xs
xsm
sm
md
lg

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 24

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 24

รุ่งเช้า ขณะที่ธันวาเดินกระปลกกระเปลี้ยออกจากตึกใหญ่บ้านสมุทรเทวาตรงมายังรถ ด้วยท่าทางอ่อนเพลีย อย่างคนอดนอนมาทั้งคืน เจอกับปรกเพิ่งกลับเข้าบ้านมาเห็นพอดี

“คุณธันวา”
“สวัสดีครับคุณปรก”
“มาทำอะไรแต่เช้าครับ”
ธันวาถอนใจ “อย่าเรียกว่าเช้าเลยครับ เรียกว่าทำงานทั้งคืนยันเช้าดีกว่าครับ”
“เรื่องพี่ปานเทพเหรอครับ”
ธันวาพยักหน้า แล้วมองปรก “นี่คุณปรกก็เพิ่งกลับมาเหรอครับ”
“ผมไปคุยกับพ่อเกื้อมาน่ะครับ”
“ดูแลตัวเองด้วยนะครับ และฝากคุณปรกเตือนคุณหญิงด้วย ผมกลัวคุณหญิงจะล้มไปอีกคน ขนาดผมเป็นผู้ชายผมยังล้า ผมบอกให้คุณหญิงพัก คุณหญิงก็ไม่ยอมพัก”
“เดี๋ยวผมดูแลนายแม่เองครับ ขอบคุณนะครับ”
ธันวาเดินไปขึ้นรถแล้วขับออกไป ปรกมองเข้าไปในบ้าน

ขณะเดียวกัน ปานรุ้ง ปกรณ์ วิรินทร์ และ นิชา นั่งร่วมโต๊ะกินอาหารเช้ากันอยู่ โดยมีน้อยกับจำปีคอยเสิร์ฟอาหารและดูแล
ปกรณ์นั้นคอยดูแลเอาใจใส่วิรินทร์เวอร์ๆ ตักหมูจากชามโจ๊กของเขาใส่ชามวิรินทร์จนหมด
“รินทร์เอาหมูของเราไปกินนะ”
วิรินทร์มองปกรณ์ แล้วลอบมองปานรุ้งอย่างเกรงใจ ก่อนจะกระซิบบอก
“ไม่ต้องหรอก ในชามเรามีหมูเยอะแล้ว”
“มีแล้วก็มีอีกได้ อย่าลืมสิว่ารินทร์ไม่ได้กินคนเดียว แต่รินทร์ต้องกินเผื่อลูกของเรา”
“เรื่องเรียนของวิรินทร์ ดร็อปเรียบร้อยรึยัง” ปานรุ้งถามขึ้น
วิรินทร์จะตอบ แต่ปกรณ์แย่งพูด
“เรียบร้อยแล้วครับนายแม่”
“แล้วเรื่องฝากครรภ์ล่ะ”
วิรินทร์จะตอบ แต่ปกรณ์ก็แย่งพูดอีก
“ผมพารินทร์ไปฝากท้องเรียบร้อยแล้วครับ”
ปรกเดินเข้ามาในห้อง พูดแซวน้อง “ให้รินทร์พูดบ้างก็ได้ รินทร์ท้องนะ ไม่ได้เป็นใบ้”
“ก็ผมกลัวรินทร์เหนื่อยนี่”
ปานรุ้งค่อนขอด “จะเห่อลูก จะห่วงรินทร์ แม่ไม่ว่า แต่ระวังอย่าทำอะไรมากไป ดูชีวิตแม่เป็นตัวอย่าง รักมากไป หวงมากไป แทนที่จะดีแต่กลายเป็นตาบอด มองไม่เห็นความพินาศอยู่ตรงหน้า”
ปรกเดินเข้ามาหาคุณหญิงมารดา
“ไม่พังหรอกครับนายแม่ ทุกอย่างยังแก้ไขได้ เรื่องพี่ปานเทพ ผมมีทางช่วยแล้ว”
ปานรุ้งมองหน้าปรกด้วยความดีใจ
“จริงเหรอปรก”
“ผมติดต่อคนที่รู้จัก เขาเป็นเจ้าของบริษัทขนส่งสินค้า พรุ่งนี้เขาจะมีเรือขนของไปส่งอเมริกา ถ้านายแม่อยากให้ปานเทพหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไปทางเรือจะปลอดภัยที่สุด”
ปานรุ้งลุกเดินเข้าไปกอดขอบคุณลูกชาย
“ขอบใจมากนะปรก ที่ช่วยพี่ปานเทพ”
“ผมขอเปลี่ยนคำขอบคุณ เป็นอย่างอื่นได้ไหมครับนายแม่”
“ปรกจะเอาอะไร”
“ผมอยากให้นายแม่พักผ่อนบ้าง ผมรู้ว่านายแม่เป็นห่วงพี่ปานเทพกับปานวาด แต่ตอนนี้เรื่องพี่ปานเทพเรามีทางออกแล้ว ส่วนปานวาด ผมสัญญาว่าจะตามน้องให้เจอ นายแม่ไม่ต้องห่วงอะไร ผมอยากให้นายแม่พักผ่อนบ้างนะครับ”
“ขอบใจนะปรก ที่ทำเพื่อแม่”

ปานรุ้งกอดปรกยิ้มชื่น ทุกคนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม

ปกรณ์เข้ามาดูแลวาสุเทพ เวลานี้กำลังป้อนน้ำให้วาสุเทพ โดยมีวิรินทร์คอยส่งผ้าเช็ดปากที่เลอะให้ เด็กหนุ่มพูดอย่างอารมณ์ดีว่า

“ผมว่าลูกผมต้องเป็นเทวดามาเกิดแน่ๆ เลยครับคุณพ่อ”
วิรินทร์งงปนเขิน “พูดอะไรเนี่ย”
“เอ้า ก็จริงนี่ รินทร์รู้ไหม ก่อนรินทร์กับลูกจะเข้ามาอยู่ที่นี่ บ้านมีแต่เรื่องทุกวัน นายแม่ไม่ยิ้มอย่างเมื่อกี้นานแล้วนะ แต่พอรินทร์กับลูก เข้ามาเท่านั้นแหละ บ้านมีความสุขขึ้นทันที” ปกรณ์หันมาทางวาสุเทพ “จริงไหมครับคุณพ่อ”
วาสุเทพยิ้มตอบปกรณ์
“เห็นไหม ลูกเราทำให้คุณพ่อยิ้มได้เหมือนกันเห็นไหม”
วิรินทร์หมั่นไส้ “เพ้อเจ้อ”
ปกรณ์ชอบใจหันมาพูดเพ้อกับวาสุเทพต่อ “เดี๋ยวถ้าเทวดาน้อยผมคลอดออกมา ผมเชื่อว่า
เจ้าเทวดาต้องทำให้คุณพ่อเดินได้อีกครั้ง พอผมเรียนจบ ออกไปทำงาน เจ้าเทวดาน้อยก็จะชวนคุณพ่อไปกินไอติม ไปซื้อของเล่นเหมือนที่ตอนเด็กๆ ผมเคยทำ แล้วต่อไป บ้านเราก็จะมีแต่ความสุขขึ้น”
มือถือวิรินทร์ดังขัดขึ้น ปกรณ์หันมาถาม
“ใครโทร.มาเหรอรินทร์”
วิรินทร์มองหน้าจอมือถือ เห็นว่าเข้มโทร.มา จึงโกหกปกรณ์ไปว่า
“เพื่อนน่ะ”
“เพื่อนคนไหนเหรอ”
“ก็เพื่อนที่มหาวิทยาลัย เดี๋ยวมานะ”
วิรินทร์เดินออกไป ปกรณ์มองตาม

วิรินทร์ออกจากห้องวาสุเทพ เดินตรงมามุมหนึ่งแล้วรีบกดรับสาย พูดกระซิบไม่ให้ใครได้ยิน
“ว่ายังไงพี่เข้ม”
ปานรุ้งกำลังจะเดินมาหาวาสุเทพ มองฉงนเมื่อเห็นท่าทางลับๆ ล่อๆ ของวิรินทร์
ชื่อเข้มทำให้ปานรุ้งมองจ้องวิรินทร์นัยน์ตาคมกริบ เก็บข้อมูลทันที

วิรินทร์เดินออกมาที่ริมรั้วบ้านสมุทรเทวา สอดตามองหาเข้ม จนกระทั่งเห็นเข้มโผล่ออกมาจากมุมหนึ่งหน้าบ้านสมุทรเทวา
“รินทร์ ทางนี้”
วิรินทร์เห็นเข้มก็รีบเปิดประตูเล็กเดินออกไปหาทันที
“แม่เป็นยังไงบ้างพี่เข้ม”
“พี่พาน้าสาไปส่งโรงพยาบาลแล้ว หมอบอกว่าความดันน้าสาขึ้น น้ำตาลในเลือดสูง ต้องนอนพักที่โรงพยาบาลก่อน”
วิรินทร์ห่วงแม่ “โธ่ แม่ รินทร์อยากไปหาแม่”
“อย่าเพิ่งไปเลย คือ ความจริงน้าสาห้ามไม่ให้พี่มาบอกรินทร์ ถ้ารินทร์ไป น้าสาด่าพี่แน่ น้าสาไม่อยากให้รินทร์เป็นห่วงน่ะ”
“แต่แม่ของรินทร์ทั้งคนนะ”
“เอาไว้พี่จะคอยมาบอกอาการน้าสาเรื่อยๆ แล้วกันนะ พี่ไปล่ะ”
“เดี๋ยวพี่เข้ม” วิรินทร์ควักเงินในกระเป๋าออกมาให้เข้ม “เอาไปจ่ายค่ารักษา ของแม่นะ ถ้าไม่พอ มาบอกรินทร์”
เข้มมองเงินท่าทางลังเล “รินทร์เอาเงินมาจากไหนตั้งเยอะตั้งแยะ ถ้าเป็นเงินที่แฟนรินทร์ให้ รินทร์เก็บไว้เถอะ เดี๋ยวแม่แฟนรินทร์จะคิดว่ารินทร์มา เอาเงินลูกชายเขามาเลี้ยงแม่”
“ไม่ใช่เงินปกรณ์หรอก แต่เป็นเงินเก็บรินทร์เอง ถึงรินทร์มาอยู่ที่นี่ แต่รินทร์ก็ยังแอบขายของอยู่ พอมีเงินอยู่บ้าง พี่เข้มไม่ต้องห่วงหรอก รีบเอาเงินไปจ่ายค่ารักษาให้แม่เถอะ”
เข้มยอมรับเงินจากวิรินทร์มา จับมือให้กำลังใจวิรินทร์
“ดูแลตัวเองด้วยนะรินทร์ ส่วนเรื่องน้าสา พี่จะดูแลเอง”
“ขอบคุณมากนะพี่เข้ม”
เข้มพยักหน้าให้ แล้วขี่มอเตอร์ไซค์คันของวิรินทร์ออกไป
วิรินทร์มองตามเข้ม แล้วถอนใจเครียดจัด

วิรินทร์กลับเข้าห้อง นั่งดูสมุดบัญชีในมือด้วยสีหน้าเครียด เมื่อเห็นเงินในบัญชีเหลือเพียง 5,000 บาท
“มาอยู่อย่างนี้ จะขายของก็ขายไม่ได้ ถ้าแม่ยังไม่หาย จะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่ารักษาแม่ล่ะเนี่ย”
วิรินทร์คิดหนัก จนตัดสินใจได้
“แอบเปิดไอจีขายของใหม่ ไม่ให้ปกรณ์รู้แล้วกัน”

วิรินทร์หยิบมือถือมาสร้างไอจีขายของใหม่

รอบบริเวณท่าเรือขนส่งสินค้าตอนเช้าตรู่ ท้องฟ้าครึ้มฟ้าครึ้มฝน ทำให้บรรยากาศดูหม่นหมองมืดมัว

ปานรุ้งยืนรอปานเทพอยู่ตรงมุมลับตาในท่าเรือ จนกระทั่งเห็นปรกพาปานเทพเดินมาทางตน
“ผมฝากพี่ปานเทพไปกับเรือส่งสินค้านี่แล้ว พอไปถึงที่อเมริกา จะมีคนชื่ออเล็กซ์มารอรับพี่ปานเทพอยู่ ผมจ่ายเงินเขาไปแล้ว เขาหาบ้านและงานดูแลไร่ให้พี่ปานเทพทำ ถ้าพี่ปานเทพไม่ชอบก็บอกเขา ไม่ต้องเกรงใจ”
ปานเทพมองปรกอย่างซาบซึ้งใจ
“ความจริงนายไม่ต้องทำให้ฉันขนาดนี้ก็ได้นะปรก แค่นี้ฉันละอายใจกับสิ่งที่ฉันเคยทำกับมากเกินพอแล้ว”
“อะไรที่ผ่านไปแล้ว ก็ให้มันผ่านไปเถอะ ผมไม่เคยโกรธพี่ เราโตมาด้วยกัน ลำบากมาด้วยกัน แย่งกินแกงฝีมือย่าปิ่นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก่อนจะมาอยู่สบายอย่างทุกวันนี้ เรื่องแค่นี้ ทำให้ผมเกลียดพี่ชายตัวเองไม่ได้หรอก”
ปานเทพกอดขอบคุณน้องชาย
ปานรุ้งมองภาพพี่น้องกอดกันอย่างปลื้มใจ
ปานเทพหันมาหาแม่ แล้วก้มลงกราบปานรุ้ง
“ผมกราบขอโทษที่ทำให้นายแม่เสียใจ ผมขอโทษที่ไม่เชื่อฟังนายแม่ ทำลายสิ่งที่นายแม่สร้างมาเพื่อเรา”
ปานรุ้งลงนั่งด้วย แล้วกอดปานเทพไว้
“อย่าโทษตัวเอง ลูกไม่ผิด คนที่ผิดคือแม่ คนที่ทำลายทุกอย่างคือแม่ แม่ทำลายชีวิตลูกเพราะความรักของแม่เอง ที่แม่รักลูกมากเกินไป แม่ขอโทษ ยกโทษให้แม่นะลูก”
ปานเทพกอดปานรุ้งไว้อย่างสุดรัก
“ผมรักนายแม่”
ปรกมองนาฬิกา
“ได้เวลาเรือออกแล้วครับนายแม่”
“ไปสร้างชีวิตใหม่ที่โน่น ใช้ข้อผิดพลาดที่ผ่านมาเป็นบทเรียน อย่าให้ชีวิตลูกต้องผิดพลาดอีก”
ปานเทพกราบลงแทบเท้าปานรุ้งอีกครั้ง
“ผมลาล่ะครับนายแม่”
ปานรุ้งกอดปานเทพเป็นครั้งสุดท้าย ปานเทพละตัวออกจากอ้อมกอดของแม่
ปานรุ้งอยากจะรั้งลูกไว้ในอก แต่ไม่สามารถทำได้ ต้องปล่อยปานเทพไป
ปานรุ้งใจจะขาดรอนๆ สะท้อนในอก มองลูกเดินจากไปอย่างเจ็บปวด ปรกเข้าไปกอดปลอบ
“แม่ทนเห็นลูกเดินจากไปอีกไม่ไหวอีกแล้วนะปรก”
“ไม่ต้องห่วง จะไม่มีใครเดินจากนายแม่ไปอีก ผมกับปกรณ์จะอยู่ข้างๆ นายแม่”
ปรกไม่รู้ว่า ตัวเองคิดผิดมหันต์

ตกตอนเย็น ปกรณ์เดินเข้าห้องโถงบ้านมา มองหาวิรินทร์ พร้อมกับตะโกนบอก
“ผมกลับมาแล้ว มีใครคิดถึงผมบ้างน้า”
น้อยวิ่งมาหาปกรณ์จากทางหลังบ้าน
“น้าน้อยค่ะ”
ปกรณ์ทำหน้าเซ็ง
“ผมถามหาแฟนผมอ่ะน้าน้อย”
“อ้าว ก็เห็นคุณปกรณ์ตะโกนถามว่าใครคิดถึงคุณปกรณ์บ้าง น้าน้อยคิดถึง น้าน้อยก็รีบมาบอก” น้อยแกล้งทำเป็นค้อนควัก น้อยอกน้อยใจ “ใช่สิ มีแฟนแล้ว น้าน้อยก็หมดความสำคัญ”
ปกรณ์เข้าไปกอดอ้อนน้อย
“ผมล้อเล่น แล้วรินทร์อยู่ไหนครับ”
น้อยชะงัก นิ่งคิด “เมื่อตอนบ่ายเห็นออกไปยืนรออะไรสักอย่างที่หน้าบ้าน จากนั้นน้าก็ไม่เห็นคุณรินทร์แล้วค่ะ”
ปกรณ์ฉงน “รออะไรครับ”
“น้าก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”
วิรินทร์เดินกลับเข้ามาพอดี เมื่อเห็นปกรณ์ก็ชะงัก
“อ้าว ปกรณ์ กลับมาแล้วเหรอ”
ปกรณ์ไม่ตอบ ถามกลับ “รินทร์ไปไหนมา”
“เดินเล่น”
“ที่ไหน”
“แถวนี้”
“แล้วไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
วิรินทร์ชักหน่าย รู้สึกเหมือนตัวเองทำผิดแล้วถูกสอบปากคำ
“ถามทำไม”
“ก็เราอยากรู้ว่ารินทร์ไปเดินเล่นที่ไหน แล้วเดินนานรึยัง ถ้ารินทร์ไม่สบาย มันจะส่งผลถึงลูกด้วยนะ”
วิรินทร์นึกอึดอัด และแอบไม่ชอบใจนิดๆ “นายไม่ต้องห่วงเราขนาดนั้นก็ได้ เราโตแล้วก่อนหน้าเจอนาย เราดูแลทั้งตัวเอง ดูแลทั้งแม่มาแล้วตอนนี้จะดูแลลูกอีกคน ทำไมเราจะทำไม่ได้”
วิรินทร์เดินหนีขึ้นห้องไปทันที
“รินทร์”

น้อยมองตามผัวเมียวัยรุ่นด้วยสีหน้าห่วงใย กลัวสองคนจะทะเลาะกัน

อ่านต่อหน้า 2

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 24 (ต่อ)

วิรินทร์เข้าห้องมา ปกรณ์เดินตามมาง้อ

“เราขอโทษ”
“ปกรณ์ฟังที่นายแม่ของปกรณ์เตือนบ้างก็ดีนะ อย่าทำอะไรมากเกินไป เราเข้าใจว่าปกรณ์ห่วงเรา แต่บางทีมันก็มากไป”
ปกรณ์เข้าไปกอดอ้อนเมีย
“ที่เราห่วง เพราะเรารักรินทร์นี่ มันผิดเหรอ”
วิรินทร์รับรู้ว่ามือถือในกระเป๋าสั่น มีคนโทร.เข้า แต่ไม่อยากให้ปกรณ์รู้จึงดึงแขนเขาที่กอดออก
“รินทร์เหนียวตัว รินทร์ขอไปล้างหน้าก่อนนะ”
วิรินทร์รีบชิ่งเข้าห้องน้ำไป ปกรณ์มองตาม ทั้งคาใจและสงสัยว่าวันนี้วิรินทร์มีท่าทีแปลกๆ

พอเข้ามาในห้องน้ำ วิรินทร์รีบเปิดก๊อกน้ำให้เสียงน้ำไหลดังกลบ ว่าที่คุณแม่วัยใสหยิบมือถือในกระเป๋ามากดรับสาย
“ฮัลโหล จะสั่งของเหรอคะ ได้ค่ะ”

ค่ำคืนนั้น วาสุเทพนอนอยู่บนเตียง ปานรุ้งขยับห่มผ้าห่มให้ พลางเล่าเรื่องราวในชีวิตให้สามีฟังไปด้วย
“วันนี้รุ้งไปส่งปานเทพแล้วนะคะพี่เทพ รอให้พี่เทพหาย เราจะไปหาลูกด้วยกันนะคะ”
วาสุเทพพยายามพูด “อีก...นาน”
“ไม่นานหรอกค่ะ รุ้งจะเป็นคนคอยทำกายภาพให้พี่เทพทุกวันเอง”
วาสุเทพถามซักถึงบริษัทอย่างแปลกใจ “งาน”
“รุ้งมอบหมายงานทุกอย่างให้ปรกกับนิชาแล้ว ต่อไปรุ้งจะมีเวลาให้พี่เทพกับปกรณ์มากขึ้น ยิ่งเห็นปกรณ์กับวิรินทร์กำลังมีความสุข รุ้งต้องหาทางช่วยรักษาความสุขของลูกเอาไว้ให้นานที่สุด รุ้งจะไม่ยอมให้ลูกของรุ้งต้องเจอเรื่องทุกข์ใจอีกแล้ว”
วาสุเทพมองด้วยความกังวล ว่าปานรุ้งกำลังจะทำอะไรมากไปอีกหรือเปล่า

สายวันนี้ ปานรุ้งกำลังเดินตรวจตราดูความเรียบร้อยทั่วบ้าน โดยมีน้อยเดินตาม คอยจดรายละเอียด
“น้อยโทร.ตามช่างมาติดกล้องวงจรปิดเพิ่มในห้องพี่เทพรึยัง”
“โทร.เรียบร้อยแล้วค่ะ เดี๋ยวสายๆ พนักงานจะเข้ามากันค่ะ”
“ดี แล้วก็ให้เช็คกล้องตัวอื่นๆ ด้วยละกัน”
วิรินทร์เดินลงบันไดมา ท่าทีเหมือนเตรียมจะออกไปข้างนอก ปานรุ้งหันไปเห็น
“จะไปไหนเหรอ”
“เอ่อ รินทร์ว่าจะออกไปซื้อหนังสือคู่มือดูลูกมาอ่านน่ะค่ะ”
“เดี๋ยวฉันไปด้วย”
วิรินทร์บ่ายเบี่ยง “รินทร์ไม่รบกวนนายแม่ดีกว่า พอดีรินทร์นัดเพื่อนไว้แล้วน่ะค่ะ”
ปานรุ้งมองวิรินทร์คิดปราดเดียวแล้วบอก
“งั้นก็ให้รถที่บ้านไปส่ง”
วิรินทร์อึกอัก “ไม่เป็นไรค่ะ”
ปานรุ้งสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ทำตามที่ฉันบอกนั่นแหละ ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวปกรณ์ก็จะ
ห่วงเธออีก”
วิรินทร์จนมุมจำใจรับคำ “ค่ะ”
วิรินทร์เดินไปขึ้นรถ ปานรุ้งมองตาม

สักครู่จึงเห็นปกรณ์เดินลงบันไดมา ถามหาเมีย
“นายแม่ วิรินทร์ไปไหนครับ”
“เห็นบอกว่านัดเพื่อนไว้ ปกรณ์ไม่รู้เหรอ”
“ไม่ทราบครับ ผมอาบน้ำเสร็จ ออกจากห้องน้ำ ก็ไม่เห็นรินทร์แล้ว” ปกรณ์เหลียวมองไปทางหน้าบ้านอย่างเป็นห่วง “ทำไมไปไหนไม่ยอมบอกอีกแล้ว งั้นผมตามไปดูรินทร์ก่อนนะครับ”
ปกรณ์รีบวิ่งตามออกไป ปานรุ้งมองตาม
น้อยบ่นพึมพำ “อย่าให้มีปัญหาอย่างเมื่อวานเลย”
ปานรุ้งมองน้อยสีหน้าฉงน “อะไรนะน้อย”

น้อยอึ้ง นิ่งงันไป

รถบ้านสมุทรเทวาที่ปานรุ้งให้มาส่งจอดที่ริมถนน วิรินทร์ลงรถแล้วชะโงกหน้ามาบอกคนขับ
“พี่กลับบ้านไปก่อนเลยนะคะ ถ้านายแม่ถาม บอกว่าหนูเจอเพื่อนแล้ว เดี๋ยวหนูกลับกับเพื่อนเอง”
รถขับกลับไป วิรินทร์โบกมือเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
“พี่ พาหนูไปรับของแล้วไปส่งไปรษณีย์หน่อย”
วิรินทร์ขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์ไป

รถที่ปกรณ์นั่งตามออกมา จอดต่อท้ายรถคันที่วิรินทร์สั่งให้กลับ ปกรณ์ลงรถวิ่งไปเคาะกระจกเรียก คนขับรถลงจากรถมาท่าทีลนลาน
“คุณปกรณ์”
ปกรณ์ต่อว่าอย่างไม่พอใจ “ทำไมถึงปล่อยให้รินทร์นั่งมอเตอร์ไซค์ไปอย่างนั้น”
“เอ่อ ผมไม่ทราบว่าคุณรินทร์จะนั่งมอเตอร์ไซค์ คุณรินทร์แค่บอกให้ ผมจอดรถตรงนี้เพราะเจอเพื่อนแล้ว ผมไม่คิดว่าคุณรินทร์จะโกหก”
ปกรณ์มองคนขับรถ แล้วเหลียวมองไปทางวิรินทร์ด้วยสีหน้าเครียดว่าภรรยาวัยใสไปไหน

ปกรณ์เดินหน้ามุ่ยเข้าบ้านมาทิ้งตัวลงนั่งในห้องโถงด้วยท่าทางหงุดหงิด ปานรุ้งเดินเข้ามาหา
“มีปัญหากับวิรินทร์เหรอ”
ปกรณ์รีบลุกขึ้น พยายามปั้นหน้าให้ปกติ
“เปล่าครับนายแม่”
“อย่ามาโกหกแม่ น้อยเล่าให้แม่ฟังแล้ว”
ปกรณ์เซ็ง พูดประชดวิรินทร์ “ผมก็แค่ห่วงรินทร์มากไป เขาคงอึดอัดเลยไปไหนไม่ยอมบอกผม”
“เอาเถอะ ปกรณ์ตั้งใจเรียนไป ส่วนเรื่องวิรินทร์ ตอนนี้แม่ไม่ค่อยเข้าบริษัทแล้ว แม่จะวางมือให้คุณพ่อกับปรก นิชาดูแลงานแทน เดี๋ยวแม่จะดูแลวิรินทร์ให้”
“ขอบคุณครับนายแม่”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกลูก อะไรที่แม่ทำให้ลูกสองคนมีความสุขได้ แม่จะทำ”
ปกรณ์กอดปานรุ้ง

ทางด้าน เกื้อ ปรก และนิชากำลังทานอาหารกันอยู่ในร้านหรูละแวกออฟฟิศ ปรกสวมใส่สูทดูดี มาดผู้บริหาร
“ปรกใส่สูทนี่ก็ดูดีเหมือนกันนะ” เกื้อเอ่ยชม
“ผมรู้ครับว่าผมหล่อ” ปรกยิ้มทะเล้น
นิชามองหมั่นไส้ “ฉันว่าก่อนคุณจะเรียนรู้งานในบริษัท คุณควรไปเรียนภาษาไทยใหม่ จะได้แยกแยะออกว่าดูดีกับหล่อมันต่างกัน”
ปรกแกล้ง “คุณจะบอกว่าผมไม่หล่อ ไม่เป็นไร ตอนนี้ผมมีแอร์โฮสเตสอยู่ใกล้ๆ เยอะ ให้สาวแอร์ชมแทนเมียก็ได้”
นิชาตีแขนปรกอย่างแรง
“ผมล้อเล่น ถ้าเลือกได้ผมอยากกลับไปใส่ชุดสบายๆ ของผมอย่างเดิมดีกว่า ใส่สูทนี่ร้อนก็ร้อน งานก็ยาก วันๆ ต้องคุยกับฝรั่งนี่ถ้าไม่ได้คุณธันวาช่วย ผมตายแน่”
“ก็ค่อยๆ เรียนรู้งานไป คิดซะว่าทำเพื่อนายแม่”
ปรกนึกถึงปานวาดขึ้นมา “แล้วเรื่องปานวาดล่ะครับ พ่อพอจะได้ข่าวบ้างไหม”
เกื้อถอนใจเฮือกใหญ่ “ไม่มีใครเห็นคุณปานวาดที่ภูเก็ตเลย พ่อกำลังสงสัยว่า คุณปานวาดจะไปที่อื่นหลังจากโดมกลับมากรุงเทพฯ รึเปล่า”

โลกกลมและคับแคบเหลือแสน

ด้วยเวลาเดียวกันนี้ ปานวาดซึ่งติดรถคนที่ขับชนมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว กำลังเดินเต็ดเตร่อยู่หน้าร้านอาหารเดียวกันนี้ ในกิริยาท่าทางคล้ายคนบ้า แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสกปรก รกรุงรัง มีดอกไม้ปักผมเต็มไปหมด เดินมาเต้นลีด
“เอ้า น้องๆ ทำตามพี่นะ 1...2 1...2..3..1..2..1..2..1”
เต้นๆ อยู่ครู่หนึ่ง ปานวาดก็หยุด กุมท้อง
“หิวข้าว”
ปานวาดเดินตรงไปที่ประตูร้าน จะเปิดเข้าไป เด็กเสิร์ฟที่ยืนรับแขกอยู่ตรงประตู รีบออกมาห้ามเสียงดุ
“มาทำอะไร ออกไป” พร้อมกับผลักปานวาดออกไปพ้นๆ ประตู กลัวเสียลูกค้า
“หิวข้าว”
พอดีมีลูกค้าคู่รักชายหญิงถือถุงใส่อาหารเหลือเดินออกมา ทั้งคู่มองปานวาดกับพนักงาน แล้วฝ่ายหญิงบอก
“เอาข้าวนี่ไปกินซะ”
ผู้หญิงคนนั้นยื่นถุงอาหารห่อกลับบ้านให้ ปานวาดรับถุงหมับ แล้วเดินไปนั่งก้มหน้าก้มตากินตรงหน้าร้านอาหารนั่นเอง

ส่วนในร้านบอดี้การ์ดของเกื้อ รับบิลมาหลังจากจ่ายค่าอาหารเรียบร้อยแล้ว
เกื้อ ปรก นิชาจึงลุกจากโต๊ะ แล้วเดินไปหน้าร้านพร้อมกัน
“ผมว่าอาทิตย์หน้าถ้ามีเวลา ผมจะบินไปภูเก็ต จะลองไปตามหาน้องเอง” ปรกเอ่ยขึ้น
“ได้ เดี๋ยวพ่อไปด้วย”
เกื้อ ปรก และนิชาเดินไปจนถึงประตู บอดี้การ์ดเปิดประตูให้ สามคนเดินออกไป บอดี้การ์ดตาม

ปานวาดก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ด้านขวามือตอนออกจากร้าน ปรก เกื้อ และนิชาเดินออกจากร้าน เกือบจะเห็นปานวาด
จู่ๆ มีรถแล่นเข้ามาจอดขวาง บังตัวปานวาดไว้อย่างน่าเสียดาย
สามคนเดินเลี้ยวไปทางซ้ายด้านที่จอดรถ คนละฝั่งกับที่ปานวาดนั่งกินข้าวอยู่
ส่วนปานวาดกินข้าวอิ่มก็ลุกขึ้นยืน หันไปมองทางสามคน แต่ปรกกับเกื้อ และนิชาขึ้นรถไปแล้ว

ปานวาดจึงไม่ทันเห็นใคร สาวใจแตกสติเสื่อมหันตัวเดินออกไปคนละทางกับรถพี่ชายที่แล่นออกไป

อ่านต่อตอนต่อไป






กำลังโหลดความคิดเห็น...