xs
xsm
sm
md
lg

คุณผีที่รัก ตอนที่ 12

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


คุณผีที่รัก ตอนที่ 12

เมสินีอยู่ในห้องทำงาน เปิดดูเอกสารประวัติของน้ำมนต์ มีรูปถ่ายน้ำมนต์ ข้าวต้ม พ่อแม่ เพื่อนๆ คนรอบตัวครบถ้วน
 
“เอกสารตั้งเยอะ แต่ฉันไม่เห็นว่าประวัติน้ำมนต์จะมีอะไรน่าสนใจ ที่จะเป็นประโยชน์เลย พ่อทิ้ง แม่ตาย เลี้ยงน้องคนเดียว” เมสินีแบมือ ทำท่าว่า แล้วไง
ยุทธรีบบอก
“คุณเมลองดูวันที่แม่ของน้ำมนต์ประสบอุบัติเหตุก่อนสิครับ”
เมสินีอ่าน
“วันที่...อ้าว นี่มันวันเกิดฉัน แม่น้ำมนต์ตายในวันเกิดฉันเหรอ”
“แล้วดูเอกสารนี่ครับ บันทึกเหตุการณ์ของตำรวจ...ตรงนี้ เขียนว่ามีรถต้องสงสัยว่าเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุครั้งนั้น ก็คือรถ...”
เมสินีหน้าตื่น
“นี่มันรถที่คุณธีซื้อให้ฉัน”
“แล้ววันนั้นจำได้มั้ยครับว่าใครขโมยรถคุณไปขับ”
“นายพีท...” เมสินีอึ้ง ช็อก
“ใช่ครับ คุณพีทเป็นต้นเหตุทำให้แม่น้ำมนต์ตาย”

ค่ำนั้น เอมี่นั่งดื่มเครื่องดื่ม อยู่มุมหนึ่งในผับ หน้าเครียด ถอนหายใจยาว สลับกับยกดื่ม แล้วอยู่ๆแมนสรวงโผล่เข้ามานั่งด้วยยิ้ม
“ไม่ต้องคิดจะเอารายการคืนผจญผีไปเสนอทีวีช่องไหนหรอกครับ”
“นายเกาลัด นายมาได้ไง แล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันคิดอะไรอยู่”
“เพราะว่าผมเป็น คนรู้ใจของคุณไงครับ”
“เด็กบ้า” เอมี่เขิน
“เชื่อผมเถอะครับว่าทุกรายการของบริษัทเอมี่จะต้องได้อยู่ที่สถานีพราวด์ดิจิตัลต่อไป เพราะอะไรทราบมั้ยครับ”
แมนสรวงยกแก้วรอขอชนแก้ว เอมี่หมั่นไส้แต่ก็ยกแก้วขึ้นมา แมนสรวงเลยคล้องแขนตัวเองเข้าไปในแขนเอมี่ทันที ทั้งสองใกล้ชิดกัน
“เพราะผีพีระคือลูกชายเจ้าของสถานี”
เอมี่ตาโต
“จริงด้วย ถ้าพีระฟื้น เขาก็ต้องช่วยน้ำมนต์และบริษัทฉันด้วย”
เอมี่ยิ้มดีใจ แมนสรวงยิ้มหวานหล่อเท่ให้ แล้วทั้งสองก็คล้องแขนดื่มกัน

แมนสรวงเดินเคียงข้างมาเรื่อยๆกับเอมี่ อารมณ์คู่รักเดินเล่น เอมี่กึ่มๆ
“ฮะๆ นี่ไอ้น้อง” เอมี่โยนกระเป๋าถือใส่ “เป็นแฟนก็ถือซะ แล้วก็มานี่ๆ”
เอมี่กวักมือเรียกให้เข้ามาข้างๆ แล้วคล้องแขน เอาหน้าซบบ่า
“เป็นแฟน ต้องให้ชะนีซบ...ขอบใจนะที่ทำให้ฉันหายเครียดซะที วู้ว ฮ่าๆ”
“ความสุขของเจ๊ก็คือความสุขของผมครับ”
เอมี่ชะงัก
“ถามจริง ที่มาจีบพี่เนี่ย จีบจริง หรือหน้ามืด”
“ก็รู้สึกถูกชะตา รู้สึกสบายใจ อยากคุยด้วย อยากเป็นกำลังใจให้”
เอมี่ประคองแก้มแมนสรวง
“ไอ้น้อง...อยากจูบพี่มั้ย”
“หา...” แมนสรวงตาลุก
“รุ่นนี้แล้ว กำลังใจไม่ต้อง...ขอจูบอย่างเดียว...มาๆ”
เอมี่ยื่นปาก แมนสรวงยันไว้ เอี้ยวหลบ เอมี่ผละออก
“ถ้าเธออยากแค่สนุกๆ ก็รีบสนุกให้เต็มที่ แล้วจะไปไหนก็ไป ฉันไม่ใช่เด็กแล้ว ฉันไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียวกับเด็กบ้า”
“พยายามจะไล่ผมออกไปจากชีวิตเหรอครับ งั้นผมไม่ไป ผมจะอยู่กับพี่”
“นี่...นายจะกวนประสาทฉันไปถึงเมื่อไหร่”
“ผมเหลือเวลาอีกแค่ 8 วัน แล้วผมจะไม่อยู่กวนเจ๊แล้ว ไม่ต้องห่วง”
“ทำไมต้อง 8 วัน...จะตายแล้วรึไง”
“คล้ายๆตายครับ แต่เป็นการไปเกิดใหม่”
“เกิดใหม่...เออ ดีนะ ได้เกิดใหม่แล้วก็ขอให้เป็นผู้เป็นคนหน่อยนะ จะได้ไม่เป็นภาระของสังคม”
“ครับ” แมนสรวงสลดลง
เอมี่เห็นเขาสลดไป ชักตงิดๆ
“เศร้าทำไม นายจะอยู่อีก 8 วันจริงๆเหรอ ไม่จริงหรอก อย่ามาอำ”
“ไปเดินเล่นกัน”
แมนสรวงดึงตัวไว้ แล้วจับแขนเธอมาคล้อง กดหัวให้ซบแขน เอมี่ทำจิ๊จ๊ะแต่ก็แอบชอบ
“อีก 8 วันนายจะตายเหรอ”
แมนสรวงไม่ตอบ สองคนเดินหวานๆกันไป

น้ำมนต์หยิบปฏิทินที่ขีดฆ่าและทำเครื่องหมายวันสุดท้ายเอาไว้คือครบเดือนหนึ่งคือวันเสาร์
“อีก 8 วัน ก็จะครบหนึ่งเดือนที่นายกลายเป็นวิญญาณบริสุทธิ์”
พีระหน้าเครียด
“วันเสาร์หน้า คือวันสุดท้ายของผม”
“วันสุดท้ายที่นายเป็นผี หลังจากนั้นนายจะได้กลับเข้าร่างและมีชีวิตตามปกติสุขอีกครั้ง”
“ไม่สวยคิดบวกไม่ได้ขนาดนี้นะเนี่ย”
“ไม่หล่อปากสุนัขไม่ได้ขนาดนี้เหมือนกันนะ”
สองคนขำๆกัน ก่อนที่พีระจะสลดลงไปก่อน
“น้ำมนต์ ถ้าเสาร์หน้าแล้วแต่ยังหาร่างผมไม่เจอ คุณจะคิดถึงผมมั้ย”
“อย่าพูดจาให้เป็นลาง”
“ก็อย่าคิดว่ามันเป็นลางสิ มันคือการเตรียมตัวให้พร้อมกับชีวิต ยิ่งรู้ว่าเวลาผมเหลือน้อยแค่ไหน ผมก็ยิ่งต้องใช้มันให้คุ้มค่า แค่ 8 วันเท่านั้น”
“งั้นเราอย่าเสียเวลา รีบไปถามลุงสนให้ได้ เผื่อเขาจะรู้ว่าร่างกายของนายอยู่ที่ไหน”
น้ำมนต์จะไป พีระจับไว้ ดึงมา
“ไม่ต้องรีบขนาดนั้น”
“ก็นายบอกเองว่าต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด”
“แล้วใครว่าตอนนี้ไม่คุ้มค่าล่ะ”
พีระมองหวานซึ้ง น้ำมนต์อึ้ง เขิน อยู่ใกล้กัน พีระจัดปอยผมให้ อ่อนโยน เอ็นดู ทะนุถนอม
“การได้อยู่กับคุณคือการใช้เวลาที่คุ้มค่าที่สุดนะ”

พีระหวาน มองตา น้ำมนต์อดที่จะใจหายไม่ได้ เดินแยกไป

น้ำมนต์เดินแยกมาแถวกระสอบทราย มาถึงก็เตะพลั่กๆ พีระโผล่มายืนมอง งงๆ
 
“ตะกี้ผมว่าคุณก็ทำหน้าซึ้งดีอยู่...ทำไมอยู่ดีๆกลายเป็นน้ำมนต์ ศิษย์บัวขาวไปซะได้”
น้ำมนต์หันมาพูด อย่างเน้นชัด
“ฉันจะไม่คิดถึงนาย”
พีระชะงัก
“หา...อะไรนะ”
“ฉันจะไม่คิดถึงนาย ถ้าเสาร์หน้านายยังกลับเข้าร่างไม่ได้ ฉันจะลืมนายทันที ถ้าอยากให้ฉันจำนายได้ต่อไป นายต้องกลับเข้าร่างให้ได้สถานเดียว เข้าใจมั้ย”
พีระซึ้งใจ แต่ก็อึดอัด เพราะเวลานี้ไม่มีวี่แววจะสำเร็จเลย อยู่ๆเขาก็เตะกระสอบทรายบ้าง
“ผมเข้าใจ แต่คุณเข้าใจมั้ยว่า...”
น้ำมนต์สวน ตัดบท
“ฉันไม่เข้าใจและฉันไม่อนุญาตให้นายเข้ามาทิ้งความทรงจำดีๆไว้กับฉัน แล้วก็หายตัวไปอย่างคนไม่รับผิดชอบ ฉันไม่อยากอยู่กับความทรงจำดีๆที่ไม่มีนาย”
พีระอึ้ง
“น้ำมนต์...”
“ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันรู้สึกอย่างนี้กับนายได้ยังไง ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ฉันก็รู้สึกไปแล้ว พีระ รับปากได้มั้ยว่าจะไม่หายไป นายจะฟื้น และกลับมาเป็นความทรงจำดีๆให้ฉันต่อไป”
พีระอ้ำอึ้ง อึกอัก เพราะรู้ดีแก่ใจว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้แม่น้ำมนต์ตาย สมควรต้องชดใช้
“รับปากสิ เป็นอะไร ทำไมถึงไม่รับปาก”
พีระหันหนี ไม่กล้าสู้หน้า น้ำมนต์ไล่ถามจี้
“พีระ นายเป็นอะไร”
พีระทนไม่ได้
“ผมไม่ใช่ความทรงจำดีๆของคุณ”
พีระเตะกระสอบทรายพลั่กๆ ร้องอ้าก ระบายเครียดออกมา
“อ้ากๆ”
พีระเตะจนเหนื่อย จึงหันมาหาน้ำมนต์
“ผมอยากฟื้น ผมอยากอยู่กับคุณ แต่ผมนี่แหละ ที่จะทำให้คุณเจ็บเจียนตาย”
พีระเดินหนี แต่น้ำมนต์ก้าวมาขวางหน้า หน้าคนทั้งสองผงะแทบชนกัน น้ำมนต์ขอร้อง อยากรู้ พีระกล้ำกลืน พูดไม่ออก แล้วก็เดินทะลุน้ำมนต์ผ่านไป น้ำมนต์อึ้ง งง เศร้า

พิมพ์ดาวโทรศัพท์หาอัฐชัย และบอกทันทีที่เขากดรับสาย
“ฮัลโหล หลับยังจ๊ะคนดีของดาว”
อัฐชัยในชุดนอนโงหัวขึ้นมาจากเตียง รับสายอย่างรำคาญๆ
“คนดีอะไร แกอย่ามาเรียกฉันอย่างนี้นะ ขนลุก”
“ไม่เรียกก็ได้ค่ะพ่อยอดขมองอิ่มของน้อง”
“คำนี้ก็ไม่ให้เรียก ไม่ต้องเรียกฉันว่าอะไรทั้งนั้น นอกจากอัฐชัย...และฉันไม่ใช่ของๆแก แล้วโทรมาทำไมดึกๆ ฉันจะนอน”
“จะโทรมาบอกให้แกมองดูพระจันทร์คืนนี้สิ”
“ทำไม มีอะไร”
“ถ้าแกมองพระจันทร์อยู่ ขอให้รู้ว่าฉันก็กำลังมองอยู่เหมือนกัน ถึงเราจะห่างกัน แต่เราก็มองจันทร์ดวงเดียวกัน...ถ้าคิดถึงฉัน ให้มองพระจันทร์นะ ฝันดีค่ะอปป้า มั๊วะ มั๊วะ”
อัฐชัยวางสายอึ้ง ช็อกที่เจอผู้หญิงจีบ เครียด ทิ้งตัวนอน ทึ้งผ้าห่ม ทึ้งหมอน
“มั๊วะบ้าไรเนี่ย ฉันทำเวรทำกรรมอะไรไว้เนี่ย”

พีระนอนเครียดอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน มองท้องฟ้า น้ำมนต์เดินออกมายืนข้างๆ
“ฉันนอนไม่หลับ เพราะฉันคิดถึงแต่คำพูดนาย ฉันไม่ได้จะมาบังคับให้นายพูดนะ ก็แค่อยากให้รู้ว่า สิ่งที่นายพูดหรือทำ มันมีผลกระทบต่อฉัน นายจะสงสารฉันหรือไม่ ก็ตามใจ”
น้ำมนต์ยืนรอดูว่าพีระจะว่ายังไง แต่เขายังนอนนิ่ง จมในความคิดของตัวเอง น้ำมนต์เข้าใจว่าเขาคงจะไม่พูด หันหลังจะเดินกลับ
“เมื่อห้าปีก่อน ผมกลับมาเมืองไทยครั้งนึง แค่ช่วงสั้นๆ แล้วผมก็ต้องรีบหนีกลับไป เพราะเกิดเรื่อง...”
อยู่ๆพีระก็พูดออกมา น้ำมนต์ชะงัก รอฟัง
“แล้วผมก็...ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมขอโทษ...”
แล้วอยู่ๆพีระนิ่งไป ไม่พูดอะไรออกมาอีก น้ำมนต์ยืนรอต่อ จนแปลกใจที่เขาเงียบไป
“ขอโทษ แล้วจะไม่อธิบายหน่อยเหรอว่าขอโทษเรื่องอะไร”
พีระนิ่งอยู่ ยกมือโบกไปมา น้ำมนต์เข้าใจว่าโบกไล่
“นายเป็นผีที่ใจร้ายมาก”
น้ำมนต์น้อยใจ เดินกลับเข้าไป แท้ที่จริงแมนสรวงมาปิดปากพีระเอาไว้ตั้งนานแล้ว ที่พีระโบกมือก็คือโบกไล่แมนสรวงนั่นเอง
“ถ้าอยู่ใกล้น้ำมนต์แล้วมันห้ามปากไม่ได้ งั้นก็ไปอยู่ไกลๆไป”

แมนสรวงสะบัด พีระกระเด็นออกไป

พีระกระเด็นออกมาที่ถนนหน้าบ้าน พอยันตัวยืนได้ ก็ถูกแมนสรวงกระชากคอเสื้อ
 
“ไอ้ผีเห็นแก่ตัว ไอ้ผีไม่มีจิตสาธารณะ ไอ้ผีเจ็นมี ไอ้ผีลิเบอรัล ไอ้ผีที่ไม่เคยคิดอะไรได้ไกลกว่าขนจั๊กกะแร้ตัวเอง”
พีระกระชากคอเสื้อคืน เหวี่ยงกลับมา
“ฉันเห็นแก่ตัวเหรอ ฉันจะสารภาพความจริงว่าฉันเป็นคนทำให้แม่น้ำมนต์ตาย...อย่างนี้เรียกเห็นแก่ตัวเหรอ ไอ้ยมทูตเผด็จการ”
“ยังเถียงอีก ไอ้ผีต่อมหมวกไตชำรุด นายก็แค่รู้สึกผิด รู้สึกอัดอั้น จนอยากจะพูดระบายมันออกไป อย่างนี้แหละที่เรียกเห็นแก่ตัว ถ้านายเห็นแก่น้ำมนต์จริงๆ นายต้องอดทน ต้องแบกรับความรู้สึกผิดนี้ไปคนเดียว ห้ามแชร์ ห้ามรีทวีตฟีลลิ่ง”
“แต่...แต่มันคือความจริง”
“แค่เสียแม่ไปจากอุบัติเหตุก็แย่พอแล้ว ยังจะต้องให้รับรู้อีกเหรอว่าต้นเหตุของ ดราม่ามาจากคุณผีที่รัก”
พีระเงียบ เถียงไม่ยอม ยอมจำนนต่อเหตุผลของแมนสรวง
“ถ้าความจริงมันเจ็บปวด นายยังจะยื่นมันให้กับคนที่นายรักอีกเหรอ”

พีระกลับเข้ามาในบ้าน พบว่าน้ำมนต์ยืนรออยู่แล้ว พีระงง
“ตอนนายจำไม่ได้ นายมาให้ฉันช่วย แต่พอนายจำได้ทุกอย่างแล้ว นายกลับปกปิดฉัน...ฉันซึ้งมาก ไม่เป็นไร ไม่เล่าก็ไม่ต้องเล่า ฉันคงมีประโยชน์แค่ช่วยให้นายฟื้นแค่นั้น”
“ไม่ใช่นะ...”
น้ำมนต์ตัดบท
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่เอาเรื่องนี้มาโกรธแค้น ยังไงพรุ่งนี้ฉันก็จะไปหาลุงสนกับนาย ฉันจะช่วยนายหาร่างจนเจอ แล้วจากนั้นก็ ขอให้นายมีความสุขกับชีวิตของนายแล้วกัน”
น้ำมนต์เดินแยกขึ้นห้องนอนไป พีระยืนเศร้า รู้สึกผิด

แมนสรวงเดินแยกออกมาบนถนน
“หวังว่าไอ้ผีเจ็นมีมันจะเข้าใจที่เราพูดนะ”
แล้วแมนสรวงก็ต้องชะงัก ที่เห็นเอมี่เดินมาคนเดียว แต่ไกล
“คุณเอมี่...”
เอมี่แต่งตัวสวยเปรี้ยวมาก แนวสวยสง่า เซ็กซี่ ใส่ส้นสูง ใส่เดรสสีสดโดดเด่น และเครื่องประดับ แบบสาวสังคมไฮโซมีระดับ ดูแตกต่างจากที่ผ่านๆมา เดินเข้ามาหาแมนสรวง
“คุณไปไหนมา ทำไมถึงแต่งตัว...สวย”
“ฉันรู้แล้วที่นายบอกว่ามีเวลาอีกแค่ 8 วัน เพราะต้องไปเกิดใหม่ มันคือเรื่องจริง...นายคือยมทูต”
แมนสรวงตกใจ
“เจ๊รู้ได้ยังไง”
เอมี่ยิ้ม แววตาลึกลับ และร้ายกาจ อ้าปากแยกเขี้ยวช้าๆ แล้วเสียงที่ออกมากลายเป็นเสียงแมวคำราม...เมี๊ยว แมนสรวงผงะ รู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เอมี่
“คุณไม่ใช่เอมี่ แต่เป็น...”
เอมี่กลายเป็นแมวดำ นั่งจ้องอยู่ แววตาโต ดุ แมนสรวงช็อก
“ท่านยมใหญ่”

แมนสรวงกระเด็นล้มกลิ้งไปกับพื้นถนน
“โอ๊ย”
ใบหน้าแมนสรวงปรากฏรอยข่วนหลายรอย รวมถึงเนื้อตัว และเสื้อผ้า
“ท่านยมใหญ่ ฟังผมก่อน คือ...”
“เป็นยมทูตแต่ริจะมีความรักกับมนุษย์ หน้าที่ของยมทูตผู้พิทักษ์วิญญาณบริสุทธิ์คืออะไร”
“ดูแลและชี้นำให้ดวงวิญญาณนั้นกลับเข้าร่างให้จงได้”
“มีตรงไหนระบุถึงคำว่า ความรัก”
“ไม่มี แต่ผม...”
แมวดำตัดบท
“ไม่ต้องอธิบาย เจ้าจะถูกลงโทษ ถูกลดทอนสิทธิและอำนาจ เจ้าจะไม่สามารถปรากฏกายให้ใครเห็นได้อีก...เมี๊ยว”
“หา...”
แมนสรวงช็อก

ทางเข้า มหาวิทยาลัยเช้าวันใหม่...อัฐชัยลงจากรถ อารมณ์ดี ฮัมเพลง กำลังจะเดินเข้าไป แต่อยู่ๆต้องชะงักหน้าเครียดทันที เพราะรู้สึกได้ว่ามีใครโดดมาขี่หลัง
“ยัยดาว”
พิมพ์ดาวขี่หลังอัฐชัยอยู่ แล้วยื่นดอกกุหลาบดอกหนึ่งมาตรงหน้า
“ดอกกุหลาบจ้ะ”
“แกเป็นบ้าอะไรกับหลัง ตอนเด็กมีปมด้อยหรือไง เอะอะขี่เอะอะขี่อยู่ได้ หลังจะหักแล้วเนี่ย”
“ก็รักอ่า...รักมากดั้วะ รู้ป่ะ” พิมพ์ดาวกอดซบที่คอ “หื้ม...วันนี้ตัวแกหอมอ่ะ” พิมพ์ดาวดมอีกๆ ซ้ายทีขวาที เปิดคอเสื้อดม
“เฮ้ย ยัยเพี้ยน ลงไปจากหลังฉัน คนมองหมดแล้ว”
ลูกโป่งเข้ามาเห็นพอดี ตะลึงๆ
“ยัยดาว...”
อัฐชัยรีบบอก
“ลูกโป่ง เอาเพื่อนเธอออกไปที”
“เขินเหรอ น่ารักอ่ะ น่ารักๆ” พิมพ์ดาวจับแก้มบี้ไปมา แล้วหันไปประกาศกับผู้คน “ฉันรักเขาค่ะ เอาใจช่วยให้ฉันเอาชนะใจเขาด้วยนะคะ เย้ๆ”
ผู้คนเฮ ร่วมยินดี อัฐชัยแบกพิมพ์ดาวเข้าไปทั้งอย่างนั้น ลูกโป่งอึ้ง
“แรง...เพื่อนฉันแรงขนาดนี้เลยเหรอ”

ในวัด...ลุงสนกรวดน้ำใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับธีระศิลป์ แล้วอยู่ดีๆมีรูปถ่ายของธีระศิลป์หล่นลงมาจากไหนไม่รู้ ลงมากับพื้นตรงหน้าพอดี

“เฮ้ย...ใคร...ใครอยู่แถวนี้”

ลุงสนตกใจ เงยหน้ามองไปรอบๆ หวาดกลัว พีระโผล่มาพูดใส่หู
 
“ลุงเป็นคนฆ่าพ่อผมใช่มั้ย”
ลุงสนหันขวับ ผวา รู้สึกเหมือนมีอะไรผ่านหูไป หันมองไปรอบๆ ผวาๆ แต่ไม่เห็นใคร รีบเดินหนี ที่มุมหนึ่ง น้ำมนต์แอบมองอยู่ รีบตาม

ลุงสนเดินหนีออกมาด้านนอกวัด น้ำมนต์เดินตามรักษาระยะ ลุงสนเลี้ยวไปทางด้านหนึ่ง น้ำมนต์รีบวิ่งตามไป แต่พอพ้นมุม น้ำมนต์ก็ต้องชะงัก เพราะลุงสนยืนอยู่กับชาวบ้านชายฉกรรจ์อีก 2 คน ท่าทางเอาเรื่อง
“แกตามฉันมาทำไม”
ชายชาวบ้านก้าวเข้าหา เหมือนจะทำร้าย น้ำมนต์ผงะ ซีด ก้าวถอยพยายามยิ้ม
“เอ่อ คือ อั้มเห็นลุงมีอาการแปลกๆ ขวัญผวาง่ายเหมือนถูกหลอกหลอนด้วยความรู้สึกผิดบาปในอดีต เลยเป็นห่วง”
“เมสินีส่งแกมาใช่มั้ย” ลุงสนตะคอก
“โอเคๆ บอกความจริงก็ได้...คือ อั้มเป็นคนเห็นผีค่ะ และอั้มเห็นวิญญาณผู้ชายคนนึงติดตามลุงอยู่ อั้มเลยพยายามจะช่วยลุงนะคะ”
“เหลวไหล”
“เขาชื่อ ธีระศิลป์”
ลุงสนได้ยินชื่อธีระศิลป์ผงะ ช็อก
“รู้จักคนชื่อนี้ใช่มั้ยคะ เขาบอกว่าลุงร่วมมือกับเมสินีฆ่าทั้งเขาและลูกชายคนเดียว คุณพีทหรือพีระ”
ลุงสนและชาวบ้านชายผงะที่น้ำมนต์รู้ทุกอย่าง
“เมสินีต่างหากที่ฆ่า ไม่ใช่ฉัน”
ลุงสนจะผวาเข้าทำร้ายน้ำมนต์ แต่กลับถูกอะไรบางอย่างกระชากตัวเหวี่ยงออกไป ลุงสนงง มองไปรอบๆว่าใครดึงตนเอาไว้ แต่มองไม่เห็น
“บอกแล้วไงคะว่ามีวิญญาณตามลุงอยู่จริงๆ”
พีระโกรธ
“ถ้าคุยดีๆไม่รู้เรื่อง มันก็ต้องใช้กำลัง”
พีระหยิบไม้ขึ้นมา ลุงสนและชาวบ้านชายสองคนเห็นไม้ลอยได้ ตกใจ

ลุงสนและชายชาวบ้านวิ่งหนีกลับเข้ามาในวัด พีระถือไม้วิ่งไล่เข้ามา หลวงพ่อเทียนเดินสวนออกมาจากโบสถ์ ออกมายืนด้านหน้า พวกลุงสนรีบไปหลบหลังหลวงพ่อ ขอร้องให้ช่วย พีระเจอหน้าหลวงพ่อ ก็เบรกเอี๊ยด น้ำมนต์ตามหลังเข้ามาถึง หลวงพ่อมองน้ำมนต์
“มีอะไรค่อยๆพูดกันเถอะโยม”

สำนักอาจารย์เทพ...คามินนั่งทรุดอยู่บาดแผลปรากฏหลงเหลืออยู่ อาจารย์เทพกับเกี๊ยงก้าวมายืนตรงหน้า
“น่าสมเพชจริงๆไอ้คามิน เสียแรงที่ฉันให้ค่าแกเอาไว้เยอะ แต่แกมันก็แค่วิญญาณนักเลงกระจอก ไร้ค่า ฉันจะยกแกให้เป็นหนูทดลองวิชาของไอ้เกี๊ยง”
เกี๊ยงก้าวเข้ามา
“วันนี้เกี๊ยงจะเทิร์นโปรเป็นหมอผีอาชีพให้ได้”
คามินหวาดๆ
“แกจะทำอะไร”
เกี๊ยงพนมมือท่องอาคม เกิดลมพัดมากมาย อาจารย์เทพแสยะยิ้ม
“ฉันเพิ่งจะสอนวิชาใหม่ให้มัน เรียกแบบเข้าใจง่ายๆได้ว่า อาคมโต๊ะจีนผี”
ปรากฏร่างวิญญาณผีมากมาย ยืนล้อมคามิน ทั้งหมดแยกเขี้ยว เกี๊ยงยิ้มเหี้ยม
“ถึงเวลาที่วิญญาณของแกจะเป็นอาหารให้วิญญาณอื่นๆบ้างแล้ว”
พวกวิญญาณเข้ารุมกัดกินดูดวิญญาณคามิน
“อ้าก”
แต่ปรากฏว่า อยู่ๆพวกวิญญาณผีที่รุมคามินกลับถูกคามินดูดวื่บหายไปหมด อาจารย์เทพกับเกี๊ยงผงะ คามินกลับมาหายเป็นปกติ ลุกยืนขึ้นมาได้
“ลูกศิษย์แกมันกระจอกเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ หึๆ”


ในห้องซ้อม มหาวิทยาลัย...ลูกโป่งกับเอมี่ดีใจ
“พ่อนายจะเป็นสปอนเซอร์”
อัฐชัยยิ้มรับ
“ใช่ พ่อฉันบอกว่าไม่ต้องไปง้อเมสินี พ่อจะรับผิดชอบให้ทุกบาททุกสตางค์ ขออย่างเดียว...พ่อขอเป็นพระเอก”
ทุกคนชะงัก
“หา...”
“ล้อเล่น...พ่อหมายถึงให้ลูกพ่อเป็นพระเอกก็พอ ส่วนรายการของพี่ พ่อผมก็ยินดีจะช่วยนะครับ แต่พี่ต้องเข้าไปคุยเอง”
เอมี่ดีใจ
“จริงเหรอ...พ่อเธอน่ารักอ่า”
พิมพ์ดาวยิ้มหวาน
“แล้วเรื่องของเราล่ะอัฐ”
อัฐชัยชะงัก
“เรื่องของเรา...พ่อบอกว่าถ้าแกยังไม่เลิกขี่หลังเป็นชะนีมีปัญหา พ่อจะยกเลิกสปอนเซอร์ทุกอย่าง”
เอมี่กับลูกโป่งตกใจ
“หา...ยัยดาว ลงมา”
เอมี่กับลูกโป่งช่วยกันดึงพิมพ์ดาวลงจากหลังอัฐชัย พิมพ์ดาวร้องโวยวายๆ แต่ในที่สุดก็หลุดออกมา พิมพ์ดาวมุ่งมั่น
“อย่าเผลอแล้วกัน”

เอมี่กับลูกโป่งแยกพิมพ์ดาวมาถาม
“ยัยดาว แกเป็นดาวมหาลัยนะ เอะอะขี่หลังผู้ชาย ไม่อายเหรอ” ลูกโปร่งเตือน
“ทำไมต้องอาย คนอย่างอัฐ มีผู้หญิงเข้าหาตลอด เขาเลยคิดว่าจะทำอะไรกับใครก็ได้ ฉันจะสอนให้เขารู้ว่าผู้ชายไม่ใช่ฝ่ายเลือกฝ่ายเดียว ผู้หญิงเราก็เลือกได้...และฉันเลือกที่จะล่าหัวใจอัฐชัย”
เอมี่เห็นดีด้วย
“พี่เห็นด้วย ผู้หญิงก็มีสิทธิที่จะแสดงความรู้สึกดีๆออกมา ผู้ชายมีสิทธิชอบขาวสวยหมวยอึ๋ม ผู้หญิงก็มีสิทธิชอบหล่อล่ำอ้ำอร่อยเหมือนกัน...ไปลุยเลยยัยดาว สู้ๆ”
พิมพ์ดาวเดินแยกออกไป
“ผู้หญิงจะครองโลก”
เอมี่หันไปแซวนักศึกษาหนุ่มที่เดินผ่านมามองๆ ทำท่าแม่เสือสาวใส่

“แง่ว”

คุณผีที่รัก ตอนที่ 12 (ต่อ)
 
คามินยืนประจันหน้า อาจารย์เทพขยับเตรียมพร้อมจัดการ
“อย่าลองดีไอ้คามิน ยังไงแกก็ไม่มีวันดิ้นหลุดจากอาคมที่ฉันสะกดวิญญาณแกเอาไว้ได้”
“ฉันรู้ ฉันไม่ได้คิดหนี แต่แกเห็นแล้วใช่มั้ย ว่าฉันแข็งแกร่งได้ด้วยการเสพพลังวิญญาณอื่น ถ้าแกอยากให้ฉันจับไอ้พีระมาให้แก ก็สังเวยวิญญาณให้ฉันซะ”
เกี๊ยงรีบแย้ง
“จารย์ อย่าไปเชื่อมัน มันจะหลอกจารย์ แล้วก็หักหลัง”
คามินจ้องเกี๊ยง
“จริงๆแล้ว ไอ้ลูกศิษย์กระจอกอย่างมัน ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย เอาพลังชีวิตมันมาให้ฉัน แล้วฉันจะเป็นมือขวาของแกเอง รับรองได้ว่าแกจะยิ่งใหญ่กว่านี้อีกมาก”
เกี๊ยงหน้าตื่น
“เฮ้ย...ไอ้คามิน แกจะให้จารย์เทพยกชีวิตฉันให้แกเหรอ”
ทันใด คามินพุ่งไปถึงตัวเกี๊ยงจับบีบคอ
“จารย์...ช่วยด้วย...เกี๊ยงเป็นหลานจารย์นะ”
อาจารย์เทพนิ่ง มองดูเกี๊ยงกับคามินอย่างเย็นชา


ในโบสถ์...หลวงพ่อเข้ามานั่งเป็นคนกลาง
“เด็กผู้หญิงคนนี้น่ะเหรอ มีเจตนาไม่ดี”
“หลวงพ่อต้องเข้าใจนะครับ คนบางคนก็ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ แม้จะต้องใช้เด็กทำงานก็ตาม” ลุงสนฟ้อง
น้ำมนต์เถียง
“แล้วคนที่ร่วมกันวางแผนฆาตกรรมเจ้านายตัวเอง คืออะไรคะ”
“ฉันไม่ได้ฆ่าคุณธี”
“งั้นลุงก็มีส่วนรู้เห็น ลุงถึงออกจากงาน ลุงเป็นพ่อบ้านอยู่ที่บ้านคุณธีระศิลป์ไม่ใช่เหรอคะ ทำไมต้องมาหลบๆซ่อนๆตัวอยู่ที่นี่ และมีเหตุอะไรที่ต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้คุณธีระศิลป์ทุกวัน”
“จะเหตุผลอะไรก็ไม่ใช่ธุระของเธอ”
“แล้วถ้าคุณพีทถามล่ะ จะใช่ธุระหรือเปล่า”
ลุงสนสวน
“ไหนล่ะคุณพีท”
“เขานั่งอยู่นั่น”
น้ำมนต์ชี้ไปอีกด้าน พีระนั่งอยู่ ลุงสนหันไปมอง แต่มองไม่เห็น
“ลุงๆ”
ชายชาวบ้านสะกิดเรียกให้ลุงสนมองไปอีกด้าน ที่เป็นกระจกเงาที่สะท้อนเงาเห็นเป็นร่างพีระนั่งอยู่ตรงนั้นจริงๆ ลุงสนผงะ มองเงาในกระจกเทียบกับตำแหน่งจริง
“คุณพีท...คุณพีทจริงๆเหรอ คุณพีท”
ลุงสนอึ้ง แววตาสั่น ไม่อยากเชื่อ แต่ก็ดีใจที่ได้เห็น


เกี๊ยงถูกคามินบีบคออยู่ กำลังดิ้นพล่าน หายใจไม่ออกแต่แล้วอาจารย์เทพก็ร้องห้าม
“พอได้แล้วคามิน”
แต่คามินยังไม่หยุดมือ อาจารย์เทพจึงต้องคำรามอีกครั้งพร้อมชี้ธงมา
“ฉันบอกให้พอ”
คามินกระเด็นออกจากเกี๊ยงทันที...เปรี้ยง
“ถ้าแกต้องการเสพพลังวิญญาณ ฉันมีให้แกเพียบ แต่อย่าแตะต้องหลานชายฉัน และนี่จะเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าแกยังจับไอ้พีระมาให้ฉันไม่ได้ ฉันจะไม่เอาแกไว้แน่”
อาจารย์เทพหันมาหาเกี๊ยงที่ทรุดอยู่แถวนั้น
“แกก็เหมือนกัน อยู่กับฉันมาเป็นสิบปี อาคมง่ายๆแกยังท่องผิดท่องถูก ถ้าแกไม่ขยันกว่านี้ สักวันฉันจะเอาแกให้ผีกิน”
อาจารย์เทพออกไป เหลือเกี๊ยงที่ยังทรุดอยู่ จ้องกันกับคามิน เกี๊ยงแค้นมาก
“สักวัน ฉันจะเอาคืนแกให้หนักเลย”
คามินจ้องไม่กลัว
“หึ ไอ้กาจั๊วะ”
“แกเรียกใคร”
“เรียกแกนั่นแหละ ไอ้กาจั๊วะ”

เกี๊ยงแค้นมาก

ลุงสนยังคงมองเงาพีระ ไม่อยากเชื่อ น้ำตาดีใจไหล หลวงพ่อพูดขึ้น
 
“พวกโยมเอาความจริงมาคุยกันเถอะ ความจริงเท่านั้นที่จะช่วยพวกโยมทุกคนได้”
“วิญญาณคุณพีทของลุง เขาอยู่ที่นี่ กำลังรอฟังความจริงจากลุงอยู่นะคะ”
พีระรีบถาม
“ลุงฆ่าพ่อผม แล้วก็ฆ่าผมด้วยใช่มั้ย”
ลุงสนเสียงสั่น
“ฉัน...ฉันเป็นพ่อบ้านของคุณธีระศิลป์จริง แต่ฉันไม่ได้ฆ่าคุณธีระศิลป์ คนที่ทำคือเมสินีกับชู้ของมัน”
พีระกับน้ำมนต์อึ้ง
“เมสินี”
“เมสินีกับนายยุทธวางแผนฆ่าคุณธีระศิลป์

ในอดีต...ลุงสนเดินเข้ามาในบ้าน เอาจดหมายเข้ามาส่ง แต่ต้องชะงัก เพราะได้ยินเมสินีคุยโทรศัพท์อยู่
“มันออกจากบ้านแล้ว...ใช่ ขับไปคนเดียว...เธอต้องทำให้สำเร็จ...ถ้าคุณธีตาย ทุกอย่างจะเป็นของเราสองคน”
ลุงสนอึ้ง

ลุงเดินออกมาด้านนอกบ้าน รีบกดโทรศัพท์ รอสาย
“รับสิครับคุณธี”
แต่ยังไม่ทันมีคนรับ เมสินีเดินออกมา
“ลุงสน โทรหาใคร”
ลุงสนหันกลับมา เงอะงะ ทำตัวไม่ถูก
“ฉันถามว่าโทรหาใคร เอาโทรศัพท์มา”
“เปล่าครับ”
ลุงสนตัดสินใจวางสาย แล้วเดินหนีไป เมสินีสงสัย หงุดหงิด

ทีวีในห้องรับแขกเป็นภาพข่าวรถของธีระศิลป์ชนอัดก๊อปปี้ ผู้ประกาศกำลังรายงาน
“เมื่อคืนนี้ เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งพุ่งชนท้ายรถสิบล้อที่จอดเสียอยู่ข้างทาง เป็นเหตุให้ผู้ขับขี่เสียชีวิตคาที่ ทราบชื่อภายหลังว่าคือคุณธีระศิลป์ ภาคภูมิใจบรรหาร ผู้บริหารใหญ่ของสถานีพราวด์ดิจิตัล”
ลุงสนยืนดูข่าวอยู่ ช็อกสุดขีด หันกลับมาอีกด้าน พบว่าเมสินีกำลังจิบชายืนดูข่าวนั้นอย่างกระหยิ่ม ยิ้มที่เป็นไปตามแผน ลุงสนจ้องเมสินีเพราะรู้ดีว่าเป็นฝีมือของเธอ

เมสินีเดินเข้ามาทำงานในสถานี พวกพนักงานยืนต้อนรับเป็นแถว ปรบมือยินดีกับตำแหน่งผู้บริหารคนใหม่ เมสินีซาบซึ้ง ปาดน้ำตา
“ขอบใจทุกคนมากนะ ฉันสัญญาว่าจะดูแลสถานีพราวด์ดิจิตัลให้ดีไม่แพ้คุณธีระศิลป์เลย”
ยุทธเดินออกมายื่นช่อดอกไม้
“คุณทำได้แน่นอนครับ”
“ขอบใจจ้ะ...ขอบใจทุกคนด้วยนะ”
มุมหนึ่งด้านนอก ลุงสนยืนมองอยู่ด้วยความคับแค้น

สนามบิน...ลุงสนจอดรถรออยู่ พีระในชุดสูทที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกเปิดประตูขึ้นมานั่งในรถ พีระหน้าเคียดแค้นเมสินีที่วางแผนฆ่าพ่อ
“เมสินีทำอะไรกับพ่อ ลุงเล่ามาให้หมด”

ปัจจุบัน...พีระมีอาการปวดศีรษะรุนแรง
“โอ๊ย...ผมจำได้ ผมจำวันนั้นได้”
น้ำมนต์รีบถาม
“นายจำได้แล้วเหรอพีระ นายจำอะไรได้”

ห้องทำงานธีระศิลป์ในอดีต...พีระเข้ามาในห้องทำงานมองไปรอบห้อง ไม่มีใคร มองไปที่ผนังกรอบรูปประธานของห้องเป็นรูปเมสินีแล้ว พีระอึ้ง แล้วเสียงเมสินีก็ดังเข้ามา
“นายพีท...”
พีระหันกลับมา เจอเมสินีเพิ่งเดินเข้ามา ต่างคนต่างตะลึง
“แกฆ่าพ่อฉัน”
เมสินีตกใจ แฟ้มเอกสารในมือร่วง
“คุณ...คุณพูดเรื่องอะไร”
“ไม่รู้เรื่องเหรอ งั้นฉันจะทำให้แกรู้เอง”
พีระคว้าโคมไฟจะเงื้อไล่ฟาด เมสินีวิ่งหลบ
“อย่านะ ช่วยด้ว...”
พีระเขวี้ยงโคมไฟทิ้ง แล้วพุ่งผวาเข้าปิดปากเมสินีจับกดกับผนังเอาไว้
“แกอย่าหวังว่าจะได้สมบัติของพ่อ ฉันจะไม่ให้แกได้ไปสักบาทเดียว แล้วฉันจะเอาแกเข้าคุกข้อหาฆาตกรรมพ่อฉันด้วย”
พีระแค้นเมสินี เลยระบายความแค้นด้วยการชกเข้าไปที่ผนังตรงนั้น...ปัง
“ระวังตัวไว้”
พีระแววตาอาฆาต ชี้หน้าเมสินี เป็นเชิงว่าให้ระวังตัวไว้นะมึง แล้วหันจะเดินออกไป แต่เมสินีก็ไม่ยอมให้พีระจากไปง่ายๆ
“แกอยากจะได้เงินของพ่อที่ไม่ได้รักแกเลยงั้นเหรอ แกรู้หรือเปล่าว่าพ่อแกคิดกับแกยังไง เขาเกลียดแก เขาไม่ได้อยากให้แกเกิดแต่แรกอยู่แล้ว แต่แกคือความผิดพลาด เป็นภาระ เป็นตัวปัญหา เขาถึงได้ส่งแกไปเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ห้ามไม่ให้แกกลับมา เพราะเขาอยากจะตัดแกออกไปจากชีวิต ไม่เคยสงสัยเหรอว่าทำไมพ่อแกส่งให้แต่เงิน แต่ไม่เคยส่งข่าวอื่นๆเลย อย่างเรื่องที่เขาแต่งงานใหม่กับฉัน ก่อนพ่อแกจะตาย เขายังสั่งว่าห้ามบอกแกเลย”
“ไม่จริง”
เมสินียิ้มร้าย พีระอึ้ง สับสน ไม่อยากเชื่อ...พีระออกมาจากห้องทำงาน เครียด สับสน

พีระเดินนำลุงสนเข้ามาในบ้าน พุ่งเข้าไป เห็นรูปธีระศิลป์ที่ถ่ายคู่กันกับเมสินีแขวนไว้
“แล้วรูปแม่ไปไหน ผมถามว่ารูปแม่ไปไหน”
“คุณเมสินีเป็นคนสั่งให้เปลี่ยนครับ ตั้งแต่คุณธีแต่งงานใหม่กับเธอ”
พีระจ้องที่รูปอย่างแค้นมาก
“พ่อรักมันมากใช่มั้ย”
“รักมาก จนถูกความรักบังตา ดูไม่ออกเลยว่าถูกคุณเมสินีสวมเขาให้”
พีระชะงัก

“อะไรนะ”

ค่ำนั้น รถของเมสินีแล่นมา ยุทธเปิดประตูรถ และประคองพาเข้ามาในบ้าน หัวเราะต่อกระซิกกัน ยุทธโอบเอวเมสินีอย่างไม่กลัวว่าใครจะมอง พีระยืนมองอยู่ ที่ระเบียงห้องนอนกำหมัดแน่น...
 
พีระเปิดประตูออกมาจากห้องนอนตัวเอง เห็นยุทธอุ้มเมสินีเข้าไปในห้องนอนใหญ่พอดี เขาแค้นมากเดินไปที่หน้าห้องนอนใหญ่ ยืนจ้อง รอเวลา ได้ยินเสียงคิกคัก หัวเราะต่อกระซิกดังมาจากในห้องนอนตลอด ยิ่งได้ยินเสียงเขาก็ยิ่งแค้นเพราะนี่คือห้องนอนพ่อและแม่ของเขา
พีระก้าวเข้ามาในห้องนอน ไปหยุดหน้าเตียง แล้วสองคนนั้นก็โผล่หัวมาจากใต้ผ้าห่ม คนแรกคือเมสินี อีกคนคือยุทธ-แล้วอยู่ๆพีระก็เดินพุ่งเข้ามา กระชากยุทธขึ้นมา ชกเปรี้ยง เมสินีกรีดร้องโวยวาย ทั้งสองคนไล่ชกกันออกไปนอกห้อง พีระชกยุทธจนกระเด็นคว่ำไป แล้วกระโดดตามมาคร่อมชกและบีบคอจะเอาให้ตาย

“แกตาย”
แต่แล้วเมสินีก็เอาแจกันที่วางแถวนั้นมาฟาดหัวพีระ
“ปล่อยนายยุทธ”
เมสินีฟาดเต็มๆ...เพล้ง พีระล้มคว่ำไป ยุทธกลายเป็นฝ่ายขึ้นมาบีบคอพีระบ้าง แต่แล้วพีระก็ผลักยุทธออก จนกระเด็นไป
“มึง...วันนี้มึงตายแน่”
ยุทธวิ่งไปที่ลิ้นชัก หยิบปืนออกมา เมสินีรีบผวาห้าม
“อย่า...อย่าหาเรื่องใส่ตัว”
เมสินีรั้งยุทธเอาไว้ พีระวิ่งหนีออกไป ยุทธผลักเมสินีออก แล้วไล่ตาม

พีระวิ่งออกมานอกตัวบ้าน ลุงสนถือเสียมอยู่ในมือแล้วทำท่าตวาด
“ไอ้คนเลว วันนี้ฉันจะเอาเลือดหัวแกออกเอง”
พีระที่ยืนอยู่ ผงะที่เจอลุงสน ได้แต่ยืนมองลุงสนตะลึง ทันใด ลุงสนเงื้อเสียมพุ่งเข้าใส่
“แกต้องตาย”
พีระช็อก ปรากฏว่าลุงสนพุ่งเข้าไปขวางยุทธกับเมสินีที่ตามมา ปกป้องพีระเอาไว้ ยุทธเล็งปืนมา เมสินีตามมาห้าม
“อย่านะยุทธ อย่าหาเรื่องลำบาก”
ยุทธแค้น แต่ต้องยอมตามเมสินี ลุงสนยืนปกป้องพีระเอาไว้

ลุงสนทำแผลให้พีระเสร็จ
“ผมเคยบอกพ่อแล้วนะลุง แต่พ่อไม่เคยเชื่อผม พ่อเห็นเมสินีมันแสนดียิ่งกว่านางฟ้า ส่วนผมเป็นแค่ไอ้เด็กสันดานเสีย แล้วเป็นไง ทีนี้พ่อรู้ยัง รู้ยังว่าผมพูดถูกทุกอย่าง”
“อย่าไปโกรธคุณพ่อเลย เพราะความจริงแล้ว ท่านรักคุณมากนะครับ”
“รักเหรอลุง ส่งผมไปต่างประเทศตั้งแต่เด็ก แล้วตัวเองก็แต่งงานใหม่ มีชีวิตใหม่ที่ไม่มีผม อย่างนี้เรียกรักเหรอ”
“คุณธีอยากรับคุณกลับมาอยู่ด้วยนะครับ แต่...คุณเมสินีห้ามไว้”
“อะไรนะ”
“ลุงได้ยินกับหู วันที่คุณพีทเรียนจบ คุณธีวางแผนจะให้คุณกลับมาอยู่บ้าน แต่คุณเมสินีเอาคดีความของคุณมาอ้าง เธอกลัวจะถูกขุดคุ้ยประวัติจนทำให้สถานีพราวด์เสียหาย และเธอก็กลัวคุณจะทำร้ายด้วย คุณเมสินีเลยยืนยันจะไม่อยู่ร่วมบ้านกับคุณเด็ดขาด”
“แล้วพ่อก็ยอมมัน”
“ท่านยอมเพราะต้องพึ่งความสามารถคุณเมในการบริหารสถานี แต่ก็ยอมแค่ตอนนั้น คุณธีไม่ได้ล้มเลิกความคิดจะให้คุณกลับมาอยู่ด้วย ท่านคิดเรื่องคุณตลอดเวลานะครับ”
พีระอึ้ง ไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อห่วงใยตนเช่นกัน
“พ่อ...เพราะเมสินีคนเดียว”
ทันใด เมสินีเปิดประตูเข้ามา เดินมาเผชิญหน้า
“เธอไม่มีสิทธิอยู่ที่บ้านหลังนี้”
พีระลุกยืน เผชิญหน้าตอบ
“บ้านหลังนี้อนุญาตให้แต่คนเลวอยู่เหรอ”
เมสินีจ้องดุเดือด อาฆาต

เมสินีเดินลับๆล่อๆออกมาจากตัวบ้าน โทรศัพท์ไปด้วย จะออกไปด้านนอก พีระเปลี่ยนชุดมายืนที่ระเบียงมองอยู่ สงสัยว่าเมสินีจะทำอะไร จะไปไหน พีระตามออกมาด้านล่าง พอทันเห็นเมสินีขึ้นรถของตัวเอง แล้วขับออกไป พีระเห็นรถคันเก่าจอดทิ้งไว้อยู่ รีบไปหยิบกุญแจที่แขวนไว้ข้างประตูโรงรถ แล้วขึ้นขับตาม ลุงสนตามออกมาเห็นพอดี แต่ห้ามไม่ทัน
“จะไปไหนครับคุณพีท”

พีระขับรถตามหลังเมสินีมา พยายามขับตามให้ทัน
“แกจะแอบไปเจอใคร ฉันจะแฉแกให้ทุกคนรู้”
เมสินีขับรถอยู่ มองกระจกมองหลัง เห็นว่ามีรถตามมาห่าง กระหยิ่มในใจ
“คิดจะตามฉันเหรอนายพีท”
เมสินีขับรถออกไปถนนนอกเมือง รถที่วิ่งละแวกนั้นเริ่มน้อยลง พีระขับตามไปตลอด ทันใดนั้นมีมอเตอร์ไซค์แล่นตัดมาจากถนนอีกด้าน มาปาดตรงหน้า พร้อมถือปืนขู่ พีระตกใจ หักหลบ รถแฉลบ
“เฮ้ย”
รถพีระพุ่งหนีไปอีกทาง มอเตอร์ไซค์ของยุทธไล่ตาม...เมสินีจอดรถข้างทางตรงนั้น ยิ้มกระหยิ่ม
“ฉันจะไม่ให้แกอยู่เป็นก้างขวางคอฉันแน่นายพีท”
พีระเงยหน้ามา รีบตัดสินใจขับรถหนี
“เมสินีมันหลอกเรา ไอ้เลวเอ๊ย”
รถเก๋งแล่นหนีมา โดยมีมอเตอร์ไซค์ตามไล่หลังมาติดๆ

อีกด้านของถนนนอกเมือง กลางดึก ถนนเงียบสงัด รถเก๋งของพีระแล่นฝ่าความมืดเข้ามา ตามด้วยมอเตอ์ไซค์ของยุทธที่พุ่งตามมาติดๆ ยุทธยกปืนขึ้นยิง...เปรี้ยง กระสุนโดนเข้ากับโครงของตัวรถ พีระตกใจ ก้มหัวหลบ แต่ยังขับรถต่อไป ยุทธขี่รถขึ้นมาตีขนาบ พีระเร่งเครื่องหนี แต่อยู่ๆที่ปลายทาง มีมอเตอร์ไซค์อีกคัน จอดรออยู่ก่อนแล้ว สมุนยุทธยกปืนเล็ง พีระตกใจ หักหลบ สมุนยุทธยิง...เปรี้ยง พีระควบคุมรถไม่ได้ รถไถลพุ่งตกน้ำไป...ตู้ม มอเตอร์ไซค์ยุทธกับสมุนตามมาจอดดูริมบึงน้ำ เห็นรถจมลงไปช้าๆ ยุทธยิงซ้ำลงไปในน้ำอีก เปรี้ยง...เปรี้ยง
“แกต้องตาย”
แต่อยู่ๆมีชาวบ้านผูกเรืออยู่แถวนั้น ได้ยินเสียง
“เฮ้ยๆ มีคนขับรถตกน้ำ”
ยุทธได้ยินเสียงชาวบ้าน กลัวจะซวย รีบขึ้นรถ ขี่แยกย้ายหนีไปหมด

ปัจจุบัน...พีระหายปวดหัว
“ฉันควบคุมรถไม่ได้ รถตกน้ำ แล้วฉันก็จำอะไรไม่ได้...รู้ตัวอีกทีก็ ไปตื่นอยู่ที่สุสานรถแล้ว”
น้ำมนต์หันมาบอกลุงสน
“พีระจำได้ถึงแค่รถตกน้ำแค่นั้นค่ะ”
ลุงสนพูดขึ้น

“ลุงเป็นคนลงไปช่วยคุณพีทจากในน้ำเอง”

ในอดีต...ยุทธขี่มอเตอร์ไซค์หนีออกไป สวนกับลุงสนที่ขับรถตามเข้ามา ลุงสนรีบจอดรถ รีบลงมา
 
“คุณพีท”
ลุงสนรีบวิ่งไปที่บึง เห็นรถเก๋งจมอยู่ ลุงสนรีบลุยลงไปในน้ำ เพื่อจะช่วยพีระอย่างไม่คิดชีวิต
“คุณพีท...คุณพีท”

ปัจจุบัน...ลุงสนพูดต่อ สีหน้าสลด เสียใจที่ช่วยพีระไม่ทันกาล
“ลุงมาช้าไป ตอนที่ลุงเจอร่างคุณพีท...คุณพีทก็...ไม่รู้สึกตัวแล้ว”
พีระถอนใจ
“วิญญาณผมคงหลุดออกจากร่างไปแล้วก่อนที่ลุงสนจะมา ผมถึงได้สถิตอยู่ในรถคันนั้น ไปรู้สึกตัวอีกทีที่สุสานรถ”
น้ำมนต์ขัดขึ้น
“เดี๋ยวก่อน...ถ้าลุงเจอร่างคุณพีท แล้วตอนนี้ร่างเขาอยู่ที่ไหนคะ”
ลุงสนไม่เข้าใจ
“ถามทำไม”
หลวงพ่อหันมาถามลุงสน
“ใช่ศพไร้ญาติที่โยมสนฝากมาฌาปนกิจตอนนั้นหรือเปล่า”
พีระกับน้ำมนต์ตะลึง
“ฌาปนกิจไปแล้ว”
พีระกับน้ำมนต์ช็อก

พีระเดินแยกออกมา ท่าทางหงุดหงิดหัวเสียมาก พีระจำอดีตตัวเองได้แล้ว และมีนิสัยก้าวร้าวขึ้น เพราะตอนมีชีวิตอยู่พีระเป็นเด็กสปอยล์ นิสัยเสีย น้ำมนต์เดินตามออกมา พีระกราดเกรี้ยว
“ไอ้บ้าเอ๊ย...เขาเผาร่างของผมไปได้ยังไง อย่างนี้เท่ากับผมไม่มีร่างให้กลับไปแล้ว ผมก็เป็นผีโดยสมบูรณ์แล้วสิ”
น้ำมนต์ปลอบ
“พีระ ใจเย็นก่อน”
พีระหันมาตะคอก
“คุณไม่ได้เป็นผมคุณก็พูดได้สิ”
น้ำมนต์ผงะที่เจอพีระตะคอก สักพัก พีระก็รู้สึกตัว
“ผม...ขอโทษ...ผมไม่ได้ตั้งใจ ผม...ผมควบคุมตัวเองไม่ได้...ผมจำเรื่องราวของตัวเองตอนมีชีวิตได้หมดแล้ว และนี่...นี่คือตัวตนจริงๆของผม...ผมเป็นคนอย่างนี้ ผมไม่ใช่คนอ่อนโยน ไม่ใช่อย่างที่คุณคิด”
“ตอนนั้นส่วนตอนนั้น ตอนนี้ส่วนตอนนี้ นายก็เป็นนายอย่างที่ฉันรู้จักนี่แหละ”
“ผมไม่มีร่างให้กลับแล้ว ผมจะทำยังไง”
“ถ้าลุงสนเผาร่างนายไปแล้ว ทำไมยมทูตแมนสรวงถึงบอกว่านายจะกลับเข้าร่างได้ล่ะ”
ลุงสนตามเข้ามา
“ลุงยังไม่ได้เผาคุณพีท”
พีระกับน้ำมนต์ตาลุก
“หา...”
“ศพไร้ญาติที่เอามาฝากฌาปนกิจน่ะมันเป็นศพคนอื่น ไม่ใช่คุณพีท...คิดเองเออเองไม่ถงไม่ถามลุงสักคำ”
น้ำมนต์ดีใจ
“งั้นแสดงว่าร่างของพีระยังอยู่”
“ใช่ ยังอยู่”
“ยังอยู่...ไชโย”
พีระกับน้ำมนต์ดีใจสุดตัว กระโดดกอดกัน ครึกครื้นขึ้นมาทันที ร้องเพลงและเต้น
“ผมรักเมืองไทย...”

เมสินีกำลังนั่งเตียงริมสระน้ำ จิบเครื่องดื่ม ราวกับมาตากอากาศ สีหน้ามีความสุขอยู่คนเดียว พลางหัวเราะไปมา
“หึๆ”
ยุทธยิ้มไปด้วย
“ผมชอบจังที่ได้เห็นคุณเมฟินกับการใช้ความคิดอย่างนี้...แบ่งปันให้ผมฟินบ้างได้มั้ยครับ”
“ฉันกำลังคิดว่าจะบอกให้น้ำมนต์รู้ยังไงดีว่านายพีทคือคนทำให้แม่ของนางตาย...ฟินยัง”
“เกือบล่ะครับ”
“และฉันก็คิดวิธีที่สนุกสะใจออกแล้ว”
“อ้า ฟินแล้วครับ”
“แค่เกริ่นก็ฟินแล้ว ถ้าได้ทำเมื่อไหร่ รับรองว่าเทสโทสเตอโรน ฮอร์โมนส์เพศชายของเธอจะสูบฉีดแน่”
สองคนหัวเราะกัน มือถือของยุทธดังขึ้นก่อน ขัดจังหวะ ยุทธเห็นเบอร์แล้วรีบรับสายสักครู่เขาก็วางสาย หน้าเครียด
“คนของผมที่ให้ตามน้ำมนต์ไว้ โทรมาบอกว่า พวกมันเจอตัวลุงสนแล้วครับ”
เมสินีหน้าตื่น
“หา...เจอลุงสนแล้วเหรอ”
“ไอ้ลุงสนมันต้องรู้แน่ว่าร่างนายพีทอยู่ที่ไหน...แล้วถ้ามันพาน้ำมนต์กับคุณพีทไปเจอร่างล่ะก็ ฟินไม่ออกแน่ครับ”
“ไปจัดการมันเดี๋ยวนี้...ไป”

เมสินีช็อก แค้น

คุณผีที่รัก ตอนที่ 12 (ต่อ)

น้ำมนต์กับพีระกราบหลวงพ่อเทียน
 
“หนูกราบลาหลวงพ่อนะคะ หนูขอบพระคุณหลวงพ่อสำหรับความช่วยเหลือทุกอย่าง และ...สร้อยตะกรุดนี่ด้วย ถึงจะยังไม่รู้ว่าหลวงพ่อให้เพราะอะไร แต่สักวันหนูจะรู้ใช่มั้ยคะ”
“จำคำหลวงพ่อไว้ให้ดีนะโยม...อย่าจมอยู่กับอดีต และอย่ากังวลถึงแต่อนาคต ปัจจุบันเท่านั้นคือเวลาที่เราจะสร้างสิ่งดีงามและความสุขได้”
พีระเสริมเหมือนเด็กตอบคำถามครู
“เปิดใจให้กับปัจจุบันขณะเท่านั้น แล้วสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆจะปรากฏแก่โยม...ผมจำได้เป๊ะใช่มั้ยล่ะครับ”
หลวงพ่อเทียนพยักหน้า ได้ยินสิ่งที่พีระพูด
“หลวงพ่อผงกหน้า...นี่หลวงพ่อเห็นและได้ยินผมใช่มั้ยครับ”
“ลุงสนมาแล้ว โยมไปเถอะ” หลวงพ่อตัดบท
“หนูกราบลานะคะ ถ้าพีระกลับเข้าร่างได้เมื่อไหร่ หนูจะพาเขามากราบหลวงพ่ออีกทีนะคะ”
หลวงพ่อหันเดินกลับไป แต่อยู่ๆพีระร้องทักหลวงพ่อไว้
“หลวงพ่ออย่าเหยียบหอย”
หลวงพ่อยกเท้าชะงักค้างเอาไว้ แบบว่าได้ยินที่พีระพูด พีระดีใจ
“นั่นไง หลวงพ่อได้ยินผมจริงๆ หลวงพ่อเห็นผม แต่แอ๊บมาตลอด”
หลวงพ่อสงบจิต ไม่อยากอวดอุตริ เดินต่อไป พีระดีใจ เฮฮา จนน้ำมนต์ต้องตีเพี๊ยะ
“ไปได้แล้ว”

ทีมละครเวทีจัดซ้อมแต่งตัว ทีมเสื้อผ้าลองแต่งชุดให้นักแสดง อันประกอบด้วย บทคุณหญิง บทคุณหลวงและทาส ลูกโป่งเดินเข้ามาหาพิมพ์ดาวที่อยู่ในชุดนางทาสเยื้อน
“ใส่พอดีมั้ยดาว”
“ก็ดี แต่ไม่ชินเลยอ่ะแก มันหวิวๆเหมือนจะหลุดตลอดเวลาเลย”
“แต่แกใส่ซับพอร์ตข้างในกันโป๊มาแล้วใช่มั้ย วันนี้แกต้องไปสัมภาษณ์รายการวัยใสวัยศิลป์ที่สถานีพราวด์ด้วยนะ เกิดไปผ้าหลุดออกอากาศ แกได้ดังแน่”
อยู่ๆอัฐชัยเดินเข้ามา ส่งเสียงหัวเราะ
“ผ้าหลุดก็เห็นแต่ฝาบ้าน”
พิมพ์ดาวโดนหลบหลู่ หันมาท้าทาย
“อยากเห็นฝาบ้านฉันมั้ยล่ะ”
“แกกล้าเหรอ คนเยอะแยะขนาดนี้...เอาสิ ถ้าแกกล้าถอดผ้าออกในที่สาธารณะ ฉันก็กล้าดู กล้ามั้ยล่ะ ไม่กล้าล่ะสิ โห่ย”
พวกนักแสดงในห้องพากันโห่ยด้วย เชียร์กันมันส์
“ถ้าฉันกล้า แกจะมาเป็นแฟนฉันมั้ยล่ะ”
ลูกโป่งยุส่ง
“เออ กล้าป่ะล่ะ ไม่กล้าเหรอ โห่ย”
“เอาสิ คิดว่ากลัวเหรอ พวกเราๆ มารุมดูของแปลกกันเร็วๆ”
ทุกคนมารุมข้างอัฐชัยรอดู
“เอ้า จ้ำบ๊ะโชว์เริ่มได้ยัง”
ลูกโป่งชักหวั่นใจแทนเพื่อน แต่พิมพ์ดาวเอาจริง ลูกโป่งกระซิบถาม
“แก เอาจริงเหรอ”
“คิดว่าจะท้าทายคนอย่างพิมพ์ดาวได้เหรอ”
พิมพ์ดาวปลดผ้าพันหน้าอกออก ผ้าร่วงไปกองกับพื้น อัฐชัยและคนอื่นๆมองหน้าอกพิมพ์ดาว แล้วตาโต ตะลึง

ลุงสนเดินนำน้ำมนต์กับพีระมารอที่ริมทาง
“มันอาจจะฟังดูแปลกนะคะ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ วิญญาณคุณหนูของลุง หลุดออกจากร่างชั่วคราว เขามีเวลา 30 วันเพื่อจะกลับเข้าร่าง หนูถึงต้องมาช่วยตามหาร่างของเขาไงคะ แล้วก็โชคดีมากที่ทันเวลาพอดี”
“ลุงคิดไม่ผิดจริงๆว่าคุณจะต้องกลับมา ลุงดูแลร่างคุณเอาไว้ก็เพื่อวันนี้ รอเดี๋ยวนะครับ ลุงให้ไอ้ศรไปเอารถมาแล้ว ลุงจะรีบพาไปให้เร็วที่สุดเลย”
น้ำมนต์กับพีระรับคำพร้อมกัน
“ค่ะ / ครับ”
ลุงสนตื่นเต้นมาก พีระกับน้ำมนต์ยิ้มให้กัน
“ดีใจด้วยนะ ฉันจะได้หมดภาระซะที” น้ำมนต์ยิ้ม แต่แววตาสลด
“เป็นบ้าอะไรอีกล่ะ”
น้ำมนต์อึ้ง หันขวับ
“หา...”
พีระรู้ตัวว่าหลุดปากพูดไม่ดีไป ตกใจ งงตัวเอง
“เอ่อ ฉันไม่ได้จะพูดอย่างนั้น คือฉันแค่จะถามว่าเป็นอะไร แต่ปากมันไปเอง”
“ทำไมพูดแบบนี้”
น้ำมนต์น้อยใจ เดินแยกออกไป

อัฐชัยจ้องหน้าอกพิมพ์ดาวอยู่ รวมถึงคนอื่นๆ แท้ที่จริงแล้วพิมพ์ดาวมีเสื้ออีกชั้นใส่อยู่ข้างใน อัฐชัยโวย
“ไหนแกบอกว่าไม่ได้ใส่ชั้นใน”
“ฉันพูดที่ไหน ยัยลูกโป่งพูดเองเออเอง แล้วแกก็เชื่อเอง มาพนันเอง แล้วก็ต้องมาเป็นแฟนฉันเอง ฮ่าๆ” พิมพ์ดาวโผกอดแขน “แฟนจ๋า”
อัฐชัยสะดุ้ง
“เฮ้ย”
“หรือแกจะกลืนน้ำลายตัวเอง”
ลูกโป่งประกาศ
“ตั้งแต่นี้ต่อไป สองคนนี้คือแฟนกัน ทุกคนเป็นสักขีพยานด้วย”
“เฮๆ”
ทุกคนเห็นดีเห็นงาม ปรบมือเฮ แต่อัฐชัยไม่ยอม ผลักพิมพ์ดาวออก
“ไม่เว้ย ให้ตายฉันก็ไม่เป็นแฟนกับยัยดาวเด็ดขาด ผู้หญิงบ้าอะไร อยากได้ผู้ชายจนตัวสั่น หน้าไม่อาย”
“เฮ้ยๆ พูดอย่างนี้ได้ไง ถ้าแกไม่คบยัยดาวเป็นแฟน พวกฉันจะเรียกแกว่าไอ้ลูกหมา...ไอ้ลูกหมา...ไอ้ลูกหมา” ลูกโป่งปลุกระดม
พวกคนอื่นๆในห้องพากันร้องไอ้ลูกหมาตามลูกโป่ง แต่อัฐชัยยังไงก็ไม่ยอม
“อยากจะเรียกอะไรก็เรียกไป แต่จะให้ฉันไปคบกับยัยเพี้ยนฮิสทีเรียร์ขึ้นสมอง ไม่มีทาง”
พิมพ์ดาวน้ำตารื้น
“ฮิสทีเรียร์เหรอ...แค่ชอบผู้ชายก่อนผิดมากหรือไง ผู้หญิงก็มีหัวใจมีความรู้สึกเหมือนกัน”
“ชอบก่อนได้ แต่มันไม่ใช่กุลสตรี”
“ถ้าฉันทำดี คิดดี พูดดีมาตลอดทั้งชีวิต แต่แค่รักผู้ชายก่อน ความดีที่ทำมาทั้งหมดมันจะไม่เหลือค่าเลยเหรอ...ผู้หญิงมีความรักมันเป็นเรื่องผิดบาปขนาดนั้นเลยเหรอ”
“งั้นแกก็ไปหาผู้ชายที่มีทัศนคติดีงามเข้าอกเข้าใจแกเถอะ ฉันไม่ใช่”
อัฐชัยเดินหนี พิมพ์ดาวทั้งรักทั้งเกลียด เจ็บปวดหัวใจ ลูกโป่งปลอบ
“ยัยดาว แกปล่อยๆมันไปเถอะ”

พิมพ์ดาวไม่ยอมแพ้ รีบเดินพุ่งตามอัฐชัยไป

น้ำมนต์เดินแยกออกมาริมทาง พีระเดินตามมาง้อ
 
“น้ำมนต์...”
น้ำมนต์บ่น ด่า
“พอความทรงจำกลับมา นิสัยเก่าๆก็กลับมาด้วย แล้วถ้านายกลับเข้าร่างได้แล้ว นายก็คงจะก้าวร้าว เอาแต่ใจ นิสัยแย่เหมือนที่พี่เอมี่เคยบอก ฉันควรจะเตรียมทำใจไว้”
“ผมก็แค่จำทุกอย่างได้แล้ว มันก็เลยสับสนทางพฤติกรรมนิดหน่อย”
“สับสนทางพฤติกรรม เหมือนไม่รู้ตัวว่าชอบผู้หญิงหรือผู้ชายน่ะเหรอ”
“เฮ้ย ก็คงคล้ายๆ แต่ผมมั่นใจว่าผมชอบ...”
น้ำมนต์สวน
“ผู้ชาย”
พีระเคลิ้ม
“ใช่ เอ๊ย...ไม่ใช่ๆ ผมชอบที่จะเป็นผีที่น่ารักมากกว่า ผมก็ต้องเป็นคนที่น่ารักแน่นอน...จริงๆนะ” พีระอ้อน
น้ำมนต์ยกมือพนมท่วมหัว
“สาธุ ขอให้จริง”
พีระมองหน้า
“แล้ว...ถ้าผมเป็นคนที่น่ารัก คุณจะรักกับผมป่าว”
น้ำมนต์ไม่ตอบ หันไปทางอื่น เดินไปสนใจดอกหญ้าข้างทาง แต่พีระดึงตัวให้หันกลับมา จับตัวไว้
“นะ...เราจะได้เป็นแฟนกันจริงๆซะที”
“ใครจะเป็นแฟนกับนาย”
“อ้าวๆ คุณนั่นแหละแฟนผม เพื่อนคุณก็รู้หมดแล้ว และผมก็ไม่อยากถูกน้องชายคุณฆ่าทิ้งด้วย”
“เรื่องของนาย” น้ำมนต์ผละออก ไปสนใจดอกหญ้า
“แหมๆ อย่าลีลาน่า ผมออกจะหล่อ น่ารัก แล้วยังเป็นถึงลูกชายเจ้าของสถานีพราวด์ดิจิตัลอีกด้วยนะ” พีระยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ
น้ำมนต์ดึงดอกหญ้าขึ้นมาฟาดหน้าเขา
“นี่ นี่ๆ”
น้ำมนต์ไล่ตี พีระถอย
“สำหรับฉัน นายมันก็แค่ผีหลงตัวเอง ขี้มโน และรวยแต่กวนประสาท น่ารำคาญที่สุด”
“น่ารำคาญ แต่ก็น่ารักด้วยนะ”
“แหวะ”
พีระดึงดอกหญ้าจากมือน้ำมนต์มา
“ผมก็เป็นเหมือนดอกหญ้านี่แหละ อาจจะสร้างความรำคาญให้กับคุณ แต่ผมก็ทำให้คุณหัวเราะได้”
“เหมือนดอกหญ้าตรงไหนไม่ทราบ”
“ตรงนี้ไง”
พีระเอาดอกหญ้าปั่นหู น้ำมนต์ตกใจหัวเราะ แล้วจะวิ่งหนี แต่พีระคว้าตัวมาล็อกด้วยแขนข้างหนึ่ง แล้วเอาดอกหญ้าแหย่หู
“รำคาญ แต่ก็หัวเราะใช่มั้ย”
น้ำมนต์ดิ้นๆ ผลักเขาออก แต่พีระดึงไว้ จนกระทั่งทั้งสองคนหันหน้ามาหากัน น้ำมนต์ถูกดึงเซเข้ามาชิดติดกับเขาทั้งสองคนใกล้ชิด ตกในภวังค์ พีระยื่นดอกหญ้าขึ้นมา
“คุณเก็บดอกหญ้าไว้นะ วันที่ผมกลับเข้าร่างได้ ผมจะให้คุณสร้างความรำคาญให้ชีวิตผมบ้าง”
พีระเอาดอกหญ้าทัดหู น้ำมนต์ยิ้ม เขิน ทั้งสองคนมองตากัน หวานซึ้ง รักใคร่ พีระเอื้อมมือมาจับมือน้ำมนต์ สองคนยิ้มให้กัน

อัฐชัยเดินพุ่งหนีออกมา พิมพ์ดาวตามมากระชากตัวให้มาคุยกันให้รู้เรื่อง
“ยิ่งแกด่าฉัน ฉันก็จะยิ่งตามตื๊อแกจนกว่าแกจะยอม เพราะฉันเป็นฮิสทีเรีย ฉันบ้าผู้ชาย และฉันอยากได้แก และจะเอาให้ได้”
“ต้องทำไงแกถึงจะเลิกบ้า”
“แกก็รักฉันสิ”
“ก็ฉันไม่รักๆ แกจะให้ทำไง พอเถอะดาว ฉันขอโทษทุกอย่างที่เคยพูดไม่ดีกับแก กลับมาเป็นเพื่อนที่ดีของฉันแบบเดิมเถอะ”
ลูกโป่งวิ่งตามเข้ามามองเหตุการณ์ พิมพ์ดาวน้ำตาคลอ
“แกยังคิดว่าเราจะกลับมาเป็นเพื่อนกันได้อีกเหรอ ทุกอย่างมันจะเหมือนเดิมเหรอ...ไม่...ไม่มีวันเหมือนเดิม...ฉันกลับไปเป็นเพื่อนแกไม่ได้อีกแล้ว”
“แกเป็นเพื่อนไม่ได้ ฉันก็เป็นแฟนกับแกไม่ได้เหมือนกัน”
“งั้นก็ไม่ต้องเป็นอะไรกันเลย”
อัฐชัยชะงัก
“หา...”
“การบังคับให้แกมารัก มันยากพอๆกับบังคับให้ฉันเลิกรักแกเหมือนกัน...งั้นก็พอเถอะ อย่าคบกันอีกเลย”
พิมพ์ดาวร้องไห้ เสียใจมาก หันหลัง ถอยหนี ลูกโป่งตกใจ
“เฮ้ย ยัยดาว”
ลูกโป่งเงอะงะ อยากจะตามพิมพ์ดาวไป แต่ก็ห่วงอัฐชัย
“แกจะปล่อยให้เป็นงี้เหรอ ไปง้อสิ ไป”
อัฐชัยอึ้งๆ คาดไม่ถึง อยากจะห้าม แต่ก็ลังเล เพราะมันก็อาจจะดีที่สุดแล้ว แล้วเขาก็หันหลังแยกไป ไม่สนใจคำพูดของลูกโป่งเลย
“เฮ้ย เดี๋ยว จะมากลุ่มแตกตอนนี้ไม่ได้นะ ละครกำลังจะแสดงแล้ว”
ลูกโป่งเครียด

พีระกับน้ำมนต์จูงมือกันเดินกลับมา ในมืออีกข้างของน้ำมนต์ถือดอกหญ้าดอกนั้นเล่นอยู่ ลุงสนรออยู่แล้ว มีรถอีกคันจอดรออยู่
“เอ้า มาแล้ว มาเร็วๆ”
พีระกำลังจะไป แต่น้ำมนต์รั้งเอาไว้ก่อน ยังมีเรื่องอยากถาม
“เดี๋ยว...ฉันขอถามครั้งสุดท้ายนะ ถ้านายจะฟื้นอยู่แล้ว บอกได้มั้ยเรื่องที่นายพูดว่านายจะทำให้ฉันเจ็บปวดเจียนตาย...คือเรื่องอะไร”
พีระอึ้ง สลดลงไป แต่ก็ตอบอย่างมั่นใจ
“สัญญาว่าผมจะบอกคุณทันทีที่ฟื้นแล้ว”
“แน่นะ”
“สัญญา”

น้ำมนต์ยิ้มออก เดินไปขึ้นรถที่รออยู่ จนกระทั่งรถแล่นออกไป ไม่ไกลนักรถคันหนึ่งที่จอดอยู่นานแล้ว ชายคนที่ยืนชมวิวก็ขึ้นรถ และแล่นตามรถลุงสนไปทันที


รถลุงสนแล่นมา...รถสมุนยุทธแล่นตามมา รถลุงสนอยู่ๆก็เข้าจอดเทียบข้างทางที่สองข้างเป็นไร่สวนของชาวบ้าน ลุงสนรีบลงจากรถ น้ำมนต์กับพีระลงตามมา น้ำมนต์แปลกใจ
 
“แถวนี้เหรอคะ”
ลุงสนสั่งคนขับรถ
“ขับต่อไป” ลุงสนหันมาบอกน้ำมนต์ “ทำตัวปกติไว้ อย่าหันไปนะ...ที่ต้องลงตรงนี้เพราะมีคนสะกดรอยตามเรามา ลุงจะให้มันรู้ที่ซ่อนร่างคุณพีทไม่ได้...ตามมา”
น้ำมนต์กับพีระอึ้ง แต่ก็ฉลาดพอที่จะทำตามคำสั่งของลุงสน รีบตามลุงสนไป สักพัก พีระก็ชะงัก นึกขึ้นได้
“เราเป็นผี หันไปมองได้สิ”
พีระหันไปมอง รถคันที่แล่นตามมาจอดทิ้งระยะ แล้วพวกมัน 3 คนก็ลงจากรถตามมา วิ่งตามลุงสนไป
“ตามมันไป”


ลุงสนพาน้ำมนต์เดินลัดเลาะผ่านทางเดินในสวนมา ชาย 3 คนเดินไล่ตามหลังมา
“ลุง แล้วนี่เราจะไปไหน” น้ำมนต์ถามอย่างไม่เข้าใจ
“ผ่านสวนนี้ไปจะเป็นบ้านนายตำรวจ ไปถึงตรงนั้นเราก็ปลอดภัยได้”
น้ำมนต์เป็นห่วงพีระ
“พีระล่ะ พีระยังไม่มาเลยค่ะ”
“ไปก่อน”
ลุงสนรีบนำไป

พีระเดินตามหลังพวกมันมา ถือไม้ท่อนมาด้วย เดินตาม รอจังหวะ กะจะฟาดเก็บทีละคน แล้วพีระก็ฟาดหลังคนแรก...พลั่ก
“โอ๊ย...”
ชายอีก 2 คนได้ยินเสียงเลยหันกลับมา พีระฟาดชายคนที่2ที่หันหน้ามาพอดี...พลั่ก มันกระเด็นคว่ำไป แต่ชายคนที่ 3เห็นไม้ลอยเองได้ รู้ทันทีว่าเป็นฝีมือผีพีระ
“แก...ผีพีระ...แสดงว่าพวกมันรู้ตัวแล้ว”
ชายคนนั้นรีบถอยและวิ่งหนี
“เฮ้ย...”
พีระเขวี้ยงไม้เข้าใส่ แต่ชายคนนั้นหลบได้ฉิวเฉียด และคว้าปืนออกมา รีบวิ่งไปหาน้ำมนต์ พีระเป็นห่วงน้ำมนต์
“น้ำมนต์”
พีระวิ่งไล่ตามไปตะครุบตัวชายคนนั้นเอาไว้ แต่ทันทีที่สัมผัสตัวก็ต้องร้องลั่น
“โอ๊ย”
พีระกระเด็นออก ชายคนนั้นหยิบผ้ายันต์ที่ห้อยคออยู่ออกมา
“อย่างที่คุณยุทธบอกไว้ มันมีผีดูแล...เอาสิ อยากลองดีก็เข้ามา”
ชายคนนั้นรีบวิ่งตามน้ำมนต์ไป

น้ำมนต์ที่ชะงัก เพราะเป็นห่วงพีระ
“ลุงได้ยินเสียงคนร้องมั้ย”
ทันใดนั้นชายคนร้ายวิ่งตามมาแต่ไกล พร้อมถือปืน ลุงสนตกใจ
“หนีเร็ว”
ลุงสนกับน้ำมนต์รีบวิ่งหนี คนร้ายวิ่งไล่ ยกปืนเล็ง แต่อยู่ๆพีระมาแต่ไกลกระโดดถีบก่อน ต่างคนต่างก็กระเด็นไป ปืนกระเด็นไปอีกทาง พีระร้อนเท้าที่ถีบ
“โอ๊ยๆ”
น้ำมนต์กับลุงสนวิ่งมาอีกด้าน แต่ต้องผงะ เพราะคนร้ายอีกสองคนวิ่งอ้อมมาดักหน้าเอาไว้ ลุงสนรีบบอกน้ำมนต์
“นังหนู หนี”
แต่พวกมันจับล็อกตัวทั้งลุงสนและน้ำมนต์เอาไว้ น้ำมนต์ดิ้นสุดชีวิต กระทืบเท้าแล้วศอก จนหลุดออกมาได้ รีบวิ่งหนีออกห่าง คนร้ายผวาไล่จับน้ำมนต์ เหวี่ยงล้ม ขาเจ็บ
“โอ๊ย”
คนร้ายกำลังจะตามไปจับน้ำมนต์ต่อ แต่พีระวิ่งเข้าไปกระแทกจนมันกระเด็นไปแต่พีระก็กระเด็นด้วย เพราะคนร้ายก็พกผ้ายันต์เอาไว้
“โอ๊ย...ไอ้พวกบ้าพกยันต์กันทุกคนเลย”
คนร้ายอีกคนจะไปคว้าปืน แต่พีระไวกว่า กระโดดม้วนหน้าไปคว้าปืนที่หล่นอยู่เอาไว้ได้ก่อน เล็งไปที่คนร้ายทั้ง 3 ทันที มันผงะ ต้องยกมือยอม แล้วพีระก็ไปถือปืนปกป้องน้ำมนต์เล็งปืนเขม็ง แต่เจ็บหลัง ปากก็บ่นตัวเอง
“อูยย ทำไมไม่หยิบดีๆ จะม้วนหน้าให้เจ็บหลังทำม้าย”
คนร้ายถอยหนีไปรวมกัน พวกมัน 3 คนจำเป็นต้องถอยๆ เอาตัวลุงสนไปก่อน น้ำมนต์ตกใจ
“ลุงสน...พวกแกจะเอาลุงสนไปไหน”
น้ำมนต์จะตามไป
“อย่าไป”
พีระห้าม แต่น้ำมนต์ยังดื้อจะวิ่งไปให้ได้ พีระผวากอดเอาไว้จากด้านหลัง ไม่ให้ตามไป ยังคงถือปืนคุ้มกันเอาไว้
“ปล่อยฉัน”
“ถ้าผมให้คุณตามไปพวกมันจะจับคุณไปด้วย และผมจะช่วยอะไรคุณไม่ได้...”
“แต่ลุงสนเท่านั้นที่ช่วยนายได้”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงผม ไม่มีอะไรสำคัญเท่าคุณอีกแล้ว น้ำมนต์”
คนร้ายพาลุงสนลับไป น้ำมนต์เสียใจที่ช่วยลุงสนไม่ได้ พีระกอดเอาไว้

พีระประคองน้ำมนต์ออกมาที่ถนน
“เราต้องไปช่วยลุงสนนะ เพราะลุงสนเป็นคนเดียวที่จะพาเราไปหาร่างของนายได้ ไม่งั้นนายจะไม่ได้ฟื้น”
“ผมว่าคุณพักก่อนเถอะ”
“ฉันไม่เป็นไร”
“เท้าคุณเจ็บอยู่นะ”
“ฉันไหว” น้ำมนต์ฝืนเขยกๆ
“พอเถอะ ผมจะไม่ให้คุณทรมานตัวเองเพราะผมอีกแล้ว”
“ฉันบอกว่าไหวไง”
พีระไม่ฟัง อุ้มน้ำมนต์ขึ้นมาเลย
“ปล่อยฉันนะ”
“คุณนั่นแหละหยุดดื้อก่อน ผมอยากฟื้นมันก็ใช่ แต่ถ้ามันต้องแลกกับชีวิตคุณ ผมไม่เอา ผมอยากฟื้นมาเจอคุณคนเดียว ไม่งั้นผมขอเป็นผีดีกว่า”
“นายมันบ้า บ้า”
“คุณก็บ้าพอกันนั่นแหละ”

พีระทำหน้าเข้มงวดใส่ ไม่ยอมลดละให้ น้ำมนต์ฮึดฮัด งอน

โต๊ะกลุ่มในมหาวิทยาลัย...ลูกโป่งกำลังเขย่าแขนเอมี่รัวๆ เพื่อขอร้องให้ช่วย
 
“พี่ต้องช่วยพวกเราด้วยนะ”
“พี่รู้ ๆ” เอมี่เสียงกระเส่าตามแรงเขย่า “แต่คนสองคนทะเลาะกันเรื่องความรัก แล้วจะให้พี่ช่วยอะไรยังไง”
อยู่ ๆ อัฐชัยเดินพุ่งเข้ามา
“ฉันเอาชุดมาคืน”
อัฐชัยวางชุดท่านเจ้าคุณคืน เอมี่อึ้ง
“อัฐ...คือ...”
อัฐชัยพูดสวน
“พี่เอมี่ไม่ต้องมาเกลี้ยกล่อม นี่ไม่ใช่เรื่องของพี่ อย่ายุ่ง ถ้าไม่เปลี่ยนนางเอก ยังไงผมก็ไม่เล่น วันนี้ไม่ไปให้สัมภาษณ์รายการด้วย”
พิมพ์ดาวเดินเข้ามาจากอีกด้านเช่นกัน
“ถ้าไม่เปลี่ยนพระเอก ดาวก็ไม่เล่นเหมือนกัน”
พิมพ์ดาววางชุดคืนเช่นกัน
“ไม่ไปสัมภาษณ์รายการด้วย”
เอมี่หน้าตื่นจะปลอบ
“พิมพ์ดาว...”
พิมพ์ดาวพูดสวน
“ไม่ต้องยุ่งค่ะ”
เอมี่จ๋อย หุบปาก
“โอเค”
พิมพ์ดาวกับอัฐชัยเชิดใส่กันแล้วแยกกันไป เอมี่กับลูกโป่งเซ็ง
“งานนี้พี่ช่วยอะไรไม่ได้แล้วล่ะลูกโป่ง”

พีระอุ้มน้ำมนต์มาวางลงที่บริเวณหญ้าริมทาง
“ขอผมดูเท้าหน่อย”
น้ำมนต์ยกเท้าข้างที่ไม่เจ็บยื่นพรวดออกมา พีระผงะเล็กน้อย ทำหน้าเซ็งตีขาเพี๊ยะ
“ผมขอดูข้างทีเจ็บ”
พีระค่อยๆคว้าเท้าของน้ำมนต์ขึ้นมา จากนั้นก็เงยมามองหน้าของเธอแล้วยิ้ม
“ไม่ต้องเขินนะ”
“ทำไมจะต้องเขินด้วย”
“ไม่รู้เหรอ นึกว่าผู้หญิงทุกคนจะต้องเขินเวลามีผู้ชายมาจับเท้าให้ แบบว่าพอผู้ชายเริ่มนวด พวกคุณก็จะต้องมองด้วยสายตาวิ้งๆ แบบว่า ซาบซึ้งอ้ะ นายคนนี้น่ารักอ้ะ”
น้ำมนต์ถลึงตาดุใส่ พูดเน้น
“ฉัน-ไม่-เขิน”
พีระยิ้มๆ น้ำมนต์บ่นอุบว่า
“ประสาท”
“ข้อเท้าแพลง ไม่เป็นอะไรมาก ผมจะนวดนะ อย่าทำตาวิ้งนะ”
“นวดเร็วๆ”
พีระนวดไป สายตาก็มองหน้าหญิงสาวไป น้ำมนต์เบือนหน้าหนี ไม่ให้เห็นความรู้สึก แต่แล้วเขาเป็นฝ่ายมองเธอด้วยสายตาวิ้งๆเสียเอง และเคลิ้มไป น้ำมนต์หันมามองหน้าแต่พีระก็ไม่รู้สึกตัว น้ำมนต์ล้อเลียน
“สายตาวิ้งๆ”
พีระเขิน น้ำมนต์ขำ
“นี่ ฉันรู้แล้วว่าจะไปตามลุงสนจากใคร”

พีระพยายามขอความช่วยเหลือแมนสรวง น้ำมนต์รอลุ้นข้างๆ มองไม่เห็นและไม่ได้ยินแมนสรวง
“ฉันไม่รู้...” แมนสรวงยืนยัน
“ไม่รู้ ก็ช่วยไปสืบหน่อยได้มั้ยว่าลุงสนถูกใครจับตัวไป”
“ก็ฉันไม่รู้แล้วจะให้ไปสืบยังไง”
น้ำมนต์รบเร้า
“คุณแมนสรวงตอบว่าไง แปลด้วย”
“เขาไม่รู้...แต่นายเป็นยมทูตผู้พิทักษ์ มีอำนาจมากกว่าผีทั่วไป นายก็ควรจะมีสมองมากกว่าด้วยสิ นายต้องคิดได้สิว่าจะสืบยังไง”
“ฉันคิดไม่ได้”
แมนสรวงสะเทือนใจเรื่องตัวเอง
“และฉันไม่ได้มีอำนาจเหนือกว่าผีทั่วไปอีกแล้ว”
น้ำมนต์อยากรู้มาก
“นี่ คุยอะไรกัน บอกฉันบ้างสิ”
“เขาบอกว่าเขาไม่ได้มีอำนาจเหนือกว่าผีทั่วไปอีกแล้ว”
น้ำมนต์แปลกใจ
“ทำไม หมายความว่ายังไง...เขาตอบว่าไง”
“ยังไม่ได้ตอบ...แมนสรวง นายช่วยปรากฏกายให้น้ำมนต์เห็นได้มั้ย ฉันขี้เกียจเป็นล่ามผี”
“ฉันปรากฏกายให้ใครเห็นไม่ได้อีกแล้ว ปกติฉันก็แทบไม่มีอะไรพิเศษกว่าผีทั่วไปอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยิ่งไม่มีเข้าไปอีก ฉันเป็นยมทูตถูกแบน”
พีระอึ้ง
“อะไรนะ”
“เพราะฉันทำผิดกฎ ฉันเลยถูกลงโทษ ถูกยึดพลังอำนาจคืนไปหมด ตอนนี้ฉันก็ไม่ต่างจากนาย เสกอะไรก็ไม่ได้ โผล่ให้ใครเห็นก็ไม่ได้ ฉันทำได้แค่เร่ร่อนไปวันๆ”
น้ำมนต์รบเร้าพีระ
“นี่ๆ แมนสรวงเป็นอะไร”
“สรุปสั้นๆนะ เขาเป็นยมทูตเสื่อมสมรรถภาพ”
น้ำมนต์ตกใจ
“หา...เสื่อมสมรรถภาพ”
แมนสรวงหน้าตื่น
“เฮ้ย นายไม่มีคำที่ดีกว่านี้แล้วเหรอไงวะ”
แมนสรวงยิ่งเซ็ง คร่ำครวญมากขึ้น พีระนั่งยอง ตบบ่าปลอบเพื่อน
“รู้สึกเสียศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายใช่มั้ย...ฉันเข้าใจแกๆ”

น้ำมนต์วิ่งถือรองเท้าของคนร้ายที่ทำหลุดไว้ มายื่นให้พีระ
“พีระ...นี่”
พีระแกล้งตื่นเต้นมากเหมือนเจอทองคำ
“ฮ้า นี่คุณเก็บรองเท้าได้ สุดยอดไปเลย”
“จริงจังหน่อยได้ป่ะ” น้ำมนต์ดุ
“แล้วคุณจะเอารองเท้ามาให้เพื่อ”
“เนี่ยเป็นรองเท้าของไอ้คนพวกนั้น ฉันเลยคิดว่าถ้าเอามาให้คุณยมทูตสัมผัสดู เขาอาจจะติดต่อสื่อสารจนรู้ก็ได้ว่าเจ้าของมันไปที่ไหนหรือคู่ของมันไปอยู่ที่ไหน”
“จริงด้วย”
แมนสรวงชี้ตนเอง
“ฉัน...”

แมนสรวงสัมผัสรองเท้า แล้วทันใด เขาก็นิ่งไป ดวงตาเบิกโตเพราะเห็นภาพที่หลั่งไหลเข้ามา เห็นเป็นภาพการเคลื่อนไหวของจิตที่ไล่ตามภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว ภาพไล่ตามคนร้ายไป ตั้งแต่มันวิ่งขึ้นรถ รถแล่นไป แล้วไปที่สถานีพราวด์ ไปจบที่หน้าเมสินี แมนสรวงผงะ พูดโพล่งออกมา

"เมสินี"

คุณผีที่รัก ตอนที่ 12 (ต่อ)

ในห้องลับภายในสถานีพราวด์...ลุงสนถูกเปิดผ้าที่คลุมหน้าออก เสียงเมสินีดังขึ้น
 
“สวัสดีลุงสน”
ลุงสนมองไป ไม่เห็นใคร เพราะหันหน้าเข้ากำแพง
“ทำไมฉันไม่เห็นแก หรือว่าแกเป็นผี”
“ฉันอยู่นี่”
ยุทธหมุนเก้าอี้ที่ลุงสนนั่งอยู่ให้หันกลับมาเจอเมสินี
“เมสินี...”
เมสินีหยิบปืนออกมาวางบนโต๊ะตรงหน้าลุงสน
“ลุงสน...บอกฉันมาว่าร่างของนายพีทอยู่ที่ไหน”

น้ำมนต์เดินกลับเข้ามาในมหาลัยกับพีระและแมนสรวง
“ถ้าลุงสนถูกจับไว้ที่สถานีพราวด์ ฉันก็มีวิธีที่จะเข้าไปช่วยลุงสนแล้ว” น้ำมนต์บอก
“วิธีอะไร คุณจะเข้าไปในสถานีได้ยังไงไม่ให้เมสินีจับได้” พีระถามอย่างสงสัย
“วันนี้นักแสดงละครเวทีคณะมีคิวต้องไปให้สัมภาษณ์ออกรายการที่สถานีพราวด์...ฉันก็จะอาศัยจังหวะนี้แหละ เข้าไปช่วยลุงสน”
ทันใดนั้น ลูกโป่งกับเอมี่วิ่งเข้ามาหาน้ำมนต์ ลูกโป่งเข้ามาเขย่าแขนน้ำมนต์
“น้ำมนต์ๆ แกต้องช่วยละครเวทีของคณะเราด้วย”
“ทำไม เกิดเรื่องอะไรขึ้น” น้ำมนต์ถามอย่างแปลกใจ

อัฐชัยกำลังเตะบอลอยู่ในสนาม แต่อยู่ๆกลับถูกใครบางคนดึงจากด้านหลัง ดึงให้ถอยเดินตามไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ยๆ”

พิมพ์ดาวกำลังเดินมานั่งเกาอี้ในห้องโสต เก้าอี้ที่มีล้อเลื่อน พอนั่งปุ๊บ อยู่ๆเก้าอี้ก็ถูกเข็นออกไปทันที พิมพ์ดาวงง ร้อง
“ว้ายๆ”

โต๊ะกลุ่ม...อัฐชัยมาจากด้านหนึ่ง พิมพ์ดาวมาจากอีกด้านหนึ่ง พีระและแมนสรวงลากคนทั้งคู่มา
“เอ้า”
ทั้งสองคนมาเจอะกันที่โต๊ะกลุ่มพอดี ซึ่งน้ำมนต์ ลูกโป่ง เอมี่ยืนรออยู่แล้ว น้ำมนต์วางชุดท่านเจ้าคุณและชุดนางทาสลงกลางโต๊ะ...ปัง
“ฉันไม่สนว่าพวกแกจะโกรธเคืองกันมากแค่ไหน แต่นี่คืองานของส่วนรวม เพื่อนๆไว้วางใจให้แกสองคนรับบทนำ แล้วแกจะเอาอารมณ์ส่วนตัวมาทำลายความไว้วางใจ ทำลายชื่อเสียงคณะและมหาวิทยาลัยอย่างนี้เหรอ...อย่าทำให้คนอื่นลำบากเพราะทิฐิของพวกแก...ไปเปลี่ยนชุด”
“ไม่”
อัฐชัยกับพิมพ์ดาวต่างเชิด หันหน้าหนีไปคนละทาง กอดอก
“ถ้าอยากให้อัฐเล่น ก็เปลี่ยนนางเอก”
“ถ้าอยากให้ฉันเล่นก็เปลี่ยนพระเอก”
น้ำมนต์โมโห
“เออ งั้นไม่ต้องเล่นทั้งคู่...ฉันจะเล่นเป็นนางทาสแทนแกเอง...ส่วนบทคุณหลวง...ฉันจะให้พี่เอมี่เล่น”
เอมี่หน้าตื่น
“หา...”
น้ำมนต์คว้าชุดมา แล้วส่งให้เอมี่ชุดหนึ่ง
“ไปเปลี่ยนชุด”
เอมี่งงๆ
“เอาจริงเหรอน้ำมนต์”
“ยังไงวันนี้หนูก็ต้องไปที่สถานีพราวด์ให้ได้ มันมีเรื่องจำเป็นจริงๆ พี่เอมี่ต้องช่วยหนูนะคะ”
น้ำมนต์ลากเอมี่ออกไป พิมพ์ดาวกับอัฐชัยยังงอนกันไม่เลิก ลูกโป่งมองสองคน
“พวกแกอยากให้มันเป็นอย่างนี้จริงๆเหรอ”

ในห้องลับ ที่สถานีพราวด์...เมสินีหมุนปืนที่วางบนโต๊ะเล่น
“ไอ้ลุงสน ตอนที่คุณธีตาย ฉันก็อุตส่าห์เมตตาให้แกทำงานต่อ ไม่ขับไล่แกออกจากบ้าน เพราะเห็นว่าแก่แล้ว กลัวจะลำบาก แต่นี่แกตอบแทนฉันอย่างนี้เหรอ”
“คุณธีดีกับคุณมากกว่าที่คุณดีกับผมอีก แล้วดูสิ่งที่คุณตอบแทนคุณธีสิ”
“อย่าคิดนะว่าฉันจะไม่กล้าทำอะไร บอกมาว่าร่างนายพีท อยู่ที่ไหน ไม่อย่างนั้นฉันจะส่งแกให้ตำรวจ แล้วบอกว่าแกฆ่าคุณธีและนายพีท แกจะต้องติดคุกหัวโต”
“ด้วยความยินดีครับ เพราะลุงรู้ว่าถ้าคุณพีทฟื้นขึ้นมาได้เมื่อไหร่ คุณพีทจะมาช่วยลุง และตามล้างตามเช็ดฆาตกรตัวจริงแน่”
“ไอ้ลุงสน แกจะลองดีกับฉันใช่มั้ย”
เมสินีโมโห คว้าปืนขึ้นมาเล็งลุงสน จนยุทธต้องรีบเข้าห้าม
“คุณเม ใจเย็นก่อนครับ”
เมสินีเล็งปืนอย่างนั้น ระงับจิตใจ

ยุทธประคองพาเมสินีเดินออกมาตามทางเดิน
“ฉันจะฆ่ามันไอ้แก่เอ๊ย”
“ฆ่ามันตอนนี้ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกครับ เราต้องรู้ที่ซ่อนร่างคุณพีทก่อน และคุณเมไว้ใจผมนะครับ ผมจะจัดการให้เอง”
“เธอจะทำยังไง”
“เชื่อใจผมเถอะครับ คุณเมไปทำสปาพักผ่อนให้สบายดีกว่าครับ แล้วรอฟังข่าวดีจากผมนะ...” ยุทธยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย “แล้วก็ เตรียมรางวัลพิเศษๆเอาไว้ให้ผมด้วยก็พอ”
“ถ้าเธอทำได้ ฉันจะให้รางวัลแจ็ตพ็อตกับเธอเลย”
เมสินียิ้มยั่วแล้วเดินจากไป ยุทธยิ้มร้ายกาจ หยิบมือถือมากดโทรออก
“อาจารย์เทพครับ ผมมีเรื่องให้ช่วย”

อาจารย์เทพเข้ามาสั่งงานกับเกี๊ยง
“ไอ้เกี๊ยง ฉันจะออกไปรับงานด่วนของคุณเมสินี แต่ตอนเย็น ยัยเจ๊เจ้าของตลาดจะมาขอน้ำมนต์ไปทำให้ผัวรักผัวหลง แกอยู่เอาให้ยัยเจ๊ได้ใช่มั้ย”
“สบายมากเลยจารย์ ก็แค่เอาของให้ รับเงินมา แค่นี้เอง”

“เออ ง่ายๆแค่นี้อย่าให้มีปัญหาแล้วกัน...” อาจารย์เทพหันไปหาคามิน “ส่วนแก...มาอยู่ในนี้”

อาจารย์เทพยื่นขวดบรรจุเหมือนโกศ แล้วทันใด คามินก็ถูกดูดเข้าไปภายในนั้น อาจารย์เทพส่งให้เกี๊ยง
 
“เอ้า เอาไปวางบนชั้น...แล้วแกก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมันด้วยนะ เข้าใจมั้ย”
“เกี๊ยงไม่ยุ่งกับมันหรอกจารย์...ตั้งใจทำงานนะครับจารย์ เดี๋ยวเกี๊ยงจะทำอาหารเย็นไว้รอนะครับ”
อาจารย์เทพออกไป แต่เกี๊ยงกลับอยากล้างแค้นคามิน หันไปหาโกศหยิบมา เขย่าๆ
“นี่ๆ แผ่นดินไหวๆ ฮะๆ” เกี๊ยงเทไปซ้ายทีขวาที “อุ๊ย สึนามิ ฮ่าๆ แกไมเกรนรับประทานแน่”

น้ำมนต์อยู่ในชุดนางทาส เอมี่ในชุดท่านเจ้าคุณ ติดหนวด ลูกโป่งเป็นโปรดิวเซอร์ละครเวทีตามมาดูแลประสานงาน ทั้งหมดอยู่ที่หน้าสถานีพราวด์ เอมี่กับลูกโป่งรู้เรื่องลุงสน แปลกใจถามพร้อมกัน
“เจอร่างของพีระแล้ว”
“ใช่ค่ะ ลุงสนรู้ว่าร่างของพีระอยู่ที่ไหน แต่ตอนนี้ลุงสนถูกเมสินีจับตัวมาไว้ที่นี่ น้ำมนต์เลยจะมาช่วย”
ลูกโป่งหน้าเหวอ
“อ้าว งี้เท่ากับว่าแกหลอกเอาพวกฉันมาบังหน้าเพื่อมาช่วยลุงสนงั้นเหรอ”
“ไม่ได้หลอก ละครเวทีก็ให้สัมภาษณ์รายการไปตามปกติ ฉันก็แค่ขอบัตรผ่านเข้าไปในสถานีแค่นั้นเอง ที่เหลือฉันกับคุณพีระและแมนสรวงจะหาทางสืบเองว่าลุงสนอยู่ที่ไหน”
เอมี่ชะงักมองรอบๆ
“แมนสรวง...เขาอยู่ที่นี่เหรอ อยู่ไหน ทำไมไม่ออกมาหาฉัน”
แมนสรวงมายืนข้างเอมี่ ครวญ
“ผมอยู่ตรงนี้ แต่ผม...ผมไม่ปึ๋งปั๋งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
น้ำมนต์รู้ตัวว่าเผลอหลุดปากไป
“เอ่อ คือ เขายังไม่พร้อมมั้งคะ ถ้าพร้อม เขาก็คงจะโผล่หน้ามาให้พี่เอมี่เห็นเอง”
“ชอบโผล่มาไม่ให้สุ่มให้เสียง เด็กบ้า...ชอบเซอร์ไพร้ส์ตลอด” เอมี่บ่น
“ไปเถอะค่ะ”
น้ำมนต์พาเอมี่กับลูกโป่งเข้าไป พีระปลอบแมนสรวง
“แกมาช่วยฉันก่อนนะแมนสรวง แล้วฉันจะช่วยหาวิธีกอบกู้ความเป็นชายของนายให้”

พวกน้ำมนต์เดินผ่านเข้าประตูไป พีระกับแมนสรวงมาที่หน้าประตู
“ไอ้ผีเอกชัยที่เฝ้าประตูไม่อยู่แล้ว มีใครจัดการมันไปแล้วเหรอ” พีระแปลกใจ
“ไม่ไอ้หมอผีเทพก็ไอ้ผีล่ำโหดคามิน...แสดงว่า พวกมันมาที่นี่และอาจจะอยู่ที่นี่ ก็เป็นได้”
พีระซีด หวั่นใจๆ

ในห้องอัดรายการวัยใสวัยศิลป์ ลูกโป่งเดินนำน้ำมนต์กับเอมี่เข้ามา
“สวัสดีค่ะคุณพี่ปืน หนู ลูกโป่งค่ะ ที่จะมาสัมภาษณ์ละครเวทีเรื่อง คุณหลวงที่รัก ค่ะ”
“อ้อ ยังมีเวลาอีกยี่สิบนาที...” พี่ปืนเห็นหน้าเอมี่ “เฮ้ย นี่ ท่านเจ้าคุณงั้นเหรอ พี่ก็นึกว่าจะใช้ผู้ชายเล่น”
“พอดีว่าเป็นละครฉีกขนบค่ะ กลัวคนหาว่าซ้ำซาก ลอกเลียนแบบ เราเลยมีแนวทางเป็นของตัวเอง” เอมี่แถไป
“โอเคๆ งั้นไปนั่งพักให้สบายก่อน เดี๋ยวพี่ให้น้องเอาคำถามไปให้ดู จะได้เตรียมคำตอบไว้ก่อน...นี่รายการสด จะได้ไม่พลาด”
“ค่ะ”
ลูกโป่งพาเอมี่ น้ำมนต์แยกไป
“งั้น...เดี๋ยวฉันขอไปห้องน้ำแป๊บนะ แล้วจะรีบกลับมา” น้ำมนต์บอก
“ระวังตัวด้วยนะ” ลูกโป่งกระซิบ
น้ำมนต์กับพีระรีบแยกออกไป แต่แมนสรวงยังยืนอยู่ มองเอมี่ตามละห้อย

น้ำมนต์เดินออกมาด้านนอกห้องจัดรายการมองซ้ายขวาไม่มีคน รีบเดินออกมา พีระตามมาด้วย
“สถานีตั้งกว้าง เราจะไปหาลุงสนที่ไหน”
“ก็หาไปเรื่อยๆนั่นแหละ ต้องเจอสักห้อง อย่าเอาแต่บ่นไปช่วยฉันหา ไป”
น้ำมนต์จะรีบไป แต่พอดีมีพนักงานเดินสวนมา เธอรีบวกกลับ ทำทีมองหาห้องน้ำ
“ห้องน้ำอยู่ไหนน้า...”

น้ำมนต์เปิดประตูเข้าไปในห้องๆหนึ่ง ปรากฏว่ามีคนนั่งประชุมอยู่ 3-4 คน น้ำมนต์มองสำรวจรอบๆห้อง จนแน่ใจว่าไม่มีลุงสนอยู่ จึงยิ้มแฉ่ง แกล้งอ้างว่าหาห้องน้ำ
“อุ๊ย ขอโทษทีค่ะ นึกว่าห้องน้ำ”
น้ำมนต์แล้วรีบถอยออกไป

พีระเดินทะลุประตูเข้ามาอีกห้อง เป็นห้องเก็บของ เขาเดินเข้าไปมองหา สักพัก ได้ยินเสียงคนคุยกันดังมา
“อยู่เฉยๆ ไม่มีใครเห็นหรอกน่า”
“ใจเย็นๆสิคะ”
พีระค่อยๆเดินเข้าไปมอง ปรากฏว่าเป็นพนักงานหนุ่มสาวแอบมาพลอดรักกัน พีระตกใจ
“อุ๊ยๆ ขอโทษๆ ผมไม่ได้ตั้งใจขัดจังหวะ”
พีระปิดตาด้วยความเกรงใจ แล้วถอยออกมา แต่ชนของตรงนั้นตกพื้นเสียงดัง สาวสวยตกใจ หลุดเป็นเสียงแมนห้าว
“เฮ้ย...ใครวะ”
พีระกับหนุ่มอึ้ง ตะลึงไปพร้อมๆกัน หนุ่มจ้องหญิงสาวอย่างงุนงง
“ตะกี้เสียงน้องโบว์เหรอคะ”
สาวรีบดัดเสียง
“ค่ะ เสียงโบว์เอง”

น้ำมนต์เปิดประตูเข้าไปในห้องน้ำ เจอพนักงานสาวกำลังแต่งหน้าอยู่ น้ำมนต์ตกใจ
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ นึกว่าห้องน้ำ”
น้ำมนต์รีบถอยออกไป พนักงานงง
“อ้าว แล้วนี่ไม่ใช่ห้องน้ำเหรอ”

ห้องควบคุมความปลอดภัย ยามหนุ่มกำลังดูหน้าจอวงจรปิดภายใน พร้อมกับร้องเพลงไปด้วย แต่ร้องคีย์เพี้ยนตลอด
“โอมจะเป่าคาถา มหาละลวย ดลหัวใจคนสวย ให้มาหลงเสน่ห์ ทั้งสาวใหญ่ สาวเล็ก ทั้งนางเอกลิเก ทั้งแม่ค้าหาบเร่ ทั้งที่อยู่โรงงาน”
พีระเดินเข้ามาในห้อง ไปส่องมองหน้าจอ เพื่อดูว่าลุงสนอยู่ห้องไหน แต่ไม่เห็นอะไร
“ไม่เห็นมีลุงสนสักห้อง”
สักพัก ยามร้องอย่างเมามันขึ้น แต่เสียงเพี้ยนมาก จนพีระรำคาญ
“ไอ้นี่ก็ร้องเพี้ยนอยู่ได้” พีระคว้าไมค์มา “ร้องผิดคีย์นะพี่...มันต้องคีย์นี้” ว่าแล้วพีระก็ร้องอวด “โอม จะเสกคาถา ลงน่ะหน้าท้อง ให้ฉันมีชื่อก้อง อยู่ทั่วทุกมุมบ้าน อย่าให้ต้องอกหัก ให้คนรักนานนาน เป็นขวัญใจชาวบ้าน ทั่วถิ่นฐานเมืองไทย...โอเครป่ะ”
ยามผงะ ตาเหลือก ช็อก
“ผะ...ผี”

ในห้องอัดรายการวัยใสวัยศิลป์...เอมี่ชะเง้อมองหาแมนสรวง ลูกโป่งสังเกตเห็น
“พี่เอมี่มองหาใครคะ”
“เปล่า”
“เจ๊กำลังมองหาผมใช่มั้ย แต่ผมอยู่ตรงหน้าเจ๊นี่แหละ” แมนสรวงพยายามบอก
ลูกโป่งมองเอมี่ล้อๆ
“อย่ามา...มองหาแฟนเด็กใช่มั้ยล่ะคะ รู้นะๆ ใครๆเขาก็เล่าลือกันว่าพี่เอมี่แอบแซ่บเด็กหนุ่มรูปหล่ออยู่”
เอมี่เขิน
“บ้า พูดอะไรก็ไม่รู้...พี่ไม่ชอบหรอกเด็กบ้า อยากมาก็มาอยากหายก็หาย เอาแน่เอานอนไม่ได้ ติดต่อก็ไม่ได้ คบไปก็มีแต่ปวดหัว”
เอมี่กอดอกเชิด ทำไม่สนใจ แต่ยังคงเหลือบมองไปที่ประตูเป็นระยะๆ แมนสรวงหน้าเศร้า
“ผมขอโทษนะครับ ผมคงไม่สามารถเจอพี่ได้อีกแล้...ว...”
พูดไม่ทันจบ อยู่ๆแมนสรวงต้องชะงัก หันขวับ เพราะสัมผัสได้ถึงพลังของอาจารย์เทพ

“พลังชั่วร้าย”

อาจารย์เทพเดินเข้ามาในบริเวณสถานี ยุทธเดินออกมารอรับ
 
“ขอโทษที่ต้องรบกวนนะครบอาจารย์ ผมจนปัญญาจะง้างปากมันแล้วจริงๆ คงจะมีแต่อาคมของอาจารย์ที่ช่วยได้ เชิญครับ”
ยุทธเชิญอาจารย์เทพเดินเข้าไป มุมหนึ่ง แมนสรวงโผล่มายืนมอง เห็นว่าเป็นอาจารย์เทพจริงๆ
“ไอ้หมอผีเทพ มันมาทำไม”
แต่แล้วอยู่ๆอาจารย์เทพหยุดเดิน แล้วหันกลับมามอง แต่แมนสรวงไหวตัวทัน รีบหายตัวไปก่อน อาจารย์เทพมองไม่เห็นอะไร แต่สงสัยมาก
“มีอะไรหรือเปล่าครับอาจารย์”

ห้องอัดรายการวัยใสวัยศิลป์...ลูกโป่งกับเอมี่เดินมาที่หน้าฉากสำหรับถ่ายรายการ พี่ปืนถามขึ้น
“แล้วน้องนางเอกอยู่ไหนล่ะ อีกสองนาทีจะได้เวลาออกอากาศสดแล้ว”
“ไปห้องน้ำยังไม่มาเลยค่ะ...เดี๋ยวหนูไปตามมาให้นะคะ”
ลูกโปร่งจะไป พี่ปืนรีบห้าม
“ไม่ต้องๆ ตามกันไปตามกันมาเสียเวลา เธอสองคนไปรอที่ฉาก...” พี่ปืนหันไปสั่งพนักงานหญิง “จุ๋ม ไปตามน้องนางเอกที่ห้องน้ำทีสิ เร็ว”
พนักงานหญิงวิ่งออกไป ลูกโป่งกระซิบเอมี่
“ถ้าพวกเขารู้ว่าน้ำมนต์ไม่อยู่ในห้องน้ำ ตายแน่ๆพี่เอมี่”
“เราฉวยโอกาสตอนนี้หนีดีมั้ย”
“ไม่ได้นะพี่ เราแบกชื่อเสียงคณะชื่อเสียงมหาลัยอยู่นะ”
“พี่ไม่แบก พี่ไม่ได้เรียนกับพวกเธอซะหน่อย”
พนักงานหญิงวิ่งกลับเข้ามา
“ไม่เจอน้องคนนั้นเลยพี่ แต่เจอน้องคนนี้แทน”
พิมพ์ดาวเดินเข้ามา อยู่ในชุดนางทาสคนละชุดกับน้ำมนต์
“หนูนี่แหละค่ะนางเอกตัวจริง หนูพร้อมถ่ายแล้วค่ะ”
ลูกโป่งกับเอมี่ตะลึง
“ยัยดาว”
พี่ปืนรีบบอก
“เอ้าๆ งั้นก็เตรียมเลย”
แต่อยู่ๆมีเสียงอัฐชัยดังมา อยู่ในชุดท่านเจ้าคุณเรียบร้อยแล้ว
“รอพระเอกตัวจริงก่อนสิครับ”
เอมี่กับลูกโป่งตาโต
“อัฐชัย”
พี่ปืนส่ายหน้า
“เอ้า จะมีโปรดิวเซอร์ตัวจริงตัวปลอมโผล่มาอีกมั้ย”
ลูกโป่งกับเอมี่ตอบพร้อมเพียง
“ไม่มีแล้วค่า”
พิมพ์ดาวเชิด
“ฉันไม่อยากทำตัวเป็นคนไม่รับผิดชอบ เหมือนใครบางคน”
อัฐชัยก็เชิดใส่
“ฉันไม่อยากทำให้คนอื่นๆต้องมาลำบากเพราะฉัน เหมือนใครบางคน”
เอมี่รีบขัด
“งั้นช่วยหุบปากหยุดแขวะกันเหมือนฉันสองคนได้มั้ย...ไปๆ”
เอมี่ถอยออกมาจากฉาก ยืนดูการสัมภาษณ์

น้ำมนต์กับพีระเข้ามาอยู่ในห้องทำงานเมสินี
“ในห้องทำงานก็ไม่มี เราหาทั่วทุกห้องแล้ว พวกเขาเอาลุงสนไปไว้ที่ไหน” น้ำมนต์ถามอย่างร้อนใจ
“คุณว่าเป็นไปได้มั้ยที่มันอาจจะมีห้องลับหรือที่ไหนสักแห่งในสถานีนี้”
“ใช่ อาจจะมีกลไกซ่อนอยู่...หลังกรอบรูป”
น้ำมนต์ไปขยับๆกรอบรูป เผื่อจะมีกลไกล แต่ก็ไม่มี
“หรือกลไกอยู่ที่ฉันวางหนังสือ” น้ำมนต์ไปขยับหนังสือ “หรือรูปปั้นพวกนี้” ไปขยับรูปปั้น “มันต้องมีอยู่ที่ไหนสักที่”
พีระส่ายหน้า
“คุณ ไม่ต้องหาหรอก ไม่มีหรอก”
“ฉันจะไม่หยุดหา ถ้าพวกมันคาดคั้นจนลุงสนยอมบอกที่ซ่อนร่างของนาย นายตายแน่ๆพีระ และฉันจะไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น”
น้ำมนต์พยายามหาทางลับต่อไป พีระซึ้งใจ

ในห้องลับ...ลุงสนนั่งคอตกอยู่ สักพัก ประตูห้องเปิดออก ยุทธกับเมสินีเดินเข้ามา
“ฉันให้โอกาสแกครั้งสุดท้าย จะยอมบอกฉันดีๆมั้ยว่าร่างนายพีทอยู่ที่ไหน” เมสินีถามเสียงเข้ม
“ให้ตายก็ไม่บอก”
ยุทธจ้องหน้า
“ในเมื่อเจรจาดีๆมันยากนัก งั้นวันนี้ลุงไม่ได้ตายหรอก แต่ลุงจะทรมานยิ่งกว่าตายอีกร้อยเท่า”
อาจารย์เทพเดินตามเข้ามา ลุงสนเห็นอาจารย์เทพก็นึกหวาดกลัว เมสินียิ้มเหี้ยม
“อาจารย์เทพจะใช้คุณไสย มนต์ดำชั้นต่ำ ทำให้แกยอมพูดออกมาเอง”
ลุงสนผงะ
“หา...อย่านะ อย่า”
อาจารย์เทพหยิบธงออกมา ชี้ไปที่ลุงสน โบกสะบัด บริกรรมคาถา เกิดพลังเวทย์สีดำพุ่งเข้าไปที่ดวงตาของลุงสนจนผงะ หน้าหงายไป แต่แล้วพอโงหัวกลับมา ก็ค่อยๆสะบัดหน้า หยีดวงตาขึ้นมามอง สายตาลุงสน มองเห็นทุกคนตรงหน้ากลายเป็นผีหมด หน้าตาอัปลักษณ์ น่ากลัว ทุกคนกำลังหัวเราะและจ้องจะทำลายลุงสน
“อ๊าก อย่านะ อย่าทำฉัน ออกไป ไป”
พวกเมสินียืนมองอาการวิกลจริตของลุงสนอย่างกระหยิ่มสะใจ อาจารย์เทพแสยะยิ้ม
“ถ้าแกยังดื้อด้าน แกจะต้องทรมานกับภาพหลอนไปจนเสียสติ”
ยุทธสะใจ
“ร้องไปเลยลุง ห้องนี้เก็บเสียง ร้องยังไงก็ไม่มีใครได้ยิน”
เมสินีไปคว้าหน้าลุงสนมาจ้อง
“จะบอกได้หรือยังว่าร่างนายพีทอยู่ที่ไหน”
“ช่วยด้วย กลัวแล้ว”
ลุงสนสะบัด ดิ้นพล่านๆ ดิ้นจนตกเก้าอี้ไป ยกมือปัดไล่ คลานไปซุกมุมห้อง พวกเมสินียืนมองสะใจ

พีระเดินลับๆล่อๆออกมาจากห้องเมสินี กลัวคนเห็นมองไปทางด้านซ้ายและขวา
“ทางสะดวก ออกมาๆ”
น้ำมนต์ออกตามมา แต่หารู้ไม่ว่าที่ด้านหลังทั้งคู่ พนักงานหน้าตาเข้มงวดมากหนึ่งยืนจ้องอยู่
“เธอมาทำอะไรห้องคุณเมสินี”
น้ำมนต์สะดุ้งเฮือก
“เอ่อ คือ...”
“เธอเป็นใคร เข้ามาขโมยของเหรอ...” พนักงานตะโกน “มีคนบุกรุก ใครก็ได้ตามรปภ.มาจับเด็กคนนี้ที”
พีระผวาเข้าไปปิดปากพนักงานเอาไว้ก่อน
“หนีไป”
แต่อยู่ๆแมนสรวงวิ่งเข้ามา สวนกับน้ำมนต์ เพราะน้ำมนต์มองไม่เห็น
“พีระ ฉันเจอที่ซ่อนลุงสนแล้ว ตามมาเร็ว”
“หา”

พีระเผลอปล่อยมือ พนักงานร้องตะโกนต่อ พีระวิ่งตามแมนสรวงไป

ลุงสนยังคงเห็นภาพหลอน เห็นผีต่างๆไม่เลิก
 
“ออกไปๆ”
อาจารย์เทพยิ้มเหี้ยม
“ไม่เคยมีใครทนอาคมนี้ได้เกินสิบห้านาที ถ้ามันไม่พูดออกมา มันก็จะกลายเป็นคนวิกลจริต จนต้องพูดทุกอย่างออกมาเองอยู่ดี”
ยุทธจ้องลุงสน
“ไม่มีประโยชน์อะไรที่ลุงจะทรมานตัวเอง”
“ช่วยด้วย ลุงยอมบอกแล้ว ลุงจะบอกว่าร่างคุณพีทอยู่ที่ไหน แต่เอาพวกมันออกไปที เอามันออกไป”
“บอกมาก่อน แล้วถึงจะเอามันออกไป บอกมา” เมสินีตะคอก
ลุงสนยังคงกลัวผี

ห้องลับอยู่บริเวณทางเข้าด้านนอกตัวสถานี...แมนสรวงพาพีระกับน้ำมนต์มาที่หน้าห้อง
“ลุงสนถูกขังในห้องนี้ เป็นห้องลับ” แมนสรวงบอก
น้ำมนต์ร้อนใจ
“รีบเข้าไปช่วยเร็ว”
แมนสรวงรีบห้าม
“อย่า...ไอ้หมอผีเทพอยู่ข้างใน ถ้าเราผลีผลามเข้าไป เราจะเสร็จมัน”
พีระกังวล
“แล้วจะเอายังไง”
แมนสรวงมองไปรอบๆ เห็นถังดับเพลิงวางอยู่ ก็คิดได้

ลุงสนยกมือไหว้ กลัวสุดขีด
“ยอมบอกแล้วๆ”
“บอกมา ร่างนายพีทอยู่ที่ไหน” เมสินีตวาด
“ลุงเก็บร่างคุณพีทเอาไว้ที่คลิ...”
ลุงสนจะพูดว่าคลินิก แต่อยู่ๆมีควันพวยพุ่งเข้ามา เป็นควันจากเครื่องดับเพลิงที่ถูกฉีดเข้ามาภายในจนคละคลุ้งไปหมด เมสินีตกใจ
“อะไรเนี่ย”

ด้านหน้าห้องลับ พีระเอาท่อของถังดับเพลิงสอดผ่านช่องลมเข้าไปในห้องแล้วฉีดไม่หยุด
“กลยุทธ์รมควันฆ่ายุงลาย...ออกมาซะดีๆไอ้พวกพาหะนำเชื้อโรค”
ทันใด ประตูเปิดออกมา เมสินีกับยุทธพุ่งออกมาก่อนเลย รีบหาอากาศหายใจ พวกพนักงานของสถานีพราวด์ที่อยู่ตรงนั้นรีบวิ่งเข้ามา
“ว้าย เกิดอะไรขึ้น ไฟไหม้เหรอ”

ในห้องลับ ท่ามกลางหมอกควัน อาจารย์เทพคว้าตัวลุงสนขึ้นมา จะพาออกไป แต่พอหันกลับมาต้องผงะ เพราะพีระเดินฝ่าหมอกควัน มายืนขวางหน้า
“จะเอาลุงสนไปไหน”
พีระต่อยหน้าอาจารย์เทพทันที...เปรี้ยง อาจารย์เทพกระเด็น กำลังจะลุกขึ้นมาสู้ แต่กลับถูกแมนสรวงล็อกจากด้านหลัง
“เคยเจอรุมตื้บมั้ยไอ้หมอผี”
พีระเข้ามายืนตรงหน้าอาจารย์เทพ หักหมัดกร๊วมๆ พร้อมจะต่อย

ลุงสนวิ่งออกมาจากห้องลับ น้ำมนต์รีบเข้ามาประกบ
“มาทางนี้ค่ะลุง”
ลุงสนยังคงมองเห็นภาพทุกอย่างเป็นผีอยู่
“ว้าก ปล่อยฉันไอ้ผีนรก ไปไกลๆ ไป”
“นี่หนูเองค่ะลุง”
เอมี่ ลูกโป่ง พิมพ์ดาว อัฐชัยวิ่งมาเห็นเหตุการณ์พอดี เอมี่เรียก
“น้ำมนต์...”
น้ำมนต์หันไปบอก
“ช่วยพาลุงสนไปก่อน เร็ว”
อัฐชัย พิมพ์ดาว เอมี่ ลูกโป่งช่วยกันพาลุงสนออกไป โดยที่ลุงสนยังมีอาการคลั่ง ดิ้นไม่หยุด น้ำมนต์กำลังจะตามไปช่วยพีระ แต่เมสินีมาขวางหน้า
“ยัยน้ำมนต์ เธอจะไปไหน”
“ปล่อยค่ะ”
“ฉันไม่ปล่อย...เธอควรจะได้รู้ความจริงว่าเธอกำลังถูกไอ้พีระหลอก เธอกำลังหลงผิดไปช่วยฆาตกรที่ฆ่าแม่ของเธออยู่”
“คุณพูดอะไรของคุณ”
“ฉันพูดความจริง นายพีทคือคนที่ทำให้แม่ของเธอรถคว่ำตาย นายพีทมันคือฆาตกร”

ในห้องลับ พีระต่อยหน้าอาจารย์เทพ แต่กลับต้องกระเด็นออกไปเอง เพราะพลังอาคมของอาจารย์เทพ
“โอ๊ย”
“ฉันไม่ใช่หมอผีกระจอกๆที่จะเสียท่าวิญญาณปัญญาอ่อนอย่างพวกแกง่ายๆ รู้ไว้ด้วย...ปล่อยฉัน”
อาจารย์เทพสะบัดอีกที แมนสรวงกระเด็นออกไป
“อาคมของมัน เหนือกว่าฉันตอนนี้มาก”
“แกเป็นยมทูตนะ มันจะเหนือกว่าแกได้ไง”

“ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่เหลือพลังอำนาจอีกแล้ว”
 
จบตอนที่ 12 
บาปบรรพกาล ตอนที่ 13
บาปบรรพกาล ตอนที่ 13
รูปถ่ายขาวดำของปริกวางอยู่บนขาตั้งข้างโลง ในศาลาสวดศพของวัดแถวบ้านพรหมบดินทร์ บรรยากาศเศร้าสร้อย เงียบเหงา และวังเวง ผู้คนมาร่วมงานบางตา จวงเอาแต่นั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างโลง น้อยคอยจุดธูปให้คนมาไหว้ศพ เฟื่องกับสร้อยคอยดูแลความเรียบร้อยในงาน ส่วนทวนยืนรับแขกอยู่ข้างหน้าศาลา ภาวิดากับภาณุกรพากันเดินเข้ามาในงาน ทวนยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “ขอบคุณคุณหญิงกับคุณชายนะครับ ที่เป็นเจ้าภาพงานศพให้นังปริก” “ยังไงนังปริกก็เป็นคนของฉัน ฉันก็ต้องรับผิดชอบสิ” “ขาดเหลืออะไรก็บอกฉันได้ล่ะ” “แค่นี้ก็เป็นบุญของนังปริกแล้วครับ ขอบคุณครับ” รสสุคนธ์กับรามนรินทร์เดินเข้ามา ทวนยกมือไหว้เฉพาะรามนรินทร์
กำลังโหลดความคิดเห็น