรสสุคนธ์ด้วยความห่วงใย

เย็นนั้น รามนรินทร์ ภาวิดา ภาณุกร อุณนิษา อธิวัฒน์ และจีรนันท์ร่วมทานมื้อค่ำด้วยกัน เฟื่องเดินถือจานใส่ขนมเสน่ห์จันทร์เข้ามาวาง แล้วหันไปบอกรามนรินทร์
“ขนมที่คุณรามให้จัดมาเป็นของหวานค่ะ”
“ขอบคุณมากครับ นมเฟื่อง” รามนรินทร์ยิ้มแย้ม
ภาวิดามองขนมเสน่ห์จันทร์บนโต๊ะอาหารเต็มสองตา เห็นได้ชัดว่าทีแรกแปลกใจแล้วเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ ภาณุกรก็มอง แต่สายตาที่มองขนมเสน่ห์จันทร์กลับอ่อนโยนผิดกับพี่สาว รามนรินทร์รีบบอกแม่กับน้าชายทันที
“ขนมเสน่ห์จันทร์ครับ คุณแม่ น้ากร”
ภาวิดาถามเสียงเข้ม สีหน้าบึ้งตึง
“แม่รู้จักชื่อขนมนี้ดีจ้ะ ราม ว่าแต่รามไปเอามาจากไหน”
“จากคุณรสสุคนธ์ครับ คุณแม่”
ภาณุกรยิ้มบางๆ สีหน้าแปลกใจ
“หนูรสสุคนธ์ทำขนมเสน่ห์จันทร์เป็นด้วยเหรอ เอ่อ แล้วหนูรสเป็นยังไงบ้าง ทำไมไม่มากินข้าวกะเรา”
อุณนิษา อธิวัฒน์ จีรนันท์ต่างนั่งฟังเงียบๆ ขณะที่รามนรินทร์กำลังจะตอบภาณุกร แต่ภาวิดากลับแหว๋เสียงสูงสั่งการจวงทันที
“ตัวซวยไม่มา ก็ยังเอาขนมอัปมงคลมาขึ้นโต๊ะ จวง ให้ใครเอาไปทิ้งเดี๋ยวนี้”
“เจ้าค่ะ คุณหญิง” จวงมองไปที่ปริก
“จัดให้จ้ะ พี่จวง”
ปริกรีบถลามาหยิบจานใส่ขนมออกไปทันที จวงตามไปอีกคน เฟื่องได้แต่ยืนอึ้ง รามนรินทร์ตกใจ แปลกใจว่าทำไมภาวิดารับเกียจแค่ขนม
“ทำไมครับ คุณแม่ ผมชิมแล้ว อร่อยนะครับ”
“ขนมที่มาจากตระกูลเกษมบริรักษ์ อย่าว่าแต่จะชิมเลยราม แค่เห็นก็เป็นเสนียดลูกกะตาแล้ว”
อุณนิษา อธิวัฒน์ และจีรนันท์รับรู้ทันทีว่าขนมนี้มีปัญหา สามคนเลยเงียบต่อ
รามนรินทร์พูดไม่ออก ภาณุกรนิ่งขรึม ดูก็รู้ว่ามีความในใจเกี่ยวกับขนมชื่อเพราะนี้

ปริกถือถาดขนมเสน่ห์จันทร์มาแถวโรงครัว เตรียมจะทิ้ง แต่มองเห็นขนมน่ากิน ด้วยความตะกละเลยตัดสินใจหยิบมากินไปชิ้นหนึ่ง ยังไม่ทันจะเคี้ยว จวงก็พูดท้วงขึ้นก่อน
“ขนมโปรดของผี กินเข้าไปได้ไงวะ นังปริก”
ปริกสำลักรีบคายขนมทิ้ง ปรากฏว่ามีหนอนร่วงออกจากปาก ปริกตกใจอ้วกออกมาแทบไม่ทัน
“ว้าย หนอน...มาได้ไง ยี้...อ้วก”
แม้นมาศหัวเราะเยาะ สาแก่ใจ ยืนชี้หน้าสองพี่น้องแล้วตวาดว่า
“หึๆๆ คนปากเน่าอย่างแก ต้องกินของแบบนี้ สะใจจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า”
จวงกับปริกสยอง ปริกรีบทิ้งขนมไปแล้วต่างโกยหนีผีแม้นมาศไปทันที

