xs
xsm
sm
md
lg

ล่าดับตะวัน ตอนที่ 1

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ล่าดับตะวัน ตอนที่ 1

ณ กองบัญชาการ กองปราบปรามพิเศษฯ ตอนกลางวัน ป้ายหน้าประตูบอกยศและตำแหน่งให้รู้ว่าเป็นห้องทำงานผู้การกองปราบปรามพิเศษฯ โดยในห้องเวลานี้ผู้การกำลังอารมณ์เสียอย่างที่สุด ระเบิดอารมณ์ตำหนิอย่างรุนแรงขึ้นว่า

“คุณทำอย่างนี้ได้ไง บุกไปค้นบ้านเขา โดยไม่มีหมายค้นแบบนี้ มันเท่ากับบุกรุกนะ คุณก็รู้อยู่”
คนถูกตำหนิคือผู้กำกับอัคคเดช ที่ยอมรับด้วยสีหน้าเจื่อนๆ อย่างรู้ตัวว่าผิด
ผู้การมองอย่างหนักใจ “เค้าเลยจะฟ้องคุณกับลูกน้องข้อหาบุกรุกบ้านเขา แถมยามวิกาลอีกต่างหาก มีหวังได้พักราชการสอบยกหน่วย แล้วคราวนี้จะทำยังไง”
อัคคเดชใจคอไม่ดี เสียงอ่อนลงไปถนัดหู “แล้วท่านไม่มีทางช่วยอะไรบ้างเลยเหรอครับ”
ผู้การนิ่งคิดชั่งใจอยู่อึดใจหนึ่ง จึงหันมามองสบตาอัคคเดช
“มันก็พอมีทางอยู่” อัคคเดชมีสีหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความดีใจ ว่ากรูรอดแล้ว ผู้การกลับพูดต่อว่า “แต่ไม่รู้ว่าคุณจะกล้าทำหรือเปล่า”
อัคคเดชทะแม่งๆ หู “ยังไงครับ”
ผู้การอึ้งคิดอย่างชั่งใจอีกครั้ง ก่อนบอกขึ้น
“นายตะวันเขาให้คุณไปขอขมากับเขาอย่างเป็นทางการ แล้วเขาจะไม่เอาเรื่อง คุณกล้าทำมั้ยล่ะ”
พอได้ฟังสีหน้าอัคคเดชเครียดเคร่งชัดแจ้ง ดูออกว่าหนักใจยิ่งกว่าเก่า

อีกวันหนึ่ง ที่สนามกอล์ฟ เห็นรัฐมนตรีกฤษชัยกำลังทีออฟ เมื่อมองไปโดยรอบจะเห็นนายตะวันร่วมก๊วนกอล์ฟครั้งนี้ด้วย ท่ามกลางทีมอารักขาของสองฝ่าย
ตะวันเอ่ยชมเอาใจ “สวยครับ”
ท่านรัฐมนตรียิ้มรับคำชม แล้วออกเดินเคียงมากับตะวัน ทั้งสองมีผู้ติดตามกลุ่มใหญ่ ทีมการ์ดคนของตะวัน ประกอบด้วย ปราการ เมฆ ภูผา และปานวาด นอกนั้นเป็นทีมตำรวจอารักขาท่านรัฐมนตรีอีก 4 คน
กฤษชัยเอ่ยถามขึ้นในจังหวะหนึ่งว่า “แล้วตกลง ไอ้ผู้กำกับหมาบ้านั่นมันยอมมาขอขมาคุณหรือเปล่าที่บุกรุกบ้านคุณโดยไม่มีหมาย”
ตะวันยิ้มบางๆ เมื่อพูดถึง “ยังไม่ให้คำตอบครับ”
กฤษชัยชักสีหน้าขัดใจ
“ความจริง นี่เป็นโอกาส คุณน่าจะกำจัดมันซะ ให้ออกจากราชการไปเลยก็ได้ มันเข้าข่ายปล้นทรัพย์ไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าจัดการมันง่ายๆ อย่างงั้นก็ไม่สนุกซิครับ”
กฤษชัยสนใจ “พูดแบบนี้แสดงว่าคุณมีวิธีจะเล่นงานมันอีกใช่มั้ย”
ตะวันยิ้มแทนคำตอบ กฤษชัยชะงักหันไปมองหน้าคู่สนทนามาเฟียระดับชาติ
“ระวังนะคุณ ตีงูให้หลังหัก มันจะแว้งกัดเอาทีหลัง”
“ผมไม่กลัวมันแวงกัดหรอกครับ ผมกลัวว่ามันจะไม่กัดซะมากกว่า เพราะถ้าเป็นแบบนั้น เราจะไม่รู้เลยว่ามันคิดอะไรอยู่”
กฤษชัยยิ้มรับ แม้นลึกๆ จะรู้สึกไม่เห็นด้วยอยู่ในใจ

ที่ห้องทำงานหน่วยเมฆาพยัคฆ์ ของอัคคเดช ในเวลาเดียวกัน
อัคคเดชนั่งมองเครื่องแบบตัวเองที่แขวนอยู่มุมห้องอย่างใช้ความคิด ก่อนเสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น ดูเบอร์ที่โชว์นิดหนึ่งแล้วจึงกดรับสาย
“ว่าไง” แล้วนิ่งฟัง อีกฝ่ายอย่างตั้งใจ สุดท้ายบอกคนโทร.มาไปว่า “ขอบใจมาก”
ปลายสายโทร.มาจากช่องระบายอากาศในห้องมืดแห่งหนึ่ง ในนั้นเห็นพัดลมระบายอากาศหมุนอย่างช้าๆ ในจังหวะสม่ำเสมอ แสงสว่างจากภายนอกที่ลอดเข้ามาเป็นลำ เผยให้เห็นใครคนหนึ่งอยู่ในความมืด ท่าทีลึกลับเป็นอย่างมาก ใครคนนั้นกดวางสายมือถือไป
ที่หน่วยเมฆาพยัคฆ์ อัคคเดชครุ่นคิดตรึกตรองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนถอนใจเฮือกใหญ่อย่างหนักใจ เมื่อตัดสินใจเด็ดขาดในที่สุด
“เอาก็เอาวะ”

รถอัคคเดชแล่นเข้ามาจอดที่หน้าคลับเฮ้าส์หรูแห่งนั้นด้วยความเร็วสูง ทำเอาคนที่อยู่บริเวณนั้นหันมองเป็นตาเดียว อัคคเดชเปิดประตูลงมาจากรถ ตำรวจยศพันตรีที่ยืนอยู่ตรงนั้นจำได้ยืนตรงทำความเคารพ พร้อมเอยทักขึ้น
“สวัสดีครับ”
ยังไม่ทันขาดคำ อัคคเดชโยนกุญแจรถให้
พันตำรวจตรีนายนั้นรีบรับไว้อย่างงงๆ อัคคเดชจะเดินต่อเข้าไปด้านในทันที ตำรวจนายอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นต่างยืนตรงทำความเคารพอัคคเดชที่เดินผ่านไป

เมฆกับปานวาดเดินคุยกันมาในมุมหนึ่งของคลับเฮ้าส์
“ปีนี้จะไปฉลองที่ไหนดี”
“ฉลองอะไร”
ปานวาดยิ้มเป็นนัย เมื่อนึกถึง “ก็ครบรอบสามปีที่เราคบกันไง”
เมฆอึ้งไปนิด “ยังไม่ให้คำตอบได้เปล่า”
ปานวาดหน้าเจื่อนลงทันที น้อยใจกึ่งงอน
“ความจริงวาดไม่น่าถามเลยเนอะ เพราะตั้งแต่คบกันมา เมฆก็ไม่เคยมีวันพิเศษอะไรอยู่แล้วนี่”
เมฆชักสีหน้าเซ็งเป็ด ที่แฟนสาวพูดเรื่องนี้อีกแล้ว ก่อนที่สายตาของเขาจะหันไปเห็นบางอย่างที่น่าสนใจ ปานวาดหันมองตามสายตาเขา
เห็นอัคคเดชกำลังเดินตรงดิ่งมายังห้องจัดเลี้ยงจากอีกด้านหนึ่งที่สามารถเห็นกันได้
“นั่นมันผู้กำกับอัคคเดชนี่”

