xs
xsm
sm
md
lg

หน้ากากนางเอก ตอนที่ 14

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


หน้ากากนางเอก ตอนที่ 14
ณ ThaiTV เจ๊เต่ากับเอี๊ยมตกใจ หลังจากที่แจ๊ดบอกให้พักงานอรัญภัทรเป็นเวลาหกเดือน เจ๊เต่ายกมือไหว้อย่างรู้สึกผิด

“เต่าขอโทษนะคะคุณแจ๊ด เต่าดูแลเด็กของเต่าไม่ดีเอง” เจ๊เต่าหันไปสั่ง “เอี๊ยม ขอโทษคุณแจ๊ดเร็ว”
เธอยกมือไหว้“ขอโทษค่ะ”
คุณแจ๊ดรับไหว้แบบขอไปที “ไม่ทันแล้วล่ะ”
อรัญภัทรหน้าแทบเงิบที่เจอคุณแจ๊ดตอกกลับด้วยคำนี้
“คุณแจ็ดลองพิจารณาบทลงโทษใหม่อีกสักครั้งไม่ได้เหรอคะ”
“ไม่ ตัดสินใจแล้ว หกเดือน ก็คือ หกเดือน เป็นการเฉือดไก่ให้ลิงดูด้วย ดาราคนอื่นๆที่คิดจะลองดี อาจได้ลองไปทบทวนใหม่อย่างคนมีสติอีกครั้ง แต่อาจจะยากหน่อยนะสำหรับคนที่ไม่มี” คุณแจ๊ดพลางใช้ปลายตามองนางเอกสาว
“คุณแจ็ดขา เต่าขอร้องล่ะนะคะอย่าทำอะไรถึงขนาดนี้เลยนะคะ หกเดือนนี้เอี๊ยมจะหายไปจากหน้าจอยาวเลยนะคะ.... แล้วหลังจากนั้น ถ้าเล่นละครหรือมีงานอะไร กว่าคนจะมาเห็นหน้าอีกที ก็ร่วมปี ป่านนั้นคนลืมกันไปหมดแล้วพอดี สงสารเด็กตาดำๆเถอะค่ะ”
“ก็อยากให้เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอถึงได้ทำตัวแย่ๆออกมาไม่เว้นแต่ละวัน”
“คุณแจ๊ดคะ ตอนนี้เอี๊ยมสำนึกผิดแล้ว เอี๊ยมพร้อมที่จะแก้ตัวแล้วนะคะ”
“เต่า....คุณรู้ใช้ไหมว่า เราเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น”
เจ๊เต่าอึ้งพูดอะไรไม่ออกน้ำตาคลอ “คุณแจ๊ด”
อรัญภัทรขึ้นเสียง
“เจ๊...พอได้แล้ว...ถ้าคุณแจ็ดพูดคำไหนคำนั้น เจ๊จะพูดอะไร มันก็คงไม่มีความหมายอะไร” เธอมองหน้าแจ๊ดอย่างถือดี “แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ คุณแจ๊ดก็อย่ามาเสียใจกับคำพูดของตัวเองแล้วกัน นะคะ”
“อ่ะ นี่เธอยังไม่สำนึกอีกเหรอเอี๊ยม”
“สำนึกเรื่อง”
“ก็การกระทำที่เธอทำผิดอยู่ทุกวันนี้ไง”
“ก็สำนึกผิดแล้วไงคะ”
“นี่เหรอหน้าตาของคนสำนึกผิด”
“ใช่ค่ะ... แล้วเอี๊ยมต้องทำยังไงเหรอคะ ถึงจะรู้ว่าสำนึกผิดแล้ว ต้องหมอบกราบทุกคนออกสื่อ ต้องร้องไห้ เบะปาก น้ำตาไหล ตอแหล แล้วบอกว่า หนูขอโทษค่ะ หนูสำนึกผิดแล้วค่ะ ให้อภัยหนูเถอะค่ะ ต้องการเห็นภาพนี้เหรอคะ”
“เอี๊ยม!! มันจะมากเกินไปแล้วนะ”
“มากอะไรละคะ หรือว่าไม่จริงๆ อยากเห็นใช่มั้ยละคะ เริ่มจากอะไรก่อนดี กราบมั้ย ได้นะ.” เธอลุกจากเก้าอี้แล้วลงไปนั่งคุกเข่าที่พื้น “เตรียมตัวรับการกราบให้ดีนะคะ เพราะหนูสำนึกผิดแล้วค่ะ.... กราบกี่ทีดีคะ ทีเดียวได้มั้ย แบบไม่แบมือ”
เจ๊เต่าดูอยู่นาน เหลืออดแล้ว “อี๊ยม!” ก่อนข้าไปกระชากตัวให้ลุกขึ้น “พอได้แล้ว ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนะเธอน่ะ ขอโทษคุณแจ๊ดเค้าเดี๋ยวนี้”
“ไม่ขอโทษ ไม่ได้ทำอะไรผิด”
“เนี่ยแหละผิด ขอโทษเค้าซะที่เถียง ประชดเค้าฉอดๆๆๆเนี่ย”
“ถ้าผิดก็ผิดกันคนละครึ่ง เด็กขอโทษ แล้วไม่ให้อภัย เป็นผู้ใหญ่ประสาอะไร ใจแคบจัง”
สิ้นคำว่าใจแคบ คุณแจ๊ดฟิวส์ขาดตบหน้าอรัญภัทรดังเปี๊ยะ!!! ทั้งห้องอยู่ในความเงียบ บรรยากาศเปลี่ยนเป็นมาคุทันที
“คุณแจ๊ดตบหน้าเอี๊ยมเลยเหรอคะ”
“ทำได้มากกว่านี้อีก จะเอามั้ย”
เธอจ้องหน้าแบบไม่กลัว หาเรื่องและกวนตีนมาก เธอจะเข้าไปเอาคืน เจ๊เต่าต้องรั้งเอาไว้
“เต่าขอโทษค่ะ เต่าขอโทษ..... เอี๊ยม! หยุดได้แล้วนะ ก่อนที่เรื่องมันจะบานปลายไปมากกว่านี้”
“เอี๊ยมไม่ได้ทำอะไรเลย เจ๊ก็เห็น เค้าตบเอี๊ยมก่อน”
“ก็เธอไปพูดจาก้าวร้าว ไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่แบบนั้น เป็นใคร เค้าจะอดทนไหวกัน.... กราบขอโทษคุณแจ๊ดเดี๋ยวนี้ ฉันสั่ง!”
“ไม่!”
“ทำเดี๋ยวนี้เอี๊ยม ก่อนที่เธอจะตกงาน ถูกเฉดออกจากวงการ ทำเดี๋ยวนี้ ฉันสั่ง!”
“เอี๊ยมไม่ทำ.. แล้วถ้าไอ้วงการห่วยๆ ที่มีแต่ผู้ใหญ่ห่วยๆ แบบนี้ก็อย่าไปอยู่มันเลย แล้วคอยดู ถ้าที่นี่ขาดเอี๊ยมไป รับรองว่ามันก็จะพังไม่ต่างกัน”
“หึ๊ สำคัญตัวเองจังเลยนะเราน่ะ ก็เอาซี่ลองดู ไม่มีเธอ ช่องจะอยู่ได้หรือไม่ได้ก็ คอยดู”
“คุณแจ๊ดคะ อย่าเลยค่ะ” เจ๊เต่าส่ายหน้า “ไม่นะ” พลางจะเข้าไปจะกราบแจ๊ด
เธอทนไม่ได้ที่เจ๊เต่าจะกราบ
“หยุดเถอะเจ๊”
เจ๊เต่าดุ
“เธอนั่นแหละหยุด..หยุดสร้างเรื่องซะที...คนอื่นจะไม่มีที่ยืนกันอยู่แล้ว เธอยังไม่รู้ตัวอีกรึไงห๊ะ เอี๊ยม..นะคะคุณแจ๊ด เต่าขอร้อง จะให้เต่าทำอะไรก็ยอม ขอโอกาสเต่าได้แก้ตัวอีกซักครั้ง”
“เจ๊ช่วยทำอะไรที่มันมีศักดิ์ศรีความเป็นคนหน่อย เก็บมือไว้ไหว้หมายังจะดีซะกว่า”
เจ๊เต่าหันไปตวาดเอี๊ยม
“พอซะทีเอี๊ยม... หยุดได้แล้วพอ”
“ออกไปทั้งคู่เลย! แล้วไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก เอาเด็กของเธอไปอบรมให้เป็นผู้เป็นคนที่พอจะอยู่ในสังคมให้ได้ก่อนแล้วค่อยกลับมา”
“เต่าขอโทษค่ะ”
“ยังไม่จบ.... หมายถึงเด็กๆของเต่าทั้งหมด เอาไปไกลๆเลย ไม่ต้องกลับมา”
“แต่สัญญาที่เซ็นไว้ มันยังมีอีกหลายปี”
แจ๊ดสวนทันที
“จะให้ฉีกให้ดูเลยมั้ยล่ะ”
เจ๊เต่าเงียบกริบทันที
“1 ปีนี้ถ้ายังไม่มีอะไรดีขึ้น เธอและเด็กๆของเธอทั้งสามคน ไม่ต้องกลับมา”
เจ๊เต่าจุกอึ้ง ช็อก อรัญภัทรเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน ทำให้เพื่อนซวยเพิ่มไป อีก 2 คน

เวลาเดียวกัน วรรษชลคุยกับสองสาวท่าทางซีเรียส
“อย่างที่รู้ๆกันอยู่นะคะ เอี๊ยมเค้าเป็นคนหัวแข็ง ทิฐิมาก เราในฐานะเพื่อนก็ไม่อยากเห็นว่าเป็นแบบนี้ อะไรที่ช่วยได้ก็อยากจะช่วยให้ดีกัน คุณวรรษเข้าใจใช่มั้ยคะ” เขมปัญฑาบอก
“เข้าใจครับ”
“ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้คุณวรรษเป็นฝ่ายเข้าไปคุยกับเอี๊ยมก่อนน่ะค่ะ จะลำบากใจไปมั้ยคะ”
เบอร์รี่ทำทีเป็นเดินเข้ามายังคอนโซลที่มีมือถือเขมปัญฑาชาร์ตอยู่ แล้วแกล้งเช็ดถูตามปกติ พอเห็นกลุ่มของวรรษชลไม่มีคนสนใจก็รีบผลุบลงทันที พร้อมๆกับเอื้อมมือขึ้นมาหยิบมือถือของเขมปัญฑาลงไป
“ไม่ลำบากใจหรอกครับ ผมง่ายๆอยู่แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่า เอี๊ยมเค้าจะยอมรับฟังคำพูดของผมหรือเปล่า”
เบอร์รี่ไล่ดูคลิปที่เขมปัญฑาถ่ายจนสะดุดกับคลิปที่พิมพิชชาทะเลาะกับเอี๊ยม เสียงจากคลิปดังทันทีที่ถูกกด เบอร์รี่สะดุ้งเฮือก กดปุ่มลดเสียงอย่างรวดเร็ว
สองสาวยิ้มให้กัน เข้าใจที่วรรษชลอยากช่วยเอี๊ยม เขมปัญฑาบอก
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ เดี๋ยวเราสองคนจะส่งสัญญาณให้ว่า จังหวะไหนที่เหมาะ”
“เอี๊ยมอารมณ์ดีนะ ตอนนี้คุยได้แล้วอะไรทำนองเนี่ย พวกเราจะคอยบอกให้คุณวรรษทราบเอง” เวฬุยาบอก
เบอร์รี่ตาวาวจ้องมองคลิปตาไม่กะพริบ สะดุดกับประโยคที่อรัญภัทรบอก ไม่เคยอยากได้วรรษชล เบอร์รี่ยิ้ม กดเข้าไลน์หาชื่อของวรรษชล พอเจอก็กดคลิปจากมือถือส่งเข้ามือถือของวรรษชลทันที
วรรษชลยังคงครุ่นคิดว่าจะทำยังไง
“ครับ”
สองสาวมองวรรษชลด้วยสายตาอ้อนวอนของให้เขาเป็นฝ่ายกลับไปง้อเอี๊ยม เบอร์รี่กำลังลุ้นภาพคลิปที่กำลังโหลดไปที่เครื่องวรรษ ระหว่างนั้นมีสายโทรเข้าหาเขมพอดี เบอร์รี่ตกใจสุดขีด รีบเอามือถือวางไว้ที่เดิมก่อนที่เสียงจะดังขึ้นเรื่อยๆ เขมปัญฑาได้ยินเสียงโทรศัพท์ตัวเอง
“สงสัยจะเป็นสายที่โทรเข้ามาเมื่อกี้...ขอเข็มไปรับสายก่อนนะคะ”
เขมปัญฑาเดินมา เบอร์รี่ทำตัวแนบกับผนังคอนโซลให้ชิดสนิทผนังที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอถอดสายชาร์จออกก่อนจะเดินออกไปด้านนอก
วรรษชลยังคงนั่งครุ่นคิด เวฬุยามองดูที่วรรษชลอย่างให้กำลังใจ เบอร์รี่โล่งอก ค่อยๆคลานออกไปจากบริเวณนั้นอย่างระมัดระวัง

ผ่านเวลาจนพระอาทิตย์กำลังตกดิน บริเวณรอบๆเริ่มมืดลงทุกที อรัญภัทรกับเจ๊เต่า กลับเข้ามาที่คอนโดฯ ต่างคนต่างล่องลอยมา เธอเดินแยกกลับเข้ามาในห้องนอนตัวเอง ด้วยอาการเหมือนคนหมดแรง ภายในห้องว่างเปล่า ไม่มีคนอยู่ เธอเดินเข้าไปในห้อง ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้น้ำตาไหล เครียด กลุ้ม

ฝ่ายสองสาวกลับมาที่คอนโดฯอย่างร่าเริง ได้เจอกับเจ๊เต่าที่นั่งหน้าเศร้าอยู่ที่โซฟาคนเดียว ก็แปลกใจ
เขมปัญฑาถาม
“เจ๊เป็นอะไร”
เจ๊เต่าเงียบอึ้ง พูดไม่ออก
“ทำหน้าอย่างกับโดนผู้หลอกมางั้นแหละ” เวฬุยาบอก
เจ๊เต่ายังคงเงียบพูดไม่ออกอีกอยู่ดี
“หมดกัน หมดแล้ว”
เขมปัญฑาลงนั่งข้างๆเจ๊เต่า กุมมือเพราะดูจากสีหน้าท่าทางพอจะรับรู้ได้ว่านางน่าจะมีปัญหาชีวิตมาประมาณนึง
“ค่อยๆตั้งสตินะเจ้มีอะไร ก็ค่อยๆเล่ามา”
เจ๊เต่าถอนใจเฮือกใหญ่
“เฮ้อ... คุณแจ๊ดสั่งแบน พวกเราทั้งสามคนเป็นเวลา 1 ปี”
สองสาวตกใจร้อง “ห๊ะ!”
“ทำไมอ่ะเจ้” เวฬุยาถาม
เจ๊เต่ามองไปที่ห้องอรัญภัทร
“เอี๊ยมอาละวาดพูดจาไม่เข้าหูคุณแจ๊ดจนเค้าโมโหน่ะสิ “
สองสาวช็อก

วรรษชลนั่งซึมๆครุ่นคิดว่า จะง้อเอี๊ยมดีไหม ในขณะที่แทนไทกับปราชญ์หน้าตาดูเฮฮามากคุยงานกันอย่างออกรสชาติ
“ดูท่าทางสองสาวนั้นจะไม่ค่อยอยากญาติดีกับเราเท่าไหร่เลยนะว่ามั้ย” แทนไทบอก
“หน้าตาแกมันไม่น่าญาติดีด้วยไง”
“โอ้โห พูดมาได้ ไม่ดูหนังหน้าตัวเองเลยนะ.... นี่เค้าเรื่องงานกันซักนิดมั้ย เอาไงดี อีเว้นท์เรา ใครมีไอเดียอะไรดีๆบ้างมั้ย”
วรรษชลนั่งเงียบอยู่กับตัวเองมานานแล้ว
“วรรษ... วรรษ.... ไหวมั้ยเพื่อน” ปราชญ์ถาม
“ไหวๆๆ” เขาตอบแบบขอไปที
“อะไรที่ค้างคาอยู่ในใจ ระบายใส่เพื่อนได้นะ”
“รู้...... กำลังคิดอยู่ว่าจะโทรไปหาเอี๊ยมดีมั้ย”
“ก็โทรไปดิ... เป็นผู้ชาย ง้อก่อน แมนออก” แทนไทบอก
“แต่กลัวว่าโทรไปแล้วเค้าจะหาว่า เสล่ออีกน่ะสิ เค้าไม่ได้คิดอะไรกับเราเหมือนอย่างที่เราคิดกับเค้า”
“โอ่ย คิดมากไปหรือเปล่าพ่อหนุ่ม เค้าอาจจะมีเหตุผลอะไรก็ได้เลยพูดไปอย่างงั้น” ปราชญ์บอก
“เหตุผลอะไรล่ะ”
“ไม่รู้ว่ะ ถ้ารู้ก็เป็นเอี๊ยมแล้วดิ” ปราชญ์บอก
“โทรไปถามสิ เอามือถือขึ้นมา เร็วๆๆ” แทนไทเชียร์
วรรษชลหยิบมือถือขึ้นมาตามแรงยุของเพื่อน เลือกไปที่เบอร์อรัญภัทร
“ดีมาก โทรเลย โทรเลย” ปราชญ์บอก
สุดท้ายวรรษกลับตัดสินปิดล็อคหน้าจอไปซะงั้น เพื่อนทั้งสองผิดหวังอย่างรุนแรง


คืนนั้นที่คอนโดฯ สองสาวถอนใจยกใหญ่ แต่สีหน้าเจ๊เต่ากลุ้มใจหนักใจกว่า
“ขอโทษนะที่ทำให้เธอสองคนต้องซวยไปด้วย”
“คนที่ต้องขอโทษเราไม่ใช่เจ๊หรอก ต้องเป็นเอี๊ยมมากกว่า”
“อย่าไปว่าเอี๊ยมมันเลย..... เจ๊ว่า ถึงนางจะทำเป็นแข็งๆไป จริงๆนะ เจ๊เว่าตอนนี้ร้องไห้ เป็นเผาเต่าอยู่เลย เชื่อดิ ตั้งแต่ออกจากห้องคุณแจ๊ดมา ไม่มีพูดอะไรเลยซักคำ”
“คนเรา ชีวิตยังไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป วันนี้ พักก่อนเถอะเจ๊เดี๋ยวค่อยตั้งสติดีๆว่าเราจะเอายังไงกันต่อ” เขมปัญฑาบอก
สองสาวหันไปมองที่ห้องอรัญภัทรอย่างเห็นใจอยู่เหมือนกัน
“เสร็จเรื่องเสร็จราวอะไรพวกนี้ ต้องไปทำบุญล้างซวยซักหน่อยแล้วล่ะ มีแต่เรื่องแต่เรื่อง เข้ามาไม่หยุดเลย”

อรัญภัทรนอนอยู่ที่เตียงนอน พลิกไปพลิกมา นอนไม่หลับ ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“ไม่คิดจะโทร.หากันเลยใช่มั้ย ?! อีตาบ้า!”
เธอตัดสินใจกดโทร. หาวรรษอย่างหงุดหงิด วรรษเห็นว่าเธอโทร.เข้ามา แต่ไม่กล้ากดรับสาย ปล่อยให้ดับไปเอง เธอนอนพลิกตัวไปมาหลายครั้งกระสับกระส่าย คิดมาก จนขี้เกียจนอนแล้วลุกขึ้นไปหยิบขวดยานอนหลับที่ลิ้นชัก กลับมานั่งที่เตียง เอี๊ยมเทยาออกมาหนึ่งเม็ดก่อนจะตัดสินใจเทออกมาอีกหนึ่งเม็ด และเทออกมาอีกจนเต็มกำมือ เอี๊ยมนั่งมองเม็ดยาสามสี่เม็ดไว้ในมืออย่างแน่น เธอมองไปข้างหน้าอย่างครุ่นคิดเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่าง...

ณ คอนโดเจ๊เต่า กลางคืน ผ่านเวลามา คนอื่นๆ ในชุดนอน นั่งครุ่นคิดหนักกันอยู่คนละมุม ทั้งสามหันหน้ากันไปกันคนละทาง ก่อนจะพูดคุยกันออกมาโดยที่ไม่มองหน้ากันอย่างกลุ้มๆ
“ถ้าเราไม่มีมีงานอยู่แบบนี้ สงสัยเขมอาจจะต้องลาวงการแล้วกลับไปดูแลยายจริงๆซะแล้วล่ะ” เขมปัญฑาบอก
“อย่าเพิ่งถอดใจสิเขม เธอจะยอมแพ้อะไรง่ายๆอย่างงี้เหรอ”
“ดูท่าจะเอาชนะยากเหมือนกันนะงานนี้ ก็เอี๊ยมพูดไปซะขนาดนั้น” เธอมองไปที่ประตูห้องนอนของเพื่อน พลางถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ “ไม่รู้ป่านนี้เอี๊ยมจะเป็นยังไงบ้างนะ เราเข้าไปคุยกับเอี๊ยมหน่อยไหมเจ๊ เขมเป็นห่วงเอี๊ยม”
“เจ๊ว่าปล่อยเอี๊ยมให้อยู่กับตัวเองไปก่อนเถอะ บางทีเอี๊ยมอาจจะมีทางออกดีๆก็ได้”
สองสาวพยักหน้าเห็นด้วย

ในห้องของอรัญภัทรที่มืดสนิท เธอนอนหลับสนิท ลมหายใจของเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่เธอกลับรู้สึกว่าเตียงยวบลง พยายามลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นสุวรีย์นั่งอยู่ข้างๆ
เธฮเบิกตากว้างรู้สึกตื่นเต้นตกใจ ดีใจ”คุณแม่”
สุวรีย์ยิ้มอ่อน อรัญภัทรทำท่าจะลุกขึ้นไปผวาจะกอดแม่ แต่สัมผัสที่ได้เหมือนกอดลม เธอมองงง ขณะที่สุวรีย์ค่อยๆลุกขึ้นเดินออกไป เธอรีบก้าวลงจากเตียงวิ่งตาม
ท่ามกลางความมืด ทางเดินที่ไม่คุ้นเคย เป็นทางที่ไม่ถึงกับขรุขระ แต่รอบๆทางไม่สวยงาม สุวรีย์เดินนำหน้าไปเรื่อยๆ เบื้องหน้าสุวรีย์เป็นทุ่งดอกไม้อยู่ไกลลิบ เธอวิ่งตาม ร้องเรียก
“คุณแม่คะ คุณแม่ รอเอี๊ยมด้วย เอี๊ยมคิดถึงคุณแม่”
สุวรีย์หันมามองลูกสาวยิ้มอ่อน แต่ไม่รอ เดินนำหน้าไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ลูกสาววิ่งตามจนเหนื่อยหอบ
“คุณแม่...รอเอี๊ยมด้วยสิคะ รอเอี๊ยมก่อน”
สุวีรีย์ยังคงเดินนำหน้า ไปเรื่อยๆ แต่เสียงดังก้อง
“ไม่ต้องตามแม่มา กลับไปหาคุณพ่อ ไปอยู่กับคุณพ่อ ไปดูแลคุณพ่อนะลูก”
เธอตะโกน หอบเหนื่อย
“แต่เอี๊ยมรักคุณแม่ เอี๊ยมคิดถึงคุณแม่”
“แม่ก็รักเอี๊ยมแต่เอี๊ยมต้องกลับไปอยู่กับ..คุณพ่อฆ”
สุวรีย์เดินห่างจากเอี๊ยมออกไป ไกลขึ้นทุกที..ทุกที จนเอี๊ยมตามไม่ทัน เธอเหนื่อยจนต้องทรุดตัวลงนั่งที่พื้น หอบเหนื่อย ได้แต่มองสุวรีย์เดินห่างออกไป ก่อนจะหมดสติลงตรงนั้น ตรงระหว่างทางที่ไม่ได้สวยงาม มีดอกไม้อย่างพื้นที่ซึ่งมองเห็นตรงเบื้องหน้า

เช้าวันใหม่ เจ๊เต่ากำลังทำขนมปังปิ้งทาแยมไว้รอเด็กๆ สองสาวเดินเข้ามา เวฬุยาแอบแซวเจ๊เต่าเพราะไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองที่เจ๊เต่าทำของกิน
“เห้ย...เจ๊เต่ากำลังทำขนมปังปิ้งทาแยม....นี่เราไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหมเขม”
เจ๊เต่ามองสองสาวทำตาค้อนใส่แบบงอนๆ
“ชิ...ไม่ได้ตาฝาดไปหรอกย๊ะ..นี่เจ๊เต่าเอง”
“เจ๊อารมณ์ดีอะไรแต่เช้าเหรอคะ ถึงได้มานั่งทำอาหารเช้าให้พวกเรา...หรือว่าเจ๊มีข่าวดี” เขมปัญาว่า
“ห๊ะ...เราไม่ต้องตกงานแล้วใช่ไหมเจ๊”
“โอ๊ย..คิดไปถึงไหนกันเนี่ยพวกเธอ...ก็ถ้าเจ๊อารมณ์ดี เจ๊ก็คงนอนหลับสบายตื่นสายได้ถึงไหนต่อไหนแล้ว” เจ๊เต่าทำเสียงดราม่าบวกแอ๊กติ้งเกินร้อย “แต่นี่เพราะเจ๊เครียดๆๆเจ๊ถึงต้องลุกขึ้นมาหาอะไรทำแก้เครียดอยู่เนี่ยไง พวกเธอเข้าใจเจ๊รึยัง..ห๊ะ” ว่าแล้วก็ทำขนมปังทาแยมอย่างกระแทกแดกดัน
“โอ๋ๆๆๆเจ๊...อย่าร้องนะ เขมเชื่อว่าเดี๋ยวทุกอย่างมันก็จะดีขึ้น”
“ใช่เจ๊...เดี๋ยวเราช่วยกันหาทางออก มันจะต้องมีซักทางสิน่า”
เจ๊เต่าพยักหน้าหงึก...ทำปากเบ้ๆก่อนจะเอาขนมปังเข้าปากกัดไปหนึ่งคำแบบเซ็งๆ “อืมมๆ”
เขมปัญฑามองหาก่อนพูด
“แล้วนี่เอี๊ยมออกไปไหนแต่เช้าเหรอเจ๊”
เจ๊เต่ากำลังกัดขนมปังค้างอยู่ก็ส่ายหน้า “ยังไม่เห็นออกมาเลยนี่”
“เมื่อวานตอนที่เจ๊กลับมากับเอี๊ยม ท่าทางเอี๊ยมดูเครียดมากไหมเจ๊” เขมปัญฑาบอก
ขนมปังยังคาปากเจ๊เต่า แต่พยักหน้า
เวฬุยาพอรู้ว่าเขมปัญฑาคิดอะไรก็ถามอีก
“แล้วยัยเอี๊ยมพูดอะไรกับเจ๊บ้างไหม ก่อนจะเข้าห้องไป”
เจ๊เต่าส่ายหน้าหงึกๆทำตาสงสัยว่าทั้งสองกำลังพูดเรื่องอะไร
“เอี๊ยมหายเข้าไปในห้องตั้งแต่กลับเข้ามาเมื่อวาน...จนตอนนี้...ยังไม่ออกมา...เจ๊...เอี๊ยมคงไม่ได้คิดมากจน...”
สองสาวหันมามองหน้าเจ๊เต่าพร้อมกันแบบชวนให้คิด เจ๊เต่ามองตาปริบๆก่อนจะยัดขนมปังที่เหลืออยู่ใส่ปากไปทั้งก้อน แล้วคิดตามเด็กๆ
“เอี๊ยมก็คงจะต้องคิดมากและคิดหนักเลยล่ะ...เพราะว่าคราวนี้มีเธอสองคนติดร่างแหไปด้วยนี่สิ...เฮ้อ...” เจ๊เต่าทำหน้าเซ็งๆอย่างเหนื่อยล้า แล้วพลันคิดบางอย่างออก ทำหน้าตาตื่น ก่อนจะทำท่ากลืนขนมปังเข้าไปแบบยากๆ...
เจ๊เต่าหันมองไปทางห้องอรัญภัทร “ยัยเอี๊ยม”
เจ๊เต่าสีหน้าตกใจสุดขีด เขมกับมะม่วงมองตามอย่างตกใจเหมือนกัน

เวฬุยาคาะประตูห้อง มีเขมปัญฑากับเจ๊เต่ายืนอยู่ด้วย
“เอี๊ยม...เอี๊ยม”
เขมปัญฑาเคาะบ้าง
“เอี๊ยม เอี๊ยมหลับอยู่รึเปล่าเอี๊ยม เปิดประตูให้พวกเราหน่อย”
ทั้งสามคนหันมองหน้ากัน
เจ๊เต่าเดินเข้ามาจับลูกบิด ประตูล็อค
“เอี๊ยม...ทำอะไรอยู่เอี๊ยม เปิดประตูให้เจ๊หน่อย...เอี๊ยม...เอี๊ยม”
สามคนเริ่มหันมองหน้ากัน เจ๊เต่าเริ่มคิดบางอย่างขึ้นมาได้
“หรือว่ายัยเอี๊ยม”
ทั้งสามคนเคาะประตูอย่างร้อนรน แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ เจ๊เต่าทนไม่ไหว
“ว๊ายยๆๆ ตายๆๆๆ เจ๊ว่าถ้าเรามัวแต่เคาะประตูอยู่แบบนี้มันจะไม่ทันการนะ”
พูดจบเจ๊เต่าก็ตั้งท่า วิ่งชนประตู แต่ก็กระเด็นออก เจ๊เต่าร้องเจ็บตัว สองสาวมองดูอึ้งๆที่เจ๊เต่ากล้าวิ่งชนประตู แต่เจ๊เต่าก็ยังวิ่งเข้าชนอยู่แบบนั้น
“เอ๊า....นี่จะยืนดูกันอีกนานไหม...มาช่วยกันสิเร๊ว”
สองสาวรีบวิ่งเข้าไปดันประตูช่วยกันหลายครั้ง จนประตูเปิดได้

ภายในห้อง เมื่อทุกคนทะลุทะลวงเข้ามาได้ ก็เห็นเอี๊ยมนอนนิ่งอยู่ที่เตียง เวฬุยาเหลือบไปเห็นว่าขวดยานอนหลับตกกระจายอยู่
“ดูนี่สิ”
เจ๊เต่ากับเขมปัญฑามองอรัญภัทรและหันไปมองที่ยา ทั้งสามคนมองหน้ากันอึ้ง ก่อนจะหันไปมองนางเอกสาวอย่างตกใจ เพราะคิดว่าอรัญภัทรกินยาตายแน่ๆ...ทั้งสามคนเรียก...เอี๊ยม!!!!! พร้อมกันแล้ววิ่งกรูเข้าไปหาเอี๊ยม ช่วยกันเขย่าตัว
“เอี๊ยม! .....เอี๊ยม! ....เอี๊ยม! ...ตื่นสิเอี๊ยม! ตื่น!”
“เอี๊ยมได้ยินเขมไหมเอี๊ยม...เอี๊ยม”
“เอี๊ยม..เอี๊ยม...ลืมตาขึ้นมาสิยัยเอี๊ยม”
เอี๊ยมนอนนิ่งไม่ไหวติง ทั้งสามคนก็ยิ่งเขย่าตัวเอี๊ยมมากขึ้น แต่เอี๊ยมก็ยังนิ่งไม่รู้สึกตัว ทุกคนหน้าเสีย...เจ๊เต่ายิ่งรับไม่ได้กับภาพที่เห็น
“ไม่...ไม่...ไม่...ไม่นะเอี๊ยม...เธอจะเป็นแบบนี้ไม่ได้นะเอี๊ยม.” เจ๊เต่าโผเข้าไปกอดเอี๊ยมร้องไห้โฮ “เอี๊ยมลืมตาขึ้นมาสิเอี๊ยม อย่าทำแบบนี้ เจ๊บอกให้ลืมตาขึ้นมายังไงล่ะ เอี๊ยม ยัยเด็กบ้า ยัยเด็กสิ้นคิด ใครบอกให้เธอทำแบบนี้ห๊ะ”
เจ๊เต่าร้องไห้หนัก ปาดน้ำตา สองสาวร้องไห้ตาม
“เอี๊ยม! ทำไมเธอถึงตัดสินใจทำแบบนี้ห๊ะ...เธอบ้าไปแล้วรึไง ยังไม่มีใครว่าอะไรเธอเลย พวกเราทุกคนไม่มีใครโกรธเธอเลย ได้ยินไหมเอี๊ยม” เวฬุยาบอก
“ใช่...ไม่มีใครว่าอะไรเธอเลย พวกเราอยู่ข้างเธอนะเอี๊ยม เอี๊ยมตื่นขึ้นมาสิ” เธอเห็นเอี๊ยมยังนิ่งท่าไม่ดี “มะม่วง เจ๊...เขมว่าเราเรียกรถพยาบาลดีกว่าไหมคะ”
“ทรศัพท์...โทรศัพท์อยู่ไหน.” เวฬุยาลนลานหาโทรศัพท์ มองไปเห็นโทรศัพท์เอี๊ยม รีบหยิบมามือไม้สั่น “เบอร์อะไรเขม...โรงพยาบาลเบอร์อะไร”
“เดี๋ยวเขมโทร.ให้” เขมปัญฑารับเอาโทรศัพท์มากด
“เอี๊ยม เอี๊ยม ไม่นะ ไม่ เจ๊จะไม่ยอมให้เธอเป็นอะไรไปเด็ดขาด เธอต้องลุกขึ้นมา ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ เจ๊บอกให้ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ไง”
เจ๊เต่าร้องไห้ไประเบิดคำพูดออกเสียงดัง จนเอี๊ยมที่นอนนิ่งๆอยู่ ขยับตัว เอามือกุมที่หน้าผากแบบปวดหัว
“ปวด...หัว”
ทั้งสามคนหันมามองดูเอี๊ยมเป็นตาเดียวและตะโกนเรียกชื่อเอี๊ยมพร้อมกัน....เอี๊ยม!!!!...ทุกคนเข้าไปกอดเอี๊ยมพยายามลืมตามองทุกคนเห็นว่าทุกคนทั้งดีใจทั้งร้องไห้กอดตัวเองอยู่
“นี่พวกเธอเป็นอะไรกัน...ร้องไห้ทำไม”
เจ๊เต่าตีเบาๆ
“ยังจะมาถามอีก ยัยเด็กบ้า ยัยเด็กสิ้นคิด...ก็ร้องไห้เพราะเป็นห่วงเธอไง ทีหลังอย่าทำแบบนี้นะ”
“เอี๊ยมทำอะไร”
“ก็เธอคิดจะทำบ้าอะไรถึงได้กินยาฆ่าตัวตายห๊ะยัยเอี๊ยม”
เอี๊ยมพยายามจะแก้ตัว
“นี่ชั้นไม่ได้”
“หยุด...ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว... มีหนทางอีกตั้งเยอะตั้งแยะให้เลือก ทำไมคนฉลาดอย่างเธอถึงไม่เลือกห๊ะยัยเอี๊ยม เธอทำแบบนี้ทำไม ทำไมถึงคิดแก้ปัญหาด้วยวิธีโง่ๆแบบนี้”
“ใช่...มีปัญหาอะไรก็ค่อยๆคิดหาทางแก้สิ เอี๊ยมทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย...พวกเราเป็นห่วงเธอนะ”
เจ๊เต่าดราม่าหน้าเศร้าพูดออกมาเพื่อให้เอี๊ยมคิด
“จำได้ไหม...กว่าที่เราจะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ มันยากแค่ไหน ไม่ใช่ว่าเพราะมีหน้าตาสะสวย แล้วจะยืนอยู่ตรงนี้ได้...เธอต้องฝึกฝน...ต้องอดทนและใช้ความสามารถมากมาย เราเหนื่อยกันแค่ไหนถึงจะก้าวขึ้นมาเป็นเอี๊ยมซุปตาร์ฆ่าไม่ตายได้ แล้วนี่เธอทำอะไร...เธอกินยาฆ่าตัวตาย...เธอบ้าไปแล้วรึไงยัยเอี๊ยม...เธอไม่คิดบ้างรึไงว่าถ้าเธอเป็นอะไรไป เจ๊กับทุกคนที่อยู่ข้างหลังเธอจะเป็นยังไง...พ่อของเธอจะเสียใจขนาดไหน แล้วแม่ของเธอที่อยู่บนสวรรค์จะผิดหวังขนาดไหน...เธอเคยคิดบ้างไหม...เจ๊อยากรู้ว่าเธอเคยคิดบ้างไหม...ห๊ะ...ตอบเจ๊มาสิว่าเธอเคยคิดบ้างไหม...ตอบเจ๊มา...เอี๊ยมมมม...ตอบเจ๊มา” เจ๊เต่าเขย่าตัวเอี๊ยมน้ำตาซึม
เจ๊เต่าพูดใส่หน้าเอี๊ยมอย่างหมดความอดทน เอี๊ยมรู้ว่าทุกคนเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองกินยาฆ่าตัวตาย แต่คำพูดเจ๊เต่าและของทุกคน ทำให้เอี๊ยมซึ้งจนจุกแก้ตัวไม่ออก อรัญภัทรกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
“ขอโทษด้วยนะ...ที่ทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน...เพราะเอี๊ยมทุกคนต้องตกงาน...เพราะเอี๊ยม...ทุกคนถึงต้องลำบาก...เรื่องร้ายๆที่มันเกิดขึ้น...ก็เพราะเอี๊ยมคนเดียว...ขอโทษ...ขอโทษทุกคนจริงๆ...เอี๊ยมไม่ได้ตั้งใจอยากให้มันเป็นแบบนี้...ไม่เลยจริงๆ...เอี๊ยมขอโทษ” เธอว่าพลางร้องไห้หนัก
ทั้งสามมองนางเอกสาวเพิ่งจะรู้ว่า อรัญภัทรก็มีมุมที่คิดถึงคนอื่นแบบนี้ด้วย
เจ๊เต่าเข้ากอด
“โถ เอี๊ยม...ไม่ร้อง...ไม่ร้อง...ไม่มีอะไรแล้วนะ ไม่มีอะไรแล้วจริงๆ ทุกคนไม่เป็นอะไร ไม่มีใครว่าอะไรเอี๊ยมเลย”
อ่านต่อหน้าที่  2



หน้ากากนางเอก ตอนที่ 14 (ต่อ)
เขมปัญฑาบอก

“ใช่...ถึงเราจะไม่ได้เป็นพี่น้องกัน แต่เราก็อยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน...เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะเอี๊ยม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็พร้อมที่จะอยู่ข้างๆกันเสมอ เอี๊ยมไม่ได้มีแค่ตัวคนเดียว...แต่เอี๊ยมยังมีพวกเราสามคนอยู่นะ...รู้ไหม”
อรัญภัทรพยักหน้ารับอย่างซึ้งใจ ร้องไห้ไม่หยุด
“สิ่งที่พลาดไปแล้วก็ช่างมัน เดี๋ยวเราก็ค่อยมาช่วยกันหาทางแก้ไข...เธอจะสัญญากับพวกเราได้ไหมเอี๊ยมว่าต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอจะไม่ทำอะไรแบบอีก”
เธอพยักหน้ารับ
“อืม.....ขอบคุณทุกคนนะ...ขอบคุณจริงๆ...ขอบคุณ”
ทั้งสามคนมองกัน ซึ้งใจ ก่อนจะเข้ากอดกัน เธอยังไม่หยุดที่จะขอโทษทุกคนต่อ
“ขอโทษทุกคนจริงๆนะ...เอี๊ยมขอโทษ”
ถึงเธอจะร้องไห้ แต่ในแววตา ฉายความมุ่งมั่นว่าจะต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อทุกคน

หน้าตึกสถานี ช่อง Thai series เช้าวันใหม่ ป้าไก่ขับรถมากับเบอร์รี่ที่วันนี้แต่งตัวสวยขึ้นมาเป็นพิเศษ แต่ก็ยังดูไม่มีราศรีดาราเท่าไหร่
“ถ้าเธอได้เข้าวงการนะ อย่าลืมที่เราตกลงกันไว้ 70-30”
“ป้านี่สปอร์ตจังเอาแค่ 30 เอง”
“บ้าสิ! ป้า 70 เธอ 30”
“ไม่เยอะไปเหรอป้า”
“ป้าขับรถกลับไปส่งเธอที่เดิมได้เลยนะ เอามั้ย”
“ไม่เป็นไรค่ะ ไปกัน”
ทั้งสองลงจากรถไป

ป้าไก่พาเบอร์รี่มาที่หน้าห้อง ที่มีเลขานั่งอยู่
“มาพบคุณดำรงค่ะ”
“นัดไว้หรือเปล่าคะ”
“ไม่ได้นัดค่ะ”
“ไม่มีคิวค่ะ”
“อ้าว เดี๋ยว ช่วยอะไรไม่ได้เลยเหรอคะ”
“ไม่ได้ค่ะ”
“ขอเวลาซักห้านาทีก็ยังดี ให้เค้าดูตัวน้องเบอร์รี่หน่อย”
“ไม่ได้ค่ะ คุณดำรงคิวแน่นมาก”
“5 นาทีก็ได้ ขอแทรกๆหน่อยค่ะ”
“ไม่ได้ค่ะ”
“ป้าไก่ ยังไงเนี่ย” เบอร์รี่กดดันป้าไก่เข้าไปอีก
“งั้นเร็วสุดได้เมื่อไหร่อ่ะคะ”
“แป๊ปนึงนะคะ” เลขาฯเช็คที่คอมพิวเตอร์ “เดือนหน้าน่ะค่ะ”
“เดือนหน้า! แม่เจ้า ไม่ไหวหรอก”
“ไม่ไหว ก็ทำอะไรไม่ได้ค่ะ... เชิญ!” เลขาผายมือไปที่ทางออก
ป้าไก่ยืนเอ๋ออยู่กับเบอร์รี่ ไม่รู้จะทำยังไงดี
“เอาไงล่ะป้าไก่”
“ก็กลับสิ ทำไงล่ะ”
เบอร์รี่ไม่ทันระวังหันไปชนคนที่สวนมา ทำของหล่น ระหว่างนั้นเอง ดำรงเดินเข้ามาฝั่งตรงข้ามกับเบอร์รี่ เห็นจังหวะที่เบอร์รี่ก้มลงไปเก็บของทันที ดำรงมองหุ่นเบอร์รี่ ป้าไก่แอบเห็นสายตาของดำรงก็พอจะรู้ว่าคิดอะไรอยู่
ป้าไก่รีบปรี่เข้าไปหาดำรงทันที
“คุณดำรงคะ สวัสดีค่ะ” พลางยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “นี่น้องเบอร์รี่ค่ะ ที่ไก่อยากจะให้คุณดำรงรู้จักมาตั้งนานแล้ว อยากจะพามาฝากตัวน่ะค่ะ แต่พอดีทางเลขาคุณดำรงบอกว่าไม่มีคิวว่างเลยอ่ะค่ะ”
ดำรงหันไปสั่งเลขา
“หาเวลาให้ผมหน่อย เอาให้เร็วที่สุด นัดผู้กำกับเข้ามาด้วย”
ดำรงเดินเข้าห้องทำงานตัวเองไป ป้าไก่ร้องเยส!!! แล้วตีมือกับเบอร์รี่

ตอนเช้าที่คอนโดฯ อรัญภัทรนั่งคิดถึงวรรษชล เปิดรูปที่เคยถ่ายด้วยกันดู แล้วทนไม่ไหว
“ไม่คิดจะห่วง...ไม่คิดจะโทรมา...ไม่คิดจะสนใจใยดีกันเลยใช่ไหม...ได๊....ก็ได้...ฉันไป
หาเองก็ได้” ว่าแล้วเธอก็ลุกพรวดออกไปทันที

เวลาต่อมา อรัญภัทรเดินฉึบฉับมาที่บริษัท เดินเข้ามาเจอทีมงานก็พูดจาเหวี่ยงใส่ตามสไตล์ทันที
“คุณวรรษอยู่ไหน”
“ไม่อยู่ครับ”
“แล้วนั่นใคร” เธอชี้ไปที่วรรษชลที่ยืนมองอยู่ห่างๆ
วรรษชลพอเห็นว่า อรัญถัทรมองอยู่เจอหน้าแล้วก็เลยเดินออกมา ไม่หลบหน้า แล้วทำหน้าหยิ่งใส่
“ไม่อยากเจอหน้ากันขนาดนั้นเลยว่างั้นเหอะ”

ทางด้านป้าไก่ ขับรถมาส่งเบอร์รี่ที่หน้าบริษัทวรรษชล
“แล้วทางนั้นติดต่อมาเมื่อไหร่ ป้าจะรีบบอกเธอนะเบอร์รี่ของป้า”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะป้าไก่”
ป้าไก่ยิ้มร่าเริงสุดๆก่อนจะขับรถออกไป เบอร์รี่ลงจากรถ เดินเข้าบริษัท

วรรษชลมองเอี๊ยมด้วยสายตาเย็นชา เอี๊ยมถามเสียงอ่อน ตั้งใจมาง้อเต็มที่ เบอร์รี่เดินเข้ามาแอบเห็นว่าสองคนอยู่ด้วยกัน ท่าทางจะอารมณ์ไม่ดีทั้งคู่ด้วยเลยแอบดูดีกว่า
“คุณจะไม่ถามเอี๊ยมซักคำเลยเหรอคะ ว่าเอี๊ยมเป็นยังไงบ้าง”
วรรษชลเฉยชาน่ากลัว
“ผมไม่คิด ว่าเรามีเรื่องอไรต้องคุยกันอีก”
“เอี๊ยม...”
วรรษชลน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายระอา
“ไม่ต้องพูดอะไรดีกว่าเอี๊ยม”
“คุณจะไม่ให้โอกาสเอี๊ยมเลยเหรอคะ”
“โอกาสเหรอเอี๊ยม คุณยังจะกล้าพูดคำว่าโอกาสออกมาอีกเหรอ”
“คุณหมายความว่ายังไง”
วรรษชลยืนนิ่ง เหมือนคิดอะไรบางอย่าง ก่อนตัดสินใจ หยิบมือถือขึ้นมา กดคลิปเสียงของเธอดังก้อง
“ถ้าฉันเป็นนางอิจฉา ...คุณวรรษคงไม่มาหลงรักฉันหัวปักหัวปำอย่างนี้หรอก....ที่เป็นบ้าอยู่อย่างนี้ เพราะทั้งโกรธ ทั้งอายใช่มั้ย ที่ฉันแย่งทุกอย่างมาจากเธอทั้งงานละคร ทั้งคุณวรรษ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ฉันเบื่อเมื่อไหร่ ฉันจะคืนให้เธอทุกอย่าง เพราะทั้งงาน ทั้งคุณวรรษ ฉันไม่เคยอยากได้แม้แต่นิดเดียว รอรับของเศษเดนจากฉันก็แล้วกัน”
เบอร์รี่ฟังอย่างสะใจ อรัญภัทรหน้าซีดเผือด ตวัดมือถือเอามาจากวรรษ ก้มลงดูคลิป
พร้อมถาม
“นังพิม..นังพิมมันส่งคลิปมาให้คุณใช่มั้ย”
วรรษชลไม่ทันตอบ แต่ตาเธอเห็นไลน์คนส่ง.....เป็นเขมปัญฑา เธอหน้าซีดเผือด คาดไม่ถึง
“เขม....เขมเป็นคนส่งคลิปให้คุณ”
อรัญภัทรผิดหวังกับเพื่อนอย่างแรง เบอร์รี่ยิ้มสะใจมาก

อรัญภัทรเปิดประตูเข้ามาในคอนโดฯ เจอสองสาวนั่งอยู่ก็ตรงเข้าไปด่าทันที
“นังงูพิษ! แล้วบอกว่าเป็นเพื่อนกัน จะสู้ไปด้วยกัน ที่แท้ก็แว้งกัดลอบกัดตลอด!”
“เธอเป็นอะไรของเธอเอี๊ยม มาถึงก็ใส่เอา ใส่เอา เขมไปทำอะไรให้เอี๊ยมน่ะ”
“หึ๊ ทำหน้าซื่อนะ ไม่คิดว่านางร้ายในจอ จะเป็นนางร้ายนอกจอด้วย”
“อะไรของเธอ จะมาสำบัดสำนวลทำไม พูดมาตรงๆเลยดีกว่าว่ามีอะไร”
“ดี! งั้นฉันจะใส่เธอตรงๆเลย เพราะตัวตนของเธอจริงๆก็ชอบชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน ใครใช้ให้เธอหวังดีส่งคลิปที่ฉันพูดกับยัยพิมพญาปลวกไปให้วรรษห๊ะเขม”
ทั้งสองอึ้งทันที
“คลิปอะไร”
“ไม่ต้องมาตีหน้าซื่อทำใส ดูที่ไลน์เธอสิว่าส่งอะไรไปให้วรรษ”
เขมตกใจหยิบมือถือขึ้นมาเห็นว่าส่งไลน์คลิปไปหาวรรษจริงๆด้วย
“เป็นไปได้ไง”
“เป็นไงล่ะ เถียงไม่ออกเลยสิ หน้าด้านทำหน้าใสอยู่ได้ตั้งนาน ที่แท้คนอย่างเธอมันก็ไม่เคยมีความจริงใจให้กับใครเลย...ต่อหน้าอย่างลับหลังอีกอย่าง ถ้าเธอเป็นคนแบบนี้ เธอก็อย่าหวังว่าจะได้รับความจริงใจจากใครอีกเลย โดยเฉพาะกับฉัน”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะเอี๊ยม” เวฬุยาว่า
“เธอเกี่ยวอะไร ฉันด่าเขมนะ ฉันไม่ได้ด่าเธอ อย่าเสือก!”
“เพราะปากอย่างงี้ไง เธอถึงได้โดนคุณแจ๊ดแบน จนทำพวกเราซวยไปด้วย”
อรัญภัทรเจ็บจี๊ดขึ้นมาเลย
“ช่วยสำนึกหน่อยนะว่า ทำคนอื่นซวยแล้วยังมีหน้ามาว่าคนอื่นแบบนี้อีก คนแบบเธอนั่นแหละ ที่จะไม่มีคนจริงใจด้วย ไม่สิ ต้องบอกว่าคนแบบเธอนี่แหละ ที่จะไม่มีใครอยากคบด้วยน่าจะดีกว่า”
นางเอกอึ้ง
“เดี๋ยวนะเอี๊ยม แต่เขมไม่ได้เป็นคนส่งนะ ไม่รู้มีใครเอาโทรศัพท์ไปเล่นหรือเปล่า”
“ไม่ต้องมาตอแหล ฉันเบื่อพวกเธอสองคนเต็มทีแล้ว คนนึงก็ทำเป็นใส อีกคนนึงก็ขวานผ่าซาก...พอกันที”
เจ๊เต่ากลับจากธุระข้างนอกพอดี เห็นสามคนกำลังมีเรื่องกันอยู่ เลยรีบเข้าห้ามทับ
“นี่ๆๆ..เดี๋ยวๆ...นี่มันอะไรกัน เพิ่งดีจะดีกันยังไม่ทันข้ามวัน นี่ตีกันอีกแล้ว โอ๊ย ลำพังไม่มีงานฉันก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว นี่เกิดอะไรกันขึ้นอีก”
“หลบไปเจ๊ เอี๊ยมจะไม่อยู่แล้ว เอี๊ยมเบื่อสังคมคนตอแหล หลบไป”


อรัญภัทรกำลังเอาเสื้อผ้ายัดลงใส่กระเป๋าอย่างรีบร้อน หยิบอะไรได้ก็หยิบ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ของใช้ส่วนตัวารพัด กวาดๆๆๆ ใส่กระเป๋า เสียงดังโครมคราม ปึ๊งปั๊ง! จนเจ๊เต่าได้ยินต้องเดินเข้ามาดูว่าเธอทำอะไร ฟาดงวงฟาดงาอีกแล้ว
“ทำอะไรเนี่ยเอี๊ยม”
“เจ๊มีตา ก็พิจารณาดูเอาเองแล้วกันว่าเอี๊ยมทำอะไร”
“ตอบดีๆไม่ได้หรือไง ทำไมต้องยอกย้อนกันด้วย”
เธอไม่ตอบ หันไปเก็บเสื้อผ้ารูดทั้งราวอย่างกระแทกกระทั้น จนเพื่อนทั้งสองต้องตามเข้ามาสมทบอีก
“ฟังกันก่อนสิเอี๊ยม เขมบอกแล้วไงว่าเขมไม่ได้ทำ”
เธอสวนทันที ไม่รอให้จบประโยค
“เธอไม่ได้ทำ งั้นหมามันทำมั้ง!”
เวฬุยาโกรธขึ้นทันที
“เอี๊ยม! มันจะมากเกินไปแล้วนะ! เพราะเธอเป็นคนแบบนี้ไง! เธอถึงต้องเจอคนอื่นเค้าเบือนหน้าใส่! ระวังไว้เหอะ! วันนึงถ้าคนรอบข้างถึงจุดที่ไม่ไหวกับเธอแล้ว เธอจะไม่เหลือใคร”
เธอยียวน
“ฮั๋นโหลว่ คนที่ไม่มีสังคมไม่มีเพื่อนอย่างเธอกล้ามาสอนชั้นเรื่องนี้เนี่ยนะ ขอโทษ! เลิกคุยกับต้นไม้ก่อนเถอะแล้วค่อยมาสอนชั้น !” เธอสะบัดมือเชิดๆน่าหมั่นไส้ใส่
มะม่วงเดือดดาลขึ้นมาตรงเข้าไปกระชากแขนเธออย่างแรง
“เอี๊ยม! ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้นะ!” เวฬุยามองแรงใส่เอี๊ยม
อรัญภัทรจ้องตา มองแรง
“ไม่!.......ก็เอาสิ!”
เวฬุยาเงื้อมือจะตบ เธฮไม่ยอม เงื้อมมือจะตบกลับเหมือนกัน เจ๊เต่าทนดูไม่ไหวระเบิดออกมา ตวาดแว๊ดเสียงดังลั่น
“หยุด! หยุด! หยุด! พอได้แล้ว! เลิกกัดกันซักที! อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ยังจะมากัดกันเป็นหมาไปได้"
“เจ๊ก็เห็นว่าใครเริ่มก่อน” อรัญภัทรบอก
“หุบปากไปเลยเอี๊ยม! สาเหตุทั้งหมดเป็นเพราะเธอคนเดียว! เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเธอ ความวุ่นวาย ความเดือดร้อนทั้งหมด เป็นเพราะเธอสร้างขึ้นมาคนเดียวเลย”
เธอพยายามจะเถียง
“แต่ว่า...เจ๊”
เจ๊เต่าไม่รอให้เถียง
“ไม่ต้องมาเถียง ฟังชั้นนะ! เธอจะเอาชีวิตตัวเองให้ลงต่ำยังไงก็เรื่องของเธอ แต่อย่าลากคนที่ไม่ได้ทำอะไรต่ำๆแบบเธอลงไปด้วย! ที่ผ่านมาชั้นก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปแทรกไว้ตรงไหนแล้ว เธอควรจะหยุดทำพฤติกรรมแบบนี้ซะที ก่อนที่ชั้นจะหมดความอดทนไปมากกว่านี้. พอ..พอกันที...เอี๊ยม”
เจ๊เต่าพูดเสร็จก็เดินสะบัดตูดออกไปอย่างไม่สบอารมณ์
อรัญภัทรมองตามเจ๊เต่าอย่างอึ้งจุกที่โดนเจ๊เต่าใส่เต็มเบอร์ ก่อนจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ไม่อยากให้ใครเห็นว่าตัวเองกำลังจะร้องไห้ รีบวิ่งออกจากไปจากตรงนั้นทันที
เขมปัญฑายังอาวรณ์และเป็นห่วงเอี๊ยมอยู่ “เอี๊ยม”
“เขม! ไม่ต้องตามไป ตอนนี้ใครพูดอะไร เอี๊ยมก็ไม่ฟังหรอก”

อรัญภัทรหลบมานั่งร้องไห้อยู่คนเดียวที่ดาดฟ้าตอนกลางคืน เป็นครั้งแรกที่เธอในมุมอ่อนแอ ...ร้องไห้ เธอหยิบมือถือขึ้นมาอ่านไลน์ที่เคยคุยกับวรรษชล มีข้อความที่ดีๆเลื่อนผ่าน อ่านเพื่อต้องการกำลังใจ “ฝันดีนะ” .... “เอี๊ยมรู้มั้ย เอี๊ยมเป็นของขวัญที่ผมตามหามาทั้งชีวิต” ... “ผมรักคุณนะ” ......
“ถ้าคุณรักชั้นจริง ทำไมคุณไม่ดูแลชั้นดีๆ...ปล่อยให้ชั้นมาร้องไห้อยู่ตรงนี้คนเดียวทำไม”

เขมปัญฑาเดินไปเดินมาอย่างครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่อรัญภัทรโวยวายใส่เรื่องคลิปที่ถูกส่งไปหาวรรษชล เวฬุยามองดูอย่างหงุดหงิดเพราะคิดว่าเขมปัญฑาห่วงเอี๊ยมมากไป ทั้งที่เพื่อนเป็นคนไม่มีเหตุผล
“นี่...เขมจะไปแคร์อะไรกับคนที่ไม่มีเหตุผลและไม่ยอมฟังใครอย่างยัยเอี๊ยม..ห๊ะ...แค่คิดว่าเขมเป็นคนส่งคลิปนั้นไปให้คุณวรรษ ยัยเอี๊ยมก็คิดผิดแล้ว...ไม่รู้ว่าเอาสมองส่วนไหนคิด...พูดแล้วก็โมโหไม่หาย...อย่าให้รู้นะว่าใครเป็นคนทำ”
เขมปัญฑานิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง
“แล้วใครเป็นคนส่งคลิปไปให้คุณวรรษล่ะมะม่วง ในเมื่อนอกจากคุณพิมกับพวกเรา ก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แถมโทรศัพท์ก็อยู่กับเขมตลอด...จะไม่อยู่ก็แค่ตอน..ที่...”
เวฬุยานึกได้เหมือนกัน
“ตอนที่อยู่บริษัทคุณวรรษ...เขมชาร์ตแบตโทรศัพท์...เอ๊ะ...แต่ว่าโทรศัพท์มันก็วางอยู่ใกล้ๆเรานี่นา แล้วเราก็นั่งอยู่ตรงนั้นกันหมดทุกคนด้วยนะ”
“อือ...ใช่...มันคงไม่ส่งไปเองแน่ๆ”
“คุณวรรษเป็นคนเอาโทรศัพท์เขมไปชาร์ตแบต...เฮ่ยย...อย่าบอกนะว่าคุณวรรษเป็นคนส่งคลิปให้ตัวเอง”
“ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน คุณวรรษจะไปรู้เรื่องคลิปนี้มาจากไหน แล้วเค้าจะทำไปทำไมให้ตัวเองต้องเสียใจ”

ในห้องตัดต่อ หน้าจอคอมพิวเตอร์ สารคดีของวรรษชลที่ไปถ่ายทำตัวล่าสุด กำลังทำการดูfootageกันอยู่ แต่วรรษหน้าตาเหม่อลอยมาก สติ สมาธิไม่ค่อยอยู่ที่หน้าจอเท่าไหร่ ยังคิดเรื่องอรัญภัทรอยู่
ทีมงานถาม
“พี่วรรษอยากได้ภาพไหนบอกผมได้เลยนะครับพี่”
วรรษชลยังทำหน้าเหม่อ “อือ”
ป้อมเห็นวรรษชลยังนิ่ง เลยหยุดเครื่องไว้ ก่อนจะหันมาถาม
“ว่าแต่...พี่จะเอาภาพอะไรบ้างอ่ะพี่”
“เอ่อ.... ขอดูอีกรอบได้มั้ย”
“นี่ผมเปิดมาให้พี่ดูไปประมาณ “ ป้อมนับนิ้วไปเรื่อยใหญ่โต "7 รอบครึ่งแล้วนะพี่”
“เห้ย ถึงเหรอ ? สองสามรอบเองมั้ง”
“ยังดีที่จำได้ ผมว่าพี่ไม่มีสมาธิเลยล่ะวันนี้ ไปพักก่อนมั้ย เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาต่อกัน”
“ได้ที่ไหนล่ะ เทปต้องส่งวันอังคารไม่ใช่เหรอ”
“ครับพี่ ไม่ลืม แต่นี้วันพุธแล้ว มีเวลาอีกอาทิตย์นึง”
วรรษชลอึกอัก ตัวเองพลาดเหม่อลอยไปจริงๆด้วย แต่ก็ไม่ได้พูดขอโทษอะไรไป ระหว่างนั้นเองก็มีโทรศัพท์เข้ามา วรรษชลกดรับสาย
“วรรษชลพูดครับ.” เขาหยุดฟังแล้วตกใจมาก “อะไรนะครับ.... ได้ครับ...ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยครับ “ เขาวางสายแล้วรีบออกไปทันที

ฝ่ายสองสาวยังคงคิดไม่ตกกับเรื่องคลิป เขมปัญฑาคิดสงสัยปราชญ์
“หรือว่าเป็นนายปราชญ์คิดจะเอาคืนที่เราไม่ให้นั่งอยู่ด้วย”
“จะบ้าเหรอเขม...ก็ไหนบอกไม่มีใครรู้ไง...แล้วก็ไม่ใช่ตัวเล็กๆนะ จะได้ผ่านสายตา
พวกเราไปได้ ถ้าเป็นไอ้หมาปากมอมนั้นก็ว่าไปอย่าง”
“ก็เหมือนกันนั่นแหละมะม่วง...เฮ้อ...แล้วใครล่ะ”
เวฬุยาพยายามคิดไล่เรียงเหตุการณ์และก็สะกิดนึกไปถึงว่ามีเบอร์รี่ทำงานอยู่ที่บริษัทวรรษชล
“เฮ้ย...หรือว่า...ยัยเด็กเบอร์รี่”
เขมปัญฑาทำหน้าเหมือนว่าไม่น่าใช่ “เบอร์รี่เหรอ”
“นี่...พวกเราก็เห็นกันมาคาตาแล้วนี่ว่าเด็กนั่นมันร้ายแค่ไหน...ถึงขั้นมันยอมตกบันไดเมื่อคราวนั้น ชั้นว่าเรื่องนี้ก็ขี้ประติ๋วแล้วนะ...สำหรับยัยมิกซ์เบอร์รี่”
“เบอรี่จะทำไปเพื่ออะไร แล้วเค้ารู้เรื่องนี้ได้ไง”
“โอ้ยย...เรื่องนี้เดาง่ายมาก เพราะยัยคุณพิมกับเด็กนี่ก็เคยๆแทคทีมกันมาก่อน และต่อให้มันจะเกลียดกันไม่กินเส้นกันแล้ว แต่ด้วยนิสัยยัยคุณพิมจอมเปิดโปง ก็คงจะหลุดปากพูดออกมานั่นแหละ”
“อืมม์” เขมปัญฑาคิดคล้อยตาม และนึกไปถึงวรรษชลที่จะเสียใจมากแค่ไหนก็สงสาร
“แล้วอย่างนี้ คุณวรรษเป็นยังไงบ้างละมะม่วง”
“ก็นั่นน่ะสิ....เรื่องเก่ายังไม่ทันจะเคลียร์จบ นี่มาเรื่องใหม่อีกละ...มะม่วงว่าเราคงต้องรีบอธิบายเรื่องนี้กับคุณวรรษแล้วหล่ะ ก่อนที่มันจะบานปลายไปกว่านี้”
“อือ...เขมก็คิดแบบนั้น.” เขมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาวรรษชล

วรรษชลขับรถอยู่และระหว่างนั้นก็พยายามต่อสายโทรศัพท์ถึงพิมพิชชาไปด้วย แต่โทร.เท่าไหร่ นางก็ไม่รับสาย
“รับสิพิม...รับสายสิ...พิม”
โทร. เท่าไหร่ นางก็ไม่รับ วรรษชลพยายามกดโทร.ออกอีก จนหงุดหงิด ในใจครุ่นคิดภาวนาอย่าให้แม่พิมพิชชาเป็นอะไร วรรษชลเร่งความเร็วรถ

ฝ่ายเขมพยายามโทร. หาวรรษแต่ก็สายไม่ว่าง เวฬุยาคอยลุ้นอยู่ข้างๆ
“ติดไหม”
เธอวางสาย
“สายไม่ว่างเลยอะ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยโทร.อีกที...คุณวรรษเค้าอาจจะมีงานยุ่งๆอยู่”
สองสาวมองหน้ากันอย่างคิดหนัก
เจ๊เต่าเดินลงบันไดมาพร้อมเปิดสมุดบัญชีธนาคารอยู่ด้วยสีหน้าสุดเซ็ง เห็นตัวเลขในสมุดบัญชี มีแต่การถอนออกไปทั้งนั้น ไล่ลงมาเรื่อยๆ ถอนไป 20,000 บ้าง 30,000 บ้าง 5,000 บ้าง 7,000 บ้าง จนมาถึงบรรทัดสุดท้ายเห็นว่ายอดเงินที่เหลืออยู่ในบัญชีคือ 5,000 บาท
“ตายๆๆๆ บัญชีชั้นมีแต่ถอน ถอน ถอนแล้วก็ถอน ไม่มีเงินเข้ามาเลยซักบาท แล้วฉันจะอยู่รอดไปได้อีกกี่วันกับเงิน 5 พันล่ะเนี่ย”
ทั้งสองหันมามองเจ๊เต่าอย่างถอนใจ จากนั้นมะม่วงก็เดินหยิบบิลมาให้เจ๊เต่า
“ที่เค้าท์เตอร์เค้าฝากมาให้เจ๊น่ะ”
เจ๊เต่ารับมาแล้วเห็นว่า เป็นบิลค่าผ่อนคอนโดฯ มองแล้วถอนใจใหญ่ทิ้งตัวลงกับโซฟาอย่างหมดแรง
“เป็นไรเจ๊” เขมปัญฑาถาม
เจ๊เต่าพูดอย่างหมดแรง
“เป็นตุ๊ด”
“อันนั้นเค้ารู้กันทั้งประเทศแล้วป่ะ” เวฬุยาว่า
“ทำไงดีอ่ะ..... ตอนนี้เจ๊เหลือเงินติดบัญชีอยู่แค่ 5 พันเองนะ งานเงินก็ไม่มีเข้ามาเลยง่ะ เจ๊ควรจะทำไงดี บอกสิ บอก โอ๊ย เครียด 5 พันจะกินข้าวไปได้กินวันเองวะเนี่ย”
“แล้วนี่เจ๊ได้กินอะไรหรือยัง” เวฬุยาถาม
“ยัง” เวฬุยาหน้าเศร้าห่อเหี่ยวสุดๆ “ตอนนี้เจ๊กินอะไรไม่ลง” พลางส่ายหน้ารับไม่ได้ “เป็นไปได้ยังไง
กันเนี่ยห๊ะ..ที่คนอย่างเจ๊เต่าเหลือเงินแค่ห้าพันบาท..นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันช้าน”
“เดี๋ยวมะม่วงลองช่วยโทร.ไปถามคนรู้จักดูก็ได้นะว่ามีงานอะไรมั้ย ? จะได้ขอๆเค้าทำแก้ขัดไปก่อน”
“เดี๋ยวมะม่วงก็จะถามคนรู้จักดูเหมือนกันว่าพอจะมีอะไรให้ทำไหมจะได้ช่วยกันอีกแรง”
“อืมๆๆๆ ขอบใจมากนะมะม่วง...เขม...ชีวิตยังไม่สิ้นก็ดิ้นกันไปเนอะ”
สามคนมองหน้ากันแบบให้กำลังใจกันและกัน

อรัญภัทรอ่านข้อความของวรรษชลไป ยังคงร้องไห้ไป นึกถึงความหลังเก่าๆที่วรรษชลพูดดีๆ แล้วภาพตอนที่เขาด่าเธอก็แว๊บเข้ามา ทำให้น้ำตาไหลอีกครั้ง
เธอร้องไห้ คิดถึงตอนที่เจอแม่
“ฮือ... ไม่มีใคร จริงใจกับหนูเลย.... ฮือออ.... แม่ หนูคิดถึงแม่.....นะ”
เธอได้ยินเสียงกึ๊กกั๊กเหมือนคนเปิดประตูดาดฟ้าขึ้นมา เธอรีบกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลต่อทันที เพราะม่อยากให้ใครเห็นว่าอ่อนแอก่อนจะหันไปมองว่าเป็นใครที่เดินเข้ามา ก็พบว่าเป็นเขมปัญฑาที่เดินเข้ามาพร้อมกับผลไม้
เธอเห็น ก็ลุกขึ้นจะเดินหนี เขมปัญฑารีบยื่นของกินให้ทันที
“กินนี่ก่อนสิ...ตั้งแต่กลับมา...เขมยังไม่เห็นเอี๊ยมกินอะไรเลย”
“ไม่! ฉันไม่กิน” เธอเอามือปัดถุงผลไม้ใทิ้งแล้วเดินหนีไปอย่างไม่ใยดี
เขมปัญฑาเสียใจแต่ต้องยอมรับเพราะทำให้อรัญภัทรโกรธ แล้วเนางเอกก็เดินผ่านไป

อ่านต่อหน้าที่ 3



หน้ากากนางเอก ตอนที่ 14 (ต่อ)
กลางคืนต่อมา วรรษชลวิ่งตรงเข้าไปในโรงพยาบาล ภายในห้องที่แม่พิมพิชชานอนพักอยู่ที่เตียง มีสายอ๊อกซิเจนระโยงระยางอยู่เต็มไป หมอ พยาบาลวิ่งกันให้วุ่น หน้าจอมอนิเตอร์เห็นกราฟหัวใจเต้นต่ำลงเรื่อยๆ

วรรษชลวิ่งมาตามทางเดิน มือก็กดโทรศัพท์หาพิมพิชชาไปเรื่อย แต่นางก็ยังไม่รับโทรศัพท์อยู่ดี

ในเวลาเดียวกัน พิมพิชชานอนมาร์คหน้าอยู่ พร้อมกับใส่หูฟังนอนเปิดเพลงคลาสสิค ข้างๆตัวมีโทรศัพท์วางอยู่ ที่หน้าจอ เห็นว่าวรรษชลโทรเข้ามา แต่นางไม่รู้เรื่อง จนสายของเขาตัดไป พบว่าเป็นประมาณ 19 miss call แล้ว
พิมพิชชายังไม่รับรู้อะไร เด็ดพวงองุ่นใส่ปากเคี้ยวจั๊บๆ สบายอารมณ์แอนด์น่าหมั่นไส้ยิ่งนัก

วรรษชลวิ่งไปตามทางเดิน ตรงไปที่ห้องพักคนไข้ของแม่พิมพิชชา เปิดประตูเข้าไป เห็นหมอกำลังขึ้นคร่อมแล้วปั๊มหัวใจอยู่ วรรษชลกำลังจะเดินเข้าห้อง พยายามเดินออกมาหา
“ญาติคนไข้รบกวนรออยู่ด้านนอกก่อนนะคะ” พยาบาลบอก
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”
“คนไข้มีอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันค่ะ ตอนนี้คุณหมอกำลังปั๊มหัวใจช่วยชีวิตอยู่คะ”
พยาบาลปิดประตูห้อง วรรษชลยังคงอึ้งๆอยู่ ขาแข็งก้าวไม่ออก ภาพแม่พิมพิชชาที่มีพยาบาลขึ้นคร่อมร่าง
ปั๊มหัวใจยังคงติดตราตรึงใจเขาอยู่ไม่หาย

วรรษชลยังคงอึ้งๆ กับภาพเมื่อครู่อยู่ ไม่นานก็มีโทรศัพท์เข้ามา เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ที่หน้าจอเห็นว่าเป็น “พิมพิชชา” โทรเข้ามา วรรษรีบกดรับสายทันที
“พิม”
“มีอะไรเหรอคะ โทรมาซะดึกดื่น”
“พิม...คุณฟังนะ ตอนนี้แม่คุณอยู่ที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน นี่ผมโทร.หาคุณเป็นสิบๆรอบทำไมคุณถึงไม่รับสาย”

ภายในห้อง นางยังอยู่ในสภาพมาร์คหน้าเหมือนเดิม ก่อนจะดึงมาร์คที่หน้าออกอย่างตกใจก่อนจะเก็บอาการแล้วพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ว่าไงนะ ?” แต่เมื่อคิดได้ว่าตัวเองหลุดเป็นห่วงมากเกินไป “เอ่อ..แล้วแม่ฉันเป็นอะไรมากมั้ย”
“ตอนนี้หมอกับพยาบาลกำลังช่วยกันปั๊มหัวใจอยู่”
“งั้น...ถ้าคุณรู้ว่าแม่ฉันเป็นยังไงบ้าง ก็บอกด้วยนะคะ พิมมาร์คหน้าอยู่แค่นี้นะคะ”
“นี่พิม! คุณยังมีกะใจมาร์คหน้าอยู่อีกเหรอ แม่คุณกำลังจะตายแล้วนะ”
พิมพิชชาอยากอธิบายมากว่าทำไม แต่ไม่พูดดีกว่า
“พิมจะทำอะไรมันก็เรื่องของพิม คุณมีอะไรอีกมั้ย”
“นี่แม่คุณนะ...ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นลูกแบบไหน ถึงได้ปล่อยให้แม่เป็นอะไรไป โดยไม่คิดที่จะมาดูดำดูดี”
“พูดเสร็จหรือยัง ? ถ้าพูดเสร็จแล้ว...ฉันวางล่ะ”
วรรษชลอึ้งกับสิ่งที่พิมพิชชาทำ ฝ่ายพิมพิชชาเกือบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่ เพราะจริงๆก็เป็นห่วงแม่ แต่พอคิดถึงสิ่งที่แม่เคยทำไว้กับตน ก็ทำเป็นใจแข็ง หยิบหูฟังมาเสียบฟังต่อ...

กลางคืนต่อเนื่องมา เจ๊เต่ากำลังคุยโทรศัพท์ของาน มีสองสาวนั่งคอยลุ้นอยู่ข้างๆ
“เต่าเองค่ะ... พี่ทิพย์... มีช่วงนี้งานมั้ยคะ เอ๋า วางสายใส่ชั้นทำไมยังไม่ได้พูดอะไรเลย”
เจ๊เต่าโทรศัพท์ของานอีกคน
“ไว้มีงาน โทรหาเต่าได้เลยนะคะพี่เอื้อง... เฮ้อ...ชาตินึงก็ไม่โทร.มาหาชั้น เชื่อดิ”
.....
“เต่าเองค่ะพี่ชมพู่... ไม่ได้คุยกันตั้งนานเลยนะคะ พี่ชมพู่สบายดีนะคะ... คิดถึ๊งคิดถึง... ไม่ได้เจอคุณพี่ตั้งนาน ตอนนี้คุณพี่ทำอะไรอยู่เหรอคะ ? อุ๊ยเริ่ดเลยค่ะ....ไม่ทราบว่าพี่ชมพู่ต้องการดาราไปร่วมงานอีกซักคนไหมคะ ตอนนี้เอี๊ยมว่างแล้วนะคะ รับงานได้สบายเลยคะ ฮ๊ะ...อะไรนะคะ อ่อ...ไม่หนีคะไม่หนี ตอนนี้เอี๊ยมปรับปรุงตัวแล้วนะคะ เต่ารับรองได้เลยคะว่าไม่เบี้ยวแน่นอนคะ”
อรัญภัทรเดินลงบันไดมาได้ยินพอดี
“พี่ชมพู่จะคอนเฟิร์มเลยไหมคะ เดี๋ยวเต่าลดเปอร์เซ็นให้อีกคะ เห็นว่าเป็นงานคนกันเอง ...อ้าว ไม่เอาเอี๊ยมเหรอคะ ...พี่ชมพู่จะลองไปคิดดูก่อนไหมคะ เต่ารอได้นะคะ...อะไรนะคะ ไม่เหรอคะ”
อรัญภัทรรู้สึกแย่ที่ได้ยินว่าไม่มีคนจ้าง
“เดี่ยวคะๆตอนนี้เขมกับมะม่วงก็ว่างนะคะ ถ้าพี่ชมพู่สนใจ...ไม่เหรอคะ...ถ้างั้นพี่ชมพู่มีงานอะไรให้เต่าทำไหมคะ เต่าทำได้ทุกอย่างเลยนะคะ...เต่าทำได้หมดเลยนะค่ะ เสิร์ฟน้ำ บีบนวดคุณพี่ คอยถือของเป็นเบ๊ก็ยินดี” เจ๊เต่าหยุดฟังแล้วถอนใจทำหน้าเศร้า “ไม่มีเลยเหรอคะ.... ค่ะๆ ขอบคุณค่ะ” ก่อนวางสายทำหน้าเศร้า “อุตส่าห์ตอแหลไปตั้งเยอะ....แต่ก็ไม่มีงานอะไรให้ชั้นทำเลย...โอ๊ย”
อรัญภัทรยืนหันหลังพิงกำแพงอย่างหมดแรง สองสาวนั่งทำหน้าหงอยไปตามๆกัน
“เราจะทำยังไงกันต่อไปดีละเจ๊” เขมปัญฑาถาม
“เฮ้อ...มีแต่คนรับปากส่งๆไปงั้น พอเอาเข้าจริงๆก็ไม่มีใครให้งานเราซักคนหรอก”
อรัญภัทรครุ่นคิดหนักจนน้ำตาคลอเบ้า เธฮปาดน้ำตาก่อนจะเดินกลับขึ้นบันไดไป รู้สึกเสียใจที่ทำให้คนอื่นลำบาก คนอื่นๆยังคงหารือกันต่อ
“เห็นทีเจ๊จะต้องไปขายตัวซะแล้วล่ะมั้ง”
“อย่าถึงกับต้องทำแบบนั้นเลยเจ๊” เวฬุยาว่า
“เธอไม่ต้องมาห้ามเจ๊เลยนะ บางทีคนเราก็ต้องยอมลดศักด์ศรีเพื่อความอยู่รอดนะมะม่วง”
“ที่ห้ามก็เพราะว่ามันจะไม่มีใครซื้อมากกว่าน่ะสิเจ๊”
“อร้าย...ยัยมะม่วง!”
“โอ๋...ล้อเล่นน่าเจ๊ แค่อยากให้คลายเครียดบ้าง”
“นี่เราหมดหนทางแล้วจริงๆเหรอ”
“อือ..โทรไปทุกเบอร์แล้ว แต่ก็ไม่มีใครช่วยเราได้เลยซักคน”
เขมปัญฑาบอก
“แต่เขมว่ายังไม่หมดนะ... เพราะยังเหลืออีกคนนึงที่มะม่วงยังไม่ได้โทรไปหาเค้า”
เวฬุยามองเพื่อนอย่างสงสัย
เจ๊เต่าแทรกหน้าเข้ามาหาเขมปัญฑาทันที
“ ใคร”
“ก็..คุณแทนไง”
“โอ้ย...ไม่มีทางที่ฉันจะโทร.ไปหาไอ้บ้าปากมอมนั้นหรอก ให้ตายยังไงก็ไม่โทร.”
เวฬุยากำมืออยู่ที่โทรศัพท์แล้วโมโหโดยที่ไม่รู้เลยว่า มือได้ไปรูดที่เบอร์แทนไทแล้วกดโทร.ออกไปแล้ว

ในผับแห่งหนึ่ง จอมือถือของแทนไท เห็นว่าเวฬุยาโทร.เข้ามา เขานั่งอยู่กับปราชญ์มองหน้ากันว่าจะเอายังไงดี
“รับดีมั้ยวะ”
“รับดิ รออะไรอยู่”
“รับแล้วไม่รู้จะคุยอะไร ไม่รู้ว่าโทร.มาด่าหรือเปล่า”
“ด่าก็ปล่อยให้เค้าด่าไปดิ ถ้าทนไม่ไหวก็...”
“ก็ทำไมวะ”
“ก็อดทนให้เค้าด่าต่อไปสิวะ”
“โอ๊ะ...ก็นึกว่าจะมีคำแนะนำดีๆ”
“เอ๊า...ก็ถ้าใจแกรู้สึกอะไรกับเค้า แกยังจะทำอะไรได้อีกวะไอ้แทน”
“อะไร...ชั้นรู้สึกอะไรวะห๊ะ...ไม่มี๊”
“ไอ้ปากดี สมแล้วที่เค้าเรียกแกว่าไอ้หมาปากมอม กล้าพูดมาได้ว่าไม่รู้สึกอะไร แค่แกอ้าปากก็เห็นไปถึงลิ้นไก่แล้วโว้ย ชั้นรู้น่าว่าแกอยากรับสายเค้าใจจะขาด รีบรับซะสิ เผื่อเค้ามีอะไร”
แทนไทมองๆโทรศัพท์อย่างตัดสินใจ

เขมปัญฑาเหลือบไปเห็นที่หน้าจอมือถือว่า เวฬุยากำลังโทร.ไปหาแทนไท
“มะม่วง...นี่เธอ” เขมปัญฑาชี้มือไปที่มือถือของเพื่อน
“อะไรของเธอเขม”
“ก็...เธอโทร.ไปหาคุณแทนแล้วมะม่วง”
เวฬุยายกมือถือขึ้นมาดูเห็นชื่อโทร.ออกเป็นไอ้หมาปากมองก็ตกใจ
“เห้ยๆๆ” เธอรีบกดตัดสาย

ฝ่ายแทนไทตัดสินใจกดรับสาย
“สวัสดีครับว่าไงคุณ ? ..............อ้าว...” แทนไทดูที่มือถือเห็นว่าสายถูกตัดไปแล้ว
“วางสายทำไมวะ ทำไมไม่คุยต่อ”

ฝ่ายเวฬุยาตอบเขมปัญฑากับเจ๊เต่า
“ก็ถ้าไม่วาง เดี๋ยวก็จะหาว่า-- นี่คุณคิดถึงผมจนต้องโทรหาผมเลยเหรอ -- น่าเบื่อ พวกผู้ชายหลงตัวเอง”
“อ้าว...แล้วก็ทำไมไม่คุยกับเค้าก่อนล่ะ”

ฝ่ายแทนไทตอบคำถามปราชญ์
“ก็จะให้คุยกับใครละ ได้ยินแต่เสียงตุ๊ด.... ตุ๊ด... ตุ๊ด”
“คุณมะม่วงด่าแกว่าเป็นตุ๊ดเหรอ”
“ไอ้บ้านี่วอนซะละ เค้าตัดสายไปก่อนโว้ย”
“แกก็โทรกลับไปดิ ถามว่ามีอะไร”
“ไม่ล่ะ.... เดี๋ยวโทร.กลับไป เค้าก็จะบอกว่าโทร.ผิด เสร็จแล้ว ก็จะต้องเจอพูดว่า -- นี่คิดถึงฉันมากจนต้องโทรหาฉันเลยใช่มะ - - โธ่...รู้ทันหรอกน่า”
“แล้วอยากโทรมะ”
แทนไทลืมตัวตอบ “อยาก” ก่อนนึกได้ “ไม่...ไม่อยากโว้ย”
“แต่เค้าอาจจะมีอะไรก็ได้นะเว้ย”
“ไม่มีหรอก...ถึงเค้าจะมี เค้าก็ไม่คิดถึงชั้นหรอก เชื่อสิ ขนาดหน้าชั้นเค้ายังไม่อยากมองเลย”
ปราชญ์มองแทนไทอย่างคล้อยตามคำพูดเพื่อน แทนไทสายตาจริงจัง ก่อนที่จะมีเสียงจากรายการบันเทิงในโทรทัศน์ดังขึ้น ทำให้ทั้งคู่หันไปมอง
พิธีกร 2 คนกำลังเม้าท์ข่าวกันอยู่
“อัพเดทล่าสุดค่ะ พาดหัวข่าวนี้เลย “เด็กเต่าเข้ากรุ ช่องแบนจนกว่าจะนิสัยดี”
“ต๊ายแซ่บลืมค่ะ ว่ายังไงบ้างคะเนื้อหา”
เสียงพิธีกร 2 คคนเม้าท์กันไปเรื่อย แล้วก็มี VTR ภาพของดาราทั้ง 3 คน ซึ่งก็คือ ดาราทั้งสามและเจ๊เต่า
เสียงพิธีกร 1 บอก “ช่องสั่งแบน เด็กเจ๊เต่า เพื่อดัดสันดาน”
เสียงพิธีกร 2บอก “อุ๊ยแรงอ่ะ ใช้คำว่าสันดานเลยเหรอ นี่เติมเองป่ะเนี่ย”
“เติมอะไรละคะ เค้าเขียนมาอย่างงี้เลย ไม่เชื่อดู..... คุณแจ๊ดผู้บริหารฝ่ายละครลงดาบแบนเด็กในสังกัดเจ๊เต่า 1 ปี หรือมากกว่านั้น โดยที่ไม่ได้ให้เงินเดือน จนกว่าจะปรับปรุงตัว”
“ตายแล้ว แล้วอย่างงี้ จะทำมาหากินอะไรละคะนั่น อยู่ได้ยังไง”
“ไม่รู้สิคะ ถ้าคุณสงสารนี่ก็เอาเงินไปให้เค้าสิคะ”
“ต๊าย ทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยจะพอกินอยู่แล้วล่ะค่ะ”
“ไม่พอกินก็ต้องกินต้องใช้กันอย่างประหยัดนะคะ ส่วนสามสาวเค้าจะมีทางเดินชีวิตต่อไปยังไง ก็ต้องรอติดตามกันต่อไปนะคะ มาถึงข่าวล่ามาแรงจากกองละครเรื่องใหม่ที่กำลังจะเปิดกล้องกันดีกว่าคะ เพราะมีข่าวเม้าท์กันมาว่าคู่พระนางยังไม่ทันจะเปิดกล้อง ก็ดันเปิดใจเป็นคู่จิ้นกันนอกจอไปซะแล้วละค่า”

แทนกับปราชญ์นั่งดูอยู่ ทั้งคู่หันมองหน้ากันแบบครุ่นคิดว่าจะทำยังไงดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เจ๊เต่ามองหน้าเวฬุยาอย่างครุ่นคิดแล้วก็นึกบางอย่างออกมาได้
“เอ๊ะ..แต่เจ๊สงสัยจังเลยว่าทำไมมะม่วงถึงได้มีเบอร์คุณแทนหละ ทั้งๆที่เกลียดเค้าเข้าเส้นแบบนี้”
เขมปัญฑาเห็นด้วยกับเจ๊เต่า
“ก็...ก็มีไว้โทรกลับไปด่าเวลาที่ไอ้ปากมอมนั่นมันสร้างเรื่องเดือดร้อนให้ชั้นน่ะสิ”
เจ๊เต่ากับเขมปัญฑามองหน้ากันอย่างเซ็งที่เวฬุยายังคงมีทิฐิกับผู้ชายไม่เลิก แต่แอบมองเวฬุยาแบบต้องแอบมีใจแน่ๆ


ฝ่ายวรรษชลยังนั่งรออยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉินเพิ่งดูข่าวที่อรัญภัทรโดนแบนเหมือนกัน รายการเดียวกันกับที่พวกแทนไทดูอยู่
วรรษชลสีหน้าหนักใจ ครุ่นคิดถึงเธอที่เป็นข่าวอีกแล้ว...
เขาเป็นห่วง เดินไปเดินมาอย่างกระสับกระส่าย มองเลยไปที่ทางเดิน เห็นผู้หญิงคนหนึ่งรูปร่างเหมือนอรัญภัทรเลยรีบวิ่งตรงไปดู ปรากฏว่าไม่ใช่ แต่แค่รูปร่างเหมือน
“ขอโทษครับ... ผมคิดว่าคนรู้จัก”
ผู้หญิงคนนั้นเดินออกไป วรรษชลเดินกลับมานั่งรอที่หน้าห้องฉุกเฉินเหมือนเดิม ครู่หนึ่งเห็นหมอเดินออกมา วรรษรีบเข้าไปถามหมอทันที
“คนไข้เป็นยังไงบ้างครับหมอ”
“ปลอดภัยแล้วครับ แต่เดี๋ยวผมจะส่งคนไข้ไปอยู่ที่ห้องCCUเพื่อรอดูอาการซักระยะนะครับ”
“ผมขอเข้าไปดูได้ไหมครับ”
“ตอนนี้ผมว่าคงจะไม่เหมาะนะครับ เพราะคนไข้ต้องการการพักผ่อน ไว้พรุ่งนี้คุณค่อยมาใหม่นะครับ”
หมอพูดจบแล้วเดินออกไป
วรรษชลมองๆเข้าไปที่ห้องพักคนไข้ เห็นแม่พิมพิชชานอนหลับอยู่

เช้าวันใหม่ ที่บริษัทวรรษชล เบอร์รี่ทรุดลงกับพื้นพร้อมพร้อมกับกุมหน้าอย่างเจ็บปวด
“โอ๊ย... คุณนาย ทำไมทำกับหนูอย่างงี้ล่ะคะ หนูไปทำอะไรให้คุณนายกัน คุณนายถึงต้องมาลงโทษอย่างงี้กับหนูด้วย”
เบอร์รี่ลุกขึ้นมาแล้วพลิกบทบาทไปเล่นเป็นอีกคน ซึ่งเป็นมาดของคุณนาย พูดจาอย่างสุขุมเยือกเย็นผิดกับ
เมื่อครู่
“เธอยังมีหน้ามาถามอีกนะเพ็ญ ต้องให้ฉันจับได้คาหนังคาเขาหรือไงถึงจะยอมรับ”
เบอร์รี่พลิกลงไปนั่งแล้วเล่นเป็นคนใช้ต่อ
“หนูทำอะไรผิดคะ หนูไม่เข้าใจเลยค่ะคุณนาย”
เบอร์รี่ลุกขึ้นพรวดแล้วเล่นเป็นคุณนายต่อ
เบอร์รี่ตวาดใส่
“นังผู้ร้ายปากแข็ง! สงสัยชั้นต้องเฆี่ยนแกด้วยหวายแช่เยี่ยว แกถึงจะยอมรับว่าแกเล่นชู้กับกับท่านเจ้าคุณนะ!” แล้วทำท่าหันไปตะโกนเรียกบ่าวอีกคน “อีจันทร์ เอาไม้หวายมา ข้าบอกให้เอาไม้หวายมา บัดเดี๋ยวนี้ !”
เบอร์รี่เป็นจันทร์ วิ่งไปที่มุมหนึ่งแล้วหยิบไม้หวายมาให้เบอร์รี่ที่เป็นคุณหญิง
“หวายมาแล้วเจ้าค่ะคุณหญิงพุทรา” แล้วเบอร์รี่พลิกกลับมาเล่นเป็นคุณหญิง “นังไพร่! ชั้นจะเฆี่ยนให้เลือดแกไหลออกมาล้างตีนกูเอง”
เบอร์รี่ทำท่าเฆี่ยนหวายอย่างโหดร้ายทารุณ แล้วพลิกกลับไปเป็นเบอร์รี่ที่โดนเฆี่ยนร้องอย่างโหยหวน
“โอ๊ย! โอ๊ย! ยอมแล้วค่ะ! ยอมแล้ว ! โอ๊ย! ใครก็ได้ช่วยด้วย”
สิ้นคำ วรรษชลวิ่งเข้ามา หน้าตาตื่นเพราะได้ยินเสียงร้องของเบอร์รี่
“เบอร์รี่เป็นอะไร”
เบอร์รี่หลุดจากคาแรคเตอร์ที่เล่นอยู่หันมาพูดอย่างปกติ
“เบอร์รี่ไม่ได้เป็นอะไรคะคุณวรรษ”
วรรษชล งง
“แล้วเมื่อกี๊ร้องให้ช่วย คืออะไร”
“กำลังซ้อมบทละครค่ะ”
“ซ้อมบทละคร”
“คือมีคนติดต่อมา ให้เบอร์รี่ไปแคสงานน่ะค่ะ เบอร์รี่ก็เลยเอาบทมาลองเล่นดูก่อน ตอนไปแคสติ้งจะได้ผ่านฉลุยไงคะ”
“อ้าวเหรอ...แล้วเค้าบอกหรือเปล่าว่าเบอร์รี่ต้องเล่นเป็นตัวอะไร”
“ยังไม่รู้เลยค่ะ ตอนนี้เบอร์รี่ก็เลยลองเล่นเป็นทุกตัวเลยคะ”
“ก็ดีครับ.... งั้นพี่ไม่กวนแล้ว ตามสบายละกันนะ ขอให้เล่นได้และผ่านฉลุยนะ”
“ขอบคุณคะพี่วรรษ”
เบอร์รี่ยิ้มแฉ่งให้ วรรษชลยิ้มกลับให้เบอร์รี่เล็กๆก่อนจะเดินออกไป

หน้าห้องฉุกเฉิน ตอนเช้า พิมพิชชามาแอบมองแม่ตัวเองที่ตอนนี้ปลอดภัยแล้วอยู่ห่างๆ ไม่ได้เข้าไปหา ดูๆเห็นว่า แม่ไม่ได้เป็นอะไรมากก็เดินออกไป เลี่ยงๆหลบๆ ไม่อยากให้ใครเห็นว่ามา

ฝ่ายเจ๊เต่ายังนอนหลับอุตุอยู่ที่เตียง เวฬุยาวิ่งเข้ามาเขย่าตัว
“เจ๊! เจ๊! ตื่นๆ”
“ว๊าย อะไรของเธอเนี่ยมะม่วง วันนี้ไม่มีงานจะรีบปลุกทำไม ขอนอนให้มันตายไปเลยได้ไหมห๊ะ” พูดจบแล้วพลิกตัวกลับลงไปนอนต่อทันที
“ทำไมจะไม่มีล่ะ นี่มีคนติดต่อเรื่องงานเข้ามาแล้วนะเจ๊”
เจ๊เต่าพลิกตัวหันมาทันที
“ห๊ะ! จริงอ่ะ! ใคร อะไร งานอะไร ว่ามา เจ๊รับทำทุกอย่างค่ะ”
“คุณจงรักษ์เค้าติดต่อมา”
“ใคร...คุณจงรักษ์”
“ไม่รู้สิ แต่คิดว่าจะต้องเป็นงานใหญ่แน่เลย เพราะเค้าบอกว่าโทรมาจาก Thai series น่ะ”
เจ๊เต่าเอามือปิดปาก
“ว้าว Thai series....ตายแล้ว ตายแล้ว”
“เจ๊จะรับไหม ถ้าจะรับ เค้าให้ไปติดต่อหาเค้าที่ตึกเลย”
“รับสิ..รับ .... เดี๋ยวขออาบน้ำ 10 วิ” เจ๊เต่าเด้งตัวขึ้นจากเตียงทันที
“เจ๊จะไม่ถามหน่อยเหรอว่างานอะไร”
“ฮู๊ย...ดูปากเจ๊นะคะ เวลานี้ไม่ใช่เวลาเลือกงาน งานอะไรมา เจ๊รับหมดค่า”

เจ๊เต่าเดินเริ่ดๆเชิ่ดๆ คอตั้งมาที่เคาท์เตอร์โอเปอร์เรเตอร์หน้าตึก
“ติดต่ออะไรคะ”
“มาหาคุณจงรักษ์ค่ะ”
โอเปอเรเตอร์ทำหน้างงมาก
“ใครนะคะ”
“คุณจงรักษ์ไงคะ ไม่รู้จักเหรอคะ หนูมาใหม่หรือเปล่า”
“อ๋อ.... พี่จง”
เจ๊เต่าแปลกใจที่โอเปอเรเตอร์เรียกชื่ออย่างสนิทสนม ก่อนหยิบโทรศัพท์ออฟฟิศขึ้นมากดแล้วโทร.ไปหาแถมเว้าภาษาอีสานกันด้วย
“พี่จงเด้อ... มีคนมาหาเด้อ... ให้ขึ้นไปเลยบ่”
เจ๊เต่ารู้สึกชักยังไงยังไง เห็นเว้าภาษาอีสานใส่กันอีก
“บ่ม่วน บ่ม่วน.... แค่นี้เด้อ บ๊ายบาย” แล้ววางสาย ก่อนหันมาพูดภาษากลางกับเจ๊เต่า “ เชิญที่หน้าห้องพัสดุภัณฑ์ชั้น 14 เลยค่ะ”
“โอเคค่ะ ขอบคุณนะคะ” เจ๊เต่าเดินเชิ่ดหน้าออกไป

ชั้น 14 ลิฟต์เปิด เจ๊เต้าเดินออกมาจากลิฟต์แล้วเดินมองซ้ายมองขวาหาห้องพัสดุภัณฑ์ตามที่โอเปอเรเตอร์บอก
“เอ๊... ทางไหนน้า”
ป้ายแปะชี้ทางไปห้องพัสดุภัณฑ์ เจ๊เต่าเดินตามป้ายไปยิ่งเดินเข้าไปยิ่งหลืบ ยิ่งซอก ยิ่งมืด เจ๊เต่าค่อยๆหน้าเสียขึ้นเรื่อยๆว่าจะเดินต่อไปดีไหม
“นี่บ้านผีสิงหรือเปล่าเนี่ย อ๊าย....เอาไงดีอ่ะ”
เจ๊เต่าเดินต่อไปอีกนิดจนเจอป้ายที่ติดอยู่ที่หน้าประตูเลยลองเคาะประตูห้องดู
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก มาหาคุณจงรักษ์ค่ะ”
ครู่หนึ่งเห็นประตูห้องเปิดออกมา จงรักษ์ในสภาพแม่บ้านเต็มขั้น ยืนยิ้มแฉ่งรออยู่
“คุณจงรักษ์ใช่มั้ยคะ”
“ค่ะ... เรียกข้อยว่าจงก็ได้เด้อ”
“เอ่อ”
“ที่ติดต่อว่าจะทำงานไว้เมื่อเช้าใช่มั้ย”
เจ๊เต่าพยักหน้าอย่างช้าๆไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ จงรักษ์ไม่รอช้ายื่นชุดกับไม้ขัดส้วมให้
“อ่ะ เอาไป แล้วใส่ซะ” จงรักษ์เห็นเจ๊เต่าหน้าตาลังเลอยู่พอสมควร “จะทำไม่ทำ”
“อ๊าย งานอะไรเนี่ย”
“แม่บ้าน ล้างห้องน้ำไง”
“เห้ย! ไม่ทำอ่ะ ไม่เอา”
“อ้าว ทำงี้ได้ไง ก็คนที่บอก เค้าบอกว่างานอะไรก็รับหมดไม่ใช่เหรอ พูดอย่างงี้ต้องมีเรื่องกันหน่อยแล้วล่ะ”
“จะด่าก็ด่าเลย ไม่ทำอ่ะ” เจ๊เต่าเดินบิดตูดหนีไปทันที “ยังไงก็ไม่ทำ...ไม่ๆๆๆ”

ต่อมา ในห้องน้ำชาย เจ๊เต่ามองถุงมือที่สวมอยู่ ในมือถืออุปกรณ์ล้างห้องน้ำ เจ๊เต่ามีผ้าปิดปาก ใส่ผ้ากันเปื้อน ยืนอยู่ในห้องน้ำชายด้วยสีหน้าสุดเซ็ง
“ทำ ไม่ทำ ทำ ไม่ทำ.. ผู้จัดการซุปตาร์อย่างฉันเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ยังไงเนี่ย”
พนักงานหนุ่มหน้าตาดีเดินเข้ามาในห้องน้ำ เจอเต่ามองด้วยสายตาเชื้อเชิญพร้อมรอยยิ้ม หนุ่มหน้าตาดีมองอึ้งด้วยความตกใจ
“ไม่ต้องตกใจค่ะ ไม่มีอะไรคะ...คือเจ๊”
พนักงานชายคนนั้นมองเจ๊เต่าหัวจรดเท้า ไม่กล้าทำธุระอะไรต่อเลย รีบเดินหนีออกจากห้องน้ำไป
ทันที
เจ๊เต่ารีบวิ่งตามออกมาหน้าห้องน้ำ
“เอ่อ...เดี่ยวสิคุณ ไม่ฉี่แล้วเหรอ กลับมาก่อน นี่...คุณ....กลับมา”
ป้าไก่เดินออกมาจากห้องน้ำหญิงพอดี เห็นเจ๊เต่ากำลังกวักมือไวๆเรียกใครซักคน ป้าไก่จำได้
“นังเต่า!”
เจ๊เต่าทำตาโตตกใจไม่คิดว่าจะเจอคนรู้จัก “อรั๊ย!”
“นี่แกมาทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ยห๊ะ...อย่าบอกนะว่าแกตกอับถึงขั้นมารับจ๊อบล้างส้วม”
เจ๊เต่าทิ้งของทุกอย่างลงพื้น
“เปล่า! ไม่ได้ทำ”
ป้าไก่สีหน้าเห็นใจ
“จริงๆ มันไม่ใช่ความผิดของแกหรอกนะเต่า ถ้าเด็กในการดูแลของแกเป็นเด็กดี แกก็คงไม่ต้องตกมาอยู่ในฐานะแบบนี้ แต่นี่แกดันเลี้ยงงูพิษไว้ซะได้...เฮ้อ”
“เธอไม่ต้องมาซ้ำเติมฉันหรอก แค่นี้ ฉันก็รู้สึกแย่จะแย่อยู่แล้ว” เจ๊เต่าคอตกมือไม้อ่อนวางของที่ทำอยู่ทันที “ว่าแต่เธอมาทำอะไรที่นี่เหรอย๊ะป้าไก่”
ป้าไก่อึกอักมีอาการทันทีเพราะพาเบอร์รี่มา แต่ไม่อยากบอกและบอกเจ๊เต่าไม่ได้
“อ๋อ ก็มาหาข่าวเฉยๆ ไม่ได้อะไร”
“เหรอ ? แน่นะ”
ป้าไก่พยักหน้ารัวๆ
“โอเคๆ ถ้างั้นเราแยกกันตรงนี้ละกัน เดี๋ยวฉันไป...ทำอะไรตามประสาชั้น”
เจ๊เต่าก้มหยิบอุปกรณ์ล้างห้องน้ำเดินจากไป ป้าไก่มองตามอย่างเวทนาก่อนจะตะโกนไล่หลังเจ๊เต่า
“เดี๋ยวชั้นจะช่วยหางานให้นะ”
ป้าไก่มองตามเจ๊เต่าไป
อรัญภัทรยืนมองดูตึกทำงานของดำรงอย่างชั่งใจว่าจะเอายังไงดี ในใจก็เศร้าเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือศักดิ์ศรีแล้วที่ต้องกลับมาที่นี่ในฐานะคนที่มาของานทั้งที่บอกยกเลิกไปแล้ว เธอยืนครุ่นคิดอยู่พักนึงแล้วเดินหลุดไป

อ่านต่อหน้าที่ 4



หน้ากากนางเอก ตอนที่ 14 (ต่อ)
อรัญภัทรเดินเข้ามารอขึ้นลิฟท์ ได้ยินเสียงป้าไก่ดังมาจากอีกด้าน

“ไม่รู้ว่าใครบางคนมันจะรู้ตัวบ้างไหมน๊าว่า ตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้คนอื่นเดือนร้อนจนต้องบากหน้ามาขอรับจ๊อบล้างห้องน้ำถึงที่นี่...มันช่างหน้าเวทนาจริงจริ๊ง”
“นี่เพ้ออะไรอยู่ไม่ทราบ”
“ฉันไม่ได้เพ้อ แต่ถ้าเธออยากรู้ ก็ไปดูเอาเองที่ห้องน้ำชายเลยจ๊ะ...เพราะเธอทำให้นังเต่า มันต้องมารับงานต๊อกต๋อยแบบนี้ รู้เอาไว้ซะด้วยนะว่าเธอน่ะมันดาราซุปตาร์พาซวยชัดๆ”
เธอพยายามควบคุมอารมณ์ไม่เถียงต่อ มองหน้าป้าไก่แบบถือดีก่อนจะรีบเดินไปทางห้องน้ำ
“อ้าว แปลกแหะ ครั้งนี้ไม่เถียง ไม่ด่ากลับ” เป็นจังหวะที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ป้าไก่รับสาย “ฮัลโหล...ว่า..... ป้าอยู่ที่ Thai Serie แล้วหนูอยู่ไหนจ๊ะ..อ่อ...ใกล้ถึงแล้วหรือ...ถ้างั้นป้ารออยู่แถวๆโซนหน้าลิฟท์นะจ๊ะ”

เจ๊เต่ากำลังตัดใจจะทำหรือไม่ทำ สีหน้าไม่สู้ดีที่จะต้องมาทำงานแบบนี้ อรัญภัทรยืนมองอยู่โดยที่เจ๊เต่าไม่รู้ตัว เธอรับไม่ได้ที่เจ๊เต่าต้องมาทำงานแบบนี้ เธอยืนมองดูอย่างเสียใจน้ำตาคลอ ก่อนจะเดินไป
เจ๊เต่าตัดสินใจแล้วว่าไม่ทำ
“โอ๊ย...ฉันทำไม่ได้”
เจ๊เต่าทิ้งอุปกรณ์ทุกอย่างลงที่พื้นแล้วเดินออกจากห้องน้ำไป

เขมปัญฑากับเวฬุยานั่งกลุ้มๆกันอยู่ที่คอนโดเจ๊เต่า
“แล้วเรา 2 คนล่ะเอายังไงดี”
“ก็คงต้องยอมรับชะตากรรมซะล่ะมั้ง เฮ้อ”
เขมปัญฑาถอนใจตามเบาๆ
“เฮ้อ”
ทั้งคู่ถอนใจพร้อมกันอย่างได้นัดหมายแล้วเผลอหัวเราะออกมาพร้อมกัน ระหว่างนั้นเองก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆไม่ขึ้นชื่อโทร.เข้ามาที่เครื่องเวฬุยา
“ใครโทร.มาน่ะ”
“ไม่ขึ้นชื่อ ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รับดีกว่า”
“อาจจะเป็นงานอีเว้นต์ติดต่อเข้ามาก็ได้นะ”
“แล้วทำไมไม่โทร.หาเจ๊เต่าล่ะ”
“เค้าอาจจะโทร.มาติดต่อโดยตรงไง ? รับสิ”
เธอกดรับสาย
“สวัสดีค่ะ มะม่วงพูดค่ะ”
ปลายสายเห็นว่าเป็นปราชญ์เป็นคนโทร.เข้ามาเอง แต่พูดดัดเสียงพูดไม่ชัด แทนไทคอยนั่งลุ้นอยู่ข้างๆ
“สวัสดีครับคุณมะม่วง..... ผมชื่อปิงนะครับ พอดีว่าเรากำลังต้องการนางแบบมาถ่ายแบบด่วนน่ะครับ... คือดาราคนที่เราติดต่อไว้ ดันไปรับงานซ้อน ผมก็เลยอยากจะติดต่อให้คุณมะม่วงมาเป็นนางแบบให้ คอนเซ็ปท์ก็ไม่มีอะไรมากเลยนะครับ เน้นสวยๆใสๆ ผมมีค่าตัวให้ 100,000 บาท ไม่ทราบว่าคุณมะม่วงสะดวกรับงานนี้ไหมครับ คือผมร้อนใจมากเลยครับ เพราะทุกอย่างมันถูกเซตไว้หมดแล้ว ตอนนี้ผมขาดก็แต่นางแบบนี่แหละครับ”
เธอไม่ถามรายละเอียดเพราะดีใจที่ได้งาน “คะ.....สะดวกคะ...สะดวก”
“เอ่อ...คือ...แต่พอดีว่าผมอยากจะได้ดาราอีกซักคนหนึ่ง มาถ่ายคู่กันน่ะครับ ไม่ทราบว่าคุณมะม่วงพอจะมีใครแนะนำให้ผมอีกไหมครับ ผมให้ค่าตัวเท่ากันเลย คือเวลายิ่งบีบเข้ามา ผมก็ยิ่งกลัวว่ามันจะไม่ทันน่ะครับ”
เธอคิด
“อืมม์...เป็นเขม ปัณฑาได้ไหมคะ”
เขมปัญฑามองมะม่วงอย่างงงว่า พูดชื่อเธอทำไม
“คุณเขมเหรอครับ...โอ๊...โอเคได้เลยครับ...ดีเยี่ยมเลยครับ...ถ้างั้นผมก็สรุปคอนเฟิร์มเป็นคุณมะม่วงกับคุณเขมเลยนะครับ เดี่ยวผมจะขออนุญาตส่งเบอร์ให้ทีมงานติดต่อสถานที่กับคุณมะม่วงอีกทีนะครับ”
“ได้คะ...ได้...ไม่มีปัญหาเลยคะ...ขอบคุณนะคะ”
หลังวางสาย เวฬุยาดีใจเว่อร์ เขมงง
“เราได้งานแล้วเขม...เค้าจ้างทั้งมะม่วงและเขมเลยนะ ให้ราคาตั้งคนละหนึ่งแสนบาทแน่ะ”
“งานอะไรอะ”
“ถ่ายแบบ เค้าบอกว่าดาราที่เค้าจ้างไว้ไปรับงานซ้อน เค้าเลยอยากจะจ้างเราไปแทน”
“ถ่ายแบบ...แบบไหน งานอะไร เอาไปออกที่ไหนแล้วงานของใคร เมื่อกี้เขมไม่เห็นมะม่วงคุยกับเค้าเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องนี้เลย”
“เอ่อ...ไม่ได้ถามเลย มัวแต่ดีใจที่ได้งาน”
“อ้าว...แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าคนที่โทรมาไว้ใจได้แค่ไหน”
“เออ...ขอโทษ...แต่เดี๋ยวเค้าจะให้ทางทีมงานติดต่อกลับมาอีกที ไว้มะม่วงจะคุยรายละเอียดกับทีมงานดูว่าเป็นงานของใคร ถ้าดูไม่น่าไว้ใจเราก็ไม่ไปก็แค่นั้นเองแหละ”
เขมปัญฑามองหน้าเวฬุยาแบบเห็นคล้อยตาม

ฝ่ายปราชญ์กับแทนไทใช้มือตบกันอย่างมีชัยมราทำงานสำเร็จ
“สำเร็จ...แกนี่นะไอ้ปราชญ์ ช่างฉลาดแสนรู้จริงๆที่หลอกคุณมะม่วงจนอยู่หมัดได้ ไม่สงสัยอะไรซักนิด”
“ของมันแน่นอนอยู่แล้วเว้ย...แกไม่รู้เหรอว่าชื่อฉันคืออะไร”
“ทำไมจะไม่รู้วะ...ก็ปราชญ์ไง”
“โนว์...ฉัน...ฉลาดปราชญ์เปรื่องโว๊ย....เอ๊ะ..ว่าแต่ที่แกพูดว่าฉลาดแสนรู้นั่นฉันว่ามันไม่น่าจะเป็นคนนะ”
“เฮ้ย...ล้อเล่นน่า...ว่าแต่ทีนี้จะเอาไงต่อดีล่ะ แล้วถ้าสองคนนั้นจับได้ มันจะไม่ไปกันใหญ่เหรอวะไอ้ปราชญ์”
“หึ๊...คนฉลาดอย่างพวกเราก็อย่าทำให้จับได้สิวะ ปะ” ปราชญ์ลุกขึ้นเดินไป
“ไปไหนวะ”
“อ้าวไอ้นี่...ก็ไปทำภาระกิจถ่ายแบบสิวะเฮ้ย...เร็ว”
ปราชญ์เดินนำออกไป แทนไทวิ่งตามไปอย่างงงๆ

ฝ่ายอรัญภัทรกำลังพูดจาดีๆกับเลขาอยู่
“ขอโทษนะคะ เอี๊ยมขอพบกับคุณดำรงได้มั้ยคะ”
“นัดไว้หรือเปล่าคะ”
“ไม่ได้นัดไว้ค่ะ”
“ถ้างั้นก็เข้าพบไม่ได้คะ คุณต้องนัดก่อนล่วงหน้าหนึ่งอาทิตย์นะคะ”
“แต่เอี๊ยมมีเรื่องสำคัญนะคะ ต้องพบคุณดำรงเดี๋ยวนี้”
“คุณต้องการจะพบผมทำไม”
เธอหันไปมองตามเสียง เห็นดำรงยืนมองตาเขม็ง สองคนมองกันไปมา

ทางด้านเบอร์รี่กับป้าไก่เดินคุยกันมา
“เบอร์รี่ตื่นเต้นจังเลยคะป้า เบอรี่จะทำได้ไหมคะ”
“ทำได้สิ...อย่ากังวล นี่เป็นโอกาสดีที่เบอรี่จะได้แสดงความสามารถ เราต้องแสดงมันออกมาให้สุด อย่าปล่อยโอกาสดีๆแบบนี้ให้หลุดลอยไปเด็ดขาดนะรู้ไหม เพราะไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะได้มายืนอยู่ที่นี่”
“ได้คะป้า...เบอร์รี่จะไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดไปคะ”
เบอรี่มองตรงไปข้างหน้าด้วยสายตามุ่งมั่น ป้าไก่มองเบอร์รี่อย่างพอใจ

ต่อมา ขณะที่อรัญภัทรเดินออกมาจากห้องของดำรง ก็ได้ยินเสียงของเบอร์รี่พูดขึ้น
“สวัสดีคะพี่เอี๊ยม..บังเอิญจังเลยนะคะ ที่ได้มาเจอพี่เอี๋ยมที่นี่”
เธฮหันมองเห็นเบอร์รี่และป้าไก่ที่ยืนอยู่
“อุ๊ยตาย...ไม่อยากจะเชื่อสายตาเลยว่าซุปตาร์ฆ่าไม่ตายอย่างเอี๊ยมที่เคยเป็นดาวเด่นแห่งช่องThai TV จะมายืนอยู่ที่นี่ได้”
“เบอร์รี่! เธอมาทำอะไรที่นี่”
“หนูน่าจะเป็นคนถามมากกว่านะคะ ว่าพี่เอี๊ยมมาที่นี่ทำไม เพราะคุณดำรงเป็นคนนัดให้หนูมาพบอยู่แล้ว”
“เธอหมายถึงอะไร”
“คุณดำรงให้หนูมาแคสติ้งเป็นดาราใหม่ไงคะ...พี่ซุปตาร์...ดาราเก่า”
“เชิญคุณเบอร์รี่ที่ห้องแคสติ้งเลยนะคะ คุณดำรงค์กับผู้กำกับรออยู่แล้วคะ” เลขาบอก
เบอร์รี่หันมาขยิบตายียวน
“ปก่อนนะคะ...พี่เอี๊ยม”
ป้าไก่กับเบอร์รี่เดินหน้าเชิดเข้าไปในห้อง ส่วนเธอยืนอึ้งจุกพูดไม่ออก

พิมพิชชารวบช้อนที่กำลังกินข้าวอยู่ เก็บอารมณ์ ประมาณว่ากินไปได้หน่อยเดียวก็กินไมลงเสียแล้ว เพราะคิดถึงภาพแม่ที่นอนอยู่ที่เตียงในโรงพยาบาลมันแว๊บเข้ามา แอบเป็นห่วง
นางหันไปตะโกนเรียกอนงค์
“มาเก็บได้แล้วฉันกินไม่ลงแล้ว”
“ทำไมทานน้อยจังเลยล่ะคะ ตรอมใจอะไรหรือเปล่าคะ”
“ฉันแค่กำลังคิดถึงแม่ฉันอยู่”
“อย่าคิดได้เฉพาะตอนที่แม่ป่วยนะค่ะ”
“ถ้าคิดจะสอนฉัน ไม่ต้องพูดก็ได้ “
“ ดิฉันถามดีๆนะค่ะคุณพิม นี่คุณไม่ได้คุยกับแม่คุณมานานแค่ไหนแล้วคะ”
พิมพิชชานึกถึงเหตุการณ์เก่าๆ
“จำไม่ได้ ความทรงจำสุดท้ายของฉันกับแม่ ก็คงจะเป็นตอนที่ฉันอยากจะเรียนต่อมหาลัย แต่แม่ฉันเอาเงินไปเล่นไพ่จนหมดตัว... ฉันต้องดูแลตัวเอง ออกทำงาน หาเงินส่งเสียตัวเองเรียน กว่าจะได้มาเป็นฉันจนถึงทุกวันนี้ ฉันต้องปากกัดตีนถีบแค่ไหน ไม่มีใครรู้หรอก...นอกจากตัวฉัน...ตัวฉันคนนี้นี่ไงที่มันต้องเจอกับอะไรร้ายๆมาโดยตลอดและฉันก็ต้องต่อสู้กับมันมาคนเดียว แล้วแม่อยู่ที่ไหนล่ะตอนที่ฉันลำบาก แม่อยู่ที่ไหน...แม่ไม่เคยห่วง แม่ไม่เคยรับรู้ว่าฉันจะเป็นยังไง แม่ไม่เคยสนใจฉันเลย...หึ...สิ่งที่แม่ทำไว้ ฉันจะไม่มีวันให้อภัย”
“แม่...เป็นยังไงก็ยังเป็นแม่อยู่วันยังค่ำนะคะ ยังไงเค้าก็เป็นคนที่อุ้มท้องคุณมาและเลี้ยงคุณมาจนโต คุณคิดแต่จะเรียกร้องขออะไรจากแม่ แต่คุณเคยคิดบ้างไหมคะ ว่าตั้งแต่ที่คุณเกิดมาจนโตขนาดนี้ คุณเคยทำอะไรให้แม่บ้างรึเปล่าละคะ...ในฐานะลูก”
อนงค์เก็บจานแล้วเดินออกไป พิมพิชชามองตามอนงค์อย่างอึ้ง เถียงไม่ออก เวลานั้นโทรศัพท์ดังขึ้น ่หน้าจอชื่อ “วรรษ” โทรเข้ามา นางกดรับสายทันที
“ว่ายังไงคะวรรษ”
เธอหยุดฟังแล้วตกใจ เก็บอาการไว้

ภายในห้องแคสติ้ง เบอร์รี่กำลังถือบทออกมาเล่นที่หน้าห้อง โดยมี ผกก. ดำรง ป้าไก่นั่งอยู่อีกฝั่งนึงดูการแสดงของเบอร์รี่
เบอร์รี่ล่นได้ห่วยมาก
“โอ๊ย! โอ๊ย! คุณหญิง! อย่าเฆี่ยนค่ะ อย่า! หนูเจ็บไปหมดแล้ว ปล่อยหนูไปเถิดค่ะ.... ปล่อย”
“คัท.... พอครับ” ผู้กำกับบอก
เบอร์รี่ยิ้มแฉ่ง
“เป็นไงมั่งคะ”
ดำรงกับผกก.หันมองหน้ากัน
ป้าไก่ตบมือรัวๆ
“อุ๊ยเริ่ด เก่ง เพอเฟ็คที่สุดเลยจ๊ะ”
ดำรงกับผกก.มองหน้ากันอีกครั้ง ประมาณว่ามันไม่ได้เจ๋งเลยนะ
“ไก่ ขอคุยอะไรส่วนตัวด้วยหน่อยสิ”
ดำรงบอกป้าไก่แล้วหันมามองผกก และเบอร์รี่ ทำให้ทั้งเบอรี่และผกก.รู้ว่าต้องออกไปก่อน ทั้งคู่จึงขอตัวออกจากห้องแคสติ้งไป เหลือแค่ป้าไก่กับดำรงแค่สองคน
“เป็นไงคะเด็กหนูคนนี้”
“เอาตรงๆเลยนะ เด็กก็ดูมีสเน่ห์ แต่เล่นไม่ค่อยดีเอาซะเลยนะ”
“แต่ไก่ว่า นี่เค้าก็ดูมีแววดีนะคะ ถ้าจับให้เรียนการแสดงซักหน่อย น่าจะไปได้ไกลเลย”
“ทุกวันนี้ วงการเรามันมีคนหน้าตาดี แต่ไม่มีฝีมือเยอะเกินไปแล้วนะไก่”
ป้าไก่อึ้งเพราะสิ่งที่ดำรงพูดคือจริง
“ถ้าเล่นได้แค่นี้นะ สู้ผมเรียกเด็กของเต่าเค้ามาเล่นซะยังจะดีกว่า”
“เอ๊ะ...นี่อย่าบอกนะคะว่าที่เอี๊ยมมาวันนี้..นี่คุณดำรงยังไม่เข็ดกับยัยเอี๊ยมอีกเหรอคะ”
“ก็ให้รู้กันไปสิ ว่าคราวนี้เอี๊ยมจะกล้าเบี้ยวอีก.” สีหน้าของดำรงบ่งบอกว่าเป็นต่ออย่างมาก

อรัญภัทรกำลังนั่งอยู่ในห้องน้ำอย่างสะกดอารมณ์
“ใจเย็นๆเอี๊ยม หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกลึกๆ”

เบอร์รี่ยืนรออยู่ที่หน้าห้องดำรง เห็นป้าไก่เดินออกมาจากห้อง ก็รีบวิ่งแจ้นเข้ามาหาทันที
“คุณดำรงเค้าว่ายังไงบ้างเหรอคะป้าไก่”
ป้าไก่มองซ้ายมองขวาเห็นว่ามีคนอยู่เยอะแยะ
“เดี๋ยวเราไปคุยกันที่อื่นดีกว่า... ตามป้ามา”


อรัญภัทรกำลังจะลุกออกไปจากห้องส้วม แต่ก็ได้ยินเสียงป้าไก่กับเบอรี่เดินคุยกันเข้ามา
“คุยในนี้ก็ได้ค่ะป้าไก่ เบอร์รี่ว่าไม่มีใครอยู่แล้ว”
“เดี๋ยวนะ”
อรัญภัทรที่อยู่ในห้องส้วมชะงัก เพราะรู้สึกได้ว่าสองคนนี้ต้องมีอะไรแน่ป้าไก่ก้มลงมองที่ใต้ประตูห้องน้ำ เธอรีบรีบดึงขาตัวเองขึ้นมานั่งยองๆบนชักโครกทันที
“คุณดำรงเค้าบอกว่าเบอร์รี่เล่นไม่ดีเลย”
เบอร์รี่หน้าเสีย
“จริงเหรอคะ”
“ค้าบอกว่า เอี๊ยมกับพวกยังจะเล่นได้น่าสนใจมากกว่านี้”
อรัญภัทรที่อยู่ในห้องส้วมได้ยินชัดเต็มสองรูหู
“แล้วเบอร์รี่ต้องทำยังไง”
“เค้าบอกว่าถ้าเบอร์รี่ยอมให้อะไรบางอย่างกับเค้า เค้าก็อาจจะพิจารณาใหม่”
“คุณดำรงเค้าต้องการอะไร”
ป้าไก่มองเบอร์รี่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างสื่อความหมายว่
"ตัวเธอน่ะ”
อรัญภัทรที่อยู่ในห้องส้วมได้ยินข้อความพวกนี้ก็ตกใจ เกือบเพราะออกเสียงไป แต่เอามือปิดปากไว้ได้ทัน
“ขอโทษนะที่เรื่องราวมันดันมาลงเอยที่อีหรอบนี้ได้...ป้าก็ไม่รู้จะช่วยเธอยังไงจริงๆ จากนี้ไปก็อยู่ที่เธอจะตัดสินใจของเธอแล้วหล่ะ จะไปแคสที่ใหม่หรือว่ายังไง เดี๋ยวป้าช่วยสนับสนุนเต็มที่...เออแล้วนี่ที่ยัยเอี๊ยมมาหาคุณดำรงเมื่อกี้ป้าฟังจากที่คุณดำรงพูดแล้ว มันมีแววมากเลยนะที่เค้าจะเอายัยเอี๊ยมมาเล่นละครเรื่องใหม่ของเค้าน่ะ”
เบอร์รี่ได้ยินชื่ออรัญภัทรก็ยิ่งครุ่นคิดหนัก ส่วนตัวเธอเองก็ลุ้นคำตอบนั้นว่ายังไงเหมือนกัน

ที่โรงพยาบาล พิมพิชชายืนมองแม่อย่างเก็บอาการ วรรษเปิดผ้าคลุมหน้าแม่นางออก
“หมอเค้าพยายามช่วยสุดความสามารถแล้ว แต่แม่คุณก็ไม่ตอบสนองอาการใดๆเลยหัวใจเค้าหยุดเต้นเฉียบพลัน”
“แม่”
แม่นอนอย่างสงบอยู่ที่เตียง

ในห้องน้ำหญิง อรัญภัทรกำลังรอฟังว่าเบอร์รี่จะตอบว่ายังไง ป้าไก่ก็รอฟังคำตอบจากเบอร์รี่เช่นกัน
“หนูตกลงคะป้า”
ป้าไก่ตกใจกับสิ่งที่เบอร์รี่ตัดสินใจ
“เบอร์รี่...อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจไปสิ คิดให้ดีๆก่อน ยังมีทางเลือกอื่นอีกตั้งเยอะ”
“ไม่คะ...หนูขอเลือกทางนี้”
สีหน้าเบอร์รี่ริษยาอรัญภัทรอย่างจริงจัง ส่วนเธอที่ฟังอยู่ในห้องน้ำถึงกับอึ้งกิมกี่เลยทีเดียว
อ่านต่อตอนที่ 15 


กำลังโหลดความคิดเห็น...