xs
xsm
sm
md
lg

"ป๊อก" มั่นใจ! คนจะรักและซึ้งใจกับตัวละคร ใน "TIMELINE จดหมาย ความทรงจำ"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"ป๊อก" มั่นใจ! คนจะรักและซึ้งใจกับตัวละคร
ใน "TIMELINE จดหมาย ความทรงจำ"

18ปีกับผลงานละคร 35 เรื่อง 10ปีบนแผ่นฟิล์มกับภาพยนตร์5เรื่อง และนี่คือบทบาทล่าสุดที่ตอกย้ำความเป็นนักแสดงหญิงคุณภาพระดับแถวหน้าของ “ป๊อก-ปิยธิดา” กับ TIMELINE จดหมาย ความทรงจำ ที่เรามั่นใจว่าทุกคนจะรักและเสียน้ำตาด้วยความซาบซึ้งใจกับตัวละครตัวนี้

Q. เป็นนักแสดงหญิงคุณภาพระดับแถวหน้าของเมืองไทยที่ผู้สร้างผู้กำกับจะต้องนึกถึงในอันดับต้นๆมีผลงานละครถึง35เรื่องอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่ที่น่าแปลกกลับมีผลงานภาพยนตร์เพียงแค่5เรื่อง
P.ค่ะที่ผ่านมาจริงๆแล้วคือมันอาจจะมีบทที่เรายังไม่ค่อยถูกใจแต่ว่าที่ถูกใจมันมีแค่5เรื่องนี้ คือเท่าที่ผ่านมาก็มีติดต่อมาให้พิจารณาค่ะเพียงแต่เรารู้สึกว่าเราอาจจะเรื่องเยอะนิดหนึ่ง(หัวเราะ)ตรงที่ว่าเราอยากได้บทที่ดีแล้วเราก็อยากร่วมงานกับโปรดักชั่นแล้วก็ทีมงานที่เรารู้สึกว่าเป็นมืออาชีพเราพยายามที่จะดูแล้วว่าหนังเรื่องนั้นมันน่าจะไปได้ดีบทสมเหตุสมผลกับทุกตัวละครเราถึงรับเล่น

Q.นักแสดงหลายคนที่ผ่านงานละครมาก่อนพอมาจับงานภาพยนตร์ล้วนแล้วติดใจรูปแบบการทำงานของภาพยนตร์
P.ใช่ค่ะคือพอไปถ่ายละครกับพวกเพื่อนๆหลายคนที่ผ่านหนังกันมาก่อน ทุกคนจะพูดเหมือนกันว่าชอบวิธีการเล่นของภาพยนตร์เพราะว่าพอมาเล่นแล้วมันจะจริงหมด เราไม่ต้องรอกล้อง เพราะว่าทุกอย่างมันมาที่เราแล้วเขาไปเลือกตัดใช้เอาเพราะฉะนั้นการเล่นไม่ว่าจะเป็นในส่วนของไทม์มิ่งหรือว่าความรู้สึกมันจริงหมดเล่นจริงหมดเพราะว่าสื่อมันจะถึงตัวเรามากกว่าแต่ถ้าอย่างละครมันหลายอย่างกว่าจะถึงกันเพราะฉะนั้นแล้วสำหรับละครมันก็เลยต้องมีการเผื่อจังหวะในการเล่นอย่างต้องรอกล้องเดี๋ยวกล้อง1กล้อง2กล้อง3อะไรอย่างนั้นด้วย

Q.อย่างนี้พูดได้เต็มปากหรือยังว่าสำหรับป๊อกปิยธิดารู้สึกหลงใหลในเสน่ห์ของภาพยตร์แล้ว
P.ชอบมากจะบอกว่าเป็นการทำงานที่เรารู้สึกว่าอย่างภาพยนตร์มันจะเป็นการเตรียมพร้อมหลายๆอย่างและแต่ละช็อต แต่ละซีนมีการทำการบ้านแล้วประชุมกันมาเยอะพอสมควรกว่าจะถึงวันถ่ายทำเพราะฉะนั้นพอวันที่ถ่ายทำแค่รอเราลงเซ็ตปุ๊บทุกอย่างมันพร้อมไปแล้วเพราะฉะนั้นการดำเนินการถ่ายทำมันก็เลยจะรู้สึกว่ารวดเร็วแล้วก็ปราณีตได้เยอะเราสามารถเคี่ยวกับรายละเอียดแล้วก็ความเป็นไปของซีนนั้นได้เยอะมากขึ้น