เมฆเร่งฝีเท้าไปยังหน้าห้องจัดเลี้ยงด้วยสีหน้าจริงจัง เพื่อให้ทันกับอัคคเดชที่กำลังจะถึงห้องจัดเลี้ยงจากอีกทาง ปานวาดแซงหน้าขึ้นมาขวางเอาไว้
“เมฆ ใจเย็นๆ ก่อน”
“เย็นอะไรเล่า ไม่เห็นหรือว่าไอ้ผู้กำกับนั่นมันมา”
“มันไม่กล้าทำอะไรหรอกน่า ท่านกฤษชัยก็อยู่กับนายด้วย”
“แต่ผมไม่ไว้ใจมัน”
เขาถึงกับผลักคนรักให้พ้นทาง ปานวาดไม่ทันระวัง เซถลาจะล้ม
“โอ๊ย”
แต่กลับมีใครคนหนึ่งถลันเข้ามาประคองปานวาดไว้ได้ทันท่วงที เมฆเองจะเข้ามาช่วยยังช้ากว่า ปานวาดพอเห็นว่าเป็นภูผาเลยมองตาค้างนิ่งงันไปอย่างลืมตัว สายตาของภูผาที่มองมาบอกโต้งๆ ว่าเขาแอบรักเธอ ชนิดที่ปิดไม่มิด
“เฮ้ย..ทำอะไรน่ะ”
ภูผาถอนใจไม่อยากมีเรื่องด้วย ก่อนปล่อยปานวาดออกจากอ้อมแขน เมฆไม่ยอมจ้องหน้าจะเอาเรื่องต่อ จนปานวาดต้องรีบห้าม
“เค้าแค่มาช่วย”
ท่าทีเมฆลง เขาหันมองไปที่ประตูห้องจัดเลี้ยง เห็นอัคคเดชเดินเข้าไปด้านใน
เมฆขยับจะตาม แต่ภูผาเอื้อมมือรั้งแขนไว้ เมฆสะบัดหนีพร้อมกับชักปืนออกมา ในจังหวะเดียวกับภูผาก็ชักปืน สองคนชักปืนจ่อใส่หน้ากันและกัน โดยมีปานวาดอยู่ตรงกลางทั้งสองคน
“ไม่มีคำสั่งคุณตะวันใครก็ห้ามเข้า” ภูผากร้าว
“แกคิดว่าแกเป็นใครมีสิทธิ์มาห้ามฉัน ถอยไป”
เห็นภูผาไม่ถอย เมฆยิ่งโกรธ จะเอาเรื่องให้ได้ แต่ปานวาดเอาตัวเข้าไปแทรกกลางระว่างทางสองคน ก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้น
“ทำอะไร”
ทั้งสามหันไปมองพร้อมๆ กัน เห็นปราการมองมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ทำบ้าอะไร ตำรวจอยู่เต็มไปหมด เก็บปืน เดี๋ยวนี้” ประโยคหลังปราการออกคำสั่ง
แต่เมฆกับภูผายังลังเล
“อยากให้นายเดือนร้อนด้วยรึไง”
สองหนุ่มมองหน้ากันหยั่งเชิงฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่ต่างคนต่างยอมลดปืนลง ปราการมองคาดโทษทั้งสองคนอย่างไม่พอใจ ปานวาดถอนหายใจโล่งอก

ด้านในห้องจัดเลี้ยงวีไอพียามนี้ แก้วไวน์ 5-6 แก้วถูกชูขึ้นมาชนกันพร้อมกับเสียงหัวเราะร่าเริง เต็มไปด้วยด้วยความสนุกสนานรัฐมนตรีกฤษชัยลูบหัวสุนัขตัวใหญ่สายพันธุ์ดีอยู่ข้างๆ พูดกับตะวันอย่างอารมณ์ดี
“โปรเจ็กต์กระทรวงฯ ถ้าไม่ได้คุณตะวันช่วยคงแย่”
ตะวันยิ้มและพูดอย่างอารมณ์ดี ดูเป็นสุภาพบุรุษอย่างที่สุด
“ผมคนเดียวคงไม่สำเร็จ ถ้าไม่มีเพื่อนๆ กันคอยช่วย”
เขาพูดพร้อมกับหันไปมองนักธุรกิจคนอื่นที่ร่วมโต๊ะว่าหมายถึงพวกเขาด้วย นักธุรกิจที่นั่งร่วมโต๊ะกันอยู่ต่างยิ้มแย้มแจ่มใส มองตะวันด้วยความชื่นชม
นักธุรกิจ 1 “คุณตะวันนี่ให้เกียรติคนอื่นเสมอนะครับ”
ตะวันยิ้มรับอารมณ์ดี
มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตำรวจ 1 ในชุดนอกเครื่องแบบ เดินเข้ามารายงานรัฐมนตรีกฤษชัย
“ท่านครับ ผู้...”
ไม่ทันขาดคำ อัคคเดชก็ผลักประตูเบียดตำรวจนอกเครื่องแบบอีกคนซึ่งอยู่ด้านนอกเข้ามาทันทีด้วยความใจร้อน ตำรวจ 2 ท้วง
“ผู้กำกับครับ อย่าเพิ่ง”
ทั้งรัฐมนตรีและนักธุรกิจคนอื่นๆ ต่างมองอัคคเดชที่เข้ามายืนเจ๋อในห้องอย่างงงๆ อัคคเดชยืนจ้องหน้าตะวัน ขณะที่ตะวันยิ้มตอบ สองคนส่งสายตาพิฆาตใส่กัน ตะวันสร้างภาพแสนดี ทำเป็นลุกขึ้นต้อนรับตามมารยาท
“มาถูกเวลาพอดีผู้กำกับ ทานข้าวด้วยกันมั้ย ผมเลี้ยง”
ตะวันผายมือเชื้อเชิญ
“ไม่เป็นไรขอบคุณ ผมเรียบร้อยมาแล้ว แต่ถึงหิวก็คงกินอะไรของคุณไม่ลงหรอก มันสากปาก แล้วก็เหม็นคาวด้วย เพราะเงินที่คุณใช้จ่ายมันไม่สะอาด”
ตะวันยิ้มรับคำเสียดสีอย่างใจเย็น ก่อนย้อนถามกลับไปว่า
“งั้นผู้กำกับมาทำไมมิทราบ”
อัคคเดชอึ้งไป อายที่จะตอบ ตะวันดักคอ
“ถ้าจะมาขอโทษผมล่ะก็ สมควรจะสุภาพกว่านี้หน่อยนะ ไม่งั้นผมอาจเปลี่ยนใจเอาเรื่องต่อก็ได้”
อัคคเดชจนตรอก มองสบตาตะวันอย่างคับแค้นใจ สุดท้ายถอนใจเฮือกใจ ก่อนลดท่าทีกร้าวร้าวลง พร้อมกับยกมือขึ้นไหว้จะกล่าวคำขอโทษ แต่ตะวันกลับร้องห้ามไว้ทันควัน
“เดี๋ยวๆ ๆ”
อัคคเดชชะงักมองหน้าตะวัน เมิงมีอะไรอีกวะ
ตะวันบอกว่า ”ผมมีบทให้”
อัคคเดชอึ้ง มันมีบทด้วย