ภาณุกรหลบมายืนสีหน้าขรึมปนเศร้าอยู่ตรงมุมนั่งเล่นในบ้าน รามนรินทร์ตามมา
“น้ากรไม่รับกาแฟเหรอครับ”
ภาณุกรส่ายหน้าแทนคำตอบ รามนรินทร์อดไม่ได้เลยพูดขึ้น
“น่าเสียดายขนมเสน่ห์จันทร์ คุณแม่ไม่น่าให้เอาไปทิ้งเลยนะครับ”
“ขนมไม่มีความผิดอะไร แต่เพราะขนมนี้พี่ชายทัตชอบมาก โดยเฉพาะที่ทำจากฝีมือของคุณเล็ก”
“แล้วน้ากรชอบมั้ยครับ ผมว่าขนมไทยๆ รสชาติดี หากินยากด้วย”
ภาณุกรพยักหน้าเศร้าๆ เจ็บลึกในใจเรื่องการสูญเสียแม้นมาศ
“น้าขอตัวก่อนนะราม”
ภาณุกรไม่รอให้รามนรินทร์ตอบอะไร เลี่ยงเดินไปทางห้องทำงาน

ถัดมาภาณุกรยืนนิ่งอยู่ในห้องทำงาน ในมือถือภาพถ่ายใบหนึ่ง เป็นรูปของแม้นมาศวัย แววตาคุณชายหมองเศร้าสุดจะประมาณ
“คุณเล็ก ถ้าคุณจะให้โอกาสผมมากกว่าความเป็นเพื่อน คุณก็อาจจะไม่อายุสั้น เวรกรรมจริงๆ”

ฝ่ายแม้นมาศโผล่เข้ามาอีกรอบ คราวนี้รอบตัวรสสุคนธ์เริ่มมืดเพราะเป็นช่วงหัวค่ำ แม้นมาศใช้อำนาจเปิดไฟแล้วเดินไปเขย่าตัวรสสุคนธ์ที่เตียงนอน
“คุณคะ ตื่นเถอะค่ะ ค่ำแล้ว”
รสสุคนธ์ค่อยๆ ลืมตา มองเห็นหน้าแม้นมาศที่เข้าใจว่าเป็นน้อยจ้องอยู่
“นี่ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หลับไปยาวมากเลย ทำไมน้อยไม่ปลุกฉัน”
“ก็เห็นคุณหลับสบาย คงจะกำลังฝันหวานถึงคนที่อุ้มคุณมาส่งที่เรือน เลยไม่อยากไปขัดความสุขค่ะ”
รสสุคนธ์จำได้ลางๆ ว่ารามนรินทร์ใช้แรงงัดประตูจนในที่สุดก็เปิดออกได้ และเข้ามาช้อนอุ้มร่างเธอที่จวนเจียนจะหมดสติ
“คุณรส ทำใจดีๆไว้นะครับ”
“คุณราม”
รามนรินทร์ช้อนร่างรสสุคนธ์อุ้มขึ้นมา รสสุคนธ์มองหน้ารามนรินทร์แว่บหนึ่ง แล้วซุกหน้าสลบไปในอ้อมอกรามนรินทร์
รสสุคนธ์ทบทวนจนจำได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
“ฉันไม่ได้ฝันหวานหรือฝันอะไรเลย แต่คงหมดแรงเพราะถูกขังอยู่ในห้องเก็บของแคบๆ นานไปน่ะ ว่าแต่มีคนอุ้มชั้นมาที่เรือนนี้เหรอจ๊ะ” รสสุคนถามย้ำทั้งที่ในใจรู้ว่าเป็นรามนรินทร์
“ใช่ คุณรามไง อุ้มมาแล้วก็คอยดูแลห่วงใย แต่มีคนมาตามให้ไปกินข้าวซะก่อน เค้าเลยกลับไป”
รสสุคนธ์หน้าแดงพยักหน้ารับรู้ ท่าทีขวยเขินที่รามนรินทร์ห่วงใยใส่ใจ
“อ๋อจ้ะ”
แม้นมาศแซว “คุณคงจะชอบคุณรามสินะคะ”
รสสุคนธ์อาย รีบปฏิเสธ
“อย่ามาล้อกันเล่นอย่างนี้สิ คุณรามก็คือเจ้านาย”
แม้นมาศทำตาชวนฝัน แล้วพูดขึ้นเมื่อนึกถึงเรื่องราวความรักของตัวเอง
“คุณอย่าอายไปเลยค่ะ ความรักมันไม่มีชนชั้นหรือฐานะอะไรหรอกค่ะ ขอแค่เรารักกันจริง ก็จะไม่มีใครทำลายความรักเราได้”
รสสุคนธ์มองหน้าแม้นมาศที่เข้าใจว่าคือน้อยอย่างแปลกใจ ที่อีกฝ่ายพูดเหมือนคนมีประสบการณ์
“น้อยพูดเหมือนคนมีประสบการณ์ความรักมาแล้ว”
แม้นมาศแก้ตัว แล้วชวนคุยเรื่องอื่นทันที
“แหม ก็จำๆ มาจากละครโทรทัศน์ไงคะ ว่าแต่คุณหิวมั้ย เดี๋ยวไปหาอะไรให้กิน”
“ก็นิดหน่อยนะจ๊ะ”

