xs
xsm
sm
md
lg

แหวนทองเหลือง ตอนที่ 3

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


แหวนทองเหลือง ตอนที่ 3

บนห้องดวงใจ ซึ่งเป็นห้องที่ดวงใจอยู่กับ สายคำ และ บัวแก้ว ดวงใจนอนห่มผ้าไข้สูง สายคำคอยเช็ดตัว ดวงใจร้องครางเบาๆ บ้างเพราะปวดแผล
 
ปานบดยามาพอกที่มือซึ่งบวมแดงน่ากลัว บัวแก้วยกหม้อยาที่ต้มมาวางอีกมุมหนึ่งของห้อง กฤษดากับเทศาเดินเข้ามานั่งดูดวงใจ
"เป็นไงบ้าง...ไปตามหมอได้ไหม" เทศาถาม
"ตะขาบมันคงตัวใหญ่ใช่ไหมครับคุณกฤษดา" ปานถาม
"ผมก็เห็นไม่ถนัดครับ มันไต่ข้างหลัง พอดวงใจปัดมันก็กระเด็นหายไป"
"ดีที่ไอ้ดวงมันปัดออกทัน ถ้ามันกัดที่คอ หรือท้ายทอยคุณกฤษดาละก็แย่เลยขอรับ"
กฤษดา มองดวงใจอย่างสงสาร
"เธอต้องมาเจ็บตัวเพราะฉันแท้ ๆ ดวงใจ"
เทศาบอก
"เอาม้าไปรับหมอมาเถอะนะ"
"อันตรายเกินไปขอรับนายท่าน เสือมันออกมาบ่อย ๆ ที่นี่พอมียาขอรับไอ้กุ่ยก็เก็บว่านตีนตะขาบมา ต้องคอยเช็ดตัว เปลี่ยนยามันครับ"
"ผมขออยู่ดูแลดวงใจเองนะครับกำนัน ดวงใจช่วยดูแลผมอย่างดี คอยช่วยผมอยู่ตลอด ผมจะดูแลเอง"
"ไม่ต้องหรอกครับคุณกฤษดา คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ผมดูแลไอ้ดวงเองได้ครับ"
"ให้เค้าอยู่ช่วยเถอะปาน เอ็งก็เหนื่อยดูไร่มาทั้งวันเหมือนกัน" เทศาบอก
ดวงใจยังนอนเป็นไข้ไม่ได้สติ

ภายในห้องดวงใจ กฤษดาคอยเอาผ้าชุบน้ำวางบนหัวดวงใจ บดยาพอกที่มือดวงใจด้วยสีหน้าเป็นห่วง ปานนั่งหลับสัปหงกมุมหนึ่ง อีกด้านห่างออกไป บัวแก้วกับสายคำนอนหลับห่มผ้าคุดคู้ พอกฤษดาเปลี่ยนยาที่แผลดวงใจ ดวงใจก็สีหน้าเจ็บปวด ดวงใจเพ้อเพราะพิษไข้ทั้งๆ หลับ"คุณกฤษดา...คุณกฤษดาเจ้า"
"ดวงใจ...ฉันอยู่นี่...ดวงใจ"
กฤษดา จับมือดวงใจอีกข้างหนึ่งไว้ ดวงใจเหมือนจะลืมตา แต่ก็หลับไป กฤษดามองด้วยสีหน้าห่วงใย

เช้าตรู่ พระอาทิตโผล่พ้นขอบฟ้า เสียงไก่ขันแว่วดังมา ดวงใจค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ในชุดผ้าซิ่น กับเสื้อใหม่แล้ว ผมสยาย ดวงใจลุกขึ้นนั่งมองไปรอบ ๆ สายคำเดินเข้ามาเห็นดวงใจลุกขึ้นนั่งก็ดีใจ
"ดวง เอ็งตื่นแล้วเหรอ"
สายคำหันกลับไปเรียกปาน
"ลุงปาน พี่บัวแก้ว ไอ้ดวงตื่นแล้ว"
ดวงใจ และ สายคำยิ้มให้กัน

ดวงใจกินข้าวต้มอย่างหิว กับข้าวถ้วยเล็กๆ หมดทุกจาน ปาน บัวแก้ว สายคำ มองอย่างทึ่งดวงใจแต่งตัวอย่างเรียบร้อยแล้ว
"มันหายแล้วแน่ ๆ ลุงปาน มันกินข้าวต้มซะหมดหม้อ" บัวแก้วบอก
"นั่นสิ"
ดวงใจทำท่าอิ่มมาก
"ค่อยมีแรงหน่อย"
ปานเอามือจับหน้าผาก ดวงใจ
"ไม่มีไข้แล้วนี่"
สายคำจับมือมาดู
"มือก็หายบวมแล้วลุงปาน อย่างนี้ถ้าคุณกฤษดารู้คงดีใจนะ"
ดวงใจนึกขึ้นมาได้
"คุณกฤษดา....เดี๋ยวมานะพ่อ"
"เฮ้ย...ไอ้ดวง"

ปานพยายามเรียก แต่ไม่ทันแล้ว ดวงใจวิ่งไปอย่างเร็ว บัวแก้วมองสายคำอย่างตำหนิ สายคำหน้าเสีย

ดวงใจวิ่งหน้าบาน ขึ้นบันไดมาบนเรือนท่านเจ้าคุณเทศา ร้องเรียกกฤษดา เสียงดัง

"คุณกฤษดา คุณกฤษดาเจ้า"
นึกได้ว่าเสียงดัง ดวงใจเอามือปิดปากพยายามทำท่าเรียบร้อย แต่เริ่มผิดปรกติที่บนบ้านไม่มีใครอยู่เลย ดวงใจเรียกเสียงเบาลง
"คุณกฤษด"
ดวงใจเดินไปเปิดประตูห้องกฤษดา แต่ไม่มี่ใครอยู่ พอหันกลับมาดวงใจก็เห็นสายคำยืนหอบอยู่
"คุณกฤษดาไม่อยู่แล้วดวงใจ"
"คุณกฤษดาไปไหนพี่สายคำ"
"คุณกฤษดากลับบางกอกไปแล้ว"
ดวงใจทำหน้าผิดหวัง
"คุณกฤษดากลับไปเมื่อไหร่พี่สายคำ"
"เมื่อวาน คุณกฤษดาน่ะ เฝ้าไข้ดวงอยู่สามวัน"
"สามวั"
"ดวงน่ะนอนเป็นไข้ไม่รู้เรื่องเลย คุณกฤษดาคอยเช็ดตัว เปลี่ยนยาพอกมือให้ ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน"
ดวงใจเดินไปดูรูปกฤษดา ที่ตั้งอยู่บนบ้าน
"อันที่จริงคุณกฤษดาก็ยังไม่อยากกลับหรอก แต่พี่ได้ยินนายท่านคุยกับลุงปานว่าต้องรีบกลับไป...ทำอะไรล่ะ"
ปานเดินเข้ามา
"ทำหนังสือสำหรับไปเรียนต่อเมืองนอก"
ดวงใจตกใจ
"ไปเมืองนอก"
"ใช่...นายท่านจะส่งคุณกฤษดาไปเรียนเมืองนอก"
"แล้วคุณกฤษดาจะกลับมาอีกไหมพ่อ"
"พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว หรือถ้าจะมาที่นี่อีก ก็คงอีกนาน นานมาก"
ดวงใจมองรูปกฤษดา แอบซ่อนน้ำตาที่ไหลพูดกับตัวเองอย่างแผ่วเบา
"นานแค่ไหน...ข้าเจ้าก็จะรอ"

ณ โรงเรียนทหาร เวสต์ปอยท์ อเมริกา ในบรรยากาศของตึกเก่าๆ และนักเรียนเดินแถวอย่างทหาร
ยามค่ำ ในห้องหอพักนักเรียนทหารของโรงเรียน กฤษดาในวัยหนุ่มนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ มีแสงจากโคมไฟสวย ๆ เขาก้มหน้าเขียนจดหมายถึงพ่อ
"กราบเท้าเจ้าคุณพ่อที่เคารพรักอย่างสูง อีกไม่กี่เดือนผมก็จะได้กลับบ้านแล้วครับ จะได้เอาปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิตของเวสต์ปอยด์ ไปกราบที่เท้าเจ้าคุณพ่อ"
กฤษดา เงยหน้าดูรูปท่านเจ้าคุณเทศาที่ใส่กรอบวางไว้ด้วยสีหน้าอ่อนโยน

บ้านทุ่งมหาเมฆ เมืองบางกอกของท่านเจ้าคุณ เทศานั่งอ่านจดหมายของลูกชายอยู่ที่โต๊ะน้ำชา เวลาผ่านไปหกปี เทศามีผมขาวประปราย สวมแว่นสายตา เลื่อนชั้นราชการจากเจ้าคุณเทศา เป็นพระยาดำรงค์
"ตอนนี้ยิ่งใกล้จบจะยิ่งฝึกหนักมาก ผมได้เรียนวิชาอิเลกทรอนิกซ์เพิ่มเติม และจะเรียนการต่อสู้ระยะประชิดด้วย คุณพ่อว่าดีไหมครับ อาจจะทำให้กลับบ้านช้าไปอีกหน่อย แต่วิชาทั้งสองนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อไป ขอให้คุณพ่อรักษาสุขภาพมากๆ นะครับ ผมอยู่ทางนี้สบายดี รักและเคารพเจ้าคุณพ่อมากครับ ... กฤษดา"
เทศาอ่านจดหมายกฤษดา ด้วยสีหน้ามีความสุขมาก สมรเดินถือจานขนมเข้ามา
"จดหมายคุณกฤษดาเหรอคะ"
เทศาพยักหน้า ยกน้ำชาขึ้นจิบ
"เมื่อไหร่จะกลับล่ะคะ ไปเมืองนอกตั้งนานแล้ว"
เทศามองหน้าสมร
"ไม่ใช่เรื่องของเธอ"
สมรทำหน้าไม่พอใจ เทศาเก็บจดหมายกฤษดาใส่ซอง จะลุกขึ้นยืน แต่โงนเงนแล้วก็ล้มลง สมรตกใจรีบลุกขึ้นมาจับเทศา
"ท่านเจ้าคุณ ท่านเจ้าคุณ มีใครอยู่ตรงนั้นมานี่เร็ว นายมิ่ง นายมิ่ง"

มิ่งกับบ่าวอีกสองคนรีบวิ่งมาช่วยประคอง เจ้าคุณเทศาที่นอนไม่ได้สติ
 
อ่านต่อหน้า 2

แหวนทองเหลือง ตอนที่ 3 (ต่อ)

ในห้องนอนพระยาดำรง ย่านทุ่งมหาเมฆ เวลาต่อเนื่องมา หมออิศราฉีดยาให้ พระยาดำรงนอนคาบปรอทอยู่บนเตียง ท่าทางเจ้าคุณดีขึ้นมากแล้ว
 
หมออิศราเอาปรอทออกจากปากพระยาดำรงค์ส่งให้หมอผู้ช่วยชื่อ ฮารุ สมรนั่งเก้าอี้ห่างๆ อย่างสนใจ ระหว่างที่หมอฮารุช่วยเก็บอุปกรณ์
"ท่านเจ้าคุณเป็นอะไรคะหมอ"
"ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วครับ มีไข้ต่ำ ๆ นิดหน่อย อ้อ...มัวแต่ตรวจอาการท่านเลยยังไม่ได้แนะนำ นี่หมอฮารุครับ ชอบมาเที่ยวเมืองไทย เลยมาขอทำงานกับผม"
ฮารุโค้งคำนับพระยาดำรงกับสมร สมรหน้าบานรีบเดินมาหาด้วยความตื่นเต้น ยื่นมือให้จับ
"เป็นคนญี่ปุ่นเหรอคะ....แหม ดิฉันกำลังมองว่าผิวพรรณดี้ดี พูดภาษาไทยได้ไหมคะ"
ฮารุลืมเพราะการจู่โจมถึงตัวของสมร จึงตบเท้ายืนตรงจับมือกับสมรก้มหัวอย่างสุภาพ พระยาดำรงรู้สึกสะดุดกับกิริยาของฮารุ หันไปมองหมออิศรา
"อาการของผมเกิดจากอะไรหมอ"
หมอมองพระยาดำรงอย่างนิ่ง ชำเลืองไปทางสมรที่กำลังชวนหมอฮารุคุยอย่างตื่นเต้น
"สมร... เธอพาหมอฮารุลงไปทานของว่างข้างล่างซิ"
"ดีเหมือนกันค่ะ แหมท่านคะ หมอฮารุนี่พูดไทยเก่งค่ะ"
หมอฮารุยิ้มใจดี
"ผมชอบเมืองไทยครับ มาเที่ยวบ่อย"
"งั้นก็ทานอาหารไทยได้สิคะ"
"ได้ครับ...อาหารไทย อร่อยมาก"
"ไปค่ะหมอ เราไปหาของว่างไทยๆ ทานกัน รับรองหมอติดใจนะ"
ฮารุเก็บเครื่องมือหมอเสร็จแล้วหันไปมองหมออิศราเป็นเชิงขออนุญาต หมออิศราพยักหน้า ฮารุจึงหันมาโค้งคำนับพระยาดำรง แล้วเดินออกไปกับสมร
เจ้าคุณมองฮารุอย่างสนใจ พระยาดำรงลุกจากเตียงช้า ๆ หมออิศราเข้าไปประคอง
"หัวใจท่านผิดปรกตินะครับ"
พระยาดำรงหันมามองหน้าหมอ พยักหน้าน้อย ๆ
"เป็นมากแค่ไหน"
"ต้องไปตรวจละเอียดที่โรงพยาบาลครับ ท่านมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอกบ้างไหมครับ"
"เป็นบ่อยมาก แต่นึกว่าท้องอืด"
"ไม่ใช่อาการเพราะท้องอืดครับ"

พระยาดำรงเริ่มมีสีหน้าไม่สบายใจ

มุมหนึ่งของบ้านพระยาดำรง สำหรับไว้รับแขกที่ไม่เป็นทางการนัก นั้นตั้งโต๊ะน้ำชาไว้ ให้เห็นบ่าวเดินเอาจานขนมมาเสิร์ฟบนโต๊ะน้ำชาที่จัดอย่างดี มีของทานเล่นแบบไทยๆ
 
หมอฮารุกำลังถ่ายรูปมุมต่างๆ รอบๆ บ้าน และบริเวณใกล้ ๆ บ้านอย่างสนใจ สมรไม่ได้สนใจหมอฮารุ แต่สนใจของกิน พยายามทำท่าดัดให้ดูดี แต่ก็เผลอเอามือหยิบกินก็มี
"คุณหมอฮารุ มารับทานน้ำชาได้แล้วค่ะ เดี๋ยวจะเย็นหมด"
ฮารุเดินมาลงนั่งเก้าอี้ข้าง ๆ สมร บ่าวรินน้ำชามาเสิร์ฟให้ ฮารุก้มหัวให้อย่างสุภาพ
"ขอบคุณครับ"
"ใครสอนภาษาไทยให้หมอคะ หมอหัดพูดไทยนานไหม"
"มีคนสอนที่ญี่ปุ่นครับ... ก็หัดนานเหมือนกัน"
สมรตาโต
"ที่ญี่ปุ่นมีสอนภาษาไทยด้วยเหรอคะ."
ฮารุตกใจที่พลั้งปาก แต่...
"หมอหัดหมอนให้พูดญี่ปุ่น บ้างนะคะ...หมอนอยากพูดญี่ปุ่นเป็นน่ะ"
แต่พอเห็นว่าสมรคงไม่ฉลาดที่จะรู้อะไร ก็ถอนใจโล่งอก มองสมรทำท่ายั่วยวนเคยนิสัย
"ได้ครับ ถ้าคุณรู้ภาษาญี่ปุ่นต่อไป จะเป็นประโยชน์กับคุณมาก"
สมรทำตาหวานกับฮารุ พระยาดำรงเดินเข้ามากับหมออิศรา ฮารุรีบลุกขึ้นยืนตรงโค้งคำนับ
"กำลังคุยสนุกกันเหรอ"
"ค่ะ...หมอฮารุจะสอนภาษาญี่ปุ่นให้หมอน ดีไหมคะท่าน"
"ดี...เผื่อต่อไปเธอจะได้หากินกับญี่ปุ่นได้"
พระยาดำรงยิ้มๆ ฮารุก็ยิ้มไม่หลบสายตา
"แหมท่านคะ...เค้าเรียกทำธุรกิจค่ะท่าน"
"คุณสมรใช้คำทันสมัยด้วยนะครับ ไปครับหมอฮารุ กลับกันเถอะ เดี๋ยวมีนัดคนไข้ที่ร้าน" หมออิศราบอก
"ทานของว่างก่อนค่ะหมอ ซักนิดก็ยังดี"
หมออิศราบอก
"ขอเป็นครั้งหน้านะครับ กราบลาท่านเจ้าคุณครับ"
หมอยกมือไหว้ลา ฮารุยกมือไหว้ด้วย พระยาดำรงรับไหว้ มิ่งเดินเข้ามา
"คุณหลวงเณติณัติมาพบนายท่านขอรับ"
"เชิญท่านที่ห้องทำงานฉันนะ สมรเธอไปส่งหมอด้วย"
"เจ้าค่ะ"
สมรพาหมอทั้งสองเดินออกไป พระยาดำรงมองตามฮารุด้วยสีหน้าพิจารณา

พระยาดำรงเดินเข้ามาในห้องทำงาน หลวงเณติณัติที่นั่งรออยู่รีบลุกขึ้นยืนยกมือไหว้ พระยาดำรงปิดประตูห้องทำงานแล้วเดินไปที่โต๊ะทำงาน หลวงเณติณัตเดินตามมานั่งด้วย
"มาเหมือนใจเลยคุณหลวง กำลังคิดจะตามให้มาหาพอดี"
"ผมเอาจดหมาย และบัญชีที่กำนันปานส่งมา มาให้ท่านดูครับ"
หลวงเณติณัตส่งจดหมายของกำนันปานให้พระยาดำรง เจ้าคุณรับมาอ่าน
"กราบเท้าท่านเจ้าคุณที่รักและเคารพอย่างสูง กระผมได้แจงเงินที่ขายลำไยมาให้คุณหลวงเณติณัตแล้วครับ หักค่าคนงาน ค่ากินค่าอยู่ก็ยังเหลืออีกโขอยู่ กระผมได้เก็บอย่างดีที่สุด รอว่าเมื่อไหร่นายท่านจะมารับเสียทีขอรับ เพราะยิ่งนานมันก็ยิ่งเยอะ จำนวนทั้งหมดเท่าไหร่ ขอให้นายท่านถามหลวงเณติณัตได้เขารู้ดีขอรับ พวกเราตั้งตารอคอยนายท่านกับคุณกฤษดา ป่านนี้คงเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว พวกเราอยากเห็นเหลือเกินขอรับนายท่าน รักเคารพนายท่านสุดชีวิตของไอ้ปาน"
ในขณะที่พระยาดำรงอ่านจดหมาย ได้นึกถึงภาพปานในอิริยาบถต่างๆ
ปานดูแลคนงานในไร่ลำไย ที่เก็บและยกเข่งลำไย ปานมีผมขาวมากแล้ว ปานดูแลคนงานมัดลำไย คัดลำไย คนงานเข้าแถวรับเงินจากปาน คนงานดูแลความสะอาดบ้านใหญ่ ปานนั่งเขียนจดหมายคิดไป เขียนไป
พระยาดำรงอ่านจดหมายจบยิ้มๆ แล้วพับจดหมาย
"มันขายลำไยจะได้เท่าไหร่กัน"
หลวงเณติณัติส่งสมุดบัญชีให้พระยาดำรงดู เจ้าคุณพิจารณาตัวเลขด้วยสีหน้าแปลกใจ"มันได้เยอะอย่างนี้เลยเหรอ"
"กำนันปานส่งตัวเลขที่ขายลำไยมาให้ผมทุกเดือน มิหนำซ้ำยังทวนของเดิมด้วย ตัวเลขแกกับของผมตรงกันทุกสตางค์แดง"
พระยาดำรงยิ้มพอใจ
"ฉันดูคนไม่ผิดจริงๆ"
"ท่านจะขึ้นไปเชียงใหม่บ้างไหมครับ"
"ยังไม่ไปหรอก ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณหลวง ฉันต้องการให้คุณหลวงจัดการเรื่องพินัยกรรมของฉันให้เรียบร้อย"
"ยังไม่จำเป็นต้องรีบนี่ครับ"
"เอาเถอะ....คุณหลวงร่างมาให้ฉันดูเลย ระบุผู้ที่รับทรัพย์สินทั้งหมดของฉัน คือ กฤษดา คนเดียว"
"ได้ครับท่าน...แล้วคุณกฤษดาจะกลับจากอเมริกาเมื่อไหร่ครับ"
"อีกไม่นานหรอก"
พระยาดำรงเดินไปหยิบรูปกฤษดาที่ตั้งในห้องทำงาน รูปนั้น กฤษดาแต่งเครื่องแบบเวสต์ปอยด์ เจ้าคุณถือมาส่งให้หลวงเณติณัต
"คุณหลวงช่วยส่งรูปกฤษดานี่ไปให้กำนันปานด้วยนะ คนที่โน่นเค้าอยากเห็น"
"ได้ครับท่าน"

หลวงเณติณัตรับรูปกฤษดามาดู
 
อ่านต่อหน้า 3

แหวนทองเหลือง ตอนที่ 3 (ต่อ)

บรรยากาศรอบๆ บ้านปานสดชื่นสวยงาม ปานนั่งอยู่บนแคร่ตัวโปรดกำลังแกะห่อรูปกฤษดาที่หลวงเณติณัตส่งมาให้ ปานมองรูปกฤษดาด้วยสีหน้าชื่นชม มีจดหมายใส่ซองเล็ก ๆ แนบมาด้วย ปานวางรูปกฤษดาแกะจดหมายออกอ่าน

"กำนันปาน ขอบใจมากนะที่ดูแลไร่ลำไยเป็นอย่างดี ข้าไม่ได้หวังเงินทองจากที่นี่หรอก เอ็งก็ใช้สอยได้ตามแต่ที่เห็นว่าเหมาะสมนะ ไม่รู้จะได้มาเห็นหน้ากันอีกไหม ฝากรูปกฤษดามาให้ ฉันขอฝากบ้านกับลูกด้วยนะปาน"
ปานเอาจดหมายยกมือไหว้ด้วยสีหน้าอิ่มใจ พับจดหมายเก็บแล้วเอารูปกฤษดาขึ้นมาดูด้วย สีหน้าชื่นชม
บัวแก้วที่อายุมากขึ้นแล้วเดินถือไม้กวาดเข้ามาจะเดินผ่านไปเห็นปานดูรูปกฤษดาก็สนใจเดินเข้ามาดู
"รูปใครจ้ะลุง"
"รูปคุณกฤษดา นายท่านส่งมาให้ดู เอ็งดูซิเห็นแล้วนึกถึงท่านตอนหนุ่มๆ นะ แล้วนี่เอ็งจะไปไหน"
"จะไปกวาดบ้านใหญ่ ส่งสายคำกับดวงใจไปทำแต่เช้า ไม่รู้เป็นไงกันบ้าง กลัวจะมัวแต่ไปซนเลยจะไปดูซักหน่อย"
"เออดี....เอ็งเอารูปคุณกฤษดาไปวางบนบ้านใหญ่ให้ข้าด้วย"
"ได้จ้ะลุง"
บัวแก้วรับรูปของกฤษดาจากมือปาน

บัวแก้ววางรูปกฤษดาไว้บนบ้านของพระยาดำรง แล้วก็เดินออกไป พลางบ่น
"หายไปไหนกัน สายคำ ดวงใจ"
ภายในห้อง ดวงใจที่โตเป็นสาวแล้ว เอื้อมมือมาหยิบรูปกฤษดา เธอแต่งตัวสวย มีดอกเอื้องที่มวยผม เธอมองรูปนั้นด้วยสายตารักใคร่
"คุณกฤษดา...ต้องใช่คุณกฤษดาของข้าเจ้า"
บัวแก้วเดินกลับมากับสายคำ
"อ้าว...อยู่นี่ไง"
สายคำรีบเข้ามาดูรูป
"รูปใครน่ะดวงใจ"
"ข้าเจ้าว่าต้องเป็นรูปคุณกฤษดาแน่ ๆ เลย ใช่ไหมจ้ะพี่บัวแก้ว"
"ใช่แล้ว นายท่านเพิ่งส่งมาให้เมื่อกี้นี้เอง เอ็งจำได้เลยเหรอดวงใจ พี่ยังจำไม่ได้เล้ย"
ดวงใจยังมองรูปอย่างรักใคร่
"ใช่เจ้า ข้าเจ้าจำคุณกฤษดาได้คุณกฤษดาแน่ๆ"
"คุณกฤษดาเป็นหนุ่มแล้วหล่อมากเลยนะ พี่จำได้ตอนเด็ก ๆ พี่ก็ว่าคุณกฤษดาหล่อนะ แต่เป็นหนุ่มหล่อกว่าอีก"
ดวงใจหันไปหัวเราะคิกคักถูกใจกับสายคำ ทั้งสองสาวต่างก็ปลื้มกับรูปกฤษดา บัวแก้ว เริ่มหมั่นไส้
"เอาละ...กลับไปทำงานกันต่อได้แล้ว สายคำ เอ็งไปทำห้องนายท่าน ข้าจะไปทำห้องคุณกฤษดา กับห้องด้านหลัง ดวงใจทำห้องรับแขกนี่ก็แล้วกัน"
บัวแก้วกับสายคำถืออุปกรณ์ทำความสะอาดเดินแยกย้ายกันไป ดวงใจยังคงชื่นชมกับรูปกฤษดา
"คุณกฤษดา...คุณกฤษดางามแต้ ๆ เจ้า..."

แล้วดวงใจยกมือตะเบ๊ะรูปอย่างน่ารัก

กฤษดากลับเมืองไทย เขาก้มกราบแทบเท้าพระยาดำรง เอาใบประกาศนียบัตรมาวางไว้ที่เท้าของบิดา พระยาดำรงสีหน้าดีใจแจ่มใสมาก รับใบประกาศนียบัตร และ จับให้กฤษดาขึ้นมานั่งใกล้ ๆ ด้วยกัน
 
สมร นั่งอยู่ห่างๆ กับหลวงเณติณัต และบรรดาบ่าวในบ้านต่างก็มานั่งดูกันหน้าสลอนด้วยความดีใจ
"ในที่สุดก็กลับมาหาพ่อเสียที ทำไมใบประกาศนียบัตรถึงมีตั้งสามใบล่ะลูก"
"เป็นของหน่วยรบพิเศษด้วยครับ"
พระยาดำรงหัวเราะอย่างมีความสุข
"อย่างนี้ซิล่ะ พ่อไปทำธุระวันก่อนที่กองทัพ ท่านผู้บัญชาการถึงกับชมลูกว่าได้รับรายงานผลการเรียนดีเยี่ยม พ่อภูมิใจลูกมากนะ กฤษดา"
"คุณพ่อไปทำธุระที่กองทัพเหรอครับ"
"ใช่ ไปมาหลายหนแล้ว...แล้วพ่อจะคุยให้ฟัง"
กฤษดาลุกขึ้นเดินไปหาบรรดาบ่าวที่นั่งรอด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ
"ขอบใจทุกคนมากนะที่ดูแลเจ้าคุณพ่อ และดูแลบ้านอย่างดี สมรด้วยนะ...ขอบใจมาก"
"แหม...คุณกฤษดา เป็นหน้าที่ของหมอนอยู่แล้วค่ะ"
"ฉันมีของมาฝากทุกคน แต่คงต้องรอก่อนนะเพราะของมาทางเรือ แม่อิ่ม วันนี้ทำอะไรให้ฉันทานล่ะ"
อิ่มคนครัวเก่าแก่ น้ำหูน้ำตาไหล
"ของชอบคุณทั้งนั้นค่ะ...หลนกะปิ แกงลูกรอก พล่ากุ้งแม่น้ำ"
กฤษดาหัวเราะสบายใจ
"หิวเลย...ไม่ได้กินอาหารฝีมือแม่อิ่มเกือบเจ็ดปี คิดถึงที่สุด หลนกะปิตำรับคุณแม่ใช่ไหม"
อิ่มเช็ดน้ำตาป้อยๆ
"เจ้าค่ะ"
"ยายอิ่ม อย่าทำน้ำตาร่วงใส่กับข้าวล่ะ"
อิ่มหันไปทำท่าจะตีมิ่ง
"ก็ข้าเลี้ยงของข้ามาตั้งกะคุณหญิงท่านคลอดน่ะ ...คิดถึงคุณหญิงจริง ๆ นะเจ้าคะ ถ้าท่านยังอยู่วันนี้ท่านคงจะดีใจปลื้มใจนักหนาเจ้าค่ะ"
สมรซึ่งทำหน้าหมั่นไส้อิ่มอยู่นานแล้ว หน้างอไม่พอใจ ลุกขึ้นไปชี้กราด
"เอาละ กลับลงไปกันได้แล้ว รีบไปเตรียมอาหารเถอะนะ คุณกฤษดากลับมาเหนื่อยๆ จะได้พักผ่อน"
อิ่มหยุดร้องไห้ทันที ชักสีหน้าไม่พอใจ
"รับรองน่าแม่หมอน สำรับฉันน่ะเสร็จทันเวลาแน่ๆ"

อิ่มตุปัดตุป่องลุกออกไป บ่าวคนอื่นๆ ก็ลุกตามกันออกไป สมรไม่พอใจ แต่หันมาเจอสายตาพระยาดำรงที่มองอย่างปรามก็จำต้องเฉย
 
อ่านต่อหน้า 4

แหวนทองเหลือง ตอนที่ 3 (ต่อ)

กฤษดา ก้มกราบรูปของแม่ในห้องนอนของพ่อ พระยาดำรงนั่งดูลูกชายบนเก้าอี้อยู่ไม่ห่าง

"คุณแม่ครับ...ลูกกลับมาแล้ว ขอให้คุณแม่รับรู้ว่าลูกคิดถึงคุณแม่เสมอครับ ตั้งแต่นี้ไปลูกจะดูแลคุณพ่ออย่างดีที่สุดครับ"

"พ่อเชื่อว่าแม่เค้าคอยคุ้มครองลูกเสมอละ...ถ้าวันนี้เค้าอยู่เห็นความสำเร็จของลูก เค้าคงปลื้มใจเป็นที่สุด"
กฤษดามองรูปมารดา รู้สึกได้ว่าจิตใจนั้นเข็มแข็ง
"คุณพ่อว่ามีเรื่องจะคุยให้ผมฟัง...เรื่องอะไรเหรอครับ"
"ก็เรื่องที่พ่อไปกองทัพมา ออกจะมีข่าวหนาหูเรื่องสงคราม มันอาจจะลามมาบ้านเราก็ได้นะลูก"
"ผมก็ได้ข่าวเหมือนกันครับ ยิ่งกว่านั้นตอนนี้อังกฤษก็ไม่ค่อยจะไว้ใจเราเพราะดูว่าญี่ปุ่นจะเข้ามามีบทบาทกับเรามากไป สถานการณ์แหลมอินโดจีนก็ไม่ดี"
"ญี่ปุ่นพยายามขยายอำนาจจนน่ากลัว ตอนนี้ก็เข้ามาเป็นตัวกลางเรากับฝรั่งเศส"
"แล้วจีนล่ะครับ...เรากับจีนไม่เคยมีปัญหากันเลย เรายอมให้ญี่ปุ่นทำแบบนี้ จีนจะมองเรายังไงครับคุณพ่อ"
"เราพยายามวางตัวเป็นกลาง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผล เพราะสงครามไม่ยอมให้ใครวางตัวเป็นกลาง ถ้าไม่เลือกข้างมีแต่จะเดือดร้อน ลูกจำเจ้าคุณสุริยันได้ไหม"
กฤษดายิ้มแจ่มใส
"จำได้ครับ...ผมยังนึกถึงแสงธรรมบ่อยๆ"
"พ่อเชิญเค้ามาทานข้าวกับเราเย็นนี้ ถือเป็นการเลี้ยงต้อนรับลูกนิดหน่อย"
"แล้วแต่คุณพ่อครับ ผมก็ไม่ชอบอะไรที่มันเอิกเกริก ดีจริง ๆ ครับไม่ได้พบแสงธรรม นานหลายปี"

พระยาดำรง พา พระยาสุริยัน เดินเข้ามาในห้องอาหาร ต่างก็พูดคุยสนุกสนาน กฤษดา กับ แสงธรรมเดินตามเข้ามาทั้งสองคนต่างก็พูดคุยกันด้วย จำปายืนอยู่ที่ถาดเครื่องดื่มที่เตรียมเสิร์ฟ ส่วนเขียวก็เตรียมที่จะตักเสิร์ฟเหมือนกัน สมรยืนอยู่ใกล้ๆ โต๊ะอาหาร แต่งตัวสวยงาม โต๊ะอาหารจัดเตรียมไว้ 4 ชุด สมรยกมือไหว้สุริยัน และ แสงธรรมอย่างชดช้อยอ่อนหวาน
"สวัสดีเจ้าค่ะท่านเจ้าคุณ สวัสดีค่ะคุณแสงธรรม"
เจ้าพระยาสุริยันทักทายอย่างมารยาทดี ทั้งสุเจ้าคุณและแสงธรรมรับไหว้สมร
"ไม่ได้เจอกันหลายปีนะ"
"นั่นสิเจ้าคะ...คุณแสงธรรมเป็นหนุ่มใหญ่แล้วนะเจ้าคะ นี่ถ้าไม่บอก หมอนจำไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ"
พระยาดำรงพาคณะเข้านั่งประจำที่บนโต๊ะอาหาร สำรับอาหารถูกจัดไว้อย่างสวยงาม สมรดูให้บ่าวเสิร์ฟเครื่องดื่ม และตักข้าว ในขณะที่ในโต๊ะอาหารก็คุยกันด้วยเรื่องเบาๆ
เจ้าคุณสุริยันถาม
"เป็นไงกฤษดา...คิดถึงอาหารไทยแย่ซินะ"
"แย่จริง ๆ เลยครับ ตอนนี้ใครอย่าเอาขนมปังมาให้ผมเห็นอีกเลย แล้วนี่น้องปิ่นแก้วเป็นอย่างไรบ้างครับ"
"ไปเรียนการเรือนที่ปีนัง เรียนไปบ่นไป ไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ พวกเราน่าจะนัดไปเชียงใหม่กันนะ นึกถึงที่เคยไปผจญภัยตอนเด็กๆแล้วสนุกจริงๆ" แสงธรรมบอก
สุริยันสำทับ
"นั้นซิ พ่อก็อยากไปเหมือนกัน ท่านเจ้าคุณล่ะครับมีโอกาสไปเชียงใหม่ด้วยกันไหม"
เขียว กับ จำปา เสิร์ฟเครื่องดื่มและตักข้าวเสร็จแล้ว ก็ไปยืนคอรับคำสั่ง
"อู้ย...บ้านป่าเมืองเถื่อนน่ะ อย่าไปเลยเจ้าค่ะ น้ำก็ไม่มี ไฟก็ไม่มี" สมรบอก
พระยาดำรงบอก
"ผมน่ะอยากไปเสมอครับ แต่ตอนนี้สุขภาพไม่ค่อยดีแล้ว...สมร เธอกับบ่าวออกไปเถอะ แล้วปิดประตูห้องซะด้วย"
สมรงงที่สามีไล่ให้ออกไป แต่ไม่กล้าโต้แย้ง พยักหน้าเรียกบ่าวให้เดินตามออกไปแล้วปิดประตู พอประตูปิดลง สีหน้าของเจ้าคุณก็เปลี่ยนไป
"ตอนนี้สถานะการณ์บ้านเราไปถึงไหนแล้ว ท่านเจ้าคุณ" ดำรงถาม
"มีพวกเราหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ปล่อยให้ญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทในบ้านเรามากเกินไป"
"ได้ข่าวมาเหมือนกันว่าญี่ปุ่นเตรียมจะมาที่เวียตนาม"
แสงธรรมบอก
"ถ้าเป็นอย่างนั้น อินโดจีนก็อาจลุกลามใหญ่โตน่ะสิครับ"
"ผมไปรายงานตัวมา ทางกองทัพก็ส่งทหารไปเขมรแล้วครับ" กฤษดาบอก
"แล้วนายต้องไปหรือเปล่า"
กฤษดาหัวเราะ
"ถ้ามีคำสั่งให้ไปก็ต้องไป"
สุริยันลุกขึ้นยกแก้วเหล้าชูขึ้น
"ถ้าอย่างนั้นอาขอดื่มอวยพรให้หลาน และ ทหารไทยทุกคน สำเร็จผลปกป้องประเทศของเราไม่ให้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของใครหน้าไหนทั้งนั้น"

พระยาดำรงลุกขึ้นยืนชนแก้วกับสุริยัน กฤษดา และ แสงธรรมก็ยืนขึ้นมองผู้ใหญ่ทั้งสองด้วย สีหน้าเชื่อมั่น

สมรภูมิสงครามอินโดจีนเริ่มต้นแล้ว

หลวงวิจิตวาทการ ประกาศสงครามผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ระหว่างไทย กับ ฝรั่งเศส เหนือดินแดนอินโดจีนบางส่วนที่เคยเสียไป ญี่ปุ่นเป็นตัวกลางในการเจรจาไทยกับฝรั่งเศส ลงนามในอนุสัญญาสันติภาพที่กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2484ทำให้ไทยได้ดินแดนกลับคืนมา และจัดตั้งเป็นจังหวัด 4 จังหวัด คือ จังหวัด นครจัมปาศักดิ์ จังหวัดลานช้าง จังหวัดพิบูลย์สงคราม และจังหวัดพระตะบอง ทหารเสียชีวิต 160 นาย เสียอากาศยาน 13 ลำ ฝรั่งเศสซึ่งถูกตัดขาดจากการช่วยเหลือภายนอก ถูกบีบให้ต้องยอมญี่ปุ่นตั้งฐานทัพที่เวียตนาม

กำนันปานกำลังสั่งการให้คนงานเก็บลำไยใส่กระบุง ดวงใจกับสายคำ นั่งคัดแยกลำไยอยู่ใต้ต้นไม้ ปานเดินมาหยิบลำไยขึ้นดู ก่ำเดินมาหา
"ปีที่แล้วได้เยอะกว่านี้นะกำนัน"
"ค้างคาวมันมาลงเยอะเหลือเกิน ไอ้ดวง เอ็งเอาตังให้ไอ้ก่ำไปซื้อตาข่าย มาขึงดักค้างคาวทางด้านโน้นอีกนะ" ปานบอก
ดวงใจหันมายิ้ม ปากก็กินลำใยไปเรื่อย
"จ้ะพ่อ"
ปานมองดวงใจอย่างเอ็นดู ทิดอ่วมกับ หนานอุยเดินเข้ามาหา
"กำนัน...จะมาขอซื้อลำไยหน่อยจ้า" ทิดอ่วมบอก
หนานอุยรีบเดินไปหาดวงใจ
"ไม่ต้องซื้อหรอกทิดอ่วม จะกินเท่าไหร่ก็หยิบไป"
"ไม่ได้กินเองหรอก...จะเอาไปฝากหลวงพ่อที่บางกอก ว่าจะให้หนานอุย มันไปบวชเรียนสักพรรษาน่ะ"
"ดวงใจ...ข้าจะไปนานเลยนะ เอ็งคิดถึงข้าบ้างนะ" หนานอุยบอก
"ไอ้หนานอุย เอ็งบวชพรรษาเดียวนานที่ไหนกัน"
"โธ่...ดวงใจ ข้าจะไม่ได้เห็นหน้าเอ็งตลอดพรรษานะ ข้าจะคิดถึงเอ็งทุกวันนะ"
"ถ้าจะบ้านะ เอ็งน่ะ...จะมาคิดถึงข้าทุกวันทำไม คิดถึงแม่เอ็งโน่น"
ปานมอง หนานอุยขำ
"ทำไมต้องไปบวชบางกอก วัดบ้านเราก็มี" ปานถาม
"จริงด้วยพ่อ...ให้ข้าบวชที่นี่นะ ดวงใจจะได้ใส่บาตรข้าได้นะพ่อ ข้าจะเดินบิณฑบาตมาบ้านเอ็งทุกวันเลย"
"เอ็งพูดอย่างนี้น่ะ นรกกินหัวเอ็งแล้วนะ"
สายใจบอก
"นั่นซิ...เป็นพระจะเลือกคนทำบุญได้ไงวะ มันต้องแล้วแต่เค้าจะศรัทธาโว้ย"
"ไปบวชบางกอกจะได้เรียนหนังสือให้มันสูงกว่าที่นี่ ต่อไปเอ็งจะต้องทำปางไม้แทนพ่อน่ะ...โง่ดักดานที่นี่จะไปทันใครเขา เออกำนัน...รู้เรื่องสงครามกับเขาไหมล่ะ"
"ได้ยินเค้าคุยกันที่วัดเหมือนกัน เค้าว่าพวกไอ้ยุ่นมันรบกับฝรั่งอะไรน่ะ"
"ไอ้ยุ่นที่ไหนล่ะ...เรานี่แหล่ะรบกับฝรั่ง"
ดวงใจสนใจเงยหน้าขึ้นฟัง
"เค้าว่าทหารไทยตายไปหลายเหมือนกันนะ" ทิดอ่วมบอก
ปานสีหน้าครุ่นคิด
"เอ....คุณกฤษดา ลูกชายนายท่านเป็นนายทหาร ไม่รู้จะไปรบกับเค้าหรือเปล่านะ"
ดวงใจวิตกกังวลมาก
"ถึงว่า...หมู่นี้จดหมายจากนายท่านไม่มานานแล้ว เอ..หรือจะมีเรื่องอะไรซะหรือเปล่าก็ไม่รู้
ดวงใจทำท่าจะร้องไห้ สายคำ กับ หนานอุยเห็นก็ตกใจ
"ไอ้ดวง"
ปานไม่ได้สังเกตลูกสาว ยังพูดไปเรื่อย
"ท่านก็มีลูกชายคนเดียวเท่านั้น ถ้าคุณกฤษดาต้องไปรบ"
ดวงใจออกวิ่งไปโดยเร็ว มีหนานอุย กับสายคำ วิ่งตามไป ปาน กับ ทิดอ่วมมองตามงงๆ
"ไอ้ดวง...รอด้วย" สายคำร้องเรียก
"ดวงใจ...จะไปไหน" หนานอุยถาม
"อะไรของมัน" ปานว่า

ดวงใจรีบวิ่งอย่างเร็วไปตามทางในป่า หนานอุยนั้นอ้วนวิ่งตามไม่ค่อยทัน ถึงกับหอบ
"ดวงใจ...ดวงใจจ๋า จะไปไหน"
"ไอ้ดวง"

ดวงใจไม่สนใจยังวิ่งต่อไป
 
อ่านต่อตอนที่ 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...