Q.มาถึงผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องที่5ในชีวิตและเป็นการแสดงภาพยนตร์เรื่องล่าสุดTIMELINE จดหมายความทรงจำความเป็นมาเป็นไปที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับโปรเจ็ต์นี้
P.ตอนแรกคือพี่อุ๋ยติดต่อมาแล้วก็ให้เราดูบทซึ่งบอกตรงๆว่าครั้งแรกพอดูบทปุ๊บเราก็มีความรู้สึกว่าพี่อุ๋ยมันยังไม่พอ(หัวเราะ)พี่อุ๋ยก็บอกว่าได้ป๊อกอันนี้คือให้เป็นไกด์ก่อนแล้วตรงไหนที่ไม่ชอบใจพี่ไปแก้บทแล้วเดี๋ยวเรามาคุยกันพี่อุ๋ยก็หายไปประมาณเดือนกว่าเกือบสองเดือนแล้วก็กลับมาพร้อมกับบทที่เป็นสำเร็จของเราเราก็รู้สึกอ่านแล้วแบบเออมันก็ดีนะตอนแรกก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจเล็กน้อยเพราะว่าจะต้องเล่นเป็นแม่เจมส์จิซึ่งในความรู้สึกเราเอ๊ะมันเร็วไปรึเปล่า กับการเล่นเป็นแม่เจมส์ แต่ว่าพออ่านบทอ่านไปอ่านมาแล้วรู้สึกว่าบทของตัวละครตัวนี้เป็นบทที่ดีส่วนตัวบทหนังเรื่องนี้ก็ยังเป็นบทหนังที่ดีด้วยมันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นการท้าทายอย่างหนึ่งในการที่เราจะทำให้คนดูเชื่อได้แค่ไหนว่าเราสามารถเข้าถึงตัวบทนั้นได้จริงเราก็เลยรู้สึกว่าเออถ้างั้นลองดูอยากรู้เหมือนกันว่าคนจะเชื่อเราได้มากน้อยแค่ไหนก็จะพยายามเต็มที่แล้วอีกอย่างก็คืออยากร่วมงานกับพี่อุ๋ยด้วยค่ะแล้วที่ผ่านมาแกติดต่อมาหลายครั้งแล้วก็รู้สึกเกรงใจด้วย

Q.คิดว่าอะไรคือความท้าทายรวมไปถึงเสน่ห์ความน่าสนใจของตัวละครตัวนี้ในความคิดของเรา
P.อย่างบทของเรื่องนี้นะคะที่บอกว่ามันท้าทายตรงที่ว่าตัวละครมันค่อนข้างลึกลึกแล้วเรารู้สึกว่าเราจะชอบเอาตัวเองเข้าไปแทนความรู้สึกตรงนั้นว่าถ้าเราเป็นผู้หญิงที่สามีเสียไปตั้งแต่ตอนที่ลูกอยู่ในท้องแล้วเราจะต้องเติบโตมาพร้อมกับการที่เลี้ยงเขามาคนเดียวแล้วความรู้สึกเรากับความผูกพันแล้วก็ยึดติดอยู่กับลูกที่อยู่กันแค่สองคนแล้วก็ยังเป็นความทรงจำของสามีที่ตายไปอีกที่ยังติดตัวเราอยู่มันก็เลยรู้สึกว่าตัวละครมันลึกมากแล้วการแสดงออกมันจะต้องมีการแสดงออกอีกแบบหนึ่งเพราะว่ามันต้องแสดงออกว่าเป็นคนเข้มแข็งแสดงออกว่าเราดูแลลูกได้ทั้งๆที่จริงๆแล้วใจมันเหมือนกับขาดไปครึ่งหนึ่งขาดไปครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว เราพยายามที่จะไม่ให้ลูกรู้ในสิ่งที่ขาดอันนั้นก็เลยเป็นการเติมเต็มกับทุกๆสิ่งให้ลูกจนบางครั้งมันก็เยอะเกินไปจนบางครั้งเราก็กลายเป็นคนที่ยึดติดกับอดีตซึ่งการยึดติดกับอดีตมันเป็นไปได้ค่ะแต่มันจะต้องใช้คำว่าเป็นความทรงจำที่ดีดีกว่าที่จะยึดติดเพราะว่าการยึดติดมันเท่ากับว่าเราไม่ปล่อยวางให้เขาผ่านไปเพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นว่าตัวละครนี้พอยึดติดมากเข้าก็เลยจะมีผลกับลูกซึ่งเพราะลูกเขาก็ต้องมีชีวิตของเขาเขาก็ต้องมีการดำเนินชีวิตต่อไปเพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่ามันยากนะแล้วก็แอบแทนตัวเองว่าถ้าเป็นชีวิตจริงต้องเป็นอย่างนั้นเราคงอยู่ไม่ได้คงอยู่ไม่ได้เหมือนตัวละครที่เขาอยู่ได้