อุณนิษาเก็บความสงสัยเรื่องขนมเสน่ห์จันทร์มาถามมารดาตอนกลับมาถึงบ้าน แขไขยิ้มเหยียดมุมปากอย่างรังเกียจก่อนจะเล่า
“อ๋อ ขนมอัปมงคลของนังแม้นมาศนั่นเอง”
“คุณแม่พูดเหมือนคุณหญิงป้าภาวิดาเลยค่ะ”
“เพราะแม่กับคุณหญิงป้าเจอกับฤทธิ์มารยาของนังแม้นมาศมาจนขยาดกันหมดน่ะสิ ลูก”
“มันมารยายังไงคะ คุณแม่”
สีหน้าแขไขมีแววรำลึกจดจำ และเริ่มเล่าอดีตที่ปรุงแต่งใส่ร้ายแม้นมาศให้ลูกสาวฟัง
“ทำทีเป็นทำขนมมาให้ผู้ชาย มาขอบคุณไง จริงๆ ก็หว่านเสน่ห์นั่นแหละ”
อุณนิษาพยักหน้ารับรู้แล้วเหยียดปากเล็กๆ
“แหม มุกนี้คงใช้ในยุคนี้ไม่ได้แล้วมั้งคะ”
“ลูกนิษาก็อย่าประมาทไป ถ้ามันไม่ได้ผลเลย ตารามจะเอาขนมขึ้นโต๊ะอาหารจนพี่หญิงดาไม่พอใจรึ”
“ก็แค่ขนมขยะ สุดท้ายก็กระเด็น”
“แม่ห่วงแต่ว่านังรสสุคนธ์เนี่ยจะเหมือนย่ามัน ทำเป็นเงียบๆ แต่ฟาดเรียบทุกคน”
“แต่นิษารับรองค่ะคุณแม่ นิษาจะไม่อยู่เฉยๆ แล้วปล่อยให้นังรสสุคนธ์มายุ่งกับพี่ราม แรงมาก็แรงไปอีก 100 เท่า คอยดูนะคะ”
แขไขยิ้มกับอุณนิษาเป็นเชิงสนับสนุนลูกสาวเต็มที่

ตกกลางคืน ที่เรือนคนใช้ บัวโผล่เข้าไปดูว่าช้อยนอนหรือยัง พบว่าที่นอนช้อยเหมือนมีคนนอนคลุมโปงอยู่
“นังช้อย นอนหรือยัง” บัวเข้าใจว่าช้อยนอนหลับสนิทแล้ว “เออ นอนซะ มืดแล้วอย่าเที่ยวออกไปเดินเผ่นพ่านนะ เดี๋ยวตกน้ำตกท่าไปจะลำบาก”
บัวปิดประตูห้องแล้วเดินออกไป ช้อยไม่ได้นอนแต่แอบอยู่ในห้อง พอบัวออกห้องไปจึงออกมา หัวเราะคิกคักเล่นตุ๊กตาอย่างคนไม่เต็ม
“น้องตุ๊กตา เราไปเที่ยวสระบัวกันเนอะ”
ช้อยเอาผ้าขาวม้าปิดหัวแล้วเปิดประตู มองซ้ายแลขวาไม่มีใคร จึงเดินหนีออกจากห้องไป

เรือนไม้หอมยามกลางคืน วังเวงโดยประหลาด รสสุคนธ์ออกมาเดินรับลมตรงทางเดินริมสระบัว หากมองข้ามไหล่รสสุคนธ์ออกไป จะเห็นตาดำผลุบโผล่มองรสสุคนธ์ทีแล้วมองไปที่หน้าต่างชั้นสองที่แม้นมาศเคยโดดลงมาที ตาดำมีสีหน้าแววตาเศร้า แต่เมื่อมองนานๆ กลับดูน่ากลัวมากกว่า
ช้อยเดินเล่นตุ๊กตาเข้ามา เห็นรสสุคนธ์ยืนอยู่ริมสระบัว ก็ผวาตกใจกลัวคิดว่ารสสุคนธ์เป็นผีแม้นมาศเลยหวีดร้อง
“อ๊าย ผะ ผี ผี กลัวแล้ว”
ช้อยตกใจกลัว ทำตุ๊กตาร่วงพื้น รสสุคนธ์หันมาเห็นช้อยก็รีบวิ่งเข้ามาพยายามบอก
“ฉัน...รสสุคนธ์ไงช้อย ไม่ใช่ผี...”
กลายเป็นว่าช้อยยิ่งกลัวรสสุคนธ์หนักขึ้น และเลยปกป้องตัวเอง ตรงเข้าทำร้ายด้วยการบีบคอรสสุคนธ์
“ไม่...ไม่เชื่อ...”

รสสุคนธ์สู้แรงคนบ้าไม่ได้ ช้อยออกแรงบีบคอแน่นขึ้นๆ จนเธอเริ่มหายใจไม่ออก ใกล้จะหมดลมรอมร่อ

อ่านต่อตอนที่ 4

กำลังโหลดความคิดเห็น...