xs
xsm
sm
md
lg

ดอกซ่อนชู้ ตอนที่ 2

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ดอกซ่อนชู้ ตอนที่ 2

เทพไทประคองดอกแก้วนอนลงพื้นหญ้ากลางทุ่งดอกซ่อนกลิ่น เขาเห็นดอกแก้ว สลบไสล ก็จำได้ว่าเป็นคนเดียวกับแม่ค้าตลาดบ้านแพ้วที่ตัวเองอยากพบ

"คุณ! คุณครับ"
เทพไทเขย่าตัว แต่ดอกแก้วไม่ฟื้นขึ้นมา เทพไทลังเล แล้วตัดสินใจช่วยปลดเสื้อผ้าดอกแก้วให้คลายออก แล้วปั๊มหัวใจ ตามที่ได้เคยฝึกมา
"ฟื้นสิครับ ! คุณได้ยินผมไหม"
ดอกแก้วนอนนิ่ง เหมือนไม่ได้สติ แต่แล้วกลิ่นหอมของดอกซ่อนกลิ่นที่โชยมาตามสายลม ทำให้รู้สึกตัวขึ้น
"ซ่อนกลิ่น ทำไม"
ดอกแก้วลืมตาขึ้นมาแล้วเหลือบไปเห็นดอกซ่อนกลิ่นชูช่ออยู่ ตรงหน้า แล้วเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองนอนอยู่ที่พื้น เทพไทรีบขยับเข้าไปหา
"คุณรู้สึกตัวแล้ว"
ดอกแก้วมองเทพไทอย่างแปลกใจ แล้วก้มลงดูเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยนิดๆ อย่างตกใจ
เทพไทรีบอธิบาย
"อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมช่วยคุณขึ้นมาจากในน้ำ ก็เลยต้องคลายเสื้อผ้าคุณให้สบายตัวขึ้น แล้วก็ปั๊มหัวใจ...คือ ผมเป็นหมอนะครับ"
ดอกแก้วกะพริบตามองเทพไท ดูยังระแวงๆ แต่พอคิดทบทวนแล้วนึกได้
"ฉันตกน้ำ จริงด้วยสิ มีโจรจะปล้นฉัน แล้วเงินฉันล่ะคะ"
ดอกแก้วร้อนรนจะลุกขึ้น เทพไทรีบประคอง แล้วหยิบกระป๋องเงินยื่นให้
"นี่ครับ ผมเข้ามาขวางมันไว้ได้พอดี มันเลยหนีไป"
"ขอบคุณนะคะคุณหมอ"
ดอกแก้วเปิดกระป๋องหยิบเงินจำนวนไม่กี่บาทออกดู แล้วโล่งใจ เสร็จแล้วก็นึกขึ้นได้อีก วิ่งออกไป
"นั่นคุณจะไปไหน"

ดอกแก้ววิ่งไปที่เรือของตัวเอง เห็นกระจาดขนมที่เตรียมไปขายพลิกคว่ำคะมำหงายเละเทะไปหมด
"ขนมฉัน โธ่ !"
ดอกแก้วรีบลงไปจัดขนม เทพไทตามลงไป
"หมดกัน ตั้งใจจะเอาไปขายที่ตลาดแท้ๆ"
"ผมเสียใจด้วยนะครับที่คุณต้องมาเจอเรื่องแบบนี้"
"ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะ ฉันโชคร้ายเอง" เธอมองดูขนมอย่างเสียดาย "ยังไงฉันก็ต้องเอาไปขายให้หมด ไม่งั้นคงจะเดือดร้อนแน่ ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือนะคะ ฉันขอตัวก่อน"
ดอกแก้วลงจากเรือ เตรียมจะพายออกไป เทพไทนึกได้
"เดี๋ยวครับ ผมอาจจะช่วยคุณได้"

เทพไทกับเพื่อนๆ ช่วยกันเอาขนมของดอกแก้วแจกให้ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มาต่อคิวรอตรวจสุขภาพ โดยมีดอกแก้วช่วยพวกนักศึกษาคนอื่นเดินแจกขนม
"เกรงใจจริงๆ คุณหมออุตส่าห์มาตรวจให้เราฟรีๆ แล้วยังจะซื้อขนมเลี้ยงอีก" ผู้ใหญ่คนหนึ่งบอก
"ไม่เป็นไรหรอกครับ ผู้ใหญ่เองก็อุตส่าห์ให้ที่พักกับพวกเรา อีกอย่างผมว่าขนมของ เอ้อ คุณดอกแก้วก็อร่อยดี เลยเหมามาฝากทุกคน"
"ฝีมือของแม่ดอกแก้วเนี่ยไม่ต้องห่วงเลยครับคุณหมอ ลือไปถึงบ้านฝั่งโน้น มีงานทีไรก็ต้องมาสั่งไปเป็นกระจาด"
เทพไทแอบมองดอกแก้วที่ช่วยแจกขนมอยู่ห่างๆ ด้วยรอยยิ้ม ทศ โชคชัย สะกิดแล้วช่วยกันแซว
"ที่แท้คุณหมอเทพไทไปตลาด ก็เพราะจะไปตามหาแม่ค้า ฮะๆๆ" ทศบอก
"ท่าทางว่ากลับพระนครคราวนี้ บ้านนพรัตน์คงจะต้องต้อนรับสะใภ้บ้านแพ้ว ไปเป็นสมาชิกใหม่กระมัง" โชคชัยบอก
ทศ กับโชคชัย หัวเราะคิกคัก เทพไทหน้าแดง
"กินเสร็จแล้วใช่ไหม งั้นก็ไปทำงาน อย่าอู้"
เทพไททำเสียงดุแล้วลากเพื่อนเข้าไปนั่งเตรียมตรวจคนไข้ที่ศาลา ก่อนจะหันมาแอบมองดอกแก้วแจกขนมด้วยความรู้สึกดีๆ

แล่มเดินวนไปมา ชะเง้อท่าน้ำ โอ่งทองซักผ้าอยู่ที่บันไดท่าน้ำ
"ดูซิ นังดอกแก้วมันยังไม่กลับมาอีก เถลไถลอีกซะแล้วมั้งอีนี่"
โอ่งทองพึมพำ
"ถ้าไม่กลับมาก็ดีสิ"
"เอ็งว่าอะไรนังโอ่ง"
"ฉันบอกว่าไม่กลับมาก็ดี จะได้หมดเวรหมดกรรม ใครทำอะไรไว้ก็ควรจะหัดรับผิดชอบเอง ไม่ใช่เอะอะก็โยนขี้ให้ลูก"
"อีนี่"
แล่มเงื้อมือจะตบ แบบไม่จริงจัง โอ่งทองเลยไม่กลัว
"ฉันถามจริงๆ เหอะ ป้าไม่สงสารลูกบ้างหรือไง ทุกวันนี้นังแก้วมันขายของเลี้ยงป้าก็แทบจะชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้ว นี่ป้ายังไปเอาหนี้เอาสินมาแบกใส่บ่ามันอีก"
แล่มละอาย
"ข้าก็แค่อยากจะช่วยหาเงิน ใครจะไปรู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ ถ้าเอ็งจะโทษก็โทษพ่อนังแก้วโน่น ถ้ามันยังทำงานรับใช้นายอยู่พระนคร ไม่ด่วนตายไปซะก่อน ข้ากับนังแก้วก็ไม่ลำบากอย่างงี้หรอกโว้ย"

โอ่งทองฟังแล้วส่ายหน้าเอือมระอาแล่ม ที่ไม่เคยโทษตัวเองเลย

บริเวณศาลาท่าน้ำศาลา ตลาดชุมชนบ้านแพ้ว เทพไทมาส่งดอกแก้วที่เรือ ช่วยขนหม้อไหใส่เรือให้ ดอกแก้วยกมือไหว้

"ขอบพระคุณคุณหมอมากนะจ้ะที่เมตตาฉัน"
"เรียกผมว่าเทพก็ได้ครับผมชื่อเทพไท"
ดอกแก้วยิ้ม
"สมชื่อเสียจริง"
"ฮึ"
"แก้วหมายความว่าคุณเป็นเทพของแก้วแท้ๆ เชียว"
"แก้วก็เป็นดอกไม้ของฉันเหมือนกันนะ...มองทีไรก็ชื่นใจ"
ดอกแก้วเขินอาย ก้มหน้ามองน้ำ วักน้ำขึ้นมาเบาๆ
"คุณว่าน้ำในคลองสายนี้จะไหลไปถึงพระนครไหม"
"ไม่ถึงหรอก"
ดอกแก้วหน้าเสีย
"แต่มันไหลไปบรรจบกับแม่น้ำที่ไหลมาจากพระนคร.... ดอกแก้วถามทำไมเหรอครับ"
"บ้านแพ้วกับพระนครเชื่อมต่อกันด้วยสายน้ำ....หากในภายภาคหน้าจะไม่ได้พบได้เจอกันอีก แก้วจะระลึกถึงพระคุณของคุณผ่านสายน้ำนี้นะจ๊ะ"
ดอกแก้วยิ้มให้เทพไทเศร้าๆ
"เราต้องได้เจอกันสิ ต้องได้เจอแน่ๆ ผมสัญญา"

เส้นทางสายน้ำที่ไหลผ่านบ้านนพรัตน์ คฤหาสน์ทรงฝรั่งหลังโอ่อ่า ตั้งอยู่กลางพื้นที่กว้าง มีรั้วรอบขอบชิดใหญ่อลังการ ภายในอาณาเขตบ้าน มีตึกใหญ่ สนามกว้าง ศาลา ฯลฯ ที่บ่งบอกฐานะมั่งมี ของเจ้าของบ้าน ทุกจุดล้วนมีบ่าวไพร่ดูแล ทำงานอย่างคึกคัก ราวกับว่าเจ้าของบ้านบ้านมีความเป็นอยู่สุขสบาย จะไม่ต้องกระติกตัวทำอะไรเองแม้แต่นิดเดียว
ที่เรือนครัวหลังตึกใหญ่ เสียงโขกน้ำพริก ทำกับข้าวดังแว่วๆ มาแต่ไกล
ในเรือนครัว บ่าวในครัวทำงานกันขันแข็ง คนละไม้ละมือ หน้าเตาใหญ่ หญิงสาวแต่งตัวดียืนหันหลังอยู่หน้าเตา มีนางหมอนแม่ครัวคอยช่วยเป็นลูกมือ
หมอนตักชิมแล้วบอก
"รสดีแล้วเจ้าค่ะ คุณลำเจียก"
"งั้นก็จัดสำรับเถอะ เดี๋ยวคุณพี่จะได้รับประทาน ... แล้วนี่นังมะลิไปไหน ให้ขึ้นไปเรียนคุณพี่บนตึกที" ลำเจียกว่า
"ไม่เห็นตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ สงสัยมันจะแอบไปนอน"
"งั้นฉันไปเอง"
ลำเจียกส่งทัพพีคืน แล้วเดินยิ้มแย้มออกไป หมอนหันไปสั่งงานบ่าวสาวๆ ต่อ

ในห้องนอนคุณหลวง มะลินอนกอดก่ายหลวงปกรณ์ราชกิจที่หลับสนิทอยู่ สีหน้าแววตามะลิร้ายกาจ พลางคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

มะลิแอบมาถึงหน้าห้องแถว…เคาะประตูร้านสมุนไพรเรียกเบาๆ
"เจ๊กหลี เจ๊กหลี"
ประตูเปิดออก มะลิมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังก่อนผลุบเข้าไปข้างใน
ภายในร้านขายสมุนไพร บรรยากาศทึมๆ มีเพียงแสงจากโคมจีนมัวๆ ซัวๆ มีขวดโหลใส่สมุนไพรตั้งๆ อยู่เป็นแถว บ้างอยู่ในกระสอบป่าน บ้างอยู่ในถังไม้ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นราก เป็นหัว บ้างเป็นต้น เป็นกอ มีทั้งสดและแห้ง
เจ๊กหลีบอก
"อั๊วนึกว่าลื้อจะม่ายมาซะเลี้ยว"
"มาสิ ทำไมจะไม่มา แล้วไหนล่ะของที่ลื้อบอกจะหาไว้ให้อั๊วน่ะ ได้รึเปล่า"
เจ็กหลีหยิบห่อผ้าขึ้นมา
"นี่ยังไงล่ะ อั๊วให้อีพุดจีบมันจัดเตรียมไว้ให้ลื้อตั้งแต่เช้าแล้ว อะอะ..ของของลื้อ"
มะลิตาลุกวาว เอื้อมมือจะคว้า แต่เจ๊กหลีดดึงหลบเสียก่อน
"สมุนไพรตัวนี้ไม่ได้หาง่ายๆ ฤทธิ์ของมันปลุกกำหนัดได้รุนแรงนัก ต่อให้ไม่มีจิตพิศวาสก็สามารถมีขึ้นมาได้ ลื้อต้องสัญญากับอั๊วก่อนว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ อย่าบอกใครว่าลื้อได้มาจากอั๊ว"
"เออๆๆๆ ฉันไม่พูดหรอกน่า ใครๆ ก็รู้ว่าเจ็กหลีน่ะเป็นหมอยาสมุนไพรช่วยเหลือผู้คน ลื้อไม่ต้องกลัวเสียชื่อหรอก"
"ชื่อเสียนั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่สัญญาที่ลื้อให้ไว้กะอั้ว เมื่องานสำเร็จ ลื้ออย่าลืมนะ"
เจ๊กหลีทำท่าจับเนื้อต้องตัวมะลิ แบบแทะโลม มะลิกึ่งปัดป้อง และรีบคว้าขวดมาเปิดห่อผ้าออกดูเห็นว่าเป็นขวดยาแก้วเล็กๆ ใส่ผงสีขาวๆ ไว้
"ว่านราคะ" มะลิแววตามีความหวังมาก
"เอาผสมน้ำให้กินจะออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด" เจ็กหลีแนะนำ

ยายปริกหอบตะกร้าใส่อุปกรณ์นวดมา ทั้งน้ำมันนวด ผ้าประคบร้อน มะลิออกมาดักหน้า
"ยายปริก จะไปไหนน่ะ"
"คุณหลวงเรียกข้าขึ้นไปนวด ท่านบอกปวดหลังเหลือเกิน เอ็งจะถามทำไม"
"เอาของมานี่" มะลิแย่งตะกร้าไป "ฉันจะขึ้นไปเอง"
"เอาคืนมานะ เอ็งจะไปรู้เรื่องอะไร ข้าเป็นหมอนวดของเรือน เรื่องนวดมันเป็นเรื่องของข้า เอ็งอย่ามายุ่ง"
มะลิดึงห่อผ้าใส่เงินออกมา ยายปริกรับไปดูแล้วตาวาวด้วยความโลภ
"พออุดปากเอ็งไม่ให้พูดถึงเรื่องนี้ได้ไหม"
ยายปริกทำเป็นไว้ท่านิดหน่อย ก่อนพยักหน้ารับ มะลิเดินจากไปพร้อมตะกร้านวดในมือ สีหน้ากรุ้มกริ่มด้วยความพึงพอใจ

มะลิยิ้มร้ายลึกล้ำ อยู่ในห้องนอนคุณหลวง
"หึ ใครจะไปคิดว่าฤทธิ์มันจะแรงซะขนาดนี้"
มะลิได้ยินเสียงฝีเท้าเดินขึ้นบันไดมา แกล้งทำเป็นหลับ

ลำเจียก เมียแต่งคนที่ 2 วัย 30 ปีของคุณหลวงเดินขึ้นบนตึก หยุดที่ประตูใหญ่หน้าห้องนอนของหลวงปกรณ์ราชกิจ
ลำเจียกเคาะประตู
"คุณพี่คะ แกงเลียงที่คุณพี่สั่งดิฉันทำ พร้อมขึ้นสำรับแล้วนะคะ จะรับเลยไหมคะ"

ลำเจียกรอฟัง แต่ไม่มีเสียงตอบ แต่เพิ่งสังเกตว่าประตูห้องไม่ได้ปิดสนิท เลยลองผลักเข้าไป

อ่านต่อหน้า 2

ดอกซ่อนชู้ ตอนที่ 2 (ต่อ)

ลำเจียกก้าวเท้าเข้ามาในห้อง แล้วชะงักกึก เมื่อเห็นมะลินอนระทดระทวยอยู่บนเตียงกับหลวงปกรณ์

"นังมะลิ!"
มะลิเห็นลำเจียกก็ตกใจ เลิกผ้าห่มขึ้นคลุมร่าง
"ค...คุณลำเจียก"
"แกมาทำอะไรอยู่บนนี้"
มะลินิ่งงันพราะตั้งตัวไม่ติด ลำเจียกกระชากตัวมะลิตะคอก
"ฉันถามว่าแกมาทำอะไรอยู่ในห้องนี้"
คุณหลวงที่นอนหมดสติรู้สึกตัวแบบสลึมสลือ มะลิเกรงๆ กลัว แต่จู่ๆ ก็นึกได้ว่าฐานะตัวเองเปลี่ยนไปแล้ว มองคุณหลวงที่ฟื้นแล้ว มะลิรีบสะบัดแขนออกอย่างโอหัง
"คุณหลวงเรียกมะลิมาเจ้าค่ะ"
ลำเจียกโกรธสั่นไปทั้งตัว
"เรียกมาทำไม" ลำเจียกถามคุณหลวง "คุณพี่ เรียกมันมาจริงๆ หรือเจ้าค่ะ"
คุณหลวงไม่ตอบอะไร ยังคงมึนๆ
มะลิยิ้มเย้ย
"คุณหลวงท่านเมื่อยเจ้าค่ะ ก็เลยเรียกมะลิมานวด แต่นวดไปนวดมาอีท่าไหนก็ไม่รู้ มันถึงได้เป็นอย่างนี้"
จู่ๆ คุณหลวงก็พะอืดพะอมจะอ้วก รีบลุกมึนๆ ไปที่ห้องน้ำ ลำเจียกงงๆ เรียกเสียงหลง
"คุณพี่ ...คุณพี่"
มะลิมองตาม แล้วลุกขึ้นเอาตีนเขี่ยชุดเมื่อคืนขึ้นมา เห็นผ้าถุงกับเสื้อยกทรงแกว่งไกวตรงหน้า
ลำเจียกเลือดขึ้นหน้า
"อีหน้าด้าน ! อีขี้ข้าไม่มียางอาย"
ลำเจียกถลาตบตี มะลิร้องกรี๊ด พยายามสู้ แต่สู้แรงลำเจียกไม่ไหว โดนตบเปรี้ยงๆ

สร้อยทองวัย 35 ปี ผู้เป็นเมียเอกสวดมนต์อยู่ในห้องพระ ท่าทางสงบ มีนางศรี บ่าวประจำตัวนั่งเฝ้ารับใช้
เสียงร้องกรี๊ดๆ แว่วมา จนเธอสะดุ้ง สมาธิหลุด สร้อยทองหันไปมองนอกห้องอย่างตกใจ
"เสียงอะไรนังศรี"
ศรีหันมองตาม
"ไม่ทราบเจ้าค่ะ"
ศรีรีบคลานออกไปดู สร้อยทองร้อนใจ

สร้อยทองวิ่งขึ้นมากับศรี เห็นลำเจียกลากมะลิออกมาตบอยู่หน้าห้อง การตบตีของลำเจียก ไม่ใช่ตบตีแบบตลาด แต่ตบตีเพราะโกรธจริงๆ ลำเจียกเป็นคนอ่อนไหว ดีร้ายสุดโต่ง คุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยอยู่ จึงแสดงออกตรงไปตรงมา
"แม่ลำเจียก ! หยุด"
สร้อยทองจะเข้าไปห้าม แต่ลำเจียกไม่สนใจ ยังจิกตบมะลิไม่ยั้ง สร้อยทองเห็นศรียืนเก้ๆ กังๆ
"มาช่วยกันหน่อยนังศรี"
ศรีเข้ามาช่วยสร้อยทองจับตัวลำเจียก แต่ลำเจียกยังสะบัดดิ้น เข้าไปตบมะลิอีก ปากก็ด่าไม่หยุด
หลวงปกรณ์ค่อยๆ ออกมาจากห้องน้ำ เห็นเข้าก็ตกใจ สั่งห้ามทัพอย่างอ่อนแรง
"หยุดนะแม่ลำเจียก.... ฉันบอกให้หยุด"
หลวงปกรณ์เข้าไปผลักลำเจียกออก มะลิวิ่งหัวกระเซิงไปหลบหลังหลวงปกรณ์ ตัวสั่นงันงก
"นี่มันอะไรกัน ทำไมถึงได้ลุกขึ้นมาตบตีกันเหมือนแม่ค้าอย่างนี้"
ลำเจียกหอบตัวโยน เสียงสั่นสะเทือนใจ
"ก็อีนังมะลิมันบอกว่า...มันบอกคุณพี่เรียกมันมานอนด้วย"
สร้อยทองได้ยินเข้าก็ตกใจไปด้วย หันไปหาหลวงปกรณ์เป็นเชิงถาม
"ไม่จริงใช่ไหมคะ คุณไม่มีวันลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับอีขี้ข้าอย่างมัน" ลำเจียกว่า
มะลิปากกล้า
"คำขี้ข้า สองคำก็ขี้ข้า ก็แล้วขี้ข้าอย่างฉันมันให้ความสุขคุณหลวงไม่ได้หรือไง"
"อีมะลิ"
ลำเจียกโมโห จะพุ่งเข้าใส่อีก หลวงปกรณ์ยกมือขวางไว้
"หยุดนะ! ลำเจียก เห็นหัวฉันบ้าง"
"คุณพี่! คุณพี่ปกป้องมันหรือคะ"
"ฉันไม่ได้ปกป้องใคร ฉันปกป้องทุกคนในบ้านของฉัน"
ลำเจียกกับสร้อยทองนิ่งอึ้ง มะลิยิ้มสะใจ กอดหลวงปกรณ์แน่น
"จะทำอะไรใคร หรือแม้แต่แม่มะลิ ก็ไว้หน้าฉันบ้าง"
ลำเจียกช็อก ตาเบิกโพลง
"ไม่ ! ไม่จริง ! ไม่จริ๊ง"

ลำเจียกร้องกรี๊ดยาวแผดเสียงลั่นไปทั้งตึก แล้วทรุดฮวบ สร้อยทอง ศรีช่วยกันประคอง

เวลาต่อต่อมา ลำเจียกผู้อ่อนแอและอ่อนไหว นอนซึมอยู่บนเตียง สีหน้าโศกสลด มีสร้อยทองนั่งอยู่ข้างๆ รับยาต้มที่ศรีรินใส่ถ้วยมายื่นให้

"จิบซะหน่อยเถอะแม่ลำเจียก จะได้หายมึนหัว แม่ลำเจียกเป็นอย่างนี้บ่อยๆ ไม่ดีหรอกนะ"
"ช่างเถอะค่ะ ปล่อยให้อิฉันตายๆ ไปเสียเลยก็ดี จะได้ไม่ต้องทุกข์ใจ" ลำเจียกสะอื้นไห้ด้วยทุกข์ขม "มันคงเป็นกรรมของฉันจริงๆ กรรมตามสนองที่ฉันมาแย่งของรักของคุณพี่ คุณพี่รู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าผัวจะมีเมียใหม่ ดิฉันเพิ่งเข้าใจวันนี้เอง"
ลำเจียกสะอื้นไห้ สร้อยทองลูบแขนปลอบใจ
"อย่าคิดมากไปเลย ฉันทำใจได้เสียตั้งนานแล้ว เรามาอยู่ร่วมบ้านก็เหมือนลงเรือลำเดียวกันแล้ว ฉันไม่เคยคิดว่าเธอเป็นศัตรูคู่อาฆาต มีแต่เวทนาสงสารเท่านั้น เพราะฉันรู้อยู่แล้วว่า วันนึงเราก็ต้องร่วมชะตากรรมกัน"
ลำเจียกยิ่งสะเทือนใจและซึ้งน้ำใจของสร้อยทอง สร้อยทองคะยั้นคะยอให้กินยาอีก
"กินยาเถอะนะ ร่างกายจะได้แข็งแรง ทำตัวอ่อนแอไปก็เท่านั้น ยังไงชีวิตเราก็ต้องดำเนินต่อไป นอกจากจะมีทางเลือกอื่น"
ลำเจียกอ่อนลง ยอมรับยามากิน สร้อยทองมองตามลำเจียกดื่มยา สายตาดูลึกลับ

สร้อยทองเดินเข้ามาในห้อง สีหน้าหนักใจ .เจอคุณหลวงยืนหันหลังให้อยู่ที่หน้าต่างก็ตกใจ
"คุณพี่"
คุณหลวงหันหน้ามาหา สร้อยทองพยายามฝืนสีหน้ายิ้มให้ปกติที่สุด
"มีอะไรหรือเจ้าคะ ถึงมาหาอิฉันถึงที่นี่"
"เรื่องที่มันเกิดขึ้น ฉันลำบากใจจริงที่ตัวเองเป็นสาเหตุทำให้แม่สร้อยต้องเสียใจ"
"ไม่ใช่อิฉันคนเดียวหรอกค่ะที่เสียใจ แม่ลำเจียกเองก็เสียใจยิ่งกว่าอิฉันนัก"
"ฉันไม่ได้มาเพื่อแก้ตัวน่ะแม่สร้อย แต่ฉันไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ ว่าทำลงไปได้ยังไง"
"หึ…ไม่รู้สึกตัวหรือเจ้าคะ"
"แม่สร้อย ฉันไม่ใช่คนมักมากฝักใฝ่ในกามอารมณ์ขนาดนั้นหรอกนะ ฉันได้แม่สร้อยเป็นเมีย ก็เพราะเราเหมาะสมกัน แม่ลำเจียกรึก็น่าเวทนา นอกจากหล่อนสองคนแล้ว ฉันก็ไม่เคยมีใครอีก บ่าวในบ้านฉันไม่เคยยุ่งเกี่ยวด้วยสักคน ที่ขึ้นมาหาเนี่ย ก็เพราะเห็นว่าแม่สร้อยเชี่ยวชาญเรื่องยา เรื่องสมุนไพรหรอกนะ เจียดยาให้ฉันหน่อยเถิด ฉันมึนเวียนไปหมดแล้ว จิตใจรึก็สั่น ในหัวก็คิดแต่เรื่อง เรื่องพรรณอย่างว่า แม่สร้อยคงเข้าใจว่าฉันหมายถึงเรื่องอะไร"
สร้อยทองแปลกใจแต่ยังไม่พูดอะไร
เมียเอกคนนี้ มาจากครอบครัวเศรษฐีเจ้าของกิจการร้านยาสมุนไพร จึงมีความช่ำชองในการปรุงยา ขณะที่ลำเจียกมาจากครอบครัวผู้ดีตกยาก
"เจียดยาให้ฉันหน่อยนะแม่สร้อย"
"ได้เจ้าค่ะ คุณพี่กลับไปรอที่ห้องเถิด เดี๋ยวอิฉันจะเจียดยาไปให้"
"ขอบใจมากที่เห็นใจฉัน"
หลวงปกรณ์ออกจากห้องไป สร้อยทองมองตามไปด้วยความแปลกใจ
"มึนเวียน ใจสั่น คิดแต่เรื่องพรรณอย่างว่า…"

บริเวณมุมปรุงยา ในห้องนอนของสร้อยทอง ศรี แม่บ้านใหญ่ของบ้านนพรัตน์ตาโตด้วยความตกใจ
"โดนวางยา! คุณพระ นี่คุณหลวงโดนวางยารึเจ้าคะ"
สร้อยทองปรุงยาไปด้วยพูดไปด้วย
"เอ็งอย่าเอ็ดไป ใครได้ยินเข้าจะเสียหายถึงคุณหลวงท่าน"
"แล้วใครเป็นคนวางยาล่ะเจ้าคะ"
"ใครที่มันได้ไป มันก็คนนั้นแหละ"
"โอ นังมะลิ! มันช่างกล้านักที่ทำเรื่องชั่วช้าแบบนี้ แล้วคุณจะไม่บอกคุณหลวงเหรอเจ้าคะ จะให้มันชูคออยู่อย่างนี้เหรอเจ้าคะ"
"คนมันคิดชั่ว ทำชั่ว มันก็ต้องได้ชั่ว ไม่มีวันได้ดีหรอก"
"แต่ถ้ารอฟ้าดินลงโทษมันจะนานรึเปล่าล่ะเจ้าคะ"
"จะนานหรือช้าก็ช่างประไร ยังไงเสีย เรื่องนี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน หมาจะกัดกัน ก็เป็นเรื่องของหมา คนจะเข้าไปยุ่งทำไม"
"หือ นี่คุณหมายว่าใครจะกัดใครรึเจ้าคะ"
"ก็ใครเล่าที่เดือดร้อนนักหนากับเรื่องนี้"
ศรีคิดๆ "อ๋อ คุณลำเจียก คุณลำเจียกใช่ไหมเจ้าคะ"
สร้อยทองไม่ตอบอะไร ปรุงยาต่อไปด้วยรอยยิ้มเย็นๆ ร้ายๆ
"ก็จริงของคุณนะเจ้าคะ ปล่อยให้คุณลำเจียกจัดการนังมะลิ ดีเสียอีก มือคุณจะได้ไม่เปื้อนคาว!"

สร้อยทองมีสีหน้าแววตาเยือกเย็น แต่ซ่อนความร้ายกาจในนั้น

อ่านต่อหน้า 3

ดอกซ่อนชู้ ตอนที่ 2 (ต่อ)

ในห้องนอนคุณหลวงไม่นานต่อมา สร้อยทองส่งถ้วยยาไทยให้คุณหลวงสามีรับไป

"ใช้เวลาเคี่ยวนานหน่อย ฤทธิ์จะได้ออกมาก ดื่มเสียนะเจ้าคะ ดื่มให้หมด พิษจะได้คลาย"
"แม่สร้อยพูดเหมือนฉันโดนใครวางยาพิษมาซะอย่างนั้น"
"เราจะไปรู้รึคะ รอบตัวคุณหลวงอาจจะมีงูพิษซ่อนอยู่ก็ได้"
"แต่ยาแม่สร้อยก็ช่วยฉันได้ทุกทีไม่ใช่หรือ"
คุณหลวงดื่มยาจนหมด ลูบผมสร้อยเบาๆ ด้วยความเอ็นดู สร้อยรับถ้วยยาคืนมา จะลุกจากเตียง
แต่คุณหลวงโอบเอวไว้
"จะรีบไปไหนเล่า หมดห่วงฉันแล้วรึ"
"ไม่หมดหรอกเจ้าค่ะ แล้วก็ไม่มีวันหมดด้วย"
"อยู่กับฉันได้ไหมคืนนี้"
สร้อยทองนิ่งไม่ตอบ ยิ้มออกมานิดๆ แนวประชด
"ตัวอิฉันมีแต่กลิ่นยา ไม่หอมเหมือนน้ำปรุงของคนอื่นเขาหรอกค่ะ"
"ถึงไม่หอมแต่ก็มีค่าสูงมีคุณมาก"
คุณหลวงหอมสร้อยทองเบาๆ อย่างทะนุถนอมก่อนค่อยๆ ดึงตัวสร้อยทองให้เอนมาซบ
"ช่วยเตือนสติฉันที ช่วยทำให้ฉันระลึกหน่อยว่า การได้มาด้วยความรักมันสวยงามเช่นไร"
คุณหลวงเอนตัวดันสร้อยทองลง

ลำเจียกหลับอยู่บนเตียงใหญ่ในห้องนอน มีเข็มนอนเฝ้าอยู่ที่พื้นข้างเตียง จู่ๆ ลำเจียกก็ลืมตาขึ้นมา เพราะได้ยินเสียงบางอย่าง
ลำเจียกเหลือบไปมองหน้าต่างที่เปิดรับลมอยู่ เห็นลมพัดโชยผ้าม่านเข้ามา กระดิ่งที่ห้อยหน้าต่างส่งเสียงดังกรุ๋งกริ๋ง แต่ลำเจียกลับได้ยินเสียงไม้ลั่นเอียดอาดแปลกๆ
ลำเจียกค่อยๆ ถอนสายตาจากหน้าต่าง เงยหน้ามองขึ้นไปบนเพดาน เสียงลั่นยิ่งดังขึ้นเหมือนกับว่าต้นเสียงมาจากบนนั้น

ลำเจียกเดินขึ้นบันไดมาที่ห้องหลวงปกรณ์ เสียงเตียงยังลั่นดังเป็นจังหวะจะโคน และดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเคลื่อนกายมาหยุดหน้าประตูห้องที่ปิดสนิท
ลำเจียกรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเสียงอะไร แต่ก็ยังอยากจะดูให้เห็นกับตา จึงค่อยๆ แง้มบานประตูเปิดเข้าไปด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ภายในห้อง เสียงเตียงลั่นยังคงดังต่อเนื่อง ลำเจียกยืนมองอยู่ที่หน้าบานประตูแง้ม น้ำตาค่อยๆ ไหลออกมาอย่างเจ็บช้ำกล้ำกลืน
ลำเจียกทนดูซักพักก็ค่อยแง้มประตูปิดลง พยายามอุดปากกลั้นก้อนสะอื้นไว้ แต่อารมณ์พังทลายเพราะภาพที่เห็นหลวงปกรณ์กับคนที่เข้าใจว่าเป็นมะลิ เธอทรุดตัวลงนั่งร้องไห้อย่างเงียบเชียบอยู่ตรงหน้าประตูนั้นเอง
"อีมะลิ อีงูพิษ"

ดอกแก้วเดินคุยมากับเทพไทตามทาง ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นสวยงามยามเช้า ในมือสาวเจ้าถือช่อซ่อนกลิ่นเล็กๆ และคอยยกเอามาดอมดมกลิ่นอยู่ตลอดเวลา

"ผมไปรอพบดอกแก้วที่ตลาด แต่ไม่เจอ เลยรีบมารอที่นี่"
"วันนี้ฉันเลิกขายเร็วค่ะ เพราะต้องกลับไปเตรียมของไปขายงานวัด"
"งานวัด"
"งานปิดทองฝังลูกนิมิตที่วัดเหนือคืนนี้ไงคะ คนคงจะไปเที่ยวกันเยอะ เพราะมีลิเกกับละครหุ่น แม่ค้าพ่อค้าก็เลยพากันไปขายที่นั่น"
"น่าสนใจจัง"
"คุณเทพว่างหรือเปล่าล่ะคะ ชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวงานสิคะ"
"ว่างครับ แต่...ผมอยากไปช่วยดอกแก้วขายขนมมากกว่า"
เทพไทยิ้มหวานซึ้ง ดอกแก้วหลบสายตา
"ฉันมีญาติไปช่วยขายแล้วค่ะ แต่ถ้าคุณเทพกับเพื่อนๆ จะแวะมา เดี๋ยวฉันจะเก็บขนมที่ทำใหม่ๆ ไว้ให้"
"ผมจะไปครับ"
เทพไทตอบยิ้มๆ มองตาหวาน ดอกแก้วยิ่งอาย

แล่มเอาเงินมาจ่ายให้เสี่ยเฮงที่บ่อน ท่าทางกลัวๆ ลูกน้องยืนจ้องเขม็ง
"เอาไปเท่านี้ก่อนนะเสี่ย ถ้าคืนนี้นังแก้วขายขนมได้ ฉันจะเอามาใช้หนี้อีก"
เสี่ยเฮงรับเงิน แล้วเก็บใส่ลิ้นชัก
"แม่แล่มก็ไม่น่าจะต้องให้ฉันไปขู่นี่นา ฉันไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ ขอแค่ติดหนี้กันแล้วอย่าหายหน้าไปก็พอ"
แล่มสะบัดหน้าทั้งกลัวทั้งหมั่นไส้
"ไม่มีอะไรแล้วฉันก็จะกลับล่ะ"
เสี่ยเฮงลุกเดินไปขวางหน้า ยิ้มเจ้าเล่ห์
"เดี๋ยว! ไหนๆ ก็แวะมาแล้ว ไม่อยากนั่งเล่นหย่อนใจซักหน่อยเหรอ"
แล่มหลุกหลิก แอบมองคนเล่นพนันในบ่อน ส่งเสียงเฮๆ บางคนก็กวาดเงินใส่กระเป๋าไม่หวาดไม่ไหว นางแอบกลืนน้ำลาย แต่พอนึกได้ก็รีบปฏิเสธ
"โอ๊ย ไม่เอาหรอก ฉันไม่อยากเป็นหนี้มากกว่านี้แล้ว"
เสี่ยเฮงควักแบงค์ขึ้นโบก
"เอาไปฆ่าเวลาเล่นๆ น่า"
แล่มมองเงินที่โบกไปมา ใจคอไม่ดี รีบส่ายหน้าหนี
"ไม่เอา ฉันไปนะ"
แล่มรีบผลุนผลันออกไปเพราะกลัวเปลี่ยนใจ เสี่ยเฮงยิ้มสมเพช

แล่มเดินออกมาถอนใจเฮือกๆ ที่หน้าบ่อน แต่เสียงเฮๆ ยังดังแว่วออกมา แล่มเริ่มรู้สึกระวนกระวายลงแดงมากขึ้น เลยรีบเดินหนีออกไปจากตรงนั้น
แล่มเดินลิ่วๆ ออกมาจากบ่อน สมองเถียงกันวุ่นวายระหว่างการห้ามใจตัวเองกัสัญชาตญาณเรียกร้อง พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันหลังกลับเข้าไปที่บ่อนอีกจนได้

เวลาเดียวกัน หลวงปกรณ์ราชกิจนั่งอ่านเอกสารอยู่ในห้องทำงาน เป็นหนังสือราชการเกี่ยวกับการเงิน เพราะคุณหลวงรับราชการอยูที่กองกษาปณ์ สังกัดกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง
มะลิออเซาะ บีบนวด คางเกย ไม่ห่างตัว
"หลังจากนี้ คุณหลวงจะพามะลิไปอยู่ที่ไหนคะ คุณลำเจียกคงไม่ต้อนรับมะลิ แล้วคุณสร้อยทองเธอก็ห้ามไม่ให้มะลิขึ้นมาบนตึก"
หลวงปกรณ์อ่านหนังสือไปพูดไป
"เดี๋ยวฉันจัดการให้น่า"
มะลิยิ้มฝัน ซบอ้อน
"มะลิอยากมีห้องของตัวเองค่ะคุณหลวง บนตึกนี้ก็มีห้องว่างอีกตั้งหลายห้อง"
หลวงปกรณ์เริ่มรำคาญ
"บอกว่าเดี๋ยวฉันจัดการให้"
"แล้วคุณหลวงจะให้บ่าวมารับใช้มะลิ เหมือนคุณสร้อยทองกับคุณลำเจียกหรือเปล่าเจ้าค่ะ"
เจ้าคุณทนไม่ไหวผลักมะลิออก ลุกหนี
"เซ้าซี้จริงนังมะลิ ! ก็ฉันบอกแล้วว่าจะจัดการให้ พูดไม่รู้ฟัง"
มะลิหน้างอ อ้าปากจะเถียง หลวงปกรณ์ชี้ไปที่ประตู ตวาด
"ออกไป !"
มะลิหน้าคว่ำ เดินกระแทกเท้าออกไป หลวงปกรณ์ส่ายหน้ารำคาญ หันมาทำงานต่อ

มะลิหน้างอเดินลงมาหน้าตึก เห็นอึ่งกับเข็มเอาหมอนมุ้งผ้าห่มส่วนตัวของเธอโยนเข้ากองไฟ
"หยุดนะนังเข็ม นังอึ่ง ! เอ็งทำอะไร"
อึ่งหันมาตั้งท่า ยิ้มเยาะ
"เอาของเสนียดมาเผาไล่ตัวอัปมงคลออกจากบ้าน"
"แต่นี่มันของๆ ของกู"
"ก็ใช่น่ะสิ มึงมันตัวเสนียดจัญไร กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา เผาให้หมดเลย นังเข็มโยนเข้าไปสิ"
อึ่งหันไปสั่งให้เข็มโยนผ้าห่มเข้ากองไฟ มะลิหันไปยื้อแย่งกับเข็ม
"เอาของกูมานะอีเข็ม"
มะลิแย่งกับเข็ม ตบคว่ำไป เข็มเซถลา ของกระจายตกพื้น มะลิพุ่งไปจะเก็บ แต่มีเท้ามาเหยียบไว้ พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลำเจียกยืนอยู่
"คุณลำเจียก"
"ข้าวของ ของแก เก็บไว้ก็เป็นอัปมงคลกับฉัน"
"ฉันก็ไม่ได้คิดจะกลับไปอยู่กับคุณอยู่แล้ว แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้"
ลำเจียกโมโหจ้องมะลิ ยกเท้ากดผ้าห่มไว้ไม่ยอมปล่อย มะลิจ้องกลับไม่ลดละ แล้วออกแรงกระตุกผ้าเข้ามา จนลำเจียกเสียหลัก
"ว้าย คุณลำเจียก"
อึ่งรีบเข้าประคอง ลำเจียกไม่พอใจ จะเอาเรื่องแต่อึ่งคว้าไว้
"อย่าค่ะคุณลำเจียก อย่าเอาทองไปลู่กระเบื้อง"
มะลิชี้กราดใส่ทุกคนอย่างเกลียดชัง
"คอยดูนะ กูจะฟ้องคุณหลวงว่าพวกมึงรังแกกู"
มะลิเก็บข้าวของแล้ววิ่งออกไป

ตกตอนกลางคืน บรรยากาศในงานวัดบ้านแพ้วคึกคัก เห็นคนมาเดินเที่ยวกันขวักไขว่ มีกิจกรรมการละเล่น ก่อเจดีย์ทราย ออกร้านขายของ ฯลฯ
ดอกแก้วขายขนมอยู่ภายในงาน มือเป็นระวิง แต่ก็ยังชะเง้อมองหาเทพไทไปรอบงานอย่างใจจดใจจ่อ
โอ่งช่วยขายของอยู่ แต่ก็จามเป็นระยะๆ เห็นท่าทางดอกแก้วจึงเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้
"มองหาใครวะดอกแก้ว"
"ป...เปล่าจ้ะ"
ดอกแก้วกลบเกลื่อนหันมาขายขนมต่อ โอ่งจามมากขึ้น จนดอกแก้วเป็นห่วง
"พี่โอ่งกลับบ้านไปนอนพักดีไหมจ๊ะ ตากน้ำค้างดึกๆ เดี๋ยวอาการจะยิ่งหนัก"
โอ่งจามอีก
"งั้นก็กลับด้วยกันสิ พี่จะทิ้งแก้วได้ยังไง"
"ไม่เป็นไรหรอกพี่ คืนนี้คนเยอะ แล้วก็เป็นคืนเดือนหงาย เดี๋ยวฉันเก็บของพร้อมกับพวกแม่ค้าแล้วก็เดินตามๆ เขาไป พี่ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ"
"เอางั้นเหรอ"
ดอกแก้วพยักหน้ายืนยันไม่อยากให้โอ่งเป็นห่วง โอ่งจามอีกที เริ่มรู้ตัวว่าไม่ไหวแล้ว

บรรยากาศงานวัดอีกด้านเห็นคนเล่นปาเป้า โยน เล่นทอยกอง ดูคึกคัก เทพไทกับเพื่อนๆ เดินเข้ามา ชี้ชวนกันดู อยากไปร่วมสนุก แต่เทพไทจ้ำอ้าว
"ทำไมต้องรีบขนาดนั้นวะเทพ แม่ค้าคนสวยของนายยังไม่กลับหรอกน่า" ทศบอก
เทพไทอึกอัก แก้เขิน
"ฉันเห็นว่ามันดึกแล้ว เดี๋ยวจะไม่ได้ดูอะไร"
โชคชัยกอดคอ แซว
"แต่ฉันว่านายไม่ได้อยากดูอะไรซักหน่อย แค่อยากจะมาหาแม่ดอกแก้วคนสวยนั่น ยอมรับมาเถอะเพื่อน"
เทพไทเขินพูดไม่ออก เพื่อนๆ หัวเราะ ตบไหล่
"เอาล่ะ งั้นพวกฉันจะปล่อยนายหาแม่ค้าขนมหน้าหวานคนนั้น ส่วนเราก็จะไปตามทางของเรา" ทศบอก
"เฮ้ย จะมาแยกกันได้ไง"
"ก็ความสนใจเรามันต่างกันนี่หว่า พวกฉันจะไปเดินเที่ยว งานวัดอย่างนี้ต้องมีโชว์เด็ดๆ อย่างเมียงูแน่เลยเว้ย" โชคชัยว่า
"งั้นเราไปกันเลย ทิ้งเจ้าเทพมันแถวนี้แหละ เดี๋ยวมาเจอกันตรงนี้นะเว้ย"
เทพไทจะแย้ง เพราะไม่อยากแยกจากกลุ่ม แต่เพื่อนทั้งสองไม่สนใจ รีบกอดคอกระดี๊กระด๊าออกไปแล้ว

ดอกแก้วขายขนมอยู่ที่แผง ลูกค้าผลัดกันเข้าออก ท่าทางขายดิบขายดี เธอง่วนอยู่กับการหยิบขนมให้ลูกค้า จู่ๆ ก็มีมือยื่นมาจับต้นแขน คล้ายๆ จะโอบอยู่ด้านหลัง
"อุ๊ย !"
เจ้าของมือนั้นคือ ชิต
"เหนื่อยไหมจ๊ะดอกแก้ว"
"พี่ชิต !" ดอกแก้วหันไปผลัก "ปล่อยฉันนะ"
"พี่เห็นดอกแก้วอยู่คนเดียว ก็เลยจะมาช่วยขายไงจ๊ะ"
ดอกแก้วพยายามสะบัดออก แต่ชิตเกาะแกะไม่ปล่อย แล้วพยักหน้าเรียกลูกน้องที่คุมเชิงอยู่
"เฮ้ย มาช่วยกันหยิบจับสิวะ น้องดอกแก้วของข้าจะได้ไม่เหนื่อย"
ลูกน้องเข้ามาช่วยหยิบขนมให้ลูกค้า ลูกค้าดูกลัวๆ พวกของชิต
ดอกแก้วอึดอัดใจ ไม่อยากมีเรื่อง กลัวลูกค้าหนี พยายามฝืนใจต้อนรับลูกค้า

เทพไทรีบเดินหาดอกแก้ว แต่แล้วจู่ๆ กระป๋องสังกะสีเก่าๆ ก็กลิ้งมาหยุดตรงหน้า เทพไทชะงักก้มลงหยิบ หันไปเห็นหญิงชราตาบอดนั่งอยู่บนเสื่อเก่าๆ นัยน์ตาเป็นสีขาวขุ่น
"หมอดูไหมจ๊ะ หมอดู"
หญิงชราเรียกคนที่เดินผ่านไปมา แล้วเอามือแตะๆ พื้นตรงหน้าเหมือนจะหากระป๋อง เทพไทรีบเอาไปวาง
"กระป๋องเงินคุณยายใช่ไหมครับ ผมเก็บได้"
หญิงชราเอามือจับๆ กระป๋อง แล้วล้วงเงินมาสัมผัส แล้วพยักหน้า
"ขอบใจนะพ่อหนุ่ม"
เทพไทจะไป แต่หมอดูคว้าแขนไว้ แล้วเลื่อนมาจับที่มือ เทพไทตกใจ
"ไม่เป็นไรครับ"
เทพไทพยายามจะดึงมือออก แต่หมอดูไม่ยอมปล่อย ใช้มือตัวเองสัมผัสไปตามเส้นฝ่ามือของเทพไท
"พ่อหนุ่มไม่ได้มาจากแถวนี้ แต่มาจากที่ไกลออกไปใช่ไหม" หญิงชราลูบไล้ไปเรื่อยๆ " อ้อ... มาทำความดีสินะ"
เทพไทอึ้งๆ แล้วรับคำ
"ครับคุณยาย ผมเป็นหมอ"
หมอดูพยักหน้าหงึกหงัก
"ความดีที่พ่อหนุ่มทำจะนำพาให้ไปพบกับผู้หญิงที่เป็นเนื้อคู่"
เทพไทอึ้ง หมอดูลูบมือเทพไทต่อแล้วถอนใจ
"แต่ก็ได้แค่พบ...อาจจะไม่ได้ลงเอยกัน เพราะไม่มีวาสนา"
"คุณยายหมายความว่ายังไงครับ"
หมอดูพูดเสียงหน้ากลัว
"คู่ของพ่อหนุ่มคือคู่หายนะ ถ้าลงเอยกันก็จะมีแต่เรื่องหายนะ จำคำยายไว้นะ จำไว้!"
หมอดูพูดเสียงน่ากลัวซ้ำไปซ้ำมา ขณะที่ลูบมือเทพไทไม่หยุด
 
เขาได้แต่นิ่งตะลึง เต็มไปด้วยความพิศวงงงงวย

ดอกแก้วยืนเฝ้าแผงขนมอย่างอึดอัดใจ ชิตป้วนเปี้ยนอยู่ข้างๆแผง ลูกค้าท่าทางสนใจเดินเข้ามาดู ดอกแก้วเชื้อเชิญ

"ลองชิมดูก่อนได้จ้ะ"
ลูกค้ารับขนมไปชิม ทำเป็นเลือกหยิบ แล้วไม่เอา เดินผ่านไป ชิตตวาด
"เฮ้ย มากินฟรีแล้วไม่ซื้อใช้ได้เหรอวะ จับมันไว้"
ชิตสั่งลูกน้อง ลูกน้องตามไปกระชากคอเสื้อขู่ ดอกแก้วห้าม
"นี่ อย่าทำอะไรเขานะ"
ลูกน้องไม่ฟังเงื้อมือจะต่อย ลูกค้าตกใจกลัว ยกมือไหว้
"ซ...ซื้อก็ได้จ้ะ เท่าไรจ๊ะ อ...เอาไปให้หมดเลยจ้ะ"
ดอกแก้วจะไม่รับเงิน แต่ลูกค้าลนลานวางเงินแล้วรีบเดินหนีไป
ดอกแก้วโมโห
"ออกไปจากแผงฉันได้แล้ว ฉันจะขายของ"
"พี่ก็ช่วยดอกแก้วขายนี่ไง ขนมจะได้หมดเร็วๆ"
"ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพวกพี่ ออกไป"
ดอกแก้วผลัก ชิตยังตื้อ เข้ามาจับมือถือแขน
"ไม่เอาน่าดอกแก้ว"
"ถ้าคุณดอกแก้วไม่อยากให้คุณมาวุ่นวาย คุณก็ควรจะกลับไปนะครับ"
ดอกแก้วหันกลับไป เห็นเทพไทยืนอยู่ เธอโล่งใจที่เห็นเขา
"เอ็งเป็นใคร เสือกอะไรด้วยวะ"
"ผมเป็นเพื่อนของเธอ"
"ถึงเป็นใครก็ไม่มีสิทธิ์เสือกโว้ย นอกจากเอ็งจะอยากเจ็บตัว"
ชิตทำท่าจะเอาเรื่อง ดอกแก้วรีบเข้ามาบังเทพไทไว้
"อย่ามาทำอันธพาลแถวนี้นะพี่ชิต นี่มันในวัดในวา ถ้าไม่เกรงใจพระสงฆ์องค์เจ้า ก็เกรงใจตำรวจบ้าง คนแถวนี้เขาพร้อมจะเป็นพยานทั้งนั้น ถ้าพี่ก่อเรื่อง"
ชิตชะงัก หันมองไปรอบๆ เห็นสายตาหลายคู่จากชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าต่างจ้องมองมา ก็ระแวดระวัง
ชิตเจ็บใจ บอกลูกน้อง
"เฮ้ย กลับโว้ย แถวนี้ชักจะไม่น่าอยู่"
ชิตพาลูกน้องยกพวกกลับไป ดอกแก้วถอนใจเฮือก
"เขาทำอะไรคุณหรือเปล่าครับคุณดอกแก้ว"
"เปล่าหรอกค่ะ แค่มาก่อกวนนิดหน่อย"
"ถ้าผมรู้ว่าคุณต้องอยู่คนเดียว ผมจะรีบมา"
"พอดีญาติฉันไม่สบายน่ะค่ะ ฉันก็เลยให้กลับไปก่อน แต่เดี๋ยวขายต่ออีกนิดฉันก็จะเก็บแล้วค่ะ"
"งั้นเดี๋ยวผมช่วยเรียกลูกค้าให้ จะได้ขายหมดไวๆ" เทพไทตะโกนร้องขาย "เชิญคร้าบ เชิญทางนี้ครับ ขนมไทยอร่อยๆ ตำรับแม่ดอกแก้วเจ้าเก่าครับ"
เทพไททั้งร้องเรียก เชื้อเชิญให้ลูกค้าเข้ามาชิม ดอกแก้วแอบมองเทพไทเรียกลูกค้าท่าทางขยันขันแข็งแล้วอมยิ้ม
เวลาผ่านไปอีก ลูกค้ามาซื้อขนมเยอะขึ้น เทพไทตัดสินใจเข้าไปช่วยหยิบจับ ทั้งสองได้ใกล้ชิดกัน ขณะหยิบจับ บางครั้งเขามีโอกาสได้จับมือดอกแก้วโดยบังเอิญ ทั้งคู่สบตาละยิ้มให้กัน มีความสุข

คืนเดียวกัน แล่มถูกลูกน้องจับโยนออกมานอกบ่อน
"โอ๊ย กูเจ็บนะโว้ย ไอ้พวกบ้า"
ลูกน้อง1บอก "พวกฉันไม่รุมกระทืบก็ดีเท่าไรแล้ว หนอย คิดจะเล่นตุกติกในบ่อนเสี่ยเฮง"
ลูกน้อง2 บอก"แก่แล้วยังลูกไม้เยอะอีกนะป้า"
"ก็เจ้านายพวกเอ็งมันโกงข้า หลอกล่อให้ข้าเล่นต่อ แล้วก็เสียเป็นหนี้เอ็งเพิ่มขึ้นอีก"
ลูกน้อง1บอก"เสี่ยไม่ได้บังคับโว้ย แต่แกมันผีพนันเข้าสิง ห้ามใจไม่ได้เอง รู้ว่าเป็นหนี้ก็ดีอยู่แล้ว พรุ่งนี้อย่าให้พวกข้าต้องไปตามทวงถึงที่นะโว้ย"
ลูกน้องพากันเดินกลับเข้าบ่อนไป แล่มลุกขึ้นอย่างเจ็บใจ มาใช้หนี้ กลายเป็นติดหนี้เพิ่มอีก

คนในงานวัดเริ่มบางตา ดอกแก้วเริ่มเก็บของเตรียมจะกลับบ้านเช่นเดียวกับพ่อค้าแม่ขายเจ้าอื่นๆ
"วันนี้ขายหมดจนได้ ขอบคุณคุณเทพมากเลยนะคะที่มาช่วย"
"ยินดีครับ เสียดายที่คุณดอกแก้วต้องขายของ เลยอดเที่ยวงานวัดเลย"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตอนเด็กๆ ฉันก็มาจนชินแล้ว คุณเทพเถอะค่ะ พลอยอดเที่ยวงานไปด้วย"
เทพไทนึกได้ ยิ้มเจื่อน
"จริง ผมเพิ่งนึกได้ว่าทิ้งเพื่อนๆ ให้เดินเที่ยวกันอยู่ สงสัยต้องเข้าไปตาม คุณดอกแก้วรอก่อนนะครับ เดี๋ยวผมไปส่ง"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บ้านฉันอยู่ห่างจากที่พักคุณเทพเยอะ จะอ้อมไปอ้อมมาเปล่าๆ มันดึกแล้ว"
"จะดีเหรอครับ"
"ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะคุณเทพ ฉันกลับได้ เดี๋ยวพวกชาวบ้านก็เดินกลับกัน"
เทพไทรีรอ แต่ไม่อยากเซ้าซี้ดอกแก้ว
"ถ้างั้นก็ พรุ่งนี้เจอกันนะครับ"
"ค่ะ"
เทพไทส่งยิ้มลาให้ดอกแก้ว แล้วรีบแยกตัวไป ดอกแก้วมองตามด้วยสายตาปลื้มๆ แล้วรีบเก็บของต่อ

คืนเดือนหงาย พระจันทร์ส่องแสงสว่าง มาตามทางเดินเปลี่ยว ดอกแก้วหาบของมาตามทาง คนเริ่มบางตาจนไม่มีใครเหลือ เธอเลยเร่งฝีเท้าขึ้น แต่พอพ้นหัวโค้ง ชิตกับลูกน้องก็โผล่มาดักขวางหน้า
"แพศยาจริงๆ นะเอ็ง นังดอกแก้ว ทำเป็นสะดีดสะดิ้งกับข้า แต่กลับยอมให้ไอ้หน้าอ่อนนั่นจับมือถือแขน" ชิตว่า
"พูดอะไรน่ะพี่ชิต"
"ก็พูดสิ่งที่ตาเห็นว่าเอ็งปล่อยให้ผู้ชายคนอื่นเกาะแกะแต่ทำเป็นรังเกียจข้า"
"ฉันไม่ได้ทำอย่างที่พี่ว่า"
ดอกแก้วก้มหน้าจะเดินหนีไป แต่ชิตกระชากไว้
"อย่ามาตอแหล ทำไมวะ ไอ้นั่นมันดีกว่าข้ายังไง เอ็งถึงยอมมัน"
"ปล่อยฉันนะ"
ชิตยิ่งหื่นกระหาย กอดรวบดอกแก้วแน่นกว่าเดิม
"หรือว่าเอ็งคิดว่าข้าไม่มีน้ำยา งั้นข้าจะให้พิสูจน์ให้ดู"
ดอกแก้วร้องกรี๊ด ชิตรีบเอามืออุดปาก แล้วพยักหน้าให้ลูกน้องมาช่วย ลูกน้องสองคนเข้ามาช่วยอุ้มขาดอกแก้ว ขณะชิตประคองปีก เอามือปิดปากแล้วหิ้วตัวไป ทิ้งหาบดอกแก้วกระจายอยู่ตรงนั้น

เทพไทรีบกลับมาหาเพื่อนที่วนเวียนอยู่แถวๆ ที่ซุ้มเมียงู
"หายไปนานเชียวนะนายเทพ พวกฉันนึกว่าลืมเพื่อนไปแล้ว" ทศบอก
"ขอโทษที ฉันมัวแต่ช่วยขายของจนลืมเวลาน่ะ"
"แหม สงสัยจะเปลี่ยนอาชีพแล้วว่ะเพื่อนเรา" โชคชัยว่า
เทพไทเขิน
"เปล่าน่า กลับกันเถอะ"
เทพไทรีบเดินนำเพื่อนๆ ไป ทั้งสองคนพยักเพยิดกัน รู้ว่าเทพไทกำลังอินเลิฟ

ชิตกับลูกน้อง อุ้มดอกแก้วเข้ามาในพงหญ้าลึก ดอกแก้วดิ้นสุดชีวิต
"คราวนี้ไม่มีใครช่วยเอ็งได้แน่ นังดอกแก้ว"
ชิตผลักดอกแก้วให้ล้มลงนอน ดอกแก้วได้จังหวะถีบลูกน้องกระเด็นแล้วลุกขึ้น
"ช่วยด้วย!"
"โธ่โว้ย!"
ชิตกระชากดอกแก้วไว้แล้ว ต่อยเข้าที่ท้องเต็มแรง ดอกแก้วตัวงอ ทรุด

ทศ โชคชัย เดินล้อมหน้าล้อมหลังเทพไท
"ที่จริงนายน่าจะพาแม่ดอกแก้วกลับบ้านไปเลย ไม่ต้องรอพวกฉันก็ได้"ทศบอก
"ใช่ พวกเราเข้าใจสัญชาตญาณลูกผู้ชายดีเว้ย ฮ่าๆ" โชคชัยว่า
"พวกนายพูดจาน่าเกลียด ฉันยังไม่ได้คิดถึงขั้นนั้นกับคุณดอกแก้ว"
"แล้วจะรอถึงเมื่อไรวะ เดี๋ยวหมาก็คาบไปแดก"
ทศ พูดยังไม่จบ สายตาก็เหลือบไปที่ข้างทาง เห็นหาบสาแหรกของดอกแก้วตกกระจาย
โชคชัยบอก
"เฮ่ย หาบแม่ค้าที่ไหนวะ มาทิ้งไว้กลางทาง"
ทั้งสามเข้าไปดูอย่างแปลกใจ เทพไทเข้าไปเขม้นมองใกล้ๆ รู้สึกคุ้นตาอะไรบางอย่าง

ดอกแก้วหมดฤทธิ์โดนผลักลงนอน ชิตยิ้มโหด รีบถอดเสื้อตัวเอง โดยไม่เห็นมือข้างหนึ่งของดอกแก้ว
ล้วงก้อนหินที่นอนทับอยู่
เทพไทเปิดฝาสาแหรกขึ้นมา เห็นขนมที่ดอกแก้วขายไม่หมด ล้มกลิ้งอยู่ภายใน
"ของคุณดอกแก้วนี่"
เทพไทกับเพื่อนๆ ตกตะลึง
อีกด้านหนึ่ง ชิตปลดกระดุมเสื้อดอกแก้ว แล้วก้มลงมาจะปล้ำ ดอกแก้วหยิบหินขึ้นมาทุบเปรี้ยงไปที่ขนาด
ชิตร้องลั่น "โอ๊ย อีบ้า !"
เทพไทได้ยินเสียง เพื่อนๆ สีหน้าตกใจ
ชิตโมโหแย่งหินแล้วสลัดทิ้งไปได้ เงื้อมือตบดอกแก้วด้วยความโกรธ
"ฤทธิ์มากนักนะมึง !"
ลูกน้อง1กระวนกระวาย "เบาๆ พี่"
ชิตจับแขนดอกแก้วยันไว้กับพื้น จะปล้ำ ลูกน้องยืนมองรีๆ รอๆ อยากรู้อยากเห็น
ทันใดทศกับโชคชัย ก็ยันเท้าเปรี้ยงเข้าใส่มันสองคนจนกระเด็นไป ชิตได้ยินเสียงหันไปมอง เจอเทพไทยืนค้ำอยู่ เงื้อหมัดชกโครม เทพไทกับเพื่อนๆ ต่อยกับชิตกับลูกน้องไม่ลดละ ทั้งเตะทั้งถีบ ลูกน้องเห็นท่าจะสู้ไม่ได้รีบหนีไป
เทพไทตามไปคร่อมต่อยชิตไม่ยั้ง ชิตสู้ไม่ไหว คอพับสลบไป
เทพไทหันมาเห็นดอกแก้วกุมเสื้อตัวเอง ตัวสั่นน้ำตาไหลพราก ก็รีบเข้าไปหา
"คุณดอกแก้ว ! เป็นอะไรหรือเปล่าครับ"
ดอกแก้วโผเข้ากอดเทพไทแน่น ร้องไห้โฮๆ อย่างเสียขวัญ

เทพไทประคองดอกแก้วที่มีผ้าคลุมห่มไว้ เพราะเสื้อผ้าขาด มาจนถึงบ้าน เพื่อนช่วยกันเก็บของตามมา
"ถึงบ้านฉันแล้วล่ะค่ะ"
"คุณแน่ใจนะครับว่าไม่เป็นอะไร"
ดอกแก้วพยักหน้า
"อย่างน้อยก็น่าจะไปแจ้งตำรวจ"
"อย่าเลยค่ะ ฉันไม่อยากให้เรื่องวุ่นวายมากไปกว่านี้ หลังจากนี้พวกมันคงเข็ด ยังไงก็ขอบคุณพวกคุณมากนะคะ ถ้าไม่ได้พวกคุณฉันคง..." ดอกแก้วทำท่าจะร้องไห้
"ไม่เป็นไรครับ คราวหลังคุณคงต้องระวังตัวให้มาก"
"ค่ะ ขอบคุณนะคะ"
ดอกแก้วมองเทพไทอย่างซึ้งใจ เทพไทมองตอบ ยิ้มปลอบโยน

วันใหม่ ดอกแก้วมาช่วยโอ่งทองเก็บล้างของ เห็นสาแหรกดอกแก้ววางอยู่ใกล้ๆ
"จริงเหรอดอกแก้ว นี่ไอ้ชิตมันเอาอีกแล้วเหรอ"
"จ้ะ โชคดีที่คุณเทพกับเพื่อนๆ ตามมาช่วยไว้ ถ้าไม่ได้พวกเขาสามคน ป่านนี้ฉันอาจจะถูกพวกมันฆ่าทิ้งไว้ตรงนั้นแล้วก็ได้"
"คุณเทพไหน"
ดอกแก้วนึกได้ แอบอาย
"เขาเป็นพวกนักเรียนหมอที่มาจากพระนครน่ะจ้ะ"
โอ่งทองหรี่ตามองท่าทางของดอกแก้วอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่ติดใจอะไร
"พี่บอกแล้วว่ามันอันตราย ทีหน้าทีหลังไม่ต้องไปขายแล้ว ไม่มีเงินใช้หนี้ไอ้เสี่ยเฮงก็ช่างสิ ปล่อยให้ป้าแล่มแกรับผิดชอบเองซะบ้าง อยากหาเรื่องดีนัก"
"จริงสิ ! พูดถึงเงิน เดี๋ยวฉันจะต้องรีบให้แม่เอาไปให้เสี่ย"
ดอกแก้วนึกได้ลุกไปเปิดสาแหรก หากระป๋องเงินที่ขายของเมื่อคืน แต่คุ้ยไปคุ้ยมาก็หน้าเสีย
"ตายแล้ว มันหายไปไหน"
"อะไรหาย"
ดอกแก้วหน้าตาตื่น
"เงินจ้ะ เงินที่ฉันได้เมื่อคืน ตั้งหลายสิบบาท มันหายไปหมดเลย"

เวลาต่อมา แล่มตีหน้ายักษ์เข้ามาตวาดถาม
"แกว่ายังไงนะนังแก้ว แกขายของแต่ไม่ได้เงินเหรอ"
ดอกแก้วตัวสั่น
"เมื่อคืนฉันโดนไอ้ชิตฉุดจ้ะ เงินมันคงหล่นกลางทาง ฉันกับพี่โอ่งกลับไปดูก็ไม่เจอแล้ว"
"อีลูกโง่"
แล่มตบเปรี้ยง จนดอกแก้วคว่ำไป
"ป่านนี้มันก็เข้าปากหมาไปแล้วน่ะ มันจะไปอยู่รอให้มึงเก็บหรือยังไง ทำอะไรทำไมถึงไม่รู้จักระวัง เซ่อนัก"
แล่มเข้าไปจิ้มหัว โอ่งทองทนไม่ไหว เข้าไปขวาง
"ป้าได้ยินไหมว่าแก้วมันโดนฉุด แทนที่จะห่วงเรื่องลูกสาวตัวเอง ดันนึกถึงแต่เงินๆๆ อยู่ได้"
"แล้วมันโดนหรือเปล่าล่ะ มันก็รอดมาได้ ถึงได้มาลอยหน้าลอยตาอยู่อย่างนี้ไง อีแก้วนะอีแก้ว แล้วทีนี้กูจะทำยังไง หนี้ก็เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว"
ดอกแก้วกับโอ่งทองงง
"ฮะ ป้าว่าไงนะ"
แล่มอุบอิบ
"ก็...ไอ้เสี่ยมันหลอกให้ข้าไปเล่น จนข้าติดหนี้มันเพิ่มอีกน่ะสิ"
"แม่ ! ทำไมแม่ทำอย่างนี้ล่ะจ๊ะ แค่นี้เราก็จะไม่มีปัญญาอยู่แล้ว"
แล่มละอายใจ แต่รีบทำโกรธกลบเกลื่อน
"เอ็งไม่ต้องมาสอนข้า ยังไงก็เป็นความผิดของเอ็ง ถ้าไม่มีเงินใช้หนี้เสี่ยวันนี้"
แล่มมองดอกแก้วอย่างหมั่นไส้ แล้วสะบัดหน้าออกไป
ดอกแก้วก้มหน้า สะอื้นเบาๆ เสียใจที่แม่ไม่ห่วงตัวเองเลย โอ่งทองเข้าไปปลอบ

แล่มเข้ามาในร้านเหล้า ควักเงินที่แอบมุบมิบมา ยื่นให้เจ้าของร้าน
"เหล้าขวดนึง เร็วๆ" แล่มพูดอย่างหงุดหงิด
แล่มรับเหล้ามากินอย่างหิวกระหาย ได้ยินเสียงคนแว่วๆ หันไปมอง
ที่ริมตลิ่ง ชาวบ้านกับตำรวจช่วยกันลากศพขึ้นอืดมาห่อบนฝั่ง
"อะไรกัน ใครตายล่ะนั่น"
เจ้าของร้านบอก
"ไอ้เชิด ขาไฮโลบ่อนเสี่ยเฮงไงเล่า เขาว่ามันเมาจมน้ำตาย แต่ฉันไม่เชื่อหรอก" แล้วลดเสียงลง "เมื่อสองวันก่อนมันติดหนี้เสี่ยเขาตั้งหลายร้อย แล้วไม่เงินจ่าย ถึงต้องตายล่ะมากกว่า"
แล่มหน้าเสียมองตามชาวบ้านที่ขนศพไป สยองชะตากรรมตัวเอง เริ่มหลุกหลิกคิดหาทาง

ดอกแก้วนั่งซึมอยู่ที่ทุ่งดอกซ่อนกลิ่น เช็ดน้ำตาป้อยๆ คิดไม่ตกว่าจะหาทางออกเรื่องหนี้สินยังไง
เทพไทเดินเข้ามา พอเห็นว่าดอกแก้วอยู่ที่นี่ ก็รีบวิ่งมาหา
"ดอกแก้ว คุณมาอยู่ที่นี่เอง วันนี้ไม่ได้ไปขายของเหรอครับ"
"ไม่ได้ไปค่ะ"
"ทำไมล่ะครับ หรือว่าคุณบาดเจ็บตรงไหน"
"เปล่าค่ะ ฉันแค่รู้สึกเหนื่อย"
เทพไทมองดอกแก้วอย่างเข้าใจ
"คุณคงทำงานหนักมาหลายวันติดต่อกัน พักผ่อนบ้างก็ดีครับ เดี๋ยวจะเจ็บป่วยไป ผมเป็นห่วง"
"คุณเทพเพิ่งรู้จักฉันไม่กี่วัน แต่ก็ยังเป็นห่วงฉัน ขอบคุณมากนะคะ"
ดอกแก้วน้ำตารื้น พลันอยากจะร้องไห้ออกมาอีก เลยรีบเบือนหน้าหนี เทพไทผิดสังเกต
"คุณดอกแก้วเป็นอะไรหรือเปล่า ถ้ามีอะไรไม่สบายใจบอกผมได้นะครับ"
ดอกแก้วยังนิ่งซ่อนรอยน้ำตา เทพไทจับตัวดอกแก้วที่ร้องไห้ให้หันมา
"คุณดอกแก้ว คุณร้องไห้"
ดอกแก้วกลั้นไม่อยู่ สะอื้นโฮออกมา เทพไทตกใจ ดึงดอกแก้วเข้ามากอดปลอบ
"เกิดอะไรขึ้นครับ มีเรื่องอะไร"
ดอกแก้วสะอื้น
"ฉัน...ฉันไม่รู้จะทำยังไง เงิน...เงินที่ขายของได้เมื่อคืนมันตกหายไปตอนที่ฉันถูกไอ้ชิตทำร้าย ตอนนี้ฉันหมดตัวแล้วค่ะคุณเทพ"
ดอกแก้วร้องไห้โฮๆ สะอื้นอยู่ในอ้อมอกเทพไท เทพไทพลอยตกใจไปด้วย
"คุณดอกแก้วแน่ใจนะครับว่ามันตกหาย เรากลับไปช่วยกันดูอีกทีดีไหมครับ"
"ฉันกลับไปหาแล้วค่ะ แต่ไม่เจออะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครหยิบไป ฉันเสียใจค่ะคุณเทพ เงินที่ฉันทุ่มเทหามา ตั้งใจว่าจะเอาไปใช้หนี้ให้แม่ แต่ว่าตอนนี้ มันหมดแล้ว มันไม่เหลืออะไรเลย"
ดอกแก้วสะอึกสะอื้นอย่างอัดอั้นตันใจ

เทพไทได้แต่กอดปลอบประโลม

อ่านต่อหน้า 4

ดอกซ่อนชู้ ตอนที่ 2 (ต่อ)

หลวงปกรณ์ราชกิจเซ็นเอกสารให้เลขาอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวในกองกษาปณ์ หลังเซ็นแล้วก็ส่งแฟ้มคืน ทางด้านเลขาทำท่าลังเล เหมือนจะบอกอะไรบางอย่างแต่ไม่กล้า แต่ในที่สุดก็โพล่งออกมา

"ท่านคะ เอ่อ มีแขกมาขอพบท่านด้วยค่ะ"
"ใคร ฉันไม่ได้นัดใครไว้นี่"
"เอ่อ เป็นผู้หญิงท่าทางชาวบ้านค่ะ ยืนยันจะพบกับคุณหลวงให้ได้ แกอ้างว่าเป็นเมียนายสำราญที่เคยรับราชการที่นี่"
หลวงปกรณ์ขมวดคิ้วแปลกใจ

แล่มนั่งรออยู่ที่ศาลารับแขก รีบลุกขึ้นอย่างดีใจ เมื่อเห็นหลวงปกรณ์เดินมา
"ไหว้คุณหลวงเจ้าค่ะ"
"นึกยังไงถึงมาพบฉันที่นี่ล่ะแม่แล่ม นี่มาไกลจากบ้านแพ้วเลยงั้นหรือ"
แล่มกะลิ้มกะเหลี่ย
"เจ้าค่ะ คือ อิฉันว่าวันนี้เป็นวันธรรมดา คุณหลวงคงจะมาทำงานที่กอง ก็เลยมาดักพบ เพราะถ้าไปบ้านก็คงจะไม่ได้พบ"
คุณหลวงพยักหน้าเออออ รู้ทันว่าแล่มต้องมีเรื่องมาแน่
แล่มทำท่าหลุกหลิก แต่ยังไม่กล้าเข้าเรื่อง
"แหม ที่นี่มันขยับขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ นะเจ้าคะ สมัยที่ตาสำราญยังอยู่ จำได้ว่าเป็นแค่ตึกเล็กๆ"
หลวงปกรณ์รู้ทัน
"แม่แล่มต้องการอะไรก็พูดมาเถอะ มาดักฉันถึงที่นี่ คงจะมีเรื่องสำคัญ"
แล่มสะอึก อายนิดๆ ที่โดนจับได้
"ฉันไม่เคยลืมหรอกว่า ผัวแม่แล่มที่เป็นลูกน้องเก่าของฉัน เคยมีบุญคุณช่วยเหลือกันมา แม่แล่มมีอะไรจะให้ฉันช่วยก็บอกมาตรงๆ ได้เลย"
แล่มยิ้มอายๆ อ้าปากจะเกริ่น แต่ก็ยังไม่รู้จะพูดยังไง หลวงปกรณ์ดักคอ
"แต่ถ้าให้ฉันเดาก็คงจะเรื่องเดิมๆ"
แล่มหัวเราะแก้เขิน
"ค่ะ อิฉันจนปัญญาจริงๆ คราวนี้"
"ก็น่าจะจนอยู่ล่ะ เพราะโฉนดที่ดินเก่าๆที่แม่แล่มเอามาจำนองไว้กับฉันมันก็หลุดไปหมดแล้ว ทีนี้แม่แล่มจะเอาอะไรมาแลกเงินที่จะกู้จากฉันล่ะ"
หลวงปกรณ์สบตากับแล่มอย่างรู้เหลี่ยมรู้คมกัน

ทางบ้านแพ้ว ดอกแก้วยืนงงอยู่ที่หน้าบ้านพักเทพไท
"คุณเทพพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ"
"คุณรอที่นี่นะครับ"
เทพไทเข้าไปในบ้าน ดอกแก้วทำหน้าสงสัย แต่ก็ยืนรอจนเทพไทออกมา
"ผมตั้งใจจะมาอยู่บ้านแพ้วแค่ไม่กี่วัน ก็เลยไม่ได้เตรียมเงินมามากนัก แต่เท่าที่มีอยู่คงพอจะช่วยคุณดอกแก้วได้บ้าง"
"คุณเทพ"
เทพไทเอาเงินยัดใส่มือดอกแก้วไว้
"รับไว้เถอะครับคุณดอกแก้ว ถือซะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ผมอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เดือดร้อน ให้ผมได้ร่วมรับผิดชอบ"
"ไม่ค่ะ ! ฉันรับไว้ไม่ได้"
เทพไทอึ้งไป ดอกแก้วเสียงแข็งขึ้น
"คุณเทพคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงประเภทไหนกันคะ หรือคุณเทพคิดว่าฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังเพราะหวังจะพึ่งคุณ"
"ผมแค่อยากจะช่วยคุณจากใจจริง"
"คุณช่วยฉันด้วยการรับฟังก็มากพอแล้วค่ะ อย่าให้ฉันต้องกลายเป็นคนเอาเปรียบมิตรภาพของเราเลยนะคะ"
ดอกแก้วยัดเงินใส่มือเขา เทพไทอ่อนใจ
"แล้วคุณจะหาทางออกยังไงครับดอกแก้ว"
"ฉันก็ยังไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่ยังไงฉันกับแม่ก็ต้องดิ้นรนไปให้ได้ คุณเทพอย่าห่วงเลยค่ะ"
ดอกแก้วฝืนยิ้มให้ปลอบใจเทพไท

บรรยากาศในครัวบ้านนพรัตน์กำลังเตรียมอาหารเย็นกันคึกคัก ลำเจียกมาคุมพวกแม่ครัวเตรียมอาหารอยู่หน้าเตา เห็นแกงกำลังเดือดปุดๆ อยู่ในหม้อขนาดใหญ่ มีอึ่งกับหมอนคอยช่วยอยู่ ส่วนบ่าวอื่นๆ ทำงานอื่นๆไป
"คุณลำเจียกน่าจะนอนพักอีกซักหน่อยนะเจ้าคะ อาหารมื้อค่ำนี้บ่าวกับแม่หมอนช่วยกันทำได้เจ้าค่ะ" อึ่งบอก
"นอนก็ไม่หลับอยู่ดี คุณพี่มึนตึงกับฉันมาสองวันแล้ว ฉันก็เลยว่าจะทำอาหารที่คุณพี่ชอบไปขึ้นโต๊ะเสียหน่อย เธอจะได้อารมณ์ดี"
"คิดได้อย่างนี้สิ เขาถึงจะเรียกว่ารู้อยู่"
ลำเจียกหันไปมอง เห็นมะลิเดินเข้ามา วันนี้มะลิแต่งตัวไม่เหมือนบ่าวอย่างแต่ก่อน แต่ใส่เสื้อผ้าสีสดขึ้น ดูโป๊ขึ้น แบบบ่งบอก ฐานะว่าต่างจากบ่าวคนอื่นแล้ว
"อีมะลิ มึงเข้ามาทำไม ในครัวนี่ไม่ใช่ที่ของมึง" อึ่งบอก
มะลิท้าทาย
"ฉันจะไปที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น อย่าลืมสิว่าฉันเป็นเมียของคุณหลวงแล้ว เมียคนอื่นไปไหนได้ ฉันก็ต้องไปได้ ! " มะลิยิ้มเยาะลำเจียก "จริงไหมคะ...คุณพี่"
ลำเจียกมองอย่างชิงชัง พยายามข่มอารมณ์ไม่เสวนาด้วย หันไปปรุงแกงต่อ มะลิเดินเข้ามาใกล้อย่างหาเรื่อง
"ค่ำนี้ฉันอยากจะกินแกงขี้เหล็ก ช่วยทำให้กินหน่อย"
หมอนบอก "เชิญมึงทำของมึงเองเถอะ กูทำไม่เป็น แต่ถ้าแกงขี้ข้าล่ะก็ ไม่แน่"
"อย่ามากำเริบกับฉันนะป้าหมอน !" มะลิหันมาหาลำเจียกที่ยืนหน้าตึง "งั้นคุณพี่ล่ะคะ ทำเป็นไหม ฉันอยากจะกิน แล้วก็จะต้องกินให้ได้ด้วย"
มะลิลอยหน้าลอยตาใส่ ลำเจียกข่มใจ ไม่อยากมีเรื่อง เบือนหน้าหนี
"ฉันไม่ว่าง"
"ทำไมล่ะคะ" มะลิชะโงกดู "คุณพี่ทำต้มยำหม้อนี้เสร็จแล้วก็แกงให้ฉันต่อจะเป็นไรไป"
"ฉันลงมาทำกับข้าวให้ผัวฉันกิน ไม่ได้มีหน้าที่รับใช้คนอื่น"
"ก็แล้วถ้าผัวคุณพี่อยากกินเหมือนฉันขึ้นมา แล้วคุณพี่ไม่ยอมทำ รู้ใช่ไหมคะว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
ลำเจียกหันขวับมอง มะลิยิ้มเยาะ กระชากทัพพีในมือลำเจียกมาตักต้มยำขึ้นชิม
"อุ๊ยตาย!ทำไมรสชาติมันถึงได้เฝื่อนคอขนาดนี้ นี่มันต้มยำหรือว่าน้ำล้างตีน ถุย!"
มะลิถุยน้ำลายลงไปในหม้อต้มยำ ลำเจียกตัวสั่น
อึ่งร้อง "ว้าย! ตายแล้ว อีนังมะลิ ! มึงทำอะไร"
อึ่งปรี่เข้ามาจะฟาด มะลิเงื้อมือขึ้นมา ประกาศก้อง
"ใครหน้าไหนอย่ามาแตะกู ตอนนี้กูไม่ใช่อีมะลิให้จิกหัวด่าได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว กูจะทำอะไรก็ได้ที่กูอยากทำ "
ลำเจียกสุดทน กระชากมะลิให้หันมา แล้วตบฉาด
"งั้นฉันก็จะทำอย่างที่ฉันอยากทำเหมือนกัน"
"อีลำเจียก !"
มะลิเซถลา เอามือกุมหน้า หันมองลำเจียกตากร้าว
"มึง มึงคิดว่ากูไม่มีมือเหรอ !"
มะลิถลาตบลำเจียกคว่ำ อึ่ง เข็ม หมอนและบ่าวอื่นๆ ตกใจ พยายามห้าม มะลิกับลำเจียกยื้อแย่งฉุดกระชาก ผลัดกันตบแบบไม่ยอมแพ้กัน อึ่งเข้าแทรก
"อีมะลิ มึงหยุดนะโว้ย"
"อย่าเสือก"
มะลิหันไปตบอึ่งกระเด็นไปหาบ่าวสาวๆ ลำเจียกหงายหลังไปใกล้เตา
"วันนี้ไม่มึงกับกูก็ต้องตายกันไปข้างนึง อีลำเจียก"
มะลิเงื้อมือปรี่เข้าใส่ ลำเจียกเบี่ยงตัวหลบ มะลิสะดุดท่อนฟืนถลาไปทางหม้อต้มยำที่กำลังเดือด แล้วล้มคว่ำไปกลางหม้อ ร้องกรี๊ด
หม้อต้มยำเทลงมาราดมะลิทั้งตัว มะลิดิ้นเร่าๆ ร้องอย่างเจ็บปวด ขณะที่ลำเจียกและบ่าวอื่นๆ มองอย่างตกตะลึงและสยดสยอง

เวลาต่อมา หลวงปกรณ์เดินเข้ามาอย่างฉุนเฉียว หลังจากรู้เรื่องที่เกิดขึ้น
"มันเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ยังไง ไปเรียกแม่ลำเจียกมาซิ"
ศรีก้มหน้ารับคำ
"เจ้าค่ะ"
ศรีจะออกไป สร้อยยกมือปรามไว้แล้วพูดกับคุณหลวง
"คุณหลวงจะเรียกแม่ลำเจียกมาต่อว่าเหรอคะ มันเป็นอุบัติเหตุ พวกคนในครัวก็เห็นกันทั้งนั้น จริงมั๊ยแม่ศรี"
"จริงเจ้าค่ะ"
"แต่มันก็ไม่ควรจะมีเรื่องทะเลาะตบตีกันตั้งแต่แรก"
สร้อยทองยิ้มเย็น
"แล้วจะโทษใครได้ล่ะคะ ที่ตบตีกันก็เพราะหึงหวงในตัวคุณหลวงนั่นแหละ"
หลวงปกรณ์ราชกิจหงุดหงิดที่สร้อยทองแดกดัน แต่ก็เถียงไม่ออก สร้อยทองเปลี่ยนเรื่อง
"ไม่ต้องห่วงนังมะลิหรอกค่ะ มันปลอดภัยแล้ว แต่หมอบอกว่ามีแผลจากน้ำร้อนลวกตั้งแต่หัวจนถึงขา คงจะรักษาให้เป็นเหมือนเดิมยาก เผลอๆ จะเดินไม่ถนัดด้วย"
หลวงปกรณ์ถอนใจ
"ไม่น่าเลย"
"มันคงต้องอยู่โรงพยาบาลอีกพักนึง ถ้าหายแล้วคุณหลวงจะให้มันกลับมารับใช้ไหมล่ะคะ" สร้อยทองถามเยาะ)
คุณหลวงนิ่งงันด้วยความสงสาร
"สภาพแบบนั้นคงจะทำงานทำการไม่ได้กระมัง คงจะเหมือนศพเดินได้ ฉันวานแม่สร้อยช่วยบอก ให้พ่อแม่มันเอาตัวกลับไปก็แล้วกัน ช่างน่าสงสารนังมะลิมันเสียจริง"
สร้อยทองยิ้มในหน้า
"บางครั้งความน่าสงสารมันก็ทำให้เราตกหลุมพรางได้นะคะคุณหลวง"
คุณหลวงเข้าใจสิ่งที่สร้อยทองพูดถึง คุณหลวงยิ้มให้สร้อยทอง
"ขอบใจนะแม่สร้อยที่เตือนใจฉัน"
หลวงปกรณ์ลูบหลังมือสร้อยทองเบาๆ
"วันหลังปรุงยาแบบเมื่อคืนให้ฉันอีกนะ กินแล้วฉันมีความสุขเหลือเกิน" หลวงปกรณ์พูดมีเลศนัยในน้ำเสียง
สร้อยทองทำเป็นยิ้มเขินอาย ศรีมองยิ้มรีบคลานออกไปจากห้องแล้วปิดประตูลง
เวลากลางคืน ดอกแก้วตกใจ มองหน้าแม่
"อะไรนะแม่ ?! แม่จะให้ฉันไปอยู่พระนครเหรอ ไปทำอะไรจ๊ะ"
"ก็ไปเป็นคนรับใช้เขา มีเศรษฐีเขากำลังอยากได้คนไปช่วยทำงานบ้าน ไปพรุ่งนี้เลย"
"ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนั้นล่ะจ๊ะ"
"แล้วเอ็งจะรอให้ไอ้เสี่ยเฮงมันมาหาถึงบ้านก่อนหรือไง ไม่มีเงินไปใช้หนี้ มันจะได้ฆ่ายกครัวเอาเท่านั้นเอง"
"มันไม่มีทางอื่นแล้วเหรอจ๊ะแม่ ฉันไม่อยากทิ้งแม่ไป"
"ข้าก็จะไปกับเอ็งด้วย ไปอยู่เป็นเพื่อนเอ็งซักพักแล้วค่อยกลับ"
"แต่แม่ก็ต้องกลับมาอยู่คนเดียว ฉันจะทิ้งแม่ได้ยังไง"
แล่มหงุดหงิด พยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ
"เอ็งไม่ต้องห่วงแม่ นังโอ่งมันก็อยู่ใกล้แค่นี้ แล้วอีกอย่าง งานที่โน่นมันก็ได้เงินดีกว่าพายเรือขายของไม่รู้กี่เท่า เอ็งมีงานเป็นหลักเป็นฐานแม่ก็สบาย"
ดอกแก้วอึกอัก แล่มทำเป็นน้อยใจ
"หรือเอ็งจะอยู่จมปลักที่นี่ก็ได้ แต่ก็คงไม่ได้อยู่ดูแลแม่หรอก" แล่มบีบน้ำตา "แม่ก็คงจะถูกไอ้เสี่ยเฮงฆ่าตายซะก่อนเพราะไม่มีเงินไปใช้หนี้มัน"
ดอกแก้วนิ่งอึ้ง จนปัญญาไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี

คืนนั้น ดอกแก้ววิ่งฝ่าพงหญ้ามาด้วยสีหน้าท่าทางรีบร้อน

ห้องนอนในความมืดสลัว เสียงทุบประตูปังๆๆๆ เทพไทสะดุ้งตื่น รีบลุกไปเปิดประตู ที่หน้าประตู ชายคนหนึ่งหน้าตาใจหายใจคว่ำรีบบอก
"คุณหมอ คุณหมอช่วยด้วย"

เทพไท ทศ โชคชัย หอบหิ้วกระเป๋าใส่อุปกรณ์วิ่งตามหน้าชายคนนั้นไปทางหนึ่ง พอวิ่งลับไปก็เห็นดอกแก้ววิ่งเข้ามาจากอีกมุมหนึ่ง ตรงไปเคาะประตูเรียก
"คุณเทพคะ คุณเทพ คุณเทพอยู่ไหมคะ"
ประตูไม่ได้ปิดสนิท ดอกแก้วค่อยๆ เอื้อมมือผลักเข้าไป เห็นว่าไม่มีคนอยู่
"คุณเทพ.....หรือว่ากลับไปแล้ว"
ดอกแก้วทรุดลงนั่ง...ร้องไห้

เสียงอุแว้ๆ ของเด็กทารกดังขึ้น เทพไท ทศ โชคชัย ออกมาจากบ้านหลังทำคลอดเสร็จ ชายผู้เป็นพ่อยกมือไหว้หมอ
"ขอบพระคุณมากนะครับคุณหมอ ถ้าไม่ได้คุณหมอ เมียกับลูกผมคงไม่รอด ขอบพระคุณจริงๆ ครับ"

"ลูกชายแข็งแรงดี หมอดีใจด้วย"

ทั้งสามกลับเข้ามาถึงหน้าบ้าน ทศ โชคชัย หาวหวอดๆ

"หมดหน้าที่แล้ว ขอตัวไปนอนก่อนนะ"
ทศ โชคชัยเข้าบ้านไป หาวหวอดๆ ไม่ได้สนใจอะไร เทพไทจะตามเข้าไปแต่สังเกตเห็นที่จับประตู มีผ้าพันอยู่ เทพไทแกะออกมาดู คลี่ผ้าออกดูแล้วคุ้นๆ ก่อนจะจำได้
"ของดอกแก้วนี่"

เทพไทเดินเข้ามาที่บ้านดอกแก้ว แต่มองเห็นบ้านปิดเงียบ เลยตัดสินใจตะโกนเข้าไปในบ้าน
"คุณดอกแก้ว คุณดอกแก้ว"
เทพไทนึกได้ เดินออกไปที่ท่าน้ำ เห็นเรือของดอกแก้วยังผูกอยู่ก็แปลกใจ ยืนรีๆ รอๆ ว่าจะเอายังไงดี
โอ่งทองเดินงัวเงียออกมาจากบ้านข้างๆ มองเทพไทอย่างแปลกใจ
"อ้าว พ่อคุณ มาหาใครจ๊ะ"
"เอ่อ ผม...ผมมาหาคุณดอกแก้วครับ"
"อ๋อ ดอกแก้วมันไม่อยู่หรอกคุณ"
เทพไทชะงัก สีหน้าผิดหวัง
"มันไปเก็บเสื้อผ้าไปพระนครกับแม่ได้สักพักแล้วหนึ่งแล้วล่ะ"
"ไปพระนครเหรอครับ"
"ใช่" โอ่งทองอึกอัก ไม่อยากพูดมาก "มันคงไม่ได้กลับมาอยู่ที่นี่แล้วล่ะคุณ"
เทพไทหน้าเหวอ ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

ท่าน้ำเรือยนต์ตลาดบ้านแพ้ว...เทพไทวิ่งเข้ามาถึง เห็นเรือเรือโดยสารและเรือยนต์หลายลำจอดอยู่
ยามนั่งอยู่ที่มุมหนึ่ง เทพไทรีบเข้าไปหา
"ลุงครับ เรือเข้าพระนครลำไหนครับ"
"ออกไปแล้ว เพิ่งไปได้ไม่นานนี่เอง ถ้าจะเข้าพระนครคืนนี้ก็ตกเรือซะแล้วล่ะ พ่อหนุ่ม!"
เทพไทมองตรงไปที่แม่น้ำ

เรือแล่นมากลางแม่น้ำ ดอกแก้วนั่งเหม่อลอยอยู่บนเรือลำนั้น โดยมีแล่มอยู่ข้างๆ สีหน้านางกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่แววตาดอกแก้วแห้งผาก เศร้าโศก
"ออกเรือตั้งแต่ยังมืด จะได้ถึงพระนครเช้าตรู่พอดีดงแดดจะได้ไม่ร้อนให้ระคายผิว"
ดอกแก้วไม่ได้สนใจฟังคำของแม่แล่มยังคงนั่งนึกถึงความทรงจำของตัวเองที่บ้านแพ้วแห่งนี้
นึกถึงเมื่อนั่งเล่นดมดอกไม้อยู่ตามลำพัง,เทพไทมาช่วยตอนที่จมน้ำ ขึ้นมาพักที่ทุ่งดอกซ่อนกลิ่น, ทั้งคู่เดินคุยกันท่ามกลางบรรยากาศดอกไม้ปลิวไสว เธอนึกถึงความทรงจำเก่าๆ แล้วน้ำตาซึม พลันได้กลิ่นดอกซ่อนกลิ่นโชยมาจากทุ่ง พลันรีบตะโกนบอกให้คนขับเรือยนต์หยุดเรือ
"ลุง ลุง ลุงจ๊ะ จอดเรือที่ท่าน้ำข้างหน้าหน่อยสิจ๊ะ"
ลุงขับเรือ หันมองงงๆ ยายแล่มมองดู บอกดอกแก้วอย่างงงๆ เช่นกัน
"ให้หยุดเรือทำไมอีดอกแก้ว ยิ่งรีบๆ อยู่ เอ็งจะอาลัยอาวรณ์ อะไรนักหนา หือ!"
ดอกแก้วไม่ได้สนใจคำถามจากแม่ พอเรือจอดรีบขึ้นท่า วิ่งไปที่ทุ่งดอกซ่อนกลิ่น
"ดอกแก้ว ดอกแก้ว อะไรของมันอีกหนา อีลูกคนนี้"

ทุ่งดอกแก้วโชยกลิ่นยามค่ำคืน ดอกแก้วรีบวิ่งเข้ามามองดูดอกซ่อนกลิ่นสีขาวทั้งทุ่งอย่างอาวรณ์

ลำเจียกนั่งหลับตาแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วก้มลงกราบพระพร้อมกับสร้อยทอง ศรีนั่งรออยู่ห่างๆกับเข็ม
"เป็นยังไงบ้างแม่ลำเจียก พอจะสบายใจขึ้นไหม"
"อิฉันหลับตาก็เห็นแต่นังมะลิค่ะคุณพี่สร้อยทอง สิ่งที่เกิดขึ้นมันติดตาเหลือเกิน"
"อย่าคิดมากไปเลย ใช่ว่าเราจะทิ้งขว้างไม่ดูดำดูดีมัน ฉันก็กำชับหมอไปแล้วว่าให้รักษามันให้ดี ยังไงมันก็คงจะไม่ตายหรอก"
"แต่มันคงจะทรมานนะค"
สร้อยทองเผลอพูด
"ก็เป็นกรรมของมัน...มันทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ"
ลำเจียกไม่ได้สะกิดใจกับคำพูดของสร้อยทอง เพราะมัวแต่จดจ่อกับความรู้สึกผิด
"อิฉันอยากไปเยี่ยมมันค่ะคุณพี่ ยังไงก็คนเคยรับใช้ดูแลกันมา"

วันใหม่ ในโรงครัวบ้านนพรัตน์ บรรดาบ่าวโรงครัวกำลังนั่งเตรียมอาหาร อึ่งอู้งาน มัวแต่นั่งเม้าท์อยู่กับพวกที่ตำน้ำพริกเด็ดผัก
"เขาว่ากันว่าแผลนังมะลิยาวตั้งแต่ตีนผมไปจนถึงขาอ่อนเลยล่ะแกเอ๊ย ตอนที่ส่งโรงหมอนี่นะมันร้องครวญครางอย่างกับคนตกกระทะทองแดงในนรกก็ไม่ปาน"
เข็มถาม
"พี่อึ่งรู้ได้ยังไง เคยไปนรกมาหรือ"
พวกบ่าวสาวๆ หัวเราะกัน อึ่งค้อนตากลับ
"แล้วเขายังบอกว่านอกจากจะเสียโฉมแล้ว ตามันยังเสียทั้งสองข้างเลยนะ สภาพงี้อย่างกับผีดิบ"
"ถึงว่าคุณลำเจียกเธอเลยร้อนใจแวะไปเยี่ยม เธอคงจะรู้สึกผิดมั่งล่ะนะพี่"
"โอ๊ย ข้าว่าไปสมน้ำหน้าน่ะสิไม่ว่า ก็ที่นังมะลิมันตายทั้งเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะฝีมือคุณลำเจียกหรอกเรอะ"
บ่าว 1บอก
"มันเป็นอุบัติเหตุนะพี่ ใครๆ ก็เห็น"
"แหม! ก็พวกเอ็งนี่ไงเป็นพยานชั้นดี เฮอะ ใครเขาจะกำจัดเมียน้อยกันโต้งๆ ล่ะวะ เขาก็ต้องใช้แผนซ้อนแผนให้มันแยบยลซี้ ป่านนี้คุณลำเจียก คงตามไปดูผลงานตัวเอง หรือไม่ก็ตามไปซ้ำให้นังมะลิมันตายจริงๆ ไปเลย คนเพี้ยนๆอย่างคุณลำเจียกทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ"
อึ่งพูดจบ สากกะเบือก็หล่นลงตรงกลางวงดังโครม กะปิน้ำปลาลอยหวือกระเด็นใส่หน้าอึ่ง
"ว้าย ! อะไรวะเนี่ย"
หมอนเดินเข้าวงมายืนเท้าเอว เห็นอึ่งเอามือเช็ดหน้าเช็ดตา พวกบ่าวกลั้นหัวเราะ
"นินทาเจ้านายเสร็จหรือยังอีอึ่ง"
อึ่งเผลอตอบก่อนนึกได้
"ยัง ! เอ้ย นี่ฝีมือเอ็งหรืออีหมอน"
"เออ กูฟังมานานแล้ว เก่งกันนักนะเรื่องสาธยายชีวิตเจ้านายเนี่ย ทีเรื่องงานล่ะก็เรียกไม่กระดิก"
หมอนกวาดตามอง พวกบ่าวสาวๆ หงอ รีบกระจายกันไปทำงานต่อ
"ในครัวนี่ไม่ใช่ที่ของมึง มีอะไรก็ไปทำ ไม่งั้นครั้งหน้ากูจะเอาไอ้นี่ยัดปากให้มึงหยุดพูดพล่อยๆ"
หมอนหยิบสากขึ้นมาชี้หน้า อึ่งเซ็ง สะบัดสะบิ้งออกไป

ภายในโรงพยาบาล บริเวณที่เตียงของมะลิเคยนอนรักษาตัว ตอนนี้ไร้วี่แววของมะลิเลย คุณสร้อยทองและลำเจียกยืนคุยกับพยาบาลด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
" คุณพยาบาลแน่ใจเหรอจ๊ะว่าอีมะลิ...เออ..นังมะลิ มันกลับบ้านนอกไปแล้ว" ลำเจียกบอก
"นั่นสิ! นังมะลิเจ็บหนักออกซะขนาดนั้น" สร้อยทองว่า
"ก็เห็นมีญาติเป็นผู้ชายสองคนมาขอรับตัวกลับไปตั้งแต่เมื่อคืนดึก เห็นว่าจะไปรักษาตัวต่อที่บ้านที่ต่างจังหวัดนะค่ะ"
"คุณพยายบาลแน่ใจนะค่ะ"
"แน่ใจค่ะ"
ลำเจียกยังคงไม่อยากเชื่อว่ามะลิจะกลับบ้านไปแล้ว พลางพึมพำ
"มันจะเป็นไปได้ยังไง"
"เอาเถอะนะ แม่ลำเจียก ทางบ้านนังมะลิ มันอาจจะเป็นห่วงลูกสาวของเขาก็ได้ กลัวว่าเธอจะไม่ยอมลดราวาศอก จองเวรจะเอานังมะลิปางตายอีก"
"คุณพี่อะ"
สร้อยทองได้แต่ส่ายหน้าระอา เอือมในความอารมณ์ร้อนของลำเจียก และก็นึกเป็นห่วงมะลิด้วยว่าจะเป็นตายร้ายดียังไง

ในอ้อมกอดของดอกแก้ว มีกระถางดอกซ่อนกลิ่น สีหน้าแก้วยังคงมีอาลัยต่อบ้านที่ได้จากมาพร้อมความหลังของรักแรกพบ
รถรับจ้างมาจอดที่หน้าบ้านนพรัตน์
ดอกแก้วชะโงกมอง
"ถึงแล้วเหรอจ๊ะแม่"
"เออ ถึงแล้ว ลงมาสิ"
ดอกแก้วก้าวตามแล่มลงจากรถ แล้วช่วยคนขับลำเลียงของลงมา
"นี่บ้านใครกันจ๊ะแม่"
"คุณหลวงปกรณ์ราชกิจ เจ้านายเก่าของพ่อเอ็ง"
ดอกแก้วนึกๆ"หลวงปกรณ์"
แล้วย้อนคิดถึง เมื่อเหตุการณ์งานศพพ่อ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว
"นิ่งเสียนะแม่หนู พ่อของแม่หนูสร้างความดีความชอบไว้อย่างสมเกียรติสมยศ น้ำตาไม่เหมาะที่จะส่งพ่อไปสวรรค์หรอก"
ดอกแก้วไม่กล้ารับผ้าเช็ดหน้า หลวงปกรณ์เลยลงมือเช็ดน้ำตาให้เอง
"ชื่ออะไรกันเล่า"
" ดอกแก้วเจ้าค่ะ หนูชื่อดอกแก้ว" เธอพูดเบาและยังมีเสียงสะอึกสะอื้น
"ช่างเป็นดอกไม้ที่บอบบางเสียเหลือเกิน" คุณหลวงเช็ดน้ำตาให้ "ไม่ต้องกลัวนะ ต่อไปภายหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับดอกแก้วดอกนี้ ฉันจะปกป้องดูแลด้วยตัวฉันเอง ฉันให้สัญญาขอให้เชื่อในสัญญาของฉัน"
ดอกแก้วมีรอยยิ้ม รู้สึกอบอุ่นใจ
"เห็นบ้านใหญ่อย่างนี้นะ เขายังมีที่นาอีกเป็นร้อยๆ ไร่ รวยจนชาตินี้ก็ใช้เงินไม่หมด"
"มิน่า เขาถึงต้องการคนใช้"
แล่มพยักหน้า คะยั้นคะยอให้ดอกแก้วช่วยขนของขึ้นฝั่งต่อ
อีกด้านอึ่งเดินหงุดหงิดผ่านมาคนอยู่หน้าประตูบ้าน แล้วก็เดินออกมาเปิดประตู
"มาหาใครกัน"
ดอกแก้วกับแล่มชะงัก เมื่อเห็นอึ่งปราดเข้ามายืนขวางทางไม่ให้ขึ้นจากท่า
"ฉันถามมาหาใคร แล้วพวกแกเป็นใคร จะขนของไปไหน"
"ฉันมาพบหลวงปกรณ์" แล่มบอก
"เรื่องอะไร"
"เรื่องอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เรื่องของขี้ข้า"
แล่มจะเดินนำดอกแก้วเข้าไป แต่อึ่งคว้าแขน
"พูดให้ดีๆ นะอีป้า"
"ปล่อยกูนะ"
อึ่งกับแล่มทำท่าจะมีเรื่องกัน ดอกแก้วรีบเข้าไปไกล่เกลี่ย
"แม่ อย่าจ้ะ ... ใจเย็นๆ นะจ๊ะพี่ พี่ ไปเรียนเจ้านายของพี่เถอะว่าแม่แล่มกับลูกสาวมาพบ"
"ไม่มีใครอยู่ ออกไปข้างนอกกันหมด ถ้าอยากเจอก็กลับมาใหม่แล้วกัน"
อึ่งจะปิดประตู แต่แล่มดึงไว้
"จะบ้าหรือไง ฉันมากันตั้งไกล จะให้กลับไปไหน ถ้าคุณหลวงไม่อยู่ก็ให้พวกฉันเข้าไปในรอบ้านสิ "
"ฝันไปเถอะ พวกแกเป็นใคร ขืนให้เข้าบ้านแล้วขโมยของหนีไปฉันจะทำยังไงกัน"
อึ่งจะปิดประตู แต่แล่มกระชากคืนไม่ยอม
"ปล่อยมือนะนังแก่"
"ไม่ ! วันนี้กูมาแล้วไม่ยอมเสียเที่ยวแน่ หลีกไป"
อึ่งจะปิด แต่แล่มจะเปิด ที่สุดแล่มทนไม่ไหว กระชากอึ่งออกมาจากประตู
อึ่งร้องวี๊ดเซถลา แล่มหันไปดึงดอกแก้วเข้าบ้าน
"นี่ หยุดนะนังพวกหัวขโมย"
อึ่งตั้งหลักกลับมาจิกหัวดอกแก้ว
"โอ๊ย!"
"ปล่อยลูกกูนะ !"
แล่มหันไปยื้อกับอึ่งที่ยังจิกหัวดอกแก้วไม่ปล่อย เลยกระชากอึ่งตบคว่ำ
"อีแก่ ตบกูเหรอ"
อึ่งเซล้มไปทางกระเป๋าดอกแก้วที่ยังวางอยู่ หยิบขึ้นมา จะเอามาฟาดแล่ม ดอกแก้วรีบเข้ามาห้าม
อึ่งเอากระเป๋าฟาดดอกแก้วล้มไปอีกทางหนึ่ง แล้วตรงเข้าตบกับแล่ม ทั้งจิกหัว กางเล็บข่วน
"อย่า อย่าทำแม่ฉัน"
ดอกแก้วเข้าไปจะห้าม โดนอึ่งหันมาตบเปรี้ยงจนเซถลาเสียหลัก เกือบจะล้ม แต่มีคนประคองไว้พอดี
ดอกแก้วเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหลวงปกรณ์แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร
"หยุด! นังอึ่ง"

อึ่งชะงักจากการจิกหัวตบแล่ม มองหลวงปกรณ์อย่างตกใจ กลัวมาก

อ่านต่อตอนที่ 3
ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 1
ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 1
ในแสงสลัวของความมืดยามค่ำคืนที่โรยตัวปกคลุมไปทั่วโกดังเก็บสินค้าแห่งนี้ ร้อยตำรวจตรี ตะวันฉาย พงศ์พิทักษ์ ถือปืนเล็งไปข้างหน้า เดินระแวดระวังมาตามทางเดินแคบๆ ระหว่างตู้คอนเทนเนอร์ภายในโกดัง แลเห็นแสงสว่างตรงปลายทางอยู่ลิบๆ เบื้องหน้า แววตาตะวันฉายแน่วนิ่ง ทบทวนความคิดอยู่ในใจ “คุณเคยต้องตัดสินใจอะไรยากๆ มั้ย” ปืนในมือของตะวันฉาย ซึ่งห้อยพระที่คอ ถูกง้างนกขึ้นเตรียมพร้อม “ตัดสินใจเลือกระหว่างของสองอย่างที่มีเหตุผลจูงใจเท่ากัน หรือให้ผลลัพธ์ที่เลวร้ายๆ พอๆ กัน” ดวงตาของเขามุ่งมั่น ดุดัน “คล้ายๆ กับต้องเลือกว่า จะตัดมือซ้ายทิ้งหรือตัดมือขวาทิ้ง” ทุกก้าวย่างตะวันฉายถือปืนอย่างระแวดระวัง ก่อนจะโผล่หน้าออกไปลอบมองดูสถานการณ์ข้างนอก “ผมเคย...”
กำลังโหลดความคิดเห็น...