Q.ฟังๆดูแล้วเหมือนกับว่าตัวเราเองนอกจากจะต้องทำความรู้จักกับตัวละครแล้วยังต้องหามิติของตัวละครเหลี่ยมมุมต่างๆที่จะนำเสนอและถ่ายทอดออกมาด้วย
P.ค่ะแล้วพอเห็นบทครั้งแรกที่บอกแล้วว่าเพราะว่าตัวละครตัวนี้เขามีมิติมากจนกระทั่งเรารู้สึกว่าเราไม่อยากปล่อยให้บทดีๆอย่างนี้ผ่านไปก็เลยตัดสินใจว่าได้ค่ะพี่อุ๋ยเราจะลงเรือลำเดียวกันละ แล้วอย่างตอนที่อ่านบทครั้งแรกคือธรรมดาแล้วตอนอ่านบทเพื่อที่จะพิจารณาว่าจะเล่นไม่เล่นมันจะเป็นอีกแบบหนึ่งก็คืออ่านโดยรวมแต่ว่าพออ่านบทไทม์ไลน์เรารู้สึกว่าพออ่านปุ๊บแล้วเราจะมีการพูดตามตัวละครเราจะแอบพูดตามไดอะล็อกของเรามีการแอบดีไซน์ละว่าฉันจะเล่นแบบนี้ฉันคิดว่าฉันจะเล่นแบบนี้นะซึ่งดีเหมือนกันมันเป็นเหมือนสัญญาณที่ดีนะสำหรับการถ่ายทำที่แปลว่าเราอยากที่จะเล่นเราอยากที่จะรอให้ถึงวันที่ถ่ายทำว่าพอวันนั้นนะเราจะเล่นได้ตามที่เราต้องการหรือว่ามันจะมีอะไรที่เซอร์ไพร์ตัวเองว่าเราจะดีกว่านั้นหรือจะแย่กว่านั้นมันก็เลยกลายเป็นว่าบอกได้เลยว่ามันเป็นการรอคอยอย่างตื่นเต้นที่จะได้ทำงานที่จะได้ไปถ่ายหนังเรื่องนี้

Q.พอนักแสดงรู้สึกได้ถึงตัวละครและตัดสินใจที่จะสวมบทบาทนั้นๆแล้วขั้นตอนต่อมาต้องมีการเตรียมตัวในการที่จะถ่ายทอดตัวละครตัวนี้ออกมาอย่างไรบ้าง
P.ก็อย่างในเรื่องของการเตรียมตัวนะคะตอนแรกด้วยการตีความของตังเองเป็นคุณแม่ทำไร่อยู่เชียงใหม่ถ้างั้นแปลว่าต้องเป็นคนที่ไม่แต่งตัวมากไม่ได้อะไรไม่ได้แบบต้องสวยงามต้องอะไรขนาดนั้นก็เลยดีไซน์ว่าเป็นคนง่ายๆเพราะฉะนั้นไปตัดผมดีกว่าเพราะว่าเป็นคุณแม่ง่ายๆ ปรากฏว่าตัดไปกลับมาพี่อุ๋ยบอกว่าเด็กเกินไม่ได้ก็เลยกลายเป็นภาระของทีมงานช่างผมอีกต้องขอโทษด้วยจริงๆก็กลายเป็นว่าต้องต่อผมแล้วก็ทำผมมวยอะไรอย่างนี้ซึ่งกลายเป็นยุ่งยากกว่าเดิมป๊อกก็ต้องขอโทษด้วยนะคะจริงๆแล้วก็อย่างเรื่องของการอ่านบทอ่านอะไรอย่างนี้เราก็พยายามที่จะครึ่งๆค่ะอย่างเรื่องของการแตรียมตัวมันต้องเตรียมอยู่แล้วแต่เราต้องมีอีกครึ่งหนึ่งที่เผื่อเอาไว้สำหรับผู้กำกับเผื่อนักแสดงที่ทำงานด้วยกันเพราะว่าบางทีเราอาจจะต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าถ้าอย่างเราดีไซน์มาว่าเราจะเล่นแบบนี้เราจะบล็อคตัวเองแล้วเราจะไม่เปิดรับใครเราก็จะไม่รับไม่ส่งกับใครทั้งสิ้นอันนี้ไม่ได้เพราะฉะนั้นเราก็จะเตรียมครึ่งหนึ่งเปิดรับความคิดเห็นของผู้กำกับก่อนแล้วก็ดูเพื่อนทื่ทำงานด้วยกันด้วยว่าเขามีแอ็คชั่นยังไงแล้วเรารีแอ็คยังไงก็ต้องรอกันซึ่งก็ครึ่งๆแต่ว่าทั้งหมดทั้งนี้ทั้งนั้นคือด้วยความเป็นน้องเจมส์เขาทำให้เรารู้สึกรักไม่ยากคือรักในที่นี้คือความรู้สึกที่เราจะมีต่อเขาเพราะว่าธรรมดาพื้นฐานเราคือยังไม่มีลูกเพราะฉะนั้นการที่เราจะต้องทำใจรักใครสักคนที่เหมือนลูกชายที่รักมากขนาดนั้นมันต้องเตรียมพร้อมตัวเองมาแต่ว่าพอเจอน้องเจมส์น้องก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่ายุ่งยากหรือลำบากใจว่าจะเห็นเด็กผู้ชายตัวโตคนหนึ่งเป็นลูกได้ซึ่งมันไม่ยากเขาน่ารักแล้วพยายามที่จะไม่นึกถึงความเป็นตัวตนของเจมส์จิเยอะมากเพราะว่าถ้าเป็นเจมส์จินี่ทุกคนบอกว่าฮู้น้องซุปตาร์มาอย่างนู้นอย่างนี้ความเป็นตัวตนเขาจะสูงมากเพราะฉะนั้นเราจะพยายามไม่มองพยายามที่จะรู้สึกว่าเจมส์ที่อยู่ตรงนี้คือคือน้องเจมส์ที่จะเป็นลูกชายเราพยายามที่จะมองตรงนั้นเพราะว่าไม่อยากคิดเยอะถ้าคิดเยอะแล้วมันจะเล่นไม่ได้(หัวเราะ)

Q.คงต้องเล่าให้ฟังแล้วว่าคาแร็กเตอร์ของตัวละครมัทที่ได้รับเป็นอย่างไร
P.อย่างคาแร็กเตอร์ของตัวมัทนี่นะคะคือแต่ก่อนมัทเป็นสาวชาวกรุงฯเสร็จแล้วก็ไปอยู่เชียงใหม่ไปพบรักกันแล้วก็ตั้งรกรากอยู่ที่นั่นต่อมาก็เสียสามีไปอย่างกระทันหันโดยที่ตัวเองก็จะมีลูกที่ติดอยู่ในท้องและหลังจากนั้นมาก็เลยรู้สึกว่าจะต้องดูแลตัวเองจะต้องทำอาชีพเพื่อที่จะเลี้ยงลูกได้เป็นซิงเกิ้ลมัมเพราะฉะนั้นก็เลยมีไร่สตรอว์เบอร์รี่เสร็จแล้วหลังจากนั้นมาพอทำๆไปมันอาจจะไม่พอกับค่าใช้จ่ายมัทก็จะไปเรียนการทำแยมเพิ่มเติมเพื่อที่ว่าให้อาชีพหรือรายรับที่ได้มามีความหลากหลายมากขึ้นซึ่งบุคลิกในความเป็นซิงเกิ้ลมัมเองก็หาได้ในสังคมปัจจุบันนี้นะคะ ด้วยการที่มัทเองเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งแล้วก็เป็นคนรักจริงมีความรักในแบบที่ค่อนข้างยึดมั่นแล้วก็มีเป็นผู้หญิงที่มีความโรแมนติกสูงอย่างถ้าเป็นผู้หญิงทั่วไปก็ไม่ทราบว่าในชีวิตจริงเขาจะทำหรือเป็นถึงขนาดมัทหรือเปล่าแต่อย่างมัทเองเขาก็จะมีการเก็บทุกรายละเอียดของความทรงจำที่เกี่ยวกับสามีที่เสียไปแล้วเพื่อที่ว่าจะได้เก็บนำมาถ่ายทอดให้ลูกชายซึ่งมันเป็นความรู้สึกเดียวของมัทที่เขาตั้งใจทำเพราะมัทเขารู้สึกว่าพ่อกับลูกไม่เคยได้มีโอกาสเจอกันเนื่องจากว่าตอนที่มัทต้งท้องคุณพ่อของแทนเสียใช่ไหมคะแล้วพอลูกเกิดมาสิ่งเดียวที่ทำให้มัทรู้สึกว่าเป็นการใช้เวลาของคนสามคนด้วยกันพ่อแม่ลูกก็คือการนำรายละเอียดของความทรงจำเหล่านี้มาถ่ายทอดให้ลูกได้ซึมซับถึงความรู้สึกว่าพ่อเขารู้สึกยังไงทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อทำไว้ให้ซึ่งแน่นอนว่ารวมไปถึงความโรแมนติกความรักที่เขาถ่ายทอดมาซึ่งเหมือนกับเป็นเตรียมพร้อมกับการที่ถ้าวันหนึ่งเขาจากไปแล้วเขาจะพยายามรักษาความอบอุ่นใจของแม่ลูกเอาไว้ให้ได้เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกยังมั่นคงหมายถึงว่ายังทำให้เขาแข็งแรงอยู่ได้ในหนังก็จะมีไดอาล็อคอยู่ประโยคหนึ่งที่ป๊อกชอบที่พี่อุ๋ยเขียนมามันเป็นแค่ช่วงเวลาเดียวที่ทำให้เราสามคนพ่อแม่ลูกได้อยู่ด้วยกันก็เลยรู้สึกว่าผู้หญิงโรแมนติกคนนี้แข็งแรงมากแล้วก็เขามีความรักที่แข็งแรงเลยละแล้วก็จะบอกเลยว่าขอชมเลยพี่อุ๋ยเขียนอันนี้ได้สุดยอดมาก

Q.หลากหลายความโรแมนติคของเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะถูกสื่อสารส่งผ่านอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครตัวนี้ที่หล่อหลอมเป็นความทรงจำแห่งรักที่งดงาม
P.ค่ะสำหรับสิ่งที่ส่งผ่านตัวละครจากตัวพ่อมาถึงมัทและมาถึงลูกมันจะมีแค่ไม่กี่อย่างซึ่งมันเป็นความทรงจำที่ดีของเขาก็คือมันจะมีเสื้อแจ๊กเก็ตฟิลด์ที่พ่อใส่ประจำมีเมนูอาหารที่เขาเคยทำให้เราทานก็คือผัดฟักแม้วมีไร่สตรอว์เบอร์รี่ที่ให้เราคอยดูแลแล้วก็มีต้นบ๊วยซึ่งเราเคยไปนั่งเล่นเคยขี่จักรยานแล้วก็ส่งผ่านมาถึงลูกในการที่บอกว่าคือเราจะถ่ายทอดให้ลูกรู้สึกเหมือนกับไม่ได้ขาดไป ไม่ได้ขาดพ่อไปอย่างน้อยคือเรื่องราวของพ่อเขายังถูกถ่ายทอดผ่านจากตัวแม่ไปที่จะคอยช่วยดูแลกันซึ่งมันก็มีไม่กี่อย่างและอย่างที่สะเทือนใจเรามากที่สุดคือแจ็กเก็ตคนที่สูญเสียคนรักไปอย่างมัทป๊อกมีความรู้สึกว่าเหมือนกับว่าบางทีเขาอาจจะอยากได้การกอดการสัมผัสจากคนที่จากไปเพราะฉะนั้นอย่างตัวละครมัทพอเขารู้สึกเหงารู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจแล้วรู้สึกว่าความท้อความล้ามันเยอะเขาก็จะเอาแจ๊คเก็ตนี้มาใส่แล้วก็กอดให้รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นอ้อมกอดของสามีที่มากอดให้เรารู้สึกได้ดีเล่นซีนนี้ทีไรนะเราจะไม่ต้องบลิ้วเยอะแค่จับเสื้อมาดม กลิ่นใครก็ไม่รู้นะ(หัวเราะ)แต่ว่าแค่แบบจับเสื้อมาดมแล้วกอดเราก็แบบอืมใช่เลยมันถูกต้องมากมันเป็นการสื่อที่ดีที่ดีที่สุดที่พี่อุ๋ยทำมาแล้วเรารู้สึกว่าโหคิดได้ๆ

Q.เป็นตัวละครที่มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่หลายๆครั้งต้องถ่ายทอดความรู้สึกคนเดียวจนถึงขนาดที่ว่าแทบไม่มีไดอาล็อคสักประโยคด้วย
P.ใช่เราชอบหนังอย่างหนึ่งตรงนี้ละค่ะชอบการถ่ายหนังตรงที่ว่าใช้อารมณ์ในการเล่าเรื่องไม่ได้ใช้ไดอะล็อกในการเล่าเรื่องใช้อารมณ์และภาพเพราะฉะนั้นอย่างที่บอกความรู้สึกต้องเต็มตลอดเวลาและก็เล่น แต่ว่าความรู้สึกเต็มเราก็ต้องระงับของเราด้วยระดับหนึ่งด้วยนะว่าความรู้สึกเต็มของเรานี่โอเคสามีจากไปแต่เขาไม่ได้เพิ่งจากเขาจากมากี่สิบปีแล้วเพราะฉะนั้นมันจะต้องมีความเข้มแข็งระดับหนึ่งแล้วก็มีความเศร้าระดับหนึ่งคือมันจะเป็นการเศร้าการคิดถึงที่ไม่ฟูมฟายมันจากมาช่วงหนึ่งแล้วเพราะฉะนั้นเราก็จะต้องดีไซน์เอาไว้อีกละก็แอบดีไซน์เล็กๆว่ามันเป็นความเศร้าระดับสิบปีสิบเอ็ดปีอะไรอย่างนั้นต้องพยายามคอนโทรลตัวเองเพราะว่าตัวเองจะชอบคิดตลอดเวลาว่าเหมือนเพิ่งเสียเพราะฉะนั้นเราจะร้องเยอะฉะนั้นก็ต้องควบคุมนิดหนึ่งก็คือมีเลเวลของการร้องไห้เลเวลของการเสียใจค่ะว่าเหตุการณ์ไหนตอนนั้นจะมีเลเวลประมาณไหนก็ตกลงกันไว้กับพี่อุ๋ยก็พยายามจะต้องทำความเข้าใจกันตลอดเวลาว่าเตือนความทรงจำกันซึ่งโอเคก็จะได้ไม่ลืม

Q.ถือได้ว่านี่เป็นครั้งแรกในการร่วมงานกับอุ๋ยนนทรีย์ผกก.ที่ทุกคนที่ได้สัมผัสร่วมงานแล้วต่างลงความเห็นว่าจริงๆแล้วพี่อุ๋ยเหมาะกับหนังโรแมนติคได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่โรแมนติคคนหนึ่งเลย
P.ค่ะตัวจริงรู้จักพี่อุ๋ยมาพักใหญ่หลายปีแล้วแหละค่ะก็เจอกันตามปาร์ตี้ต่างๆก็คือโดยส่วนตัวแล้วเราจะรู้สึกว่าเออพี่อุ๋ยเป็นคนสนุกสนานเฮฮาน่ารักเป็นคนไนซ์แต่ว่าเราไม่เคยร่วมงานกันแต่พอมาวันหนึ่งได้มาร่วมงานกันแล้วเรารู้สึกว่าพี่อุ๋ยไม่ได้มีแค่ตรงที่เราเคยเจอด้วยความจริงจังของการทำงานด้วยการปราณีตกับงานการเคี่ยวกับบทและการที่เป็นคนลงรายละเอียดค่อนข้างเยอะเกี่ยวกับเรื่องความโรแมนติดซึ่งจริงๆแล้วแอบรู้สึกส่วนตัวว่าที่พี่อุ๋ยทำมาหลายๆอย่างเรื่องราวหลายๆแบบป๊อกว่าพี่อุ๋ยเหมาะกับเรื่องโรแมนติคเรื่องรักโรแมนติคนี่เขาค่อนข้างที่จะลึกซึ้งแล้วก็มันกินใจหลายๆอย่าง อย่างเช่นที่เคยเล่าให่ฟังกันเรื่องผู้ชายล้างเท้าให้ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าในชีวิตนี้มันจะมีจริงๆเหรอปรากฏว่าพี่อุ๋ยใส่ลงไปแล้วตอนแรกเราก็รู้สึกนะว่าการล้างเท้าให้กันมันแปลกรึเปล่าเพราะว่าในชีวิตจริงเราไม่ได้ทำเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้เจอแบบนั้นเราก็เลยรู้สึกว่ามันจะได้หรือเปล่าแต่ว่าพอถ่ายจริงๆพอมันเป็นการดำเนินเรื่องไปจริงๆมันใช่นะมันน่ารักแล้วมันก็เป็นเรื่องง่ายๆที่โรแมนติกพอดูเลยหละหรือมีอยู่ครั้งหนึ่งของการเล่นที่เราต้องไปออฟซีนส่งอารมณ์ให้น้องเจมส์ในฉากๆหนึ่งแล้วพอจบซีนพี่อุ๋ยก็เดินมาตบบ่าแล้วก็บอกว่าขอบคุณมากป๊อกพี่ไม่ได้กำกับหนังแล้วร้องไห้ไปด้วยแบบนี้นานมากจำไม่ได้แล้วเมื่อไหร่แต่ว่าคุณเป็นคนทำให้พี่ร้องไห้ได้ในขณะกำกับป๊อกก็เลยบอกว่าจริงซิพี่ขอบคุณมากเรารู้สึกเหมือนเป็นคำชมที่ดีมากของนักแสดงที่เรารู้สึกว่าการแสดงของเรามันทำให้กระทบจิตใจเขาแล้วมันทำให้เขารู้สึกร่วมกับเราได้อย่างง่ายดายเราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นสุดยอดคำชมของนักแสดงเลยหละ

Q.นอกจากการเตรียมตัวในส่วนของการต้องรับบทสาวชาวไร่ต่างจังหวัดที่ข้างนอกอาจจะดูแข็งแกร่งแต่จิตใจข้างในอาจจะดูอ่อนไหวแล้วบรรยากาศการทำงานในภาพยนตร์เรื่องTIMELINE จดหมาย ความทรงจำ ที่ต้องเดินทางไปถ่ายทำไกลถึงอ.สะเมิงและบนยอดดอยอ่างขางจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างไรบ้าง
P.ถ้าอย่างบรรยากาศในการทำงานคือบางทีมันก็มีจุดดีนะคะตรงที่ว่าเราไม่ได้อยู่บ้านเพราะฉะนั้นการที่เราเดินทางไปอยู่ที่อ.สะเมิงเป็นอาทิตย์มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่หลุดช่วงกับตัวละครบรรยากาศมันดีมากแล้วการทำงานมันก็ดีตอนแรกก็เอ๊ะอากาศมันจะร้อนหรือเปล่าพี่อุ๋ยมันยังไม่หนาวเลยนะแต่ปรากฎว่าที่นั่นฝนตกแล้วก็อากาศดีมากดีมากจนกระทั่งแบบเอออยากอยู่บอกพี่ตั๊กเลยนะบอกสามีบอกว่าแล้วเดี๋ยวเราไปหาซื้อที่ที่สะเมิงกันดีกว่าคืออยากอยู่มากอยากไปอยู่ในบรรยากาศของการมีไร่ในต่างจังหวัดแล้วก็หลายๆอย่างป๊อกว่ามันโรแมนติกมากต้องชมทีมงานว่าช่างหาจริงๆช่างหามากๆพอฝนมันตกนิดๆมันก็เลยหนาวแล้วยิ่งพอเราไปที่อ่างขางมันหนาวจริงๆมันหนาวมากแล้วบรรยากาศมันก็ดีอย่างถ่ายทำซีนต้นบ๊วยแล้วเราไม่เคยเห็นต้นบ๊วยอย่างนี้มาก่อนมันเป็นลานที่เป็นพื้นหญ้าแล้วก็มีต้นบ๊วยขึ้นมาแล้วเฮ้ยอย่างนี้มีในประเทศไทยด้วยเหรอสวยมากสวยสุดๆแล้