xs
xsm
sm
md
lg

รอยรักแรงแค้น ตอนที่ 16 จบบริบูรณ์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รอยรัก แรงแค้น ตอนที่ 16 อวสาน

ในอีกฟากหนึ่ง ที่ร้านอาหารบรรยากาศดีงามชวนฟิน ตรงต๊ะอาหารสวยสุดของร้าน พนักงานเสิร์ฟเพิ่งรับออร์เดอร์เสร็จ แล้วขยับตัวเดินออกไปที่เค้าน์เตอร์ ปรารภนั่งอยู่ตรงข้ามมุกรินที่โต๊ะนั้น ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติก

“ระหว่างรออาหาร พี่ขออะไรมุกอย่างนึงได้มั้ยครับ”
“อะไรคะ”
“ก่อนเราจะแต่งงานกัน ถ้ามุกเห็นว่ามีอะไรในตัวพี่ ที่เป็นข้อเสีย หรือเป็นสิ่งที่มุกไม่ค่อยชอบใจนัก มุกต้องบอกพี่นะ อย่าเก็บไว้ บางทีเรื่องที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่พอเก็บไว้นานๆ มันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่นะ พี่มีประสบการณ์เรื่องนี้ดี”
มุกรินเย้าหยอก “เพราะพี่แต่งงานมาแล้วสามครั้ง”
แต่ทำเอาปรารภถึงกับชะงักไปนิดหนึ่ง
“แหย่เล่นนะคะ”
“มันเป็นเรื่องจริงจ้ะ แต่รู้มั้ย ไม่มีครั้งไหนตื่นเต้นเหมือนครั้งนี้เลย”
“พี่รภไม่จำเป็นต้องพูดอย่างนี้ก็ได้ค่ะ”
“พี่รู้ว่ามันฟังดูไม่ดี กับคนในอดีตของที่ผ่านมา แต่พี่อยากพูดทุกเรื่องกับมุกพูดซะตั้งแต่วันนี้ เพื่อวันข้างหน้าระหว่างเราจะได้ไม่มีอะไรอึดอัดในใจ”
“ถ้าพี่รภคิดว่าจำเป็น ก็ตามใจค่ะ”
“สามครั้งของการแต่งงานของพี่ ไม่เคยมีพิธีเลยนะ ไม่เคยเชิญแขก ไม่เคยจัดงาน หนีตามกันบ้าง จดทะเบียนกันเงียบๆ บ้าง ถูกผู้ใหญ่บังคับบ้าง…สุดท้ายก็จบด้วยการเลิกรา แต่ครั้งนี้ เป็นครั้งที่พี่มีความหวัง มีความฝัน และทุ่มเทกับการแต่งงานของเรามาก”
มุกรินมองปรารภนิ่ง ไม่มีความเห็นใดๆหลุดจากปากเธอ
“มุก พี่ไม่อยากผิดหวังอีกแล้ว และก็ไม่อยากให้มุกผิดหวังด้วยเช่นกัน”
“พี่รภดูกังวลมากกว่ามุกซะอีก”
“ใช่...พี่กังวลว่า พี่จะทำให้มุกมีความสุขได้ไม่มากพอ”
“ถ้ามุกไม่มีความสุข มุกก็คงปฏิเสธการแต่งงานไปแล้ว”
“งั้นสัญญาได้มั้ย...ถ้ามีอะไรไม่สบายใจแม้เพียงนิดเดียวต้องบอกพี่นะ”
“พี่รภรู้มั้ย...พี่รภพูดแบบนี้ ตั้งแต่วันแรกที่มุกมาสมัครงานกับพี่เลยนะพี่”
“แปลว่าพี่เป็นคนเสมอต้นเสมอปลายไงครับ”
ทั้งสองต่างยิ้มให้กันและกัน
“อาทิตย์หน้า เราถ่ายรูปพรีเวดดิ้งสวยๆ กันนะ ถ้าวันนึงมุกทิ้งพี่ไป พี่จะได้มีรูปสวยๆ เอาไว้ปลอบใจตัวเองทีหลัง”
มุกรินได้แต่ยิ้มรับบางๆ
“พี่สั่งทีมงาน ให้เขาหาโลเกชั่นที่สวยที่สุด โรแมนติกที่สุด สำหรับเรา รวมทั้งช่างภาพต้องฝีมือดีที่สุด และต้องไม่ใช่ชื่อ คิมหันต์ สุริยะศักดิ์”
ชื่อนี้ ทำเอามุกรินอึ้งไปไม่น้อย

ทางด้านคิมหันต์และพักตรา ทั้งสองจูงมือกันเดินเล่นในสนามหญ้า และทางเดินสวย ของบ้านพัก มีพยาบาลพิเศษเดินตามคอยดูแลพักตราอยู่ห่างๆ
“เมื่อกี้นี้พักตร์จะโทรสั่งไวน์ไว้ให้คิมด้วยละ แต่พ่อห้ามไว้ พ่อบอกว่าคิมไม่ดื่มแล้ว”
“อื่อฮึ”
“ดีแล้ว คนรุ่นใหม่ ต้องหลีกเลี่ยงอบายมุขทุกอย่าง อีกหน่อยพักตร์ก็จะสอนลูกแบบนี้เหมือนกัน”
พักตราหยุดเดิน หันไปจับมือคิมหันต์
“คิม ถ้าเรามีอะไรกันคืนนี้ แล้วพักตร์ท้อง นับไปอีกเก้าเดือน ลูกก็จะคลอดต้นเดือนเมษายน ปีหน้าพอดีราศีเมษพอดีเลย คิมชอบมั้ย”
“ครับ”
“แต่ต้องคืนนี้นะคิม ต้องให้ติดลูกคืนนี้ให้ได้ พักตร์ไปเตรียมตัวก่อนดีกว่า พักตร์จะนอนรออยู่ในห้องนะคะคิม เดี๋ยวคิมรีบตามไปนะ”
พักตราขยับตัวจะเดินเข้าบ้าน คิมหันต์เรียกไว้
“พักตร์”
“คะ” สีหน้าของพักตรามีแต่ความฉงน
“เรื่องลูกน่ะ ผมว่า รอให้คุณแข็งแรงกว่านี้ก่อนไม่ดีกว่าเหรอ”
พักตราเสียงแข็งขึ้นมาทันที
“พักตร์แข็งแรงแล้วนะ หมอบอก”
“แข็งแรงกว่านี้ ก็จะยิ่งดีสำหรับลูกนะ”
“งั้นอีกสองอาทิตย์ก็ได้ค่ะ นับไปเก้าเดือน ก็เป็นปลายเดือนเมษา ตกราศี พฤษภยิ่งดีใหญ่ งั้นพักตร์ไปนอนก่อนนะ ง่วงจนจะยืนไม่อยู่แล้วค่ะ เดี๋ยวคิมมานอนกอดพักตร์นะ”
“ครับ”
พักตรารีบเดินเข้าบ้าน พยาบาลพิเศษเดินตามไปติดๆ
พลโทอรรถเดินเข้ามาข้างคิมหันต์
“หมอสั่งโซลอฟให้เธอกิน กินแล้วจะทำให้ง่วง เพราะต้องการให้ร่างกายได้พักคลายเครียด...พักตราจะนอนเร็วอย่างนี้ทุกคืน”
“ผมทราบครับ”
“นายกังวลเรื่องการเป็นพ่อคนมั้ย”
คิมหันต์คิดนิดหนึ่ง ก่อนตอบ
“ไม่ครับ...แค่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมกับบทบาทนี้”
“เธอไม่ต้องกังวลไปหรอก เพราะมันจะไม่มีวันเกิด”
คิมหันต์ปั้นหน้าฉงนเป็นคำถาม
“เรื่องนึงที่พักตรายังไม่รู้ เพราะหมอมีความเห็นว่าไม่ควรบอกเธอ นั่นก็คือ เธอจะไม่มีโอกาสท้อง”
“หมอตัดมดลูกออกไป” คิมหันต์ประเมิน
“เพื่อรักษาชีวิตของคนไข้ ฉันนึกไม่ออกเหมือนกันว่า วันนึงที่ยายพักตร์รู้ความจริงเรื่องนี้ เธอจะเป็นยังไง”
คิมหันต์ก็ตอบไม่ได้ไปไม่เป็น และพูดอะไรไม่ออกเช่นกัน
“ถ้านายไม่อยากอยู่ที่นี่จนถึงวันนั้น ก็บอกฉันนะ ฉันไม่มีความคิดจะเก็บกักตัวนายไว้ที่นี่อีกแล้ว”
“ผมอาจมีความจำเป็น จะต้องกลับไปกรุงเทพฯ”
“เธอมีสิทธิ์ทำอย่างนั้นได้...แต่บอกฉันก่อนไปก็จะดี”
“ผมจะพยายามครับ”
พลโทอรรถเดินจากไป
คิมหันต์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดหนึ่งในเบอร์สำคัญของชีวิตเขาโทร.ออก รอจนปลายสายกดรับ
“นอนรึยังวะเพื่อน ฉันต้องขอความช่วยเหลือจากแกอีกสักครั้งว่ะ สัญญาว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ชุมสาย”

เช้าของวันอันแสนสดใส พระอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าไม่นานนัก
มุกรินอยู่ในชุดเจ้าสาวแสนสวย ยืนหมุนตัวอยู่หน้ากระจกในร้านเสื้ออย่างงดงาม ทีมงานของห้องเสื้อสองคนกำลังจัดแต่งเก็บรายละเอียดของชุดอย่างใกล้ชิด ทีมงานคนหนึ่งถือโทรศัพท์มาส่งให้มุกริน
“โทรศัพท์คุณมุกค่ะ จากคุณดวงดาว”
มุกรินหยิบโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
“ฮัลโหล...ว่าไง ดาว”
ดวงดาวเดินพูดโทรศัพท์กลางโถงบ้านเช่า
“ขอให้มีความสุขมากๆนะ มุก”
“แค่ถ่ายรูป ยังไม่ใช่วันแต่งงานซะหน่อย”
“ถ้าจะสุขจริง มันก็ต้องสุขตั้งแต่วันนี้แหละ มุก...ไม่เปลี่ยนใจแน่นะ”
“ฉันจะเปลี่ยนใจก็เพราะเธอทักนี่แหละ”
“ไม่เกี่ยวกับฉัน มันเรื่องของเธอล้วนๆ”
“เอาจริงๆ นะ ถ้าฉันยกเลิกงานแต่งงาน เธอจะดีใจมั้ย”
“เฉยๆ ถามตาพ่อหม้ายที่นั่งยิ้มข้างๆ เธอดีกว่า ว่ารับไหวมั้ย”
“เสียใจนะ เขาไม่อยู่ พี่รภติดธุระด่วน เขาจะตามไปที่เซ็ตเลย เดี๋ยวถ้าอารมณ์ดีๆ จะถามให้แล้วกัน”
“ส่งรูปมาให้ดูบ้างนะ”
“เย็นๆ จะเอาไปให้ดูที่บ้าน”
ดวงดาววางโทรศัพท์ลง สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด เธอพาความทรงจำของตัวเองย้อนไปในเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนหน้านี้

ตอนนั้น ดวงดาวมาตามนัดของปรารภ เธอรออยู่ที่ร้านอาหารแห่งนี้สักครู่แล้ว สักครู่ปรารภจึงมาถึง เขาขยับตัวลงนั่งเบื้องหน้า ในร้านค่อนข้างจอแจ
“โทษทีที่ต้องให้รอนาน พอดีงานผมเพิ่งเสร็จ”
“เพื่อไม่ให้ฉันต้องนั่งนานกว่านี้ ก็เข้าเรื่องเลยเถอะค่ะ”
“ขอผมเรียบเรียงคำพูดหน่อยนะ”
“พูดทั้งหมดที่อยู่ในใจคุณออกมาเถอะ ฉันเรียบเรียงเองได้”
ที่สุดปรารภตัดสินใจเอ่ยปาก
“ผมไม่แน่ใจว่ามุกอยากแต่งงานกับผมจริงรึเปล่า”
“จะให้ฉันเช็คให้”
“คุณทำได้มั้ยล่ะ”
“ฉันมีส่วนได้ส่วนเสียน้อยกว่าพวกคุณสองคนมาก คุณจะมาเชื่ออะไรกับความเห็นของฉัน”
ปรารภถอนใจออกมาซะดัง
“ทำไมคุณไม่ถามเขาเอง”
“เขาไม่พูดความจริงเรื่องนี้กับผม ผมรู้สึกว่า เขาแค่ต้องการหนีจากคิมหันต์เท่านั้น”
“ฉันก็รู้สึกเหมือนคุณ”
ปรารภถอนใจอีกครั้ง
“นั่นก็แปลว่า เขาไม่ได้อยากแต่งงานกับผมจริงๆ มุกหลอกผม”
“คำว่าหลอกฟังดูแรงไปหน่อยนะ เขาไม่มีเจตนาอย่างนั้นหรอก”
“ลึกๆแล้ว เขาอาจจะยังลืมคิมหันต์ไม่ลง”
“คุณมีเมียมาตั้งกี่คนแล้ว คุณน่าจะดูออกมากกว่าคนอื่น”
ปรารภนิ่งไปนิดหนึ่ง จึงเอ่ยต่อ
“ผมอยากให้เวลามุกอีกซักนิด คุณว่าไง”
ดวงดาวยักไหล่ รอฟังต่อ
“ผมจะเปิดโอกาสให้มุกได้เจอคิมหันต์ สักพักนึง เพื่อให้เขาตอบตัวเองได้จริงๆ ว่า เขาตัดใจจากหมอนั่นได้จริงหรือไม่”
“คุณคิดว่ามุกจะยอมไปเจอนายคิมหันต์เหรอ”
“ผมสามารถทำให้เขาเจอกันได้”
ดวงดาวค้านเสียงเขียวขุ่น “นี่มันบ้าชัดๆ คุณรู้ตัวรึเปล่าว่าคุณกำลังเล่นกับอะไร คุณท้าทายอารมณ์คนแบบนี้ไม่ได้นะ โดยเฉพาะกับคนที่ทั้งรักมาก และแค้นมาก มันอาจจะเกิดอะไรที่คุณคาดไม่ถึงก็ได้นะ”
“เขาทั้งคู่จะอยู่ในสายตาของผมตลอด ระหว่างผมกับมุกริน จะต้องไม่มีอะไรที่คาดไม่ถึงอีกเป็นอันขาด”
“งั้นฉันก็ขอเอาใจช่วยคุณ ขอให้ได้ผลลัพท์ตรงตามที่คุณต้องการนะ คุณปรารภแต่ถ้าเป็นฉัน ฉันจะไม่มีวันไว้ใจนายคิมหันต์แม้แต่นิดเดียว”

มุกรินไม่รู้เรื่องที่ปรารภกับดวงดาวนัดคุยกัน เธอนั่งนิ่งช่างแต่งหน้ากำลังจัดการกับขั้นตอนสุดท้ายบนใบหน้าแสนสวยของเจ้าสาว
เจ้าหน้าที่ ทีมงาน เดินตรงเข้าไปหามุกริน
“คุณมุกรินคะ เสร็จแล้วเชิญทางนี้เลยนะคะ รถรออยู่ด้านหน้าค่ะ”
“แล้ว เสื้อผ้าดิฉัน”
“เราเอาไปใส่รถตู้ให้แล้วค่ะ”
“มีใครไปกับดิฉันบ้างคะ”
“เป็นทีมงานช่างภาพค่ะ”
“หวังว่าพี่รภคงจะไม่ทำอะไรเซอร์ไพร้ซ์ฉันอีกนะ”
ทีมงานยิ้มมีเลศนัย
“อันนี้เราก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”

มุกรินเดินตรงไปที่รถตู้ตรงหน้าทางเข้าโรงแรม ทีมงานเปิดประตูรถให้
“คุณปรารภบอกว่าจะตามไปให้เร็วที่สุด”
“ต้องแอบเตรียมอะไรไว้ แล้วไม่บอกให้ฉันรู้แน่ๆ”
ทีมงานยิ้มหวาน “ถ่ายรูปให้สนุกนะคะ”
มุกรินก้าวเข้าไปในรถ ทีมงานปิดประตู

ในรถตู้คันนั้น มุกรินนั่งที่เบาะใหญ่กลางรถ มีเด็กหนุ่มหน้าคุ้นตานั่งอยู่ที่เบาะด้านหลังสุด มุกรินหันไปยิ้มให้เขา และเอ่ยปากทัก
“ช่างภาพเหรอคะ”
“เปล่าครับ ผมเป็นผู้ช่วยช่างภาพ ผมชืิ่อเจมส์ครับ”
“ค่ะ”
“วันนี้ต้องเหนื่อยหน่อยนะครับ แต่ลูกพี่ผมฝีมือดี รับรองว่ารูปออกมาสวยแน่ๆ ครับ”
โชเฟอร์สตาร์ทรถ แล้วเคลื่อนรถออกไปสู่ถนนใหญ่ในที่สุด

เช้าวันเดียวกัน พักตราเดินตัวตรง หน้าเครียดเข้ามาในห้องโถง พลโทอรรถนั่งอ่านหนังสืออยู่ในนี้ เอ่ยปากด้วยเสียงสดชื่น
“ตื่นเช้าจังลูกพ่อ”
“หนูหาคิมไม่เจอ คิมไปไหนคะพ่อ พักตร์ตื่นมาก็ไม่เห็นแล้ว”
อรรถหายใจลึกๆ ตั้งสติให้ดูเป็นปกติ ก่อนตอบ
“เอ้อ...เขาเข้ากรุงเทพฯ น่ะลูก...มีงานบางอย่างที่เขาต้องสะสางให้เสร็จ”
“งาน”
“เขาเป็นช่างภาพไง ลูกลืมแล้วเหรอ ช่างภาพ ก็ต้องถ่ายภาพสิลูก”
“ถ่ายที่ไหน”
อรรถไม่ได้เตรียมคำตอบข้อนี้ไว้
“เขาน่าจะบอกพักตร์ก่อน งั้นพักตร์ไปนอนต่อนะพ่อ คิมมาแล้วเรียกพักตร์นะคะ”
พักตราเดินกลับไปเฉยๆ อย่างไร้อารมณ์

ความตึงเครียดตกอยู่ที่นายพลโทผู้เป็นพ่อซึ่งครุ่นคิดหนักถึงเหตุการณ์กลางดึกเมื่อคืนนี้

อ่านต่อหน้า 2




รอยรัก แรงแค้น ตอนที่ 16 อวสาน (ต่อ)

โดยตอนนั้นคิมหันต์ในชุดเดินทาง เดินเข้ามาอรรถในห้องโถง ตั้งคำถามกับเขาตรงๆ

“ฉันควรจะบอกพักตรา ว่าเธอไปไหน”
“เพื่อรักษาสภาพจิตใจของพักตรา ผมคิดว่า เธอไม่ควรรู้ว่าผมไปไหน ที่จริงเธออาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมอยู่ที่นี่ ผมกลับมาให้เธอเห็นหน้าเมื่อไหร่ เธอก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าผมอยู่ที่นี่กับเธอตลอดเวลา”
“แล้วสภาพจิตใจของฉันล่ะ เธอจะไม่บอกให้ฉันสบายใจหน่อยเหรอ ว่าเธอไปทำธุระกับใคร ที่ไหน”
“ผมเกรงว่าท่านจะรับไม่ได้”
อรรถอึ้งไป คิมหันต์ขยับตัวจะเดินออกไป
“เธอจะกลับมาที่นี่อีกมั้ย”
“ท่านบอกเองว่า เป็นสิทธิ์ของผม...ท่านไม่ลืมใช่มั้ยครับ”
คิมหันต์เดินไปขึ้นรถทันที

คิดเรื่องนี้แล้ว พลโทอรรถยกโทรศัพท์มือถือขึ้นกดโทร. ก่อนจะกรอกเสียงพูดถามปลายสาย
“ฮัลโหล รู้รึยัง ว่า เขาอยู่ที่ไหน เจอตัวเมื่อไหร่ ส่งข่าวบอกฉันทันทีนะ”
สีหน้าของอรรถ ยังไม่คลายความกังวลลง

รถตู้คันนั้นแล่นมาจอดในอาณาบริเวณสวนสวยบรรยากาศร่มรื่น มันเป็นสถานที่สำหรับใช้จัดงาน และถ่ายภาพ พรีเวดดิ้ง
มีรถสปอร์ตสวยเปิดประทุนคันหนึ่งจอดอยู่กลางลานนั้น เข้าใจได้ว่า มันคือหนึ่งในองค์ประกอบสำหรับถ่ายภาพคู่บ่าวสาว
มุกรินก้าวลงจากรถตู้ ผู้ช่วยช่างภาพพาเธอไปนั่งที่รถสปอร์ตคันนั้น
“พี่รอช่างภาพแป๊บเดียว ช็อตแรกเราถ่ายกับรถคันนี้แหละครับ”
ผู้ช่วยเดินไปเตรียมอุปกรณ์กล้องของตน

มุกรินนั่งนิ่งรอการมาของช่างภาพ สักครู่ช่างภาพคนนั้นจึงเปิดประตูเข้ามานั่งข้างๆ มุกรินในตำแหน่งคนขับ เห็นได้ชัดว่า เขาคือ คิมหันต์ พอมุกรินหันไปมองเธอสะดุ้งโหยง ตั้งตัวไม่ทัน
“ผมคือช่างภาพของคุณ”
คิมหันต์สตาร์ทรถทันที
“จะขับไปไหน”
“ไปเซ็ตที่สวยกว่านี้ และมีคุณค่า คู่ควรกับเจ้าสาวสวยๆ อย่างคุณครับ คุณมุกริน”
รถสปอร์ตคันงามเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทีมงานในบริเวณนั้นทุกคน

ปรารภอยู่ในชุดหล่อสุด พร้อมถ่ายรูป เขาเดินพูดโทรศัพท์ออกมาจากในบ้าน
“ฮัลโหล เจ้าสาวของพี่ไปถึงรึยัง”
ทีมงานยืนพูดโทรศัพท์กลางลานในสวนสวย มีทีมงานอื่นๆ ล้อมวงซักถามเรื่องราวจากผู้ช่วยช่างภาพ บริเวณด้านหลัง
“มาถึงเมื่อสักครู่แล้วค่ะ”
“โอเค เดี๋ยวจะมีแขกของพี่คนนึงมาขอคุยกับเจ้าสาวนะ เขาชื่อคิมหันต์ พี่อนุญาตให้คุยกันได้ซักครึ่งชั่วโมง พวกเราคอยดูให้ดีด้วย ให้คุยอยู่ที่นั่น อย่าไปไหนไกล พี่กำลังจะเข้าไปเดี๋ยวนี้”
“ไม่ทันแล้วค่ะ คือ คุณมุกริน มาแล้ว ออกไปแล้วค่ะ...ไปกับช่างภาพ”
“ไปกับช่างภาพ ช่างภาพไหน” ปรารภงงปนตกใจ
“ช่างภาพชื่อคิมหันต์ค่ะ แกมาแทนช่างภาพของเรา”
ปรารภสะดุ้ง ดวงตาเบิกโพลงขึ้นมาทันที
“ตอนนี้แกขับรถออกไป กับเจ้าสาวของพี่แล้วครับ”
ปรารภร้องลั่น “ห๊า”

รถสปอร์ตเปิดประทุนคันนี้ วิ่งไปบนถนนสวยมุ่งหน้าสู่พัทยา โดยมีหนุ่มหล่อและสาวงามในชุดเจ้าสาวนั่งเคียงคู่กันทั้งสองต่างมองนิ่งไปเบื้องหน้า
เพลงรัก กำลังทำหน้าที่ถ่ายทอดความสัมพันธ์ในใจของคนทั้งคู่

มุกรินเป็นฝ่ายตัดสินใจเป็นผู้เอ่ยปากถามขึ้นก่อน
“คุณจะพาฉันไปไหน”
“ผมนึกว่าคุณจะไม่พูดอะไรเลยตลอดทาง”
“คุณขับมาไกลเกินไปแล้ว”
“คุณไม่ได้มีธุระต้องรีบไปไหนไม่ใช่เหรอ ที่สวยๆ มันก็ต้องใช้เวลาหน่อย”
“เวลาของคุณหมดไปนานแล้ว”
“ผมรู้ แต่นี่ไม่ใช่เวลาของผม มันเป็นเวลาของคุณ เวลาที่คุณต้องตัดสินใจ”
มุกรินมองหน้าคิมหันต์ เธอพยายามเข้าใจสิ่งที่เขาพูด
“พี่รภรู้รึเปล่าว่าคุณมา”
“รู้...เขาเป็นคนยื่นข้อเสนอให้ผมได้คุยกับคุณ”
“ไม่จริง”
“จริง...แต่เขาไม่รู้ว่าผมจะพาคุณไปไหน”
“คุณหักหลังเขา”
“เปล่า ถึงเมื่อไหร่ คุณโทร.บอกเขาได้เลย”
มุกรินเหนื่อยใจ “ไม่มีประโยชน์อะไรเลยนะ คิม ทำแบบเนี้ย”
“อย่างน้อยผมก็ได้ถ่ายรูปคุณในชุดเจ้าสาวที่นั่น...”
คิมหันต์หันไปยิ้มสวยให้มุกริน
“หรือคุณคิดว่า มีใครถ่ายรูปคุณได้สวยกว่าผมบ้าง”
รถคันนี้พุ่งทะยานไปข้างหน้า บนถนนสวยเส้นเดิม

พลโทอรรถกำลังซ้อมพัดกอล์ฟอยู่บนเนินดินใกล้บ้าน จนโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของท่านดัง อรรถกดปุ่มเปิดลำโพงแล้ววางมันบนถุงกอล์ฟข้างตัว
“ว่าไง มีอะไรคืบหน้ามั้ย”
ลูกน้องของอรรถยืนพิงรถที่จอดอยู่บริเวณสวนร่มรื่น เขาถือโทรศัพท์แนบหู เอ่ยปากพูดกับผู้เป็นนาย
“เขามาถ่ายรูปงานแต่งงานครับ”
อรรถพัดลูกกอล์ฟ พร้อมกับพูดโทรศัพท์ สาวใช้คนหนึ่งเดินถือเครื่องดื่มมาวางให้พลโทอรรถ
“ก็แปลว่าไปทำงานปกติ”
“น่าจะไม่ปกติครับ”
อรรถนิ่วหน้า “ยังไง”
“เขาเพิ่งขับรถพาเจ้าสาวหนีออกจากงานครับ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าหนีไปไหน”
พลโทอรรถสังหรณ์ใจโดยประหลาด เงยหน้าจากการเล็งลูกกอล์ฟ เอ่ยปากถามลูกน้องเสียงดัง
“เจ้าสาวชื่ออะไร”
เสียงลูกน้องตอบกลับมาชัดเจนว่า “มุกริน”
“หาให้เจอว่าพวกเขาไปที่ไหน แล้วรายงานฉัน ด่วน”
สาวใช้คนนั้น ได้ยินการสนทนาครบทุกคำพูด

พักตรานอนหลับตานิ่งอยู่ในที่ทางของหล่อน มีพยาบาลพิเศษสองคนนั่งอ่านหนังสือ ห่างออกไป
สาวใช้คนนั้นเดินเข้าตรงมายังพยาบาลพิเศษ
“คุณพักตราล่ะ”
“หลับ”
“น่าสงสารคุณพักตราจังเลย”
“อาการเธอดีขึ้นเยอะแล้วนะ”
“แต่ถ้ารู้เรื่องนี้ละก้อ มีหวังทรุดหนักอีกแน่ๆ”
พยาบาลอยากรู้ขึ้นมาทันที
“เรื่องอะไร”
“ก็สามีแกน่ะสิ นอกจากจะทิ้งขว้างไม่ดูแลแล้ว ยังไปฉุดเจ้าสาวคนอื่นเขาหนีออกจากงานอีก”
พักตราลืมตาขึ้นทันควัน และ นิ่งฟัง
“ถามจริง”
“จริง ต้องอย่าให้คุณพักตราเธอรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด”
“เจ้าสาวที่ไหนนะยอมอย่างนั้น”
“จะใครซะอีกล่ะ ก็แฟนเก่าคุณคิมหันต์ที่เคยหมั้นกัน แล้วถอนหมั้นซะโด่งดังน่ะ”
“มุกริน” พยาบาลยังรู้
“เออ...นั่นแหละ”
พักตรานิ่งฟัง ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้น เกร็งไปทั้งร่าง

คิมหันต์ยังคงขับรถมุ่งไปข้างหน้าอย่างใจเย็น ส่วนมุกรินมีท่าทีไม่ค่อยสบายใจนัก สุดท้ายเธอตัดสินใจเอ่ยปากขึ้นอีกว่า
“ฉันว่าคุณจอดรถเถอะ พอที คิมหันต์ ไม่ว่าคุณคิดจะทำอะไร มันไม่มีทางทำให้ฉันประทับใจได้อีกแล้ว สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นี่ มันมีแต่ความเสียหาย ฉันกำลังจะแต่งงาน กำลังจะเป็นเจ้าสาวนะ”
“ผมรู้ ชุดบึ้มออกขนาดนี้”
“รู้แล้วทำทำไม”
“คุณยังไม่รู้เลยว่าผมจะทำอะไร คุณก็คิดร้ายกับผมแล้ว”
“ประสบการณ์ของฉันมากพอที่จะคิดอย่างนั้นกับคุณ”
คิมหันต์ไม่ตอบอะไร
“อีกนานมั้ยกว่าจะถึง”
“ไม่นานกว่าที่คุณเคยนั่งไปกับผมหรอก”

ดวงดาวเดินเข้ามาปรารภที่นั่งเครียดอยู่ในห้องโถง
“ฉันบอกแล้ว ไม่เชื่อ...เล่นกับนายคิมหันต์ก็เป็นอย่างนี้หละ...สมน้ำหน้า”
“อย่าเพิ่งซ้ำเติมผมได้มั้ย บอกมาก่อนว่าคุณพอจะเดาได้รึเปล่า ว่าเขาน่าจะไปที่ไหนกัน”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง”
“ถ้าไม่มีใครรู้ ก็คงต้องแจ้งตำรวจแล้วหละ เรื่องใหญ่แน่คราวนี้”
“คู่นี้ไม่เคยมีอะไรเล็กอยู่แล้ว
ไม่ทันที่ปรารภจะทำอะไร โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นมา ปรารภรีบกดปุ่มรับสาย
“ฮัลโหล ว่าไงนะ โอเค ขอบใจ”
ปรารภวางสาย หันมาพูดกับดวงดาว สีหน้ามีความหวังขึ้น
“รู้แล้วว่าพวกเขาไปไหน”
“รู้ได้ยังไง”
“ทีมงานผมคาดคั้นเอาจากผู้ช่วยนายคิมหันต์ พวกเขามุ่งหน้าไปพัทยา ที่ที่เขาเคยบอกรักกัน”
ดวงดาวเหยียดยิ้มอย่างเวทนา
“คุณแพ้เขาแล้วละ”
“ยัง...อย่างน้อยมันก็ไม่คิดหรอกว่าผมจะตามหามันจนเจอ”
สาวกร้านโลกส่ายหัว “เขาตั้งใจบอกให้คุณตามไปต่างหาก เตรียมตัวอกหักได้เลย คุณไม่ทันเขาจริงๆ คุณปรารภ”

รถเปิดประทุนคันนี้ วิ่งไปบนถนนสวยริมทะเล คิมหันต์และมุกรินนั่งเคียงคู่กันไปดูสวยงามและเหมาะสมอย่างยิ่ง

อ่านต่อหน้า 3




รอยรัก แรงแค้น ตอนที่ 16 อวสาน (ต่อ)

คิมหันต์ขับรถคันนี้เลี้ยวลงจากไหล่ถนน วิ่งผ่านแนวต้นสนตรงมาจอดกลางลานร่มรื่นริมทะเล ดับเครื่องยนต์แล้วจึงพูด

“อีกประมาณสามชั่วโมง เจ้าบ่าวของคุณจะมาที่นี่”
“แล้วไง”
“ผมพอจะมีเวลาคุยกับคุณไม่เกินสามชั่วโมง”
คิมหันต์ก้าวลงจากรถคันนี้ เขาเดินไปตั้งหลักบริเวณหน้ากระโปรงรถ มุกรินถือโอกาสนี้ก้มดูข้อความในมือถือ หน้าจอปรากฏข้อความทางไลน์ ส่งมาจากดวงดาวว่า
“ฉันอยู่กับปรารภ กำลังตามไป”
มุกรินแอบกดหมายเลขลงไปบนโทรศัพท์ของเธอ

ด้านคิมหันต์ รวบรวมสมาธิได้แล้วจึงพลิกกลับมาหามุกริน
“คุณไม่ต้องพูดอะไรก็ได้ ผมขอเป็นคนพูดให้คุณฟังเอง เพราะนี่คงเป็นโอกาสสุดท้ายที่ผมจะได้พูดกับคุณ”
มุกรินเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์ รอฟัง นิ่งๆ
“ผมพยายามจะพูดกับคุณดีๆ แต่คุณปฏิเสธผมตลอด คุณไม่ยอมรับฟังผมเลยแม้แต่นิดเดียว ผมจึงต้องใช้วิธีนี้”

ในรถคันที่ปรารภขับรถอย่างมุ่งมั่น มีดวงดาวนั่งอยู่ที่เบาะข้างๆ เขา จนเสียงโทรศัพท์มือถือดวงดาวดังขึ้น...เธอก้มดูหมายเลข
“มุกโทร.มา”
ดวงดาวกดรับสายทันที
“ฮัลโหล...ฮัลโหล”
ปรารภร้อนใจ “ว่าไง”
“ไม่ได้พูดอะไร...มุกคงอยากให้เราฟังว่าเขาคุยอะไรกัน”
ดวงดาวกดปุ่มเปิดลำโพง เสียงคิมหันต์ดังออกมาจากโทรศัพท์
“ทันทีที่คุณบอกว่าจะแต่งงานกับนายปรารภ คุณรู้มั้ยว่าหัวใจผมแหลกสลายไปแค่ไหน”
ดวงดาวเยาะ “วิธีนี้อีกแล้วนะนายคิมหันต์”

คิมหันต์ ยังคงยืนอยู่บริเวณหน้ารถ เอ่ยปากพูดความรู้สึกทั้งหมดของเขา โดยมีมุกรินนั่งฟังอยู่ที่เดิมในรถคันนี้
“คุณรู้ ผมเชื่อว่าคุณต้องรู้ แต่คุณจงใจที่จะทำร้ายผมด้วยวิธีแบบนั้น และมันก็ประสบความสำเร็จ สมใจคุณ แต่คุณถามตัวเองแน่ๆหรือยังว่า คุณยอมเอาชีวิตที่เหลือของคุณทั้งชีวิตเข้าแลก เพื่อให้ผมหัวใจสลาย มันคุ้มกันมั้ย”
“คำถามแค่นี้ ถามที่ไหนก็ได้ ไม่เห็นต้องลักพาตัวมาอย่างนี้เลย”
“เพราะคุณไม่ให้โอกาสผมถามคุณไงล่ะ คุณปิดกั้นผม ปิดกั้นตัวเอง คุณไม่ยอมเปิดใจตัวเอง ให้หัวใจของคุณเป็นผู้ตัดสิน”
มุกรินก้าวออกมาจากรถ อารมณ์ของเธอรุนแรงขึ้น
“ฉันเบื่อแล้วค่ะ คิม ฉันเบื่อที่จะถามใจตัวเองแล้ว เพราะทุกครั้งที่ฉันถาม คำตอบมันก็คือคำตอบของหัวใจฉัน ไม่ใช่หัวใจคุณ ฉันไม่เคยรู้เลยว่าจริงๆ แล้วหัวใจของคุณเป็นยังไง”
“ถามผมสิครับ”
มุกรินเอ่ยปากสวนคำ ใส่หน้าคิมหันต์แรงๆ
“ไม่ถามค่ะ เพราะวันนี้ฉันรู้แล้ว ฉันรู้หมดแล้ว”
“ไม่จริง ที่คุณรู้มันก็แค่เปลือกของอารมณ์ชั่ววูบ”
“แต่อารมณ์ชั่ววูบของคุณ ทำลายฉันทั้งชีวิต”
“ผมไม่ได้ทำลายคุณ ผมปกป้องคุณจากอารมณ์แค้นของผมต่างหาก”
“ปกป้องเหรอ ทั้งหมดที่คุณทำกับฉันเนี่ยเหรอปกป้อง ปกป้องยังไงไม่ทราบ”
“ปกป้องด้วยการไม่ยอมหยุดรักคุณไง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมไม่เคยเลิกรักคุณ ความรักที่ผมมีให้คุณ มันมากกว่าความแค้นทั้งหมดที่ผมมี”
ทั้งสองจ้องหน้ากัน นิ่ง ชั่วครู่
“แต่ตอนนี้คนที่เต็มไปด้วยความแค้นคือฉัน และความแค้นของฉันวันนี้ มันก็มากกว่าทุกอารมณ์ที่ฉันเคยมีกับคุณ”
“เพราะคุณกำลังแค้น ผมจึงต้องปกป้องคุณจากความผิดพลาดครั้งใหม่”
คิมหันต์กระเถิบตัวเข้าไปใกล้มุกริน เขาใช้สองมือวางแตะลงบนไหล่ทั้งสองข้างของมุกริน
“คุณกำลังตัดสินใจผิดนะมุก คุณไม่ได้รักนายปรารภ ถ้าคุณรักเขาจริง คุณต้องแต่งงานกับเขาไปก่อนหน้านี้แล้ว คุณปฏิเสธมั้ยล่ะ”
มุกรินเบี่ยงตัวหลบจากสองมือของคิมหันต์ แล้วเดินแยกห่างออกไป
“แต่งงานเพราะแค้น กับแต่งงานเพราะรัก มันให้ผลที่ต่างกันมากนะ เชื่อผมเถอะมุก”
มุกริน นิ่ง ไม่ตอบ และไม่สบตา

ปรารภและดวงดาวนั่งมาในรถที่แล่นสู่พัทยา ทั้งสองฟังเสียงจากโทรศัพท์มือถือ นิ่ง อึ้ง ดวงดาวเหลือบไปมองปรารภ
“อยากให้ฉันใส่หูฟังมั้ย”
“ไม่ต้อง”
ปรารภขับรถต่อไป หน้าซีดนิดๆ

คิมหันต์ และมุกรินยืนนิ่งๆอยู่ที่เดิม คนละมุม สักครู่คิมหันต์จึงค่อยๆหย่อนตัวลงนั่ง บนขอนไม้ใกล้ตัว
“เลยข้างหน้าไปอีกสองโค้ง คือที่ที่เราบอกรักกัน คุณจำได้มั้ย”
มุกรินไม่ตอบ
“ผมมีรูปคุณที่ถ่ายที่นั่น เยอะมากเลย มีทั้งที่ถ่ายในวันฟ้าสวย วันฟ้าครึ้ม และก็วันฝนตก”
“ช่วยลบทิ้งซะให้หมดด้วย”
“ผมลบแล้ว แต่ยังไม่หมด ผมเริ่มต้นลบตั้งแต่วันที่ผมรู้ว่าผมสิ้นหวัง แต่ก็มีรูปที่ลบเท่าไหร่ก็ลบไม่ออก มันคือรูปที่อยู่ในใจของผม ในความทรงจำของผม ผมอยากรู้ว่า มันหมดไปจากความทรงจำของคุณด้วยรึเปล่า”
มุกรินถอนหายใจแรงๆ พยายามสะกดใจไม่ให้คล้อยตามคิมหันต์ แล้วจึงเปลี่ยนเรื่องพูด
“คุณจะทำยังไง เมื่อพี่รภมาถึง”
“ผมจะขอให้คุณเลือก”
มุกรินโมโห “จะบ้ารึเปล่าคิม”
“ไม่ใช่แค่ผมหรอกที่กังวลเรื่องนี้ ว่าที่เจ้าบ่าวของคุณก็กังวลเหมือนกัน ผมจะบอกให้นะ ไม่มีผู้ชายคนไหนหรอก ที่จะมีความสุขกับการแต่งงานกับผู้หญิง ซึ่งเขารู้ทั้งรู้ว่าเธอไม่ได้รักเขา”

อีกฟาก ดวงดาวหันไปพูดกับปรารภ
“โอกาสคุณน้อยลงเรื่อยๆแล้วละ”

คิมหันต์โน้มน้าวมุกรินต่อ “เขาเป็นคนเปิดโอกาสให้ผมได้คุยกับคุณ เพื่อให้คุณเช็คหัวใจตัวเองอีกครั้ง ต้องถือว่านายปรารภเป็นสุภาพบุรุษไม่น้อย”
มุกรินยังคงเก็บอารมณ์ตัวเอง นิ่งๆ
“ถ้าคุณตัดสินใจเลือกเขา เพราะคุณรักเขาจริง ผมก็ยินดีจะถ่ายรูปคู่ให้คุณ เพราะผมรู้ว่ามุมไหนของคุณ สวยที่สุด โดยเฉพาะที่หาดนั้น...ผมอาจจะไม่ได้ ใส่ชุดเจ้าบ่าว ยืนข้างๆ คุณ แต่ผมก็ยังมีโอกาสได้มองคุณในชุดเจ้าสาวเต็มๆ ตา แม้จะต้องมองผ่านเลนส์กล้อง ก็ยังดีกว่าไม่ได้เห็นเลย”
มุกรินก้มหน้านิ่ง เธอพยายามอย่างสุดใจ ที่จะไม่โอนอ่อนไปตามอารมณ์ของคิมหันต์
“หวังว่าคุณจะตัดสินใจได้ ก่อนเขามาถึงนะ มันไม่ได้ยากอะไร ถ้าคุณเปิดใจตัวเอง อย่าทำให้ผู้ชายดีๆอย่างปรารภต้องทุกข์ทรมานไปทั้งชีวิตเลยครับ”
มุกรินหายใจลึกๆ แล้วเอ่ยปากชัดถ้อยชัดคำ
“ฉันเชื่อว่า ฉันจะรักเขาได้ ไม่ยาก”
“คุณรู้ได้ยังไงว่าความเชื่อกับความเป็นจริงมันจะเหมือนกัน คุณกล้าถามเขาต่อหน้ามั้ยล่ะ เมื่อเขามาถึง คุณถามเขาเลย บอกเขาว่าวันนี้คุณยังไม่ได้รักเขาหรอกนะ แต่อยู่ไปซักพักฉันจะรักคุณเอง ทำสัญญากันก็ได้ ว่าอีกกี่ปีถึงจะรัก ห้าปี หกปี เจ็ดปี ดูซิว่าเขารอได้มั้ย คำตอบของเขาจะทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น...อยู่ที่ว่าคุณจะกล้าพูดกับเขาอย่างนี้มั้ย”
มุกรินตัดสินใจลุกเดินไปที่รถคันนั้น เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดปุ่มปิดมัน

เสียงจากโทรศัพท์ดวงดาวหายไป ปรารภถึงกับสะดุ้ง
“สายหลุดเหรอ”
“มุกเขาคงไม่อยากให้ เราได้ยินบทสนทนาหลังจากนี้มากกว่า คุณเสียเธอไปแล้วละ คุณปรารภ”
“คุณทำอย่างนี้กับฉันทำไม คุณจงใจพูดให้พี่รภได้ยินใช่มั้ย”
มุกรินชูโทรศัพท์ใส่หน้าคิมหันต์
“ผมพูดเรื่องจริง ผมไม่รู้นี่ว่าคุณต่อโทรศัพท์ถึงใคร ปลายสายมีใครฟังอยู่รึเปล่า ผมจะไปรู้ได้ยังไง”
มุกรินตะโกนลั่น ด้วยอารมณ์อันรุนแรง
“ฉันทำบาปทำกรรมอะไรนักหนา คุณถึงไม่เลิกจองเวรฉันซะที นายคิมหันต์”
มุกรินเดินหนีไปทันที คิมหันต์ได้แต่ยืนอึ้ง นิ่งงันไป

มุกรินหย่อนตัวลงนั่งตรงโขดหิน ริมหาด มันเป็นทุ่งโล่งไม่ไกลจากหาดในความทรงจำของเขาและเธอ
มุกรินทอดสายตาออกไปไกล พยายามลดความพุ่งพล่านของอารมณ์ลงให้เป็นปกติ สักพัก คิมหันต์เดินเข้ามา หย่อนตัวลงนั่งข้างๆ เอ่ยปากด้วยเสียงนุ่มนวล
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงภาวนาให้ฝนตก”
“ต่อให้วันนี้มีพายุเข้า มันก็ไม่มีทางเหมือนเมื่อก่อนหรอก”
“คุณเคยได้ยินคำพูดนี้มั้ย ความรักอาจจะไม่ได้จบลงด้วยการแต่งงาน หรือการอยู่กินร่วมกัน เสมอไป”
“คุณหมายถึงใครล่ะ”
“คุณกับผม...คุณกับปรารภก็ได้”
“และก็คุณกับพักตราด้วย”
“ก็...จะนับรวมด้วยก็ได้”
“พี่รภคงจะเกลียดฉันไปอีกนาน ถ้าฉันบอกเลิกการแต่งงานตอนนี้ เขาเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว เขาวาดฝันถึงอนาคตหลังแต่งงานไว้ไม่น้อย”
“ไม่เท่าผมหรอก”
“หลังจากวันนี้ ฉันจะไม่ยอมพบหน้าคุณอีกเลย ไม่ว่ากรณีใดๆ”
“ขอผมรู้การตัดสินใจของคุณก่อนได้มั้ย”
“ฉันจะพูดกับพี่รภ ต่อหน้าเขา และไม่ว่าผลจะเป็นยังไง ฉันก็จะไม่ขอเห็นหน้าคุณอีกต่อไปอยู่ดี”
ดูเหมือนว่า น้ำตาของมุกรินจะค่อยๆ ไหลออกมา เธอรีบปาดมัน เพื่อไม่ให้คิมหันต์เห็น แต่ยิ่งพยายามหยุด มันกลับยิ่งไหลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
“บอกได้มั้ย ผมอยู่ในสถานะไหนสำหรับคุณ เพื่อนเก่า คนแปลกหน้า หรือคนร้ายที่คุณจะจงเกลียดจงชังตลอดไป”
“คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอก รู้แค่ว่า มันจะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกเท่านั้นก็พอ”
คิมหันต์ได้แต่ก้มหน้านิ่ง คล้ายจะยอมรับ
“คุณเคยเสียดายเวลาบ้างมั้ย”
“อย่าตั้งต้นพูดแบบนี้กับฉันอีกเลย คิมหันต์”
“ผม...”
มุกรินสวนคำออกมา “ถ้าคุณเริ่มพูดเรื่องเก่าเพื่อรื้อฟื้นความรู้สึกเดิมเมื่อไหร่ ฉันจะเดินหนีคุณไปทันที”
คิมหันต์หุบปากนิ่งสักพัก จึงเอ่ยปากเบาๆ
คิมหันต์ผมขอจับมือคุณได้มั้ย
มุกรินไม่เอ่ยปากใดๆ
มือของคิมหันต์ค่อยๆ เอื้อมไปวางบนมือของมุกริน และกระชับ จับไว้อย่างนุ่มนวล มุกรินนั่งนิ่งๆ เธอรับรู้ได้ถึงอารมณ์ ในสัมผัสของเขา แต่สักพักมุกรินก็ดึงมือออกจากการเกาะกุม คิมหันต์จึงขยับตัวลุกขึ้น เขาเดินไปนั่งห่างๆและหันหน้าเข้าหาเธอ
“ผมจะนั่งจ้องหน้าคุณนิ่งๆอย่างนี้ แล้วรอจนกว่านายปรารภมา เพื่อจะฟังคำตอบสุดท้ายจากปากคุณ อย่าเพิ่งเดินหนีผมไปไหนอีกนะ มุก”

อีกฟากหนึ่ง พลโทอรรถก้าวเดินเข้าบ้านมา เห็นพยาบาลพิเศษหนึ่งคน นั่งอ่านหนังสืออยู่ในนั้น อรรถเอ่ยปากถามเธอ
“ยายพักตร์ล่ะ ยังนอนอยู่อีกเหรอ ไม่เห็นลงมากินอะไรเลย”
พยาบาล1 บอกว่า “ลงมาตั้งแต่เช้าแล้วนี่คะ”
“เขาลงมา แล้วก็กลับไปนอนต่ออีกไม่ใช่เหรอ”
“ไม่นี่คะ เธอนั่งตรงระเบียงตั้งแต่เช้า”
“แล้วตอนนี้อยู่ไหนล่ะ ที่ระเบียงไม่เห็นมีเลย”
พยาบาลพิเศษอีกหนึ่งคนเดินเข้าเฟรมมา
“คุณพักตร์บอกว่าจะไปเดินเล่นกับท่านค่ะ”
อรรถตกใจ “ห๊า เดินเล่นที่ไหน ฉันเดินของฉันอยู่คนเดียวตั้งแต่เช้าแล้ว แล้วเธอปล่อยเขาไปตามลำพังได้ยังไง ทำไมพวกเธอไม่เดินตามไป”
พยาบาล2 บอก ท่าทีกริ่งเกรง “เธอบอกว่าห้ามตามค่ะ”
อรรถระเบิดใส่ “โธ่เว้ย ไปตามหาให้ทั่ว เร็วเข้า”

คิมหันต์และมุกริน ต่างนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม สักพักใหญ่ๆ คิมหันต์ก็เอ่ยปากพูด
“ผมพูดอะไรไม่ได้อีกแล้วใช่มั้ย”
“ต้องไม่ใช่เรื่องเก่าๆระหว่างเรา”
คิมหันต์ผ่อนลมหายใจยาวๆ แล้วจึงพูด
“คุณเห็นอนาคตตัวเองมั้ย”
มุกรินไม่ตอบ
“มองอนาคตตัวเองบ้างมั้ย ว่าจะเป็นยังไง”
มุกรินยังคงรักษาความนิ่ง
“ผมเห็นอนาคตของผมแล้ว ผมคงจะเดินทางไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอที่เหมาะๆ ที่ทำให้ผมอยู่นิ่ง และมีอะไรให้ผมถ่ายรูปได้ทุกวัน ผมจะเล่าเรื่องราวชีวิตของผมผ่านทางรูปภาพ ภาพต้นไม้...ตั้งแต่เริ่มแตกหน่อออกจากเมล็ดพันธุ์ ภาพต้นอ่อนที่สดใสร่าเริงยามได้รับน้ำฝน กิ่งก้านเบิกบานเมื่อได้รับแสงแดด จนผลิดอกเมื่อเติบโตเต็มที่...และเริ่มมีความรักกับแมลงตัวน้อย แต่ก็ต้องผิดหวังอกหัก เมื่อเจ้าแมลงบินจากไป เมื่อถึงบั้นปลายก็ต้องเหี่ยวแห้งเฉาไปในที่สุด ชีวิตผมก็คงมีอยู่เท่านี้ มันอาจจะเป็นภาพถ่ายที่น่าเบื่อสำหรับคนบางคน แต่มันคือชีวิตของผม ผมคงอยากเป็นดอกไม้ที่แข็งแรง แม้แมลงบินจากไปก็ยังยืนเบ่งบานอยู่ได้”
“ดอกไม้คือผู้หญิง แมลงคือผู้ชาย คุณคือแมลงใจร้าย คุณไม่ใช่ดอกไม้ค่ะคิมหันต์”

รถยนต์ของปรารภเลี้ยวเข้าสู่ถนนเลียบหาด เขายังคงขับรถหน้าตาเครียด ส่วนดวงดาวก้มดูแผนที่ในโทรศัพท์
“ใกล้ถึงรึยัง”
“Google บอกว่าอีก 25นาทีถึง....คุณเตรียมคำพูดประโยคแรกไว้รึยัง”
“ยังคิดไม่ออก”

บริเวณทุ่งโล่งใกล้ชายหาด คิมหันต์และมุกริน ยังคงนั่งอยู่ที่นั่น เวลาที่ผ่านไปทำให้ทั้งคู่ดูผ่อนคลายมากขึ้น
“คุณรู้มั้ยว่าเวลาของแต่ละคนเดินไม่เท่ากัน”
“ไม่จริง”
“เวลาของคนมีความสุข กับเวลาของคนมีความทุกข์ เดินไม่เท่ากัน เวลาของคนมีความรัก กับเวลาของคนอกหัก ก็ไม่เท่ากัน”
มุกรินมองหน้าคิมหันต์ รอฟังต่อ
“เวลาที่เราอยู่ใกล้ชิดกับคนรัก เรามักอยากจะหยุดเวลา หยุดโลกไว้ เพื่อให้ช่วงเวลานั้นมันยาวนานที่สุด...แต่ก็ทำไม่ได้ ยิ่งมีความสุขมากเท่าไหร่ เวลาก็ยิ่งเดินเร็วมากขึ้นเท่านั้น แต่พอเรามีทุกข์ โศกเศร้า ผิดหวัง เราอยากจะผ่านช่วงนั้นไปเร็วๆ เวลาก็กลับเดินช้าเหลือเกิน ช้าจนแทบจะขาดใจ”
คิมหันต์จ้องมองไปที่มุกริน
“ผมรู้ว่าเวลาของผมกับคุณตอนนี้ กำลังเดินไม่เท่ากัน”
มุกริน ไม่ตอบ
“เวลาของคุณกำลังเดินอย่างช้าๆ คุณคงอยากจะไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด อยากให้คนของคุณมาถึงที่นี่ซะที แต่เขาก็ยังไม่มา”
คิมหันต์ถอนใจเบาๆ
“ต่างจากผม เวลาของผมมันช่างเดินเร็วเหลือเกิน ผมอยากจะอยู่ใกล้ๆ คุณให้นานกว่านี้ แต่ก็คงหมดหวัง และหลังจากวันนี้ไป เวลาของผมก็จะกลับมาเดินอย่างเชื่องช้าอีกครั้ง เพื่อให้ผมจมอยู่กับความทุกข์ทรมานใจ นานที่สุด นานจนกว่าร่างกายและจิตใจของผมจะทนไม่ไหว”
มุกรินตัดสินใจเอ่ยปากอย่างนุ่มนวล คล้ายจะตอกย้ำเตือนใจตัวเองด้วยเช่นกัน
“ฉันก็อยากจะเห็นใจคุณนะคะคิมหันต์ แต่เวลาที่เดินช้าๆของฉัน มันยิ่งทำให้ฉันคิดถึงอะไรต่อมิอะไรได้มากขึ้น ฉันคิดถึงสิ่งที่คุณทำ คิดถึงทุกคนรอบๆตัวฉัน ซึ่งรวมถึงพักตราด้วย”
คิมหันต์มองหน้ามุกริน รอฟังอย่างตั้งใจ
“คุณไม่สามารถตัดพักตราออกไปจากความรับผิดชอบของคุณได้ค่ะคิม คุณทำอย่างนั้นไม่ได้”
ทั้งสองมองหน้ากันนิ่งๆ ในระหว่างสายตาของเขาและเธอ มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน โยงใยมันไว้อยู่
“เรานั่งนิ่งๆ ให้เวลาของเราหมดไป ภายในวันนี้เถอะค่ะ”

พลโทอรรถยืนถือโทรศัพท์รอสายอยู่กลางบ้านพักตากอากาศ หน้าเครียดสุดจะประมาณ
“ฮัลโหล ผมพลโทอรรถ ผมโทร.มาถามคุณว่า รู้บ้างมั้ยว่าตอนนี้เพื่อนคุณอยู่ที่ไหน”
ชุมสายหย่อนตัวลงนั่ง ในร้านกาแฟตรงโต๊ะที่นั่งแสนสบาย โทรศัพท์มือถือแนบหูเขาอยู่
“เขาอยู่กับท่านที่เขาใหญ่ไม่ใช่เหรอครับ เขายังบอกผมเลยว่าอากาศดี คุณพักตราก็อาการดีขึ้นมากแล้วด้วย”
“เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ ผมขอละนะ พูดความจริงกับผมได้มั้ย ผมไม่มีเวลามากนัก”
ชุมสายสูดหายใจลึกๆ ก่อนตอบ
“ได้ครับ ผมยอมรับว่า ผมช่วยให้มันได้มีโอกาสเป็นคนถ่ายรูปมุกริน แต่มันไปถ่ายกันที่ไหน อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ”
“แล้วพอจะติดต่อเขาได้มั้ย”
“ไม่แน่ใจครับ ไม่ทราบว่า ท่านมีอะไรร้อนใจเหรอครับ”
“พักตราหายตัวไป มีคนเห็นว่าเธอจ้างเหมารถตู้ แต่ไม่รู้ว่าไปไหน แต่ที่สำคัญเธอหยิบเอาปืนของผมไปด้วย จะให้ผมสบายใจได้ยังไง”

ในรถตู้โดยสารคันนี้ พักตรานั่งหน้านิ่งอยู่เพียงลำพัง มือข้างหนึ่งของพักตราซุกอยู่ในกระเป๋าถือ มือของเธอกำลังลูบคลำปืนพกขนาดกำลังดี ที่ซุกอยู่ในกระเป๋า
อีกหนึ่งมือของพักตราถือกล้องถ่ายรูปตัวเล็กของคิมหันต์ พักตราเหลือบมองที่กล้องนั้น เห็นเป็นภาพคู่ คิมหันต์ มุกริน ถ่ายคู่กันริมหาดแห่งนั้น มีตำแหน่ง พิกัดของสถานที่ โชว์ข้างๆ รูปนั้นด้วย
โชเฟอร์รถตู้เอ่ยปากถาม
“ตกลงว่าไปพัทยาแน่นะครับ”
พักตรานิ่ง ไม่เอ่ยปากตอบ
“ขอผมดูรูปสถานที่อีกที ครับ”
พักตรายื่นกล้องนั้นให้โชเฟอร์ดู ดวงตาของเธอแข็งกร้าว ดุดัน และเลือดเย็น

รถปรารภแล่นเข้ามาจอดยังลานร่มรื่น ริมทะเล เห็นรถเก๋งเปิดประทุนยังจอดอยู่ที่เดิม ปรารภลงจากรถของตนเดินไปที่รถคันนั้น...ดวงดาวก้าวตามลงมา
“รถคันนี้ ผมตั้งใจจะใช้เป็นองค์ประกอบของภาพคู่ระหว่างเรา”
“ตัวเขาอยู่ไหน”
ปรารภมองไปรอบๆ แล้วเดินไปตามทางที่ตนคาดเดา ดวงดาวเดินตามไปด้วย

ที่ทุ่งโล่งใกล้ชายหาด คิมหันต์ขยับตัวลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้มุกริน
“ไม่ว่าวันนี้คุณจะตัดสินใจยังไง ผมก็จะไม่เสียใจ เพราะผมถือว่า ผมได้พยายามอย่างที่สุด เท่าที่ผู้ชายคนนึงจะทุ่มเทให้กับผู้หญิงได้”
มุกรินขัดขึ้น “คุณ...”
“อย่าเพิ่งขัดผมเลย มุก ขอให้ผมได้พูดเป็นครั้งสุดท้ายเถอะนะ”
มุกรินยอมตามคำขอของเขา
“ผมขอพูดต่อหน้าคุณ มุกริน ในวันที่คุณอยู่ในชุดเจ้าสาว เหมือนที่ผมเคยจินตนาการไว้ วันที่ คุณสวยเหลือเกิน”
มุกรินรับความรู้สึกของคิมหันต์เต็มๆ เธอต่อสู้กับความอ่อนไหวของตัวเองอย่างหนักหน่วงรุนแรง
“ผมไม่เคยเสียดายเวลาที่ผ่านมาระหว่างเราเลย มันอาจจะไม่ได้จบสวยอย่างที่ฝันไว้ แต่ฝันที่สวยงามมันจะยังอยู่ในใจผมตลอดไป คุณห้ามผมไม่ได้หรอกมุก ความแค้นทั้งหมดของผมที่มีต่อพี่ชายคุณ และต่อคุณ ถูกชำระจนหมดสิ้นแล้ว ผมเหลือแต่ความรัก รักอย่างบริสุทธิ์ใจ และขอภาวนาให้ความแค้นที่คุณมีต่อผม จงดับมอดไปโดยเร็วที่สุด เพื่อวันนั้น เราสองคนจะได้มองหน้ากันอย่างสนิทใจ และระลึกถึงความทรงจำที่สวยงามร่วมกันได้ แม้ว่าสถานะของเราวันนั้นจะไม่เหลือความผูกพันระหว่างกันแล้วก็ตาม”
คิมหันต์เอื้อมมือของตนไปแตะที่มือมุกริน ซึ่งยืนนิ่ง ไม่มีท่าทีปฏิเสธ คิมหันต์ค่อยๆ ก้มลงไปจูบที่มือนั้นอย่างนุ่มนวล

ปรารภเดินเข้ามาทันเห็นภาพนี้ เขาเอ่ยปากตะโกนลั่น
“มุก”
คิมหันต์กระเถิบตัวเองห่างออกจากมุกริน
“ถึงเวลาตัดสินใจแล้วครับ”
ปรารภเดินก้าวพรวดๆ จนมาถึงตัวคนทั้งสอง
“คุณมันขี้โกง คิมหันต์”
“คุณอนุญาตให้ผมพบเจ้าสาวของคุณเอง”
“ใช่ แต่ไม่ได้อนุญาตให้คุณฉุดเจ้าสาวผมมาถึงพัทยาอย่างนี้”
“ผมไม่ได้พาเธอลงเรือหนีไปถึงมาเลย์ซักหน่อย ไม่เห็นจะต้องโกรธเลย”
ดวงดาวเดินมาจนถึงตัวมุกริน
“ดาว”
“ทั้งหมดอยู่ที่เธอคนเดียว มุก เวลานี้ความเห็นของใครก็ไม่ดีไปกว่าหัวใจตัวเองแล้วละ”
ดวงดาวหันไปหาคิมหันต์
“ฉันไม่ได้เข้าข้างนายหรอกนะ นายคิมหันต์”
มุกรินเดินเข้าไปใกล้ปรารภ
“พี่รภคะ พี่รภไม่แน่ใจในตัวมุกเหรอคะ”
“พี่...ไม่ใช่อย่างนั้น พี่ไม่อยากให้มุกตัดสินใจทำอะไรด้วยการฝืนใจ พี่อยากให้มุกได้เคลียร์ใจกับเขาให้จบ แล้วพี่ก็คิดว่าเขาคงอยากจะขอโอกาสแค่ขอโทษมุก ไม่นึกว่ามันจะบ้าระห่ำขนาดลักพาตัวมุกมาได้ถึงขนาดนี้”
“คุณดูถูกความรักของคนอื่นไม่ได้”
ปรารภหันไปตะคอก แผดเสียงดังใส่คิมหันต์ทันที
“ผมไม่ได้ดูถูกความรักเว้ย แต่ที่คุณทำน่ะมันบ้า มันเจ้าเล่ห์ เห็นแก่ตัว ขี้โกง”
มุกรินเปล่งเสียงดัง ขัดขึ้นมาตัดบท ก่อนที่ทั้งสองจะโต้ตอบมากกว่านี้
“พอเถอะค่ะ หยุดทะเลาะกันซะที...ถ้าต้องการให้มุกตัดสินใจ ก็ช่วยรอฟังการตัดสินใจของมุกอย่างสงบ ได้มั้ยคะ”
ทุกคนจึงนิ่ง เงียบ รอฟัง

รถตู้โดยสารคันนั้นแล่นเข้ามากลางลานร่มรื่น มันจอดข้างๆ รถปรารภ และรถเปิดประทุนคันนั้น พักตราก้าวลงจากรถตู้ เดินตรงมาที่รถทั้งสองคัน เธอหันไปหาโชเฟอร์รถตู้

“ส่งฉันที่นี่แหละ ฉันมีรถใช้แล้ว”
 
อ่านต่อหน้า 4




รอยรัก แรงแค้น ตอนที่ 16 อวสาน (ต่อ)

มุกริน ยืนพูดต่อหน้า ชายคู่กรณีทั้งสองคนที่รักเธอปานดวงใจ มีดวงดาวยืนเป็นกำลังใจห่างออกไปทางด้านหลัง

“สิ่งที่มุกจะพูดต่อไปนี้คือความจริงในใจของมุก ที่มีส่วนพัวพันกับคุณทั้งสองคน”
คิมหันต์และปรารภ ยืนรอฟัง นิ่ง มุกรินเลือกที่จะหันไปหาปรารภก่อน
“พี่รภคะ พี่เป็นผู้ชายที่อบอุ่นที่สุด พี่คอยช่วยเหลือ เป็นที่พึ่งให้มุก ในทุกๆ ครั้งที่มุกมีปัญหา บุญคุณของพี่ น้ำใจไมตรีของพี่ ไม่มีวันที่มุกจะลืมได้ มุกขอบคุณพี่มากๆนะคะ แม้กระทั่งวันนี้ พี่ยังให้โอกาสมุกได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง”
ปรารภก้มหน้าลงช้าๆ เหมือนยอมรับการตัดสินใจของเธอ มุกรินค่อยๆเอื้อมมือไปแตะที่มือปรารภ
“แต่ไม่ว่าพี่จะดียังไง สุดท้าย มุกก็ไม่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกเคารพพี่ ไปเป็นอย่างอื่นได้ค่ะ มุกขอโทษนะคะ พี่”
มุกรินยกมือไหว้ปรารภ ปรารภแตะที่ไหล่มุกรินอย่างสุภาพ
“พี่เข้าใจครับ มุก เข้าใจ”
มุกรินพลิกตัวกลับไปหาคิมหันต์
“ส่วนคุณ คิมหันต์ คุณทำกับฉันมากเกินกว่าที่ฉันจะลืมมันได้ในช่วงเวลาสั้นๆ แม้ถึงวันที่ฉันให้อภัยคุณ ฉันก็ไม่แน่ใจ ว่าจะยังเหลือความมั่นใจในตัวคุณได้อีกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นไม่ว่าฉันจะโอนอ่อนไปกับสิ่งดีๆที่ผ่านมา มากแค่ไหนก็ตาม ฉันก็ไม่อาจจะก้าวถลำไปได้มากกว่านี้อีกแล้วค่ะ คิมหันต์”
มุกรินและคิมหันต์ จ้องหน้ากัน น้ำตาเอ่อออกมาจากดวงตาของเขาและเธอ
“ลาก่อนค่ะ คิม จากนี้ไปขอมุกอยู่ตามลำพังโดยไม่มีคุณเข้ามากวนใจอีกเลยได้มั้ยคะ จนกว่าชะตากรรมของเราจะเปลี่ยนไปจากนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า เมื่อไหร่”
มุกรินตัดสินใจเดินผ่านหน้าชายทั้งสองออกไป
“มุก...”
คิมหันต์ดึงร่างของมุกรินเข้ามากอดไว้แน่นเต็มรัก เหมือนเป็นการล่ำลา

รถเปิดประทุนคันที่มีพักตราเป็นผู้ขับแล่นเข้ามาจอดเบรกเสียงดัง แม้ว่ารถคันนี้จะอยู่ห่างจากคิมหันต์และมุกรินแต่ทิศทางของหัวรถนั้นพุ่งมาที่พวกเขาตรงๆ คิมหันต์และมุกริน ตกใจมาก
“พักตรา”
พักตรายืดตัวสูงขึ้นเหนือกระจกหน้ารถ จ้องมองมาที่มุกรินในชุดเจ้าสาวเขม็ง โดยยังไม่เอ่ยปากใดๆ
“พักตรา คุณมาทำอะไรที่นี่”
“แล้วพวกแกล่ะ มาทำอะไรที่นี่ พวกแกแย่งคิมหันต์มาจากฉันใช่มั้ย นังมุกแกหนีมาแต่งงานกับคิมหันต์ที่นี่ใช่มั้ย”
มุกรินพยายามบอก “ไม่ใช่นะพักตรา”
พักตราตวาด “โกหก แกบอกฉันว่าแกจะไม่ยุ่งกับผู้ชายของฉันอีกแล้ว แกโกหก คิมอยู่กับฉันแกยังแย่งมาอีกเหรอ นังมุก”
คิมหันต์เดินตรงไปหาพักตราช้าๆ
“พักตรา ฟังผมก่อนนะ ผมจะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้คุณฟังเอง”
“ไม่ฟัง ไม่ใช่เวลาฟังอีกต่อไปแล้ว มันเป็นเวลาที่พวกแกต้องตาย”
ไม่ทันที่ใครจะคิด พักตรายกปืนขึ้นมา เล็งไปที่มุกริน พร้อมกับก้าวออกมาจากรถ ทุกคนผวาหาที่หลบโดยเร็ว
คิมหันต์ใจหล่นวูบ “อย่านะพักตร์”
“แกอย่าอยู่เป็นคนอีกเลย”
พักตราเหนี่ยวไก สาดกระสุนปืน กระจายไปทั่วอย่างไม่มีทิศทาง

คิมหันต์ผลักมุกรินออกไปจากวิถีกระสุน อีกสองคน พากันกระจายตัวหลบโดยเร็ว
พักตราเล็งปืนยิงไล่ไปตามทิศทางการวิ่งของมุกริน ส่วนคิมหันต์ค่อยๆวิ่งอ้อมหลบวิถีกระสุน ตรงเข้าไปหาพักตรา
คมกระสุนกระทบ เฉียด แนวต้นไม้ที่มุกรินและดวงดาวใช้กำบังตัว ปรารภพุ่งเข้าไปประคองร่างของสาวทั้งสอง หลบหนีจากวิถีกระสุน
คิมหันต์ พุ่งเข้าแย่งและกระชากปืนออกจากมือพักตราสำเร็จ พักตราออกแรงเหวี่ยง ผลักคิมหันต์จนล้มลง หล่อนกระโดดขึ้นรถคันนั้น ขับพุ่งไปหามุกริน คิมหันต์วิ่งทะยานตามรถไปทันที
ปรารภดึงมุกรินและดวงดาววิ่งออกจากทุ่งโล่ง ตรงเข้าหาเนินถนนที่อยู่สูงขึ้นไป

พักตราหักพวงมาลัยรถตรงไปตามทิศทางเดียวกับมุกริน คิมหันต์พุ่งตัวเข้าไปจับพวงมาลัยรถไว้ได้ แต่พักตราไม่ยอมหยุด เกิดการยื้อยุดกันขึ้น
“หยุดเดี๋ยวนี้นะพักตรา”
“ไม่ พักตร์จะฆ่ามัน มันจะแย่งคิมไปจากพักตร์ไม่ได้”
“พักตร์ หยุด”
“พักตร์จะขับรถพุ่งชนมัน ให้มันตายไปเดี๋ยวนี้เลย”
รถสปอร์ตยังคงพุ่งไปข้างหน้าโดยมีร่างของคิมหันต์เกาะตามไปด้วย
ปรารภผลักมุกรินและดวงดาวขึ้นไปบนเนินถนนสูงได้สำเร็จ ตัวปรารภกลับสะดุดล้มกลิ้งตรงตีนเนินนั้น
รถเปิดประทุนคันนั้น พุ่งทะยานข้ามเนินขึ้นไปบนถนนจนได้ มันพุ่งเข้าหามุกรินอย่างเร็ว
ดวงดาวพุ่งทะยานเข้าไปผลักมุกรินออกจากทิศทางของรถได้ทันเวลา ทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปกับพื้น ร่างของดวงดาวกระแทกของแข็งบางอย่าง จนถึงกับได้เลือด
ส่วนคิมหันต์ตัดสินใจหักพวงมาลัยสุดแรง เป็นเหตุให้รถหมุนเคว้งคว้างบนถนน ร่างของคิมหันต์กระเด็นออกไปนอกรถ
รถยังหมุนอยู่กลางถนน จนพุ่งเข้าหาหน้าผา ร่างพักตราหมุนคว้างอยู่กลางรถ จนศีรษะกระแทกกระจกและพวงมาลัยรถอย่างแรง
ทุกคนตกใจกับภาพที่เห็น เสียงรถกระแทกหน้าผาดังสนั่น

รถคันนี้หงายท้อง เอียงเบียดหน้าผา ล้อรถยังคงหมุนคว้างอยู่ ควันและกลิ่นไหม้กระจายทั่วบริเวณคิมหันต์ วิ่งตรงมาที่รถสอดตามองหาร่างพักตรา
“พักตร์ พักตรา”
คิมหันต์ค่อยๆ ก้มลง แล้วดึงร่างพักตราออกมาจากซากรถ ร่างของพักตรานั้นเต็มไปด้วยเลือดท่วมตัว ตาของเธอปรือ ปิด ไม่มีอาการตอบรับใดๆ
“พักตรา ได้ยินผมมั้ย คุณต้องไม่เป็นอะไรนะพักตร์”
คิมหันต์เขย่าตัวเธอ เขาใช้สองมือกด ทุบลงไปบนหน้าอกพักตรา เพื่อเป็นการปั๊มหัวใจช่วยชีวิต
“พักตรา อยู่กับผมก่อน อย่าเพิ่งไปไหน”

มีเลือดไหลที่แขน ขา และหน้าผากของดวงดาว มุกรินเข้ามาประคองด้วยความเป็นห่วง
“ดาว”
“ฉันไม่เป็นไร ยังไม่ถึงตาย”
คิมหันต์พยายามออกแรงช่วยเหลือทุกอย่าง เต็มกำลัง
“อยู่กับผมก่อนซี่ พักตรา ได้ยินผมมั้ย พักตร์”
พักตรามองหน้าคิมหันต์เต็มๆ ตาเป็นครั้งสุดท้าย แล้วดวงตานั้นก็ค่อยๆ ปิดลง
“พักตรา ตื่นซี่พักตรา ตื่นขึ้นมา ลุกขึ้นมาซี่พักตรา”
ทุกคนมองภาพนี้อย่างสลดหดหู่หัวใจ
ร่างพักตรา ไม่มีร่องรอยของการหายใจของเธอแม้แต่น้อย เธอนิ่งสนิท สิ้นลมไป ในที่สุด
มองจากมุมสูงลงมา 1เห็นแต่ความเวิ้งว้าง และเศร้าสะเทือนใจเต็มบริเวณ

ตอนเช้าวันต่อมา แลเห็นดอกไม้ ธูป เทียน ปักอยู่ที่พื้น บริเวณที่พักตราเสียชีวิต องค์ประกอบในภาพอธิบายได้ว่า เพิ่งมีการทำบุญ เชิญดวงวิญญาณผู้ตาย ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นความเชื่อของญาติๆ
พลโทอรรถยืนจ้องมองพื้นที่นี้ น้ำตานองหน้า คิมหันต์ค่อยๆ เดินเข้ามายืนด้านหลัง หน้าตาของเขาเต็มไปด้วยความสะเทือนใจไม่แพ้กัน
“รถเสียหลักกระแทกหน้าผาอย่างแรง ตรงนี้ ผมพยายามทำทุกอย่างเท่าที่ผมจะทำได้ แต่ก็ไม่อาจช่วยชีวิตลูกสาวท่านได้ ผมขอโทษครับ”
“ฉันผิดเอง เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง ฉันคนเดียว ในฐานะพ่อ ฉันควรจะดูแล อบรมให้เขาเป็นคนมีสติมากกว่านี้ รู้จักผิดชอบ รู้จักเสียสละ และให้อภัย และที่สำคัญคือรู้จักยอมรับความจริง ฉันมีเวลาทั้งชีวิต ที่จะทำอย่างนั้น แต่ฉันกลับใช้เวลาทั้งหมดหยิบยื่นสิ่งที่เป็นพิษให้กับพักตรา และในที่สุด ก็เป็นฉันที่จะต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับความทุกข์ทรมาน”
พลโทอรรถสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนเอ่ยปากพูดต่อ
“ยกโทษให้ฉันด้วยนะ สำหรับความผิดที่เกี่ยวข้องกับเธอ”
คิมหันต์ค่อยๆ พยักหน้ารับคำ
“และอโหสิให้กับพักตราด้วย”
“อโหสิให้ผมด้วยเช่นกันนะครับ”
อรรถหันไปมองหน้าคิมหันต์
“มุกรินกับดวงดาว เป็นยังไงบ้าง”
“เขามีคนคอยดูแลแล้วครับ”
“แล้วเธอล่ะ”
คิมหันต์ไม่ตอบ อรรถตบไหล่เขาเบาๆ แล้วจึงเดินจากไป

มุกรินตรงไปที่เตียงคนไข้ เห็นดวงดาวนอนอยู่บนเตียงนั้น พร้อมเฝือกที่หุ้มห่อบริเวณท่อนขา และมีผ้าพันแผล พันที่อุ้งมือซ้าย
“เป็นยังไงบ้าง”
“ใส่เฝือก เดือนกว่าๆ ดีกว่าผ่า ไม่งั้นต้องมีแผลเป็น”
“เสียใจด้วยนะดาว ที่เธอ...”
มุกรินหยุดคำพูดไว้เพียงแค่นั้น
“เธอช่วยชีวิตฉัน ทั้งๆ ที่...”
ดวงดาวยิ้มให้มุกริน มีความเศร้าปนอยู่ในรอยยิ้มนั้นไม่น้อย
“ชีวิตที่ยังไม่ได้เกิด แลกกับการรักษาชีวิตของเธอไว้ อาธาดาน่าจะดีใจ ที่ฉันทำอย่างนั้น”
มุกรินจับมือดวงดาว บีบกระชับให้กำลังใจกันและกัน
“พี่รภจะมารับเธอกลับบ้านนะดาว”
“เธอล่ะ”
“ฉันขอเวลาอยู่กับตัวเองคนเดียวซักพักนึง อาจจะเป็นพักใหญ่ๆ ฉันไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้วนี่”
“เธอจะทิ้งฉันไว้ที่บ้านหลังนั้นคนเดียวเหรอ”
“ไม่หรอก ยังไงฉันก็ต้องกลับมา ซักวันฉันจะเก็บตังค์ซื้อบ้านหลังนั้น”
“แล้วยังจะให้ฉันอยู่ด้วยรึเปล่า”
“ฉันซื้อให้เธอนั่นแหละ เธอคือสัญลักษณ์เดียวที่ทำให้ฉันนึกถึงพี่ใหญ่ได้”
ทั้งสองกอดรัดกันด้วยความรัก พวกเขาเอ่ยปากพูด ท่ามกลางอ้อมกอดของกันและกัน
“มุก”
“จะถามถึงเขาใช่มั้ย”
“ฉันรู้ว่าเธอคงไม่อยากตอบ”
“เธอเป็นคนเดียว ที่รู้ดีที่สุดว่าฉันคิดยังไงกับเขา”

รถชุมสายแล่นเข้ามาจอดกลางลานวัดร่มรื่นย่านชานเมือง คิมหันต์ก้าวลงจากรถอย่างสงบ ชุมสายค่อยๆ ก้าวตามลงมา
คิมหันต์ขอบใจมากนะเพื่อน...ขอบใจสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง
ชุมสายแน่ใจนะ ว่าแกอยู่ได้
คิมหันต์ไม่มีที่ไหนเหมาะกับฉันเท่ากับที่นี่อีกแล้ว
คิมหันต์ค่อยๆเดินหายเข้าไปในวัด ชุมสายมองตามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ยิ่งนัก

คิมหันต์ก้าวเข้ามายืนกลางโบสถ์แสนสวยบรรยากาศเข้มขลัง เขามองไปรอบๆ ตัว แววตามีร่องรอยการปลงต่อชะตากรรมของตนขณะลงนั่ง

มุกรินเดินตรงไปยังชายหาดที่เงียบเหงา ไร้ผู้คน

ด้านปรารภประคองดวงดาวเดินเข้าบ้าน ที่ท่อนขาของดวงดาวมีเฝือกห่อหุ้ม และมีผ้าพันแผลที่มือซ้าย

ที่บ้านพักชายป่า อรรถนั่งดูรูปพักตราอยู่เพียงลำพัง อย่างเดียวดาย น้ำตาของนายทหารไหลรินออกมา โดยไม่มีผู้ใดเห็น

ส่วนดวงดาวนั่งเหงาอยู่กลางโถงบ้าน ปรารภหยิบกีตาร์ขึ้นมาวางบนตักเธอ เขาโอบไหล่ดวงดาว และใช้มือของเขาจับคอร์ดกีตาร์แทนมือซ้ายของเธอ
ดวงดาวค่อยๆใช้มือขวา picking ที่สายทั้งห้าเส้น
ปรารภยิ้มให้อย่างอบอุ่น น้ำตาของดวงดาวค่อยๆ ไหลซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว

ด้านมุกรินขยับตัวลงนั่งริมหาดนั้น บรรยากาศรอบตัว ยังคงเต็มไปด้วยความเงียบเหงา

ฟากคิมหันต์ลงนั่งในโบสถ์ ก้มลงกราบพระประธาน
“ผมทำบาปทำกรรมไว้มากครับหลวงพ่อ ผมยึดติดกับความรัก ผมมีความแค้นทุกครั้งที่ผิดหวัง ผมทำลายชีวิตทุกคนที่ผมรักโดยไม่รู้ตัว และสุดท้ายผมก็ไม่สามารถเรียกร้องสิ่งที่สูญเสียไปได้”

คิมหันต์ นั่งพนมมืออยู่ต่อหน้าหลวงพ่อเจ้าอาวาส ภายในโบสถ์หลังงามของวัดแสนสงบแห่งนี้
“ผมไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยซ้ำ ขอให้ผมได้ชดใช้กรรมด้วยการบวชเป็นพระ รับใช้พุทธศาสนา ตลอดชีวิตที่เหลือของผมด้วยครับหลวงพ่อ”
“โยมคิดดีแล้วเหรอ รู้รึยังว่าหน้าที่ของพระสงฆ์คืออะไร พระสงฆ์มีหน้าที่ในการศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม เผยแผ่ธรรม และ รักษาธรรม...ถ้าใจโยมไม่พร้อมที่จะทำหน้าที่นั้น บวชไปแล้วจะได้อะไร อย่าคิดบวชเพราะอกหัก หรือรู้สึกผิดบาป ถ้าทุกคนพากันโกนหัวเข้าวัดเพราะคิดว่าจะล้างผิดบาปได้ พระสงฆ์ในบ้านเราจะมีหน้าตาเป็นยังไง โยมลองคิดดู อาตมายินดีนะที่โยมคิดอยากจะบวช แต่ขอให้อาตมาได้กลั่นกรองก่อนเถอะ โยมลองมาอยู่วัดดูก่อนลองถือศีลให้ได้ครบทุกข้อก่อนให้ใจสงบ จิตพร้อมก่อน แล้วค่อยมาพูดกันใหม่ ดีกว่ามั้ย”
คิมหันต์ได้แต่นั่งนิ่ง เบื้องหน้าหลวงพ่อรูปนั้น

หลายเดือนต่อมา
มองจากมุมสูงลงมายังบริเวณหน้าผาหิน บนเกาะร้างแห่งนี้ เห็นสาวสวยในชุดงามแบบชาวบ้านธรรมดานั่งสงบนิ่งอยู่ริมหน้าผานั้น
เมื่อมองใกล้ๆ จึงเห็นว่าเธอคือ มุกริน คุรุรัตน์ เธอมองทอดสายตาออกไปไกลลิบ แววตาของเธอ บอกถึงเรื่องราวมากมายที่ผ่านเข้ามาในขีวิต
สักพักจึงเห็นเงาร่างของชายอีกคน ในชุดสีอ่อนแปลกตา เดินตรงมา
จนเมื่อชายผู้นั้นหย่อนตัวลงนั่ง จึงเห็นว่าเขาคือคิมหันต์ ในบุคลิกต่างไปจากที่เคยเห็น ท่วงท่าของเขาดูสุขุม มีความสงบนิ่งหุ้มห่ออยู่รอบๆ เรือนร่าง
คิมหันต์ทอดสายตาไปไกลไม่แพ้มุกริน
“ชาวบ้านเชื่อกันว่า ชายหญิงคู่ใดก็ตามที่ขึ้นมาเหยียบบนเกาะนี้ แล้วไม่มีรักแท้ให้กัน จะต้องพบกับความวิบัติด้วยกันทั้งคู่”
“ฉันกำลังพิสูจน์อยู่”
“พิสูจน์ด้วยการนั่งเรือมาเกาะนี้คนเดียว ทุกวัน”
“วันนี้ก็มีคุณเพิ่มมาอีกคนนึงไง อย่าคิดว่าฉันมานั่งรอคุณนะ”
“ผมรู้ เพราะกว่าผมจะคาดคั้นจากคนเรือได้ ก็หลายอาทิตย์อยู่”
ทั้งสองนั่งนิ่งกันไปพักหนึ่ง
“ดวงดาวเป็นยังไงบ้าง ผมไม่ได้ข่าวคราวเลย”
“อยู่ที่บ้านพี่ใหญ่ กลางวันเย็บเสื้อโหล กลางคืนร้องเพลง มีพี่รภคอยดูแลอย่างใกล้ชิด”
คิมหันต์ยิ้ม สบายใจ “ก็ดี”
“เธอแท้งลูกจากเหตุการณ์วันนั้น เธอยอมสละชีวิตที่ยังไม่เกิดเพื่อช่วยชีวิตฉัน”
คิมหันต์นิ่งอึ้งไป
“ชุมสายบอกว่าคุณจะไปบวช”
คิมหันต์ส่ายหน้าช้าๆ “ผมแพ้ทุกอย่าง ทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จ แค่จะบวช หลวงพ่อยังไม่บวชให้เลย”
คิมหันต์หายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ ก่อนเอ่ยปากวกกลับเข้าเรื่องที่คุยค้างไว้
“พิสูจน์แล้วได้ผลว่ายังไงบ้าง”
“ฉันรู้ว่ารักแท้เป็นยังไง แต่ฉันยังอยากจะรู้ว่า แค่ไหนเหรอ ที่เรียกว่าเป็นความวิบัติในชีวิต”
คิมหันต์จ้องหน้ามุกรินนิ่ง
“คุณจะไม่มีวันได้พบมันหรอก เพราะเราต่างมีรักแท้ให้กัน”
มุกรินหันมาจ้องหน้าคิมหันต์
“แต่รักแท้ไม่จำเป็นต้องจบด้วยการ อยู่ด้วยกันเสมอไป”
ทั้งสองต่างมองตากันนิ่งนาน และ ลึกซึ้ง สายใยแห่งความเข้าใจในรัก ผูกพันสายตาของคนทั้งคู่ไว้
“แล้วเจอกัน ที่เกาะนี้...ทุกวันนะ”
มุกรินและคิมหันต์ยิ้มให้กัน

มีเพียงขอบฟ้าและแผ่นน้ำ ที่แทรกซึมและโอบอุ้มสองชีวิตนี้ไว้ แม้กายของคนทั้งสองจะมีระยะห่าง แต่หัวใจกลับถูกหลอมรวมเป็นอณูเนื้อเดียวกัน บนหน้าผาแห่งความทรงจำแห่งนั้น

จ บ บ ริ บู ร ณ์



กำลังโหลดความคิดเห็น...