ในเวลาต่อมา อัคคเดชมองกระดาษที่ตะวันส่งให้แล้วยิ่งอึดอัดใจ หันมามองสบตาตะวันที่มองมาอย่างเยาะเย้ยถากกาง
“เริ่มเลย” ตะวันเร่ง เมื่อเห็นอัคคเดชเงียบไปนาน
อัคคเดชถอนใจเฮือกใหญ่ แล้วชิดเท้ายกมือขึ้นทำวันทยหัตถ์ บอกขอโทษขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดังว่า
“ขอโทษครับ ต่อไปผมจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้วครับ”
คนในนั้นพากันหัวเราะขำอัคคเดชราวกับเป็นตัวตลก ไม่บอกก็รู้ว่าอัคคเดชทั้งอายทั้งเจ็บใจสุดจะประมาณ แทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
“ไม่ขอบคุณด้วยเหรอผู้กำกับ คุณตะวันเขาอุตส่าห์มีน้ำใจยกโทษให้”
อัคคเดชมันมองสบตากฤษชัยด้วยสายตาเอาเรื่อง
ตะวันรีบออกตัว “ไม่จำเป็นหรอกครับท่าน ผมไม่ถือ”
กฤษชัยสวนออกมาท่าทีรวมไปถึงน้ำเสียงเป็นจริงเป็นจังมาก “แต่ผมถือ และขอบอกไว้นะตรงนี้เลยว่า ผมรู้สึกอับอายประชาชนผู้เสียภาษีทั้งหลาย ที่เจ้าหน้าที่รัฐทำงานผิดพลาดได้ถึงขนาดนี้ ดีนะที่แค่ค้นบ้านโดยไม่มีหมาย ถ้ายิงคนตายโดยเจตนาล่ะก็ ปี้บคุมหัวเดินถนนแน่”
อัคคเดชยิ่งกระอักกระอ่วนใจหนักหนา ตะวันมองจ้องหน้าเป็นเชิงถามว่าจะทำหรือเปล่า อัคคเดชตัดใจทำ
“ขอบคุณครับ”
กฤษชัยลูบหัวหมาแต่สายตาจดจ้องยิ้มเยาะอัคคเดชเขม็ง อัคคเดชหมั่นไส้ จึงแกล้งถามขึ้น
“ท่านชอบหมาเหรอครับ”
“ใช่”
อัคคเดชพูดกระทบกระเทียบ “งั้นผมใคร่ขอเรียนเตือนท่านด้วยความหวังดีนะครับว่า ถ้าท่านจะเลี้ยงหมา ควรดูให้ดีว่า สายพันธุ์มันดีแค่ไหน ไว้ใจมันได้รึเปล่า เพราะหมาบางตัวมันก็ขี้เรื้อนหลบใน เลี้ยงไม่เชื่อง แถมพอเจ้าของบ้านขัดใจมัน มันก็จะเนรคุณแว้งกัดเอาได้”
ประโยคหลังเขาทำหน้าบอกว่า “หมาขี้เรือน” ที่พูดถึงคือ ตะวัน รัฐมนตรีกฤษชัยอึ้งไปนิด เหลือบมองตะวัน
ตะวันยั่งคงนิ่งฟังอย่างใจเย็น แม้นจะรู้ว่า “หมาขี้เรื้อน” ที่ว่าก็คือตน มองอัคคเดชตาเขม็ง
อัคคเดชมองตอบด้วยสีหน้ายิ้มเยาะชวนหาเรื่อง
“แต่ผมว่า หมาขี้เรื้อนมันก็ยังดีกว่าหมาบ้า ที่วันๆ ไม่ทำอะไร คอยแต่จะหาเรื่องไล่กัดคนอื่นไปทั่ว”
อัคคเดชรู้ตัวว่าถูกตะวันย้อนยอกถากกาง
“แถมไอ้หมาบ้าพวกนี้มันไม่ค่อยรู้จักที่ต่ำที่สูง เพราะหลงตัวเองว่าเก่ง ก็เลยกร่าง หมดทางรักษา”
กฤษชัยพลอยพยัก เข้าคู่ด้วย “จริงๆ”
อัคคเดชจ้องหน้าตะวันเขม็ง
“แถมบางตัวหมดทางรักษา มันบ้าเพราะ...เสียเมีย” ตะวันเว้นคำ นิ่งไปนิดอย่างใช้ความคิด “ไม่ใช่ซิ ต้องเป็น “ว่าที่เมีย” ถึงจะถูก เพราะดันมาตายห่าไปซะก่อน ก็เลยอดเข้าหอ ปลงไม่ตก มันเลยจุกอกจนเป็นบ้า เที่ยวไล่กันเค้าไปทั่ว เขี้ยวหัก หมดท่าแล้วก็ยังไม่รู้สำนึก”
อัคคเดชโกรธจัดกำหมัดแน่น เพราะตะวันพูดแทงใจดำทุกเม็ด เขาย้อนขึ้นบ้างว่า
“ก็ดีกว่าหมาบางตัวที่ชอบลอบกัดคนข้างหลัง”
ตะวันจ้องหน้าอาฆาตอัคคเดชแววตาแข็งกร้าว
กฤษชัยตำหนิอีก “ผู้กำกับ พูดจาอะไรระวังปากบ้างผู้กำกับ เดี๋ยวจะโดนข้อหาหมิ่นประมาทอีกกระทง”
ผู้กำกับมองหน้าจ้องตากฤษชัย ตอบอย่างไม่กลัวเกรง
“ผมเตือนด้วยความหวังดีครับท่าน แต่ถ้าท่านมีจิตคิดอกุศลไปอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้”
กฤษชัยฉุนกึก มองตาขวางไม่พอใจที่ถูกย้อน อัคคเดชยิ้มเยาะ บอกอีกว่า
“มิน่าคนโบราณเข้าเปรียบเปรยพวกสมองน้อยเอาไว้ว่าเป็น กบในกะลา ผมก็เพิ่งเข้าใจท่องแท้วันนี้เองว่ามันมายความว่ายังไง”
กฤษชัยโมโหสุดขีด เลือดขึ้นหน้าจะเอาเรื่อง
“คุณว่าใคร”
ตะวันสะกิดห้ามไว้ พร้อมทำหน้าบอกว่าไม่เหมาะที่จะมีเรื่องที่นี่ กฤษชัยยอมอ่อนท่าทีลง เพราะเกรงใจตะวัน
“หมดธุระของผู้กำกับแล้ว ขอเชิญ”
อัคคเดชคุมแค้น มองอาฆาตเป็นเชิงฝากไว้ก่อน เดี๋ยวเอาคืนแน่ ก่อนจะเดิน ออกมา กฤษชัยมองตามอย่างหัวเสีย
“เห็นมั้ย ผมเตือนคุณแล้วว่า มันจะแว้งกัดเอา เป็นไงผิดปากผมที่ไหน”

ตะวันเพียงยิ้มรับโดยไม่ว่าอะไร

อ่านต่อหน้า 2




ล่าดับตะวัน ตอนที่ 1 (ต่อ)

ผู้กำกับอัคคเดชกลับขึ้นรถอย่างหัวเสีย ยิ่งเมื่อนึกไปถึงคำพูดตอนถูกตะวันถากถางว่า เป็นหมาบ้าเพราะเสียเมียยิ่งแค้น

“ผมว่า หมาขี้เรื้อนมันก็ยังดีกว่าหมาบ้า ที่วันๆ ไม่ทำอะไร คอยแต่จะหาเรื่องไล่กัดคนอื่นไปทั่ว... แถมไอ้หมาบ้าพวกนี้มันไม่ค่อยรู้จักที่ต่ำที่สูง เพราะหลงตัวเองว่าเก่ง ก็เลยกร่าง หมดทางรักษา...บางตัวหมดทางรักษา มันบ้าเพราะ...เสียเมีย” ตะวันเว้นคำ นิ่งไปนิดอย่างใช้ความคิด “ไม่ใช่ซิ ต้องเป็น “ว่าที่เมีย” ถึงจะถูก เพราะดันมาตายห่าไปซะก่อน ก็เลยอดเข้าหอ ปลงไม่ตก มันเลยจุกอกจนเป็นบ้า เที่ยวไล่กันเค้าไปทั่ว เขี้ยวหัก หมดท่าแล้วก็ยังไม่รู้สำนึก”
อัคคเดชถอนใจเฮือกใหญ่อย่างเจ็บแค้น แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูรูปคู่ของตนกับพิมภัทราด้วยความคิดถึง รูปนั้นอัคคเดชโอบไหล่พิมภัทราด้วยความรัก ทั้งสองคนยิ้มแย้มมีความสุข
อัคคเดชยิ้มเศร้าๆ พูดกับภาพว่า
“ไม่มีคุณ ผมก็เหลือแต่งาน ที่ทำให้ผมยังมีแรงยืนอยู่ได้”
มีเสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะขึ้น เบอร์โชว์ว่าเป็น “หมวดอ้อย” โทร.มา อัคคเดชจึงรับสาย
“ฮัลโหล อ้อยว่าไง”
เสียงหมวดอ้อยดังลอดออกมาว่า “เกิดเรื่องค่ะ”
อัคคเดชงง “เรื่องอะไร”

หมวดอ้อยโทร.มาจากออฟฟิศหน่วยพยัคฆ์เมฆ สองคนคุยสายกัน
“ก็น้องใหม่ที่ผู้กำกับสั่งลงโทษให้ยืนยามเมื่อคืนเป็นลมหามส่งโรงพยาบาลไปแล้ว”
อัคคเดชร้อง “ห๊า”
ผู้กำกับเลือดเดือดนึกถึงเหตุการณ์ “หนึ่งคืนก่อนหน้านั้น”

ท่ามกลางบรรยากาศฝนตกฟ้าคะนอง อัคคเดชกำลังเดินมาตามทางเดินอันยาวเหยียด มุ่งหน้าไปยังหน่วยพยัคฆ์เมฆ แล้วอยู่ๆ ไฟเกิดดับพรึ่บลง อัคคเดชชะงัก บ่นบ้าอย่างหงุดหงิด
“ดับอีกแล้ว”
พอจะขยับออกเดินต่อ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นเงาของคนๆ หนึ่งแว่บผ่านหน้าไปอย่างมีพิรุธและน่าสงสัย อัคคเดชรีบชักปืนขึ้นมาด้วยความไม่ไว้ใจ แล้วขยับตามไปทันที
อัคคเดชค่อยๆ โผล่มาจากหัวมุมทางเดินด้วยความระวังตัว กระชับปืนแน่นพร้อมใช้ เป็นจังหวะเดียวกันเงาของคนลึกลับก็เดินผ่านวาบไปที่ทางแยกของมุมด้านหนึ่ง อัคคเดชเพ่งมองไปอย่างเอาจริง

ตามทางเดินมืดๆ นั้น เห็นเพียงด้านหลังใครคนนั้นที่ใส่หมวกแก๊ป เดินเลี้ยวไปโดยไม่ทันเห็นหน้า ใครคนนั้นชะงักเมื่อรู้สึกว่ามีคนเอาปืนมาจี้จากเงามืดทางด้านหลัง
ที่แท้เป็นหมวดชบา เธอยกมือขึ้นช้าๆ คล้ายยอมจำนน
ระหว่างนี้ชบาชำเลืองมองไปเห็นแจกันดอกไม้ที่วางอยู่ใกล้มือ จึงฉวยมาด้วยความเร็วสูง แล้วหมุนตัวฟาดกลับไปทางด้านหลัง
แจกันอันนั้นฟาดโดนต้นแขนของอัคคเดชจนแตกกระจาย ก่อนชบาจะตรงเข้าไปยื้อแย่งปืนจากมืออัคคเดช จนปืนลั่นออกมาหนึ่งนัด
อัคคเดชตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว และจับชบาล็อกอย่างแรง จนหมวดชบาร้องลั่น
“โอ๊ยๆๆ เจ็บ”
อัคคเดชชะงักทันทีเมื่อได้ยินเสียงว่าเป็นผู้หญิง
อัคคเดชมีสีหน้าตกใจยิ่งขึ้นเมื่อมองเห็นใบหน้าชบาซึ่งถูกแสงที่ผ่านลอดมาสาดใส่พอดีทำให้เห็นชัดเจนว่าเป็นผู้หญิงแน่

ในเวลาต่อมาอัคคเดชเดินเข้ามานั่งอยู่หัวโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าบึ้ง หมวดอ้อยตามเอาน้ำแข็งห่อผ้ามาประคบเย็นให้ที่ต้นแขนที่ถูกตี เราจะเห็นจ่ายักษ์ จ่ามนตรี ตามมาด้วย ชบาตรงลงนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามอัคคเดช พร้อมยกมือไหว้ผู้บังคับบัญชาด้วยสีหน้าเจื่อนจ๋อย
“ขอโทษอีกครั้งคะ ก็หนูไม่รู้นี่คะว่าเป็นผู้กำกับ”
อัคคเดชหันขวับไปมองด้วยสายตาตำหนิ ว่าใครบอกให้นั่ง ชบาชะงักนิดหนึ่งแล้วหันไปรอบๆ เห็นจ่ามนตรี จ่ายักษ์ หมวดอ้อย ยืนกันหมด
ชบารู้ตัว ยิ้มเจื่อนๆ แล้วรีบลุกขึ้นไปยืนตรงทันที อัคคเดชถอนใจออกด้วยความอึดอัด
“พรุ่งนี้ผมจะส่งตัวคุณกลับ”
ชบากลืนน้ำลายฝืดคอ บอกขึ้นว่า
“อย่าเลยนะคะผู้กำกับ หนูเพิ่งย้ายมายังไม่ทันข้ามวันเลย จะถูกย้ายอีกแล้ว นี่เป็นรอบที่สิบแล้วนะคะ”
บรรดาลูกทีมมองหน้าชบาอย่างไม่เชื่อหัว ชบาอ้อนหน้าเป็นไม่มีท่าทีสลด
“รับหนูเถอะนะคะ” สุดท้ายพูดอวดขึ้นอย่างภูมิใจในตัวเอง “อย่างน้อยคืนนี้หนูก็แสดงให้เห็นแล้วว่าหนูมีก็ฝีมืออยู่เหมือนกัน”
“ด้วยการเอาแจกันฟาดผู้การเนี่ยนะครับ” จ่ายักษ์ประชด
ชบาหน้าเจื่อนลงเมื่อนึกได้ว่า ไม่ควรเอาเรื่องนี้มาอวด เพราะตีหัวผู้บังคับบัญชา ก่อนจะแก้ตัวขึ้นมาอย่างสำนึกผิด
“หนูไม่ได้เจตนาจริงๆ นะคะ ก็ใครจะไปนึกว่าจะเป็นผู้กำกับ ก็อยู่ดีมีคนเอาปืนมาจี้หลังก็ต้องทำแบบนี้กันทั้งนั้น หรือผู้กำกับจะปล่อยให้มันยิง”
ประโยคหลังเหมือนโบ้ยความผิดให้ผู้กำกับ อัคคเดชมองตาเขียวไม่พอใจ
“คุณว่าใคร”
ชบาสะดุ้ง หน้าจ๋อยอีกครั้ง
“กลางค่ำกลางคืนแอบมาเดินลับๆ ล่อๆ ผมก็นึกว่าโจรนะซิ”
ชบาย้อนเอาว่า “โจรที่ไหนคะ จะเดินดุ่มๆ ในหน่วยงานตำรวจให้ถูกจับ มีแต่โจรสิ้นคิดเท่านั้นแหละคะที่จะโง่ได้ขนาดนั้น”
อัคคเดชหน้าชา ถูกย้อนกระทบว่าเป็น “โจรโง่”
ชบารู้ตัว กลืนน้ำลายฝืดคอ “หนูไม่ได้หมายความว่า ผู้กำกับโง่นะคะ”
อัคคเดชฉุนหนักกว่าเก่าที่ถูกย้ำว่าโง่เอ็ดเสียงเขียว
“แล้วกลางค่ำกลางคืนยังจะมาเดินหาอะไรอยู่มิทราบ”
“ผู้กำกับลืมแล้วเหรอคะว่า ผู้กำกับเป็นคนสั่งให้หนูรอเอง ตอนก่อนผู้กำกับจะไปธุระข้างนอก หนูก็รอตามคำสั่งแล้วนี่ไงคะ”
อัคคเดชอึ้งไป นึกขึ้นมาได้ว่าเออจริง
ชบาใส่ต่อ “แล้วนี่ตกลงกลายเป็นว่าหนูผิดเหรอคะ”
อัคคเดชหน้าแตกซ้ำซาก ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ด้วยอาการหมั่นไส้
“เถียงคำไม่ตกฝาก ไปยืนยามหน้าเสานู้น ไม่มีคำสั่งผมห้ามเลิกเด็ดขาด”
ชบาจ๋อยสนิท รับคำ
“รับทราบคะ”

ในวันต่อมา
ชบานอนหลับหน้าตาซีดเซียวเพราะพิษไข้อยู่บนเตียงผู้ป่วย ห้องพักคนไข้พิเศษ โรงพยาบาลตำรวจ สักครู่จึง ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความอ่อนเพลีย ชบาเห็นภาพตรงหน้าเบลอๆ จนชัดขึ้น รู้ว่าเป็นหมวดอ้อย จ่ามนตรี จ่ายักษ์ ยืนมองมาจากข้างเตียง
“หมวด เป็นไง ดีขึ้นมั้ยครับ” มนตรีถาม
ชบาตั้งสติ พร้อมกับพยายามประคองตัวลุกขึ้นนั่ง ได้หมวดอ้อยเข้าไปช่วยประคอง
“ค่อยๆ นะคะหมวด”
มีเสียงหนึ่งดังสวนมา “ไม่ต้องช่วย”
ชบา อ้อย มนตรี และ ยักษ์ หันไปมองเป็นตาเดียว เห็นอัคคเดชเดินแทรกสองจ่ามายืนมองชบาด้วยสายตาดูถูก ชบายิ้มเจื่อนไม่กล้าสบตานัก
“ไม่ต้องมาดราม่ากับผมเลย ผมรู้ทันคุณหรอกน่ะ”
จ่ายักษ์รีบกระซิบบอกขึงขัง
“นายครับ ป่วยจริงๆ นะครับ”
อัคคเดชอึ้งไปนิด แล้วมองหน้าชบาอย่างพิจารณา ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างไม่แยแส ชบาสีหน้าสลดลงทันที ทั้งเสียใจทั้งน้อยใจ ถอนใจออกมาอย่างยอมแพ้ ขณะเอื้อมมือไปกระชากสายน้ำเกลือที่แขนออกอย่างแรง หมวดอ้อยถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ
“ว้าย หมวดจะไปไหนคะ”
“ไปลาออกคะ”
ชบาสะบัดมือหมวดอ้อยออก แข็งใจลุกขึ้นมาแล้วก้าวลงจากเตียงพยายามจะเดินไปที่ประตู แต่ดันหมดแรงทรุดฮวบลงไปกองพับกับพื้น
หมวดอ้อย จ่ามนตรี และจ่ายักษ์ ขยับจะเข้าไปช่วย แต่นึกได้สามคนชะงักกึกมองหน้าผู้กำกับเป็นตาเดียว อัคคเดชส่งสายตาดุมาเป็นเชิงห้าม
ชบาพยุงตัวลุกขึ้นมาด้วยความทุลักทุเลแต่ไม่สำเร็จ อัคคเดชขยับเดินเฉียดตัวชบาไปที่ประตูห้อง ชนิดที่เรียกว่าตีนแทบจะเหยียบมือ ชบาชะงักก้มหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก
อัคคเดชเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูห้องเหมือนจะเปิดออกไป แต่กลับชะงัก ถามขึ้นมาว่า
“ผมถามจริง คุณซื่อหรือว่าโง่กันแน่ที่ยืนตากฝนทั้งคืนจนเป็นไข้แบบนี้ เป็นคนอื่นเค้าหลบฝนแล้วค่อยแอบมายืนใหม่ก็ได้”
ชบาอึ้งไป นิ่งคิด
“ก็เพราะเป็นคำสั่งผู้กำกับไงคะ หนูถึงต้องปฏิบัติตาม”
อัคคเดชเป็นฝ่ายอึ้งไป
“และถ้าหนูทำอย่างผู้กำกับว่า ก็เท่ากับหนูขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา แถมยังใช้ทริคหลอกเจ้านายเอาตัวรอ แล้วต่อไปผู้กำกับยังอยากจะไว้ใจให้หูทำงานต่ออีกเหรอคะ”
อัคคเดชอึ้งกว่าเก่า ทั้งจริง และแสนจะกินใจ
อ้อย มนตรี และยักษ์ ได้ฟังแล้วพลอยอึ้งไปด้วยทั้งแถบ
อัคคเดชไม่พูดอะไร หันไปเปิดประตู ชบาคอตก ยอมรับชะตาว่าคงต้องออกจริงๆ แต่แล้วอัคคเดชกลับบอกขึ้นว่า
“หายดีเมื่อไหร่ ไปรายงานตัวที่หน่วยแล้วกัน”
อัคคเดชพูดจบก็เดินตัวปลิวออกจากห้องไปทันที
ชบาตะลึง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ก่อนหันมองไปทางหมวดอ้อย จ่ามนตรี จ่ายักษ์

โดยทั้งสามคนเองต่างหันมมองหน้ากันยิ้มๆ ด้วยความงุนงง สงสัยในการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาพอๆ กัน

อ่านต่อหน้า 3




ล่าดับตะวัน ตอนที่ 1 (ต่อ)

พระอุโบสถเข้มขลังน่าเลื่อมใสตั้งตระหง่านอยู่กลางลานวัดเก่าแก่ท่ามกลางแดดสวยยามเช้า สภาพแวดล้อมอันร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่โดยรอบ พอดูออกว่าเป็นวัดในแถบต่างจังหวัด พระประธานอายุร่วมร้อยปีในโบสถ์นี้ ให้ความรู้สึกสงบนิ่ง

รัฐมนตรีกฤษชัยอยู่ในนั้น กำลังก้มลงกราบพระประธานช้าๆ ด้วยท่าทีสงบ ก่อนจะเงยหน้ามองจ้องไปยังองค์พระพร้อมพูดกับใครบางคนด้วยสีหน้านิ่ง
“เก็บอัคคเดชซะเถอะ อย่าเอามันไว้เป็นก้างขวางคอเรา ผมมาคิดดูแล้วนะว่าขืนปล่อยไอ้ผู้กำกับหมาบ้านั่นเอาไว้ ผมต้องถูกมันกระชากหน้ากากแน่ แล้วทุกอย่างที่เราทำไว้มีหวังพังหมดแน่”
ข้างๆ กัน เป็นตะวันที่ก้มลงกราบพระประธานเป็นครั้งสุดท้าย พลางหันมาสบตา
ตะวันมองจ้องไปยังองค์พระไม่วางตา พูดอย่างใจเย็น
“เรื่องนั้นผมทราบดีครับ”
กฤษชัยหันมามองตะวันอย่างชั่งใจ พูดอย่างใจเย็น แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเด็ดขาด
“ถ้าผมพัง คุณก็พังด้วย”
สิ้นคำนั้น กฤษชัยลุกเดินออกไปทันที
ส่วนตะวันยังคงนั่งนิ่งมองไปที่องค์พระด้วยสีหน้าครุ่นคิด แววตาฉายประกายความแค้นออกมาถึงขีดสุด

อีกฟากหนึ่ง ที่แผงขายดอกไม้ ที่นี่มีดอกไม้นานาชนิด หลายสีสวยวางเรียงอัดแน่นอยู่หน้าร้าน บรรยากาศคล้ายตลาดปากคลองตลาดกระนั้น
มือของหลินยื่นเข้ามาจนเกือบสัมผัสกลีบดอกไม้ ก่อนมือเรียวจะวาดผ่านไปที่ดอกไม้แต่ละชนิดเป็นทางยาว ด้วยสัมผัสอันละเอียดอ่อน
สีหน้าหลินยิ้มพรายหลับตาอย่างมีความสุข ที่สัมผัสได้ถึงความสดชื่นจากดอกไม้ตรงหน้า
เสียงหนึ่งดังขึ้นถามอย่างคนมักคุ้นกัน “วันนี้รับแบบไหนดีจ๊ะหลิน”
หลินลืมตาขึ้นช้าๆ หันไปทางต้นเสียง เห็นเจ้าของร้านขายดอกไม้ยืนยิ้มอยู่
“เอาดอกกุหลาบ กับกล้วยไม้ค่ะพี่”
“ไม่รับไม้นอกไปดูบ้างเหรอจ๊ะ ดอกสวยขายได้ราคานะ”
เจ้าของร้านมองไปยังตู้แช่ดอกไม้ที่อยู่ใกล้ๆ เห็นดอกไม้จากต่างประเทศชู่ช่อสวยอยู่เต็มตู้ หลินยิ้มหน้าเจื่อนอยากได้ใจจะขาด แต่ทุนน้อย เลยต้องตัดใจ
“รออีกแป๊บ ขอหลินเก็บเงินซื้อตู้แช่ก่อนนะคะพี่”
เจ้าของร้านยิ้มให้ “ไม่เป็นไร งั้นเดี๋ยวพี่จัดกุหลาบกับกล้วยไม้ให้ เอาเหมือนเดิมเนอะ”
“ค่ะพี่”
หลินตอบยิ้มๆ เจ้าของร้านเลี่ยงไปจัดดอกไม้ให้
หลินค่อยๆ หันไปทางตู้แช่ดอกไม้ แล้วเอื้อมมือไปคลำสัมผัสตู้ สีหน้าของหลินสลดลงนิดหนึ่งเพราะอยากมีตู้แช่ไว้ใช้
หญิงสาวตาบอดคนสวยทอดถอนใจออกมาอย่างตัดใจ

ขณะที่หลินพร้อมรถลากอันเล็กๆ ยืนอยู่ริมถนนรอรถตุ๊กๆ มารับ มีเด็กวัยรุ่นสองคนท่าทางเหมือนขี้ยาเดินมายืนเหล่มองหลินอย่างประสงค์ร้าย จนกระทั่งมีรถสามล้อคันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบ แล้วบีบแตรไล่ สองวัยรุ่นมองหาเรื่อง ลุงคนขับรถขยับไม้คมแฝกข้างกายให้เห็น สองเด็กผีจึงพากันจรลีจากไป ไม่อยากมีเรื่อง ลุงรีบลงมามาช่วยยกรถเข็นดอกไม้ขึ้นให้
“เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ ถ้าลุงมาช้าอีกนิด สงสัยมันกระชากกระเป๋าหนูแน่”
หลินอมยิ้มขำ เพราะรู้เรื่องโดยตลอด แต่ไม่แสดงออก
“มือตีนก็ดียังคิดรังแกคนตาบอดอีก” ลุงบ่นต่อ
“ก็แค่เกือบเองนี่คะลุง” หญิงสาวมองโลกในแง่ดีอย่างนี้เสมอ
“หนูหลินนี่มองโลกในแง่นะ”
หลินยิ้มรับคำชม
“ขึ้นรถได้แล้ว”
ลุงจูงมือหลินให้จับราวบนรถขึ้นไปนั่งเรียบร้อย ลุงจึงขับรถเคลื่อนออกไป

ลุงขับรถมาส่งหลินที่ห้องแถวเก่า ทรุดโทรม ซอมซ่อ ในละแวกเกาะรัตนโกสินทร์
เมื่อรถเคลื่อนออกไป หลินมายืนอยู่หน้าประตูห้องแถวห้องหนึ่ง ไขกุญแจเปิดประตูเอาดอกไม้เข้าบ้าน
หลินใช้มือคลำเพื่อจะปักธูปลงในกระถางที่มีจานรองอีกชั้นอย่างกลัวธูปจะตกแล้วเกิดไฟไหม้ บนหิ้งเล็กๆ ที่สำหรับไว้โกศอัฐิสองโกศที่วางอยู่หน้ารูปพ่อกับแม่ของหลิน
ที่ข้างรูปมีแจกันอยู่สองอันมีดอกไม้ที่หลินซื้อมาขาย จัดช่อวางอยู่อย่างสวยงาม ให้เห็นถึงฝีมือจัดดอกไม้ของหลิน จากนั้นเอื้อมมือคลำรูปพ่อกับแม่
“พ่อจ๋า แม่จ๋า วันนี้ช่วยให้หลินขายดีๆ ด้วยนะจ๊ะ”
ผ่านไปอีกสักระยะ เมื่อหลินเปิดประตูทั้งหมดออก จึงเผยให้เห็นว่าที่นี่เป็นร้านขายดอกไม้เล็กๆ บรรยากาศน่ารักๆ
ประตูเปิดออก กระดิ่งหน้าประตูดังขึ้น ใครคนหนึ่งเดินเข้ามา ไม่เห็นหน้า หลินที่นั่งอยู่ลุกขึ้นยืนต้อนรับลูกค้า
“เชิญค่ะ ยินดีต้อนรับ”
ลูกค้าคนที่เดินมาหยุดตรงหน้าหลิน คือเมฆนั่นเอง
หลินยิ้มทัก “คุณเมฆนั่นเอง”
เมฆมองฉงนที่หลินทักถูก ทั้งๆ ที่ เขายังไม่ได้พูดออกมาสักคำ
“วันนี้รับอะไรดีคะ”
“เหมือนเดิม”
“ได้ค่ะ”
จากนั้นหลินก็หันไปหยิบดอกไม้จัดช่อให้อย่างชำนาญ เมฆมองอย่างทึ่งที่สาวตาบอดทำได้ปานนี้
“คุณจัดดอกไม้สวยกว่าคนตาดีอีกนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
“คุณทำได้ยังไง”
“คนตาดีใช้ตาจัดดอกไม้ให้สวยใช่มั้ยคะ แต่หลินตาบอดเลยต้องใช้ใจสื่อกับดอกไม้ค่ะว่ามันอยากให้จัดแบบไหน”
เมฆทวนคำอย่างแปลกใจ “สื่อกับดอกไม้”
“ค่ะ เป็นความสามารถของคนตาบอดมั้งคะ เหมือนฟ้ายังไม่ปิดทางซะทีเดียว จึงให้สัมผัสพิเศษมา”
“เหมือนอย่างที่คุณรู้ว่าเป็นผมใช่มั้ย”
“ค่ะ”

เวลาผ่านไป หลินจัดดอกไม้เสร็จอย่างสวยงาม เธอส่งมันให้เมฆ
“เสร็จแล้วค่ะ”
เมฆส่งแบงค์พันให้
“ไม่ต้องถอน”
“ขอบคุณค่ะ” หลินรับแบงค์มา ยกมือไหว้ แต่พอจะเก็บกลับพบว่ามีสองใบ รีบบอก
“แบงค์มันติดเกินมาใบหนึ่งค่ะ”
เมฆกำลังจะเปิดประตูออกจากร้าน เขาหยุดก่อนจะหันมายิ้มบอกว่า
“อีกใบหนึ่ง ถือเป็นทิปแล้วกัน ที่แฟนผมชอบดอกไม้คุณ”
“ขอบคุณค่ะ”
เมฆอมยิ้มรับแล้วเปิดประตูเดินออกมา

เมฆเดินออกมาจากร้าน แล้วหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
เมฆจำข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์กรอบเล็ก “นักศึกษาสาวพยานคดีปล้นร้านเพชรตาบอด ไม่สามารถชี้ตัวคนร้ายได้ แม้นเห็นหน้าจะๆ”
นักศึกษาสาวคนนั้นคือหลิน ที่เวลานั้นนอนอยู่บนเตียงคนไข้ และมีหมอกำลังเอาผ้าปิดตาออกให้
“ทางเราเสียใจด้วยนะครับเรื่องตาของคุณ เราพยายามสุดความสามารถแล้ว”
“ขอบคุณค่ะ”
หมอเดินจากมา หลินจึงเริ่มน้ำตาไหลริน เสียใจเหลือเกินแต่เธอไม่ฟูมฟาย
เมฆแอบดูตั้งแต่ต้น เห็นแล้วสงสาร
ก่อนหน้านี้ หลินถูกเมฆที่ปิดหน้าพรางตัวจับเป็นตัวประกันขณะเข้าปล้นร้านเพชรแห่งหนึ่ง หลินดิ้นจนหลุด เมฆตัดสินยิงปืนต่อหน้าหลิน ความแรงของแรงอัดทำให้แก้วตาเธอแตกจนทำให้เธอตาบอดสนิทมาจนทุกวันนี้

เมฆดึงตัวเองกลับสู่ปัจจุบัน ขณะเดินกลับมาที่รถ ซึ่งปานวาดนั่งคอยอยู่ในรถคันนั้น เจ้าหล่อนหันมองเมื่อเมฆเปิดประตูเข้ามาแล้วส่งดอกไม้ให้อย่างแกนๆ ตามประสา เพราะเขาไม่ใช่คนอ่อนหวาน แสดงความรักไม่เป็น ปานวาดมองแล้วยิ้มขำในอาการของชายคนรัก
“รับไปดิ ให้แล้วก็รับ”
ปานวาดรับมา “ทำไมวันนี้ช้าจัง”
“ก็รู้อยู่ว่าคนขายเค้าตาบอด มีอะไร”
“นายเรียก มีงานให้ทำ”
“เหรอ”
เมฆรับเอาคำ ก่อนจะเคลื่อนรถออกมา

เวลาเดียวกัน ที่ร้านอาหารใจกลางเมือง มีน้องหนูนมโตกำลงนั่งกินอาหารอยู่กับแฟน ชาย 1 และผองเพื่อนมาดนักเลงราวสี่ห้าคนที่โต๊ะหนึ่งในร้าน
ปิงนั่งอยู่โต๊ะตรงข้ามกำลังมองผ่านแว่นดำ จ้องเอาๆ แบบไม่เกรงใจ แถมพอน้องนมโตหันมาเจอ ปิงดันยักคิ้วให้ น้องนมโตเชิดใส่ แล้วหันไปกระซิบฟ้องแฟนหนุ่ม ซึ่งหันมามองปิงตาขวาง ไม่พอใจมาก ก่อนลุกขึ้นเดินมาหา ปิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ งานเข้าอีกแล้วตู
ชาย 1 ถามเสียงขุ่น “มองนมแฟนกูเหรอ”
“ก็ของดีมีไว้ให้โชว์ ถ้าไม่อยากให้ใครมอง ก็อย่าโชว์ซิวะ”
ชาย 1 มองอย่างไม่พอใจ “ปากดีนะมึง”
“ไม่ดีแค่ปาก อย่างอื่นก็ดีด้วย”
“งั้นไปวัดกันข้างนอกไป”
“ไม่มีปัญหา”

ที่ลานจอดรถ ด้านนอกร้าน ในเวลาต่อมา ปิง ยืนประจันหน้ากับ นักเลง 4 คน น้องนมโต ชาย 1 แฟนหนุ่ม
แฟนหนุ่มน้องนมโตตั้งท่าจะต่อยปิง แต่มาดแยะ ลีลาเยอะ ถอดเสื้อ warm up ออกแนวน่ารำคาญ ปิงเห็นแล้วส่ายหัว
“ไม่ต้องท่ามาก รอนานแล้วเบื่อ”
ชาย 1 โกรธจัด ปรี่เข้าใส่ แต่ถูกปิงดักชกจนหน้าหงายกลับออกไป เลือดกำเดาซึมออกทางจมูก ปิงยิ้มขำ กวักมือเรียกให้เข้ามาอีก
ชาย 1 โกรธสุดขีด ปรี่เข้ามาอีก คราวนี้โดยเป็นชุด หน้าหงายออกไป ชาย 1 จึงหันไปทางพรรคพวก
“ยังไม่ช่วยกูอีก”
เพื่อนที่เหลือจึงปรี่เข้าใส่ปิงรุมยำ ปิงพยายามสู้ 4 ต่อ 1 แต่ไม่ไหว สุดท้ายโดนอัดลงไปกองกับพื้น
แฟนหนุ่มสั่งเสียงเหี้ยม “กระทบแม่งให้จมดินเลย”
ปิงกลืนน้ำลายฝืดคอ ซวยแล้วกรูงานนี้ พวกนักเลงจะรุมกระทบ เสียงหนึ่งดังขัดขึ้น
“เฮ้ย”
ทั้งหมดหันไปมองเจ้าของเสียง เป็นภูผานั่งเอง
“พี่ภูผา” ปิงร้องอย่างดีใจ
“ไม่ใช่เรื่องของมึงอย่าเสือก” ชาย 1 ด่า
“บังเอิญกูรู้จักคนที่พวกมึงจะกระทืบ เลยต้องขอเสือกนิดนึง”
“เล่นแม่งเลย”
นักเลงทั้ง 4 หันมาจะเล่นงานภูผาแทน ภูผาสู้ด้วยทักษะที่เหนือชั้นกว่า ทุกขุม ทั้งทุ่ม ทับ จับ หัก เทคนิคชั้นสูง ไม่ต่อยสู้ ดูธรรมดาไป ถ้าต่อยสู้ต้องเหนือชั้นกว่ามาก แบบชกรวดเดียวล้มทั้งสี่คนแบบนั้น
ชั่วกระพริบตาสี่คนที่ปรี่เข้าใส่ถูกเล่นงานลงไปกองเป็นขยะอยู่กับพื้น
ชาย 1 มองขยาด ไม่กล้าเข้าแลก เปิดตูดหนี
ภูผามองตาม ก่อนจะหันไปมองสบตาชะนีต้นเหตุ น้องนมโตรีบวิ่งนมกระเพื่อมตามไปอีกคน ส่วนพวกขยะที่พื้นรีบลนลานลุกตามกันไป ภูผาจึงเดินไปฉุดปิงลุกขึ้น
“เป็นไงบ้าง”
“สิวๆ พี่” ปิงปากเก่ง
“ไปหาเรื่องอะไรเค้าอีกละคราวนี้”
“ผมเปล่าหานะ เรื่องมันมาหาเอง”
ภูผารับฟัง ส่ายหัวระอาในตัวปิง เมริงมีเรื่องได้ตลอด
พลันเสียงโทรศัพท์ปิงดังขึ้น ปิงหยิบดูเป็นปราการโทร.มา
“พี่ปราการ” มันรีบกดรับสาย “ครับพี่...อยู่กับผมครับพี่...ได้ครับพี่แล้วผมจะบอกให้” ปิงหันมาหาภูผา “นายต้องการพบพี่”

“เหรอ”  ภูผาบอกเป็นการรับทราบเพียงเท่านั้น

อ่านต่อหน้า 4




ล่าดับตะวัน ตอนที่ 1 (ต่อ)

ภูผาเดินมาตามทางริมสระข้างคฤหาสน์ เห็นปานวาดว่ายน้ำอยู่ในนั้นจึงหยุดยืนดูแว่บหนึ่งแล้วจึงเดินต่อ เมฆออกมาเห็นเข้าพอดี มองตามอย่างไม่พอใจ จนสองคนเดินมาเจอกันตรงมุมหนึ่งใกล้สระ

“อยู่ห่างๆ วาดเอาไว้หน่อยก็ดีนะ” เมฆเปิดปาก
ภูผาถอนใจออกมาด้วยความเซ็ง
“ฉันไม่เคยคิดอะไรกับวาดอยู่แล้ว แกอย่าห่วงไปเลย”
“แต่สายตาแกมันฟ้องว่าคิด”
ภูผากระอักกระอ่วนใหญ่อย่างบอกไม่ถูก เพราะจริงๆ แล้ว ตนแอบชอบปานวาดมาตลอด แต่ต่อหน้าคนอื่นจะพยายามเก็บความรู้สึกไว้
“จะถามกี่ครั้ง ฉันก็ยืนยัน…”
ยังไม่ทันจะพูดจบคำ เมฆก็ชกภูผาจนหน้าหงาย ก่อนจะพุ่งเข้าไปดันตัวภูผาเข้าไปติดผนังด้วยความเร็ว
“คิดว่าเป็นคนที่แป๊ะกงส่งมา แล้วจะไม่มีใครกล้าทำอะไรงั้นเหรอ” ภูผาจ้องหน้าตอบ เมฆขู่ต่อ “จำฝังใส่กะโหลกไว้นะ ไอ้ภูผา ปานวาดเป็นแฟนฉัน ถ้าแกยังไม่เลิกทำตัวเป็นแมวขโมยอีกล่ะก็ ถึงเป็นคนของแป๊ะกงฉันก็ไม่สน”
ภูผาฉุนขาดคว้าคอเสื้อของเมฆได้ก็ดันเมฆไปกระแทกผนังอีกฝั่งหนึ่งทันที
“คนอย่างฉันไม่เคยแย่งของๆ ใครเหมือนกัน แล้วฉันก็ไม่เคยเอาบารมีของแป๊ะกงมาคุ้มกะลาหัวด้วย”
ภูผายิ้มเยาะอย่างเวทนา
“ถ้าแกจะต้องเสียวาดไป ก็เพราะแกทำตัวแกเองนั่นแหละ”
“ไม่ต้องมาสอน” เมฆสะบัดดิ้นจนหลุดจากการล็อค
ก่อนที่ทั้งภูผาและเมฆจะปรี่เข้ามาจะต่อสู้กัน เสียงตะวันดังเข้ามาด้วยน้ำเสียงเข้มงวดที่แสดงถึงอำนาจและบารมี โดยมีปราการ และปิงขนาบคนละข้าง
“ขอสนุกด้วยคนสิ”
ภูผากับเมฆชะงักด้วยความตกใจเมื่อหันไปเห็นตะวันโผล่เข้ามาอย่างไม่คาดคิด
“นาย” / “คุณตะวัน”
เมฆชะงักพูดอะไรไม่ออก ภูผาหลบตาไม่กล้าสู้หน้าตะวัน
“เดี๋ยวตามไปพบฉันที่ห้องทำงาน”
ภูผากับเมฆหันมองตะวันว่าหมายถึงใคร
”ทั้งสองคน” ตะวันบอก

ถัดมา ขณะที่ปราการยืนกอดอกพิงผนังห้องทำงานรอดูเหมือนจะใจเย็น แต่สีหน้ากลับครุ่นคิดอยู่ด้วยความร้อนใจ ปิงพุ่งพรวดเข้ามาหาด้วยอาการกระลิ้มกระเหลี่ย
“พี่ปราการ”
“อะไร”
ปราการพูดตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไร ปิงถามอย่างสอดรู้สอดเห็น
“ทำไมนายเรียกแต่พี่ภูผากับพี่เมฆเข้าไปพบอ่ะพี่ ไม่ให้พวกเราตามเข้าไปฟังด้วย”
“แกถามฉัน แล้วฉันจะรู้มั้ยว่านายคิดอะไรอยู่ อยากรู้ ก็เข้าถามนายเองซิ”
“โอ้ย...ถ้ากล้า แล้วผมจะถามพี่ทำไม กับนาย ถามไม่ถูกจังหวะมีหวัง”
ปิงทำท่าเอานิ้วปาดคอตัวเอง อย่างสยอง ปราการมองปิงแล้วส่ายหัวด่าในใจ ไอ้โรคจิต!
ปานวาดก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สบายใจ พูดเชิงถามปราการขึ้นว่า
“พวกข้างนอกบอกว่า เมฆกับภูผามีเรื่องกันอีกแล้วเหรอพี่ปราการ”
ปราการพูดด้วยท่าทีเยาะหยัน ในน้ำเสียงประชดนิดๆ
“ก็เสือสองตัวมันจะอยู้ถ่ำเดียวกันได้ยังไง”
“นายจับได้คาหนังคาเขา กำลังจะฟัดกันเลย”
ปิงสอดขึ้นพร้อมกับทำท่าเอานิ้วปาดคอตัวเองอีกครั้ง ตามสไตล์โรคจิตหน่อยๆ ของมัน
ปานวาดมองไปยังห้องทำงานของตะวันด้วยความไม่สบายใจ

เวลาเดียวกัน ตะวันดินเข้ามาในห้องทำงาน ในคฤหาสน์หลังโอฬาร
ตะวันเดินเข้าเฟรมมาพูดด้วยสีหน้านิ่งแต่น้ำเสียงแฝงไปด้วยความจริงจัง
“กินข้าวหม้อเดียวกันแท้ๆ แต่กัดกันเหมือนหมา”
คนที่ถูกด่าคือภูผาและเมฆ ยืนอยู่คู่กัน
ภูผามีสีหน้าสงบ ขณะที่เมฆยังชักสีหน้าบูดเพราะอารมณ์ใจร้อนและอารมณ์เสียค้างอยู่
ตะวันหันมาพูดกับภูผาและตะวัน พร้อมกับแค่นยิ้มออกมา
“กิเลนขาวของเรา ก็คือส่วนหนึ่งของแก็งค์อัคคี เพราะฉะนั้นจะคนของใคร ก็เป็นพี่น้องกันทั้งนั้น ต่อไปห้ามกัดกันเองอีกเข้าใจรึเปล่า”
ภูผารีบรับคำขึ้น “ครับคุณตะวัน”
ตะวันหันไปมองเมฆที่ยังไม่ให้คำตอบ
เมฆรับคำอย่างเสียมิได้ “ครับนาย”
ตะวันมองทั้งสองคนแล้วส่ายหน้าอย่างรู้ทันว่า ทั้งคู่ไม่เลิกแน่ ก่อนบอกขึ้นว่า
“ถ้าแกสองคนคันไม้คันมือ อยากออกแรงกันนักล่ะก้อ ฉันมีงานให้ทำ”
เมฆชิงถามขึ้นก่อน “งานอะไรครับ”
ตะวันนิ่งคิดอยู่ชั่วขณะหนึ่งจึงบอกเสียงเรียบ “เก็บคน”
เมฆยิ้มดีใจ ได้ทำงานอีกแล้ว “ใครครับนาย”
ตะวันนิ่งคิดไปอีกนิด คล้ายชั่งใจ
“เอาไว้ถึงเวลาก็รู้เอง”
“แล้วพี่ปราการล่ะครับ”
ภูผาถามด้วยความสงสัย เพราะเห็นว่าปราการก็คือหนึ่งในคนที่มีฝีมือของตะวันเช่นกัน ตะวันยิ้มมีเลศนัย พร้อมหันมาพูดกับภูผาและเมฆออกมาอย่างไม่คิดอะไรมาก
“งานนี้เป็นของแกสองคน แลกกับตำแหน่งมือขวาของฉัน”
ภูผานิ่งฟังอย่างสงสัย ใครกันมีค่าขนาดนี้
เมฆหน้าเปลี่ยนยิ้มขึ้นมาทันที ก่อนความคิดบางอย่างผลุดขึ้นในหัวจึงบอกแย้งขึ้นว่า
“นายครับ แต่ภูผามันไม่ใช่คนของเรา”
ตะวันยกมือห้ามไม่ให้เมฆพูดต่อ บอกกับภูผาว่า
“ในฐานะที่แกเป็นคนของแป๊ะกง ตำแหน่งมือขวาของฉันแกคงไม่สนใจ” เมฆฟังแล้วยิ้มสะใจ “แต่ถ้าแกทำได้ เงินห้าล้านจะเป็นของแก”
ภูผานิ่งมองสบตาตะวันเป็นคำถาม ใครคือเป้ากันแน่ เงินถึงได้สูงนัก เมฆฟังพลางชำเลืองมองภูผาอย่างขัดใจที่มันสะเออะได้เงินด้วย ตะวันมองหน้าภูผากับเมฆด้วยสีหน้าจริงจัง
“พวกแกเตรียมตัวให้พร้อม ส่วนจะลงมือเมื่อไร ฉันจะบอกแกสองคนอีกที”
สองคนรับคำขึ้นพร้อมกัน “ครับ” ก่อนจะแอบชำเลืองมองกันด้วยหางตา
ตะวันมองจ้องพูดกำชับขึ้นว่า
“และที่สำคัญห้ามให้ใครรู้ภารกิจนี้เด็ดขาด ต้องเก็บเป็นความลับ”
เมฆฟังแล้วเฉยๆ ส่วนภูผานิ่งไป คิดหนัก มั่นใจว่าเป้าต้องเป็นคนสำคัญแน่

ปานวาดเดินวนไปมาด้วยความร้อนใจ ปราการที่ยังคงยืนพิงกำแพงนิ่งมองปานวาดที่พล่านเป็นหนูติดจั่น ด้วยสายตาอาทรแอบสงสาร ส่วนปิงที่กำลังยืนลุ้น มองไปยังทางเดินด้านใน ต้องชะงักแล้วรีบหันมาบอกกับปานวาดและปราการทันทีด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นเมฆกับภูผากลับออกมา
“ออกมากันแล้ว”
ปานวาดกับปราการจึงหันมองตาม เห็นเมฆเดินมาด้วยท่าทางหงุดหงิด โดยมีภูผาเดินล้วงกระเป๋าตามออกมาติดๆ กัน ด้วยสีหน้าครุ่นคิดเคร่งขรึม
ปิงรีบวิ่งโร่เข้าไปหาภูผากับเมฆทันที พร้อมยิงคำถามใส่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“พี่เมฆเป็นไง นายว่าอะไร”
เมฆเอามือผลักหน้าปิงจนหงายก่อนเดินเลยไปทันที
“เฮ้ย หลีกไปโว๊ย รำคาญ”
ปิงผวาไม่กล้าไปตอแยเมฆอีก แต่พอตั้งหลักได้ก็หันไปหาภูผาทันที
“พี่ภูผาๆ เป็นไงบ้าง”
ภูผามองสบตาแต่ไม่ยอมตอบ ปานวาดเดิมเข้ามาหาเมฆ พลางเอื้อมมือมาจับมือเมฆด้วยความเป็นห่วง
“นายว่ายังไงบ้าง”
เมฆถอนใจออกมาด้วยความเซ็ง ก่อนจะสะบัดมือจากปานวาดแล้วเดินออกไปทันที
ปานวาดมองตามเมฆไปด้วยความน้อยใจ ที่เขาช่างไม่แคร์ความรู้สึกเธอสักน้อย ภูผาเหลือบมองปานวาด ทั้งสงสารและเห็นใจเป็นที่สุด
ปราการมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทั้งหมดด้วยความเบื่อหน่าย แต่แอบส่งสายตาสงสารปานวาดด้วย เพราะแอบชอบวาดอยู่เหมือนกัน

รถภูผาแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านค่อนไปทางดึกแล้ว
ประตูเปิดเข้าไป ภูผาเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์กระป๋องมาเปิด เดินดื่มออกไปที่ระเบียง แล้วยืนมองวิวกรุงเทพฯ ชิลๆ ด้วยอาการใคร่ครวญครุ่นคิดถึงเมียชาวบ้านนามปานวาด
เริ่มจากตอนที่ภูผาแอบมองปานวาดเล่นน้ำในสระแว่บหนึ่ง ก่อนทะเลาะกับเมฆ -- ภูผาอมยิ้มเมื่อได้นึกถึง
ตอนที่มีเรื่องกับเมฆ แล้วชักปืนใส่กันที่ club house -- เหตุการณ์ที่ว่านี้ทำเอาภูผาสีหน้าซีเรียส ท่าทีเครียดๆ เมื่อนึกถึง
เช่นเดียวกับ ตอนที่มีชกกับเมฆ ที่หน้าห้องซาว์น่า เอาตรงที่ เมฆว่า ปานวาดเป็นของเมฆ ห้ามยุ่ง -- ภูผาสีหน้าซีเรียส ออกหนักใจ เมื่อนึกถึง
ตอนที่เมฆสะบัดมือปานวาด หลังพบตะวัน -- ภูผาสีหน้าอิจฉา เมื่อนึกถึง

ภูผาทอดสายตามองวิวชิลๆ ด้วยอาการอิจฉา ก่อนรำพึงออกมาลอยๆ อย่างคนน้อยใจในโชคชะตา
“แกมันโชคดีไอ้เมฆที่มีคนห่วงใจ”

ภูผาดื่มดับอารมณ์อิจฉา และอาการแอบรักเมียชาวบ้านที่กำเริบคุโชนในใจของเขายามนี้

อ่านต่อตอนที่ 2



กำลังโหลดความคิดเห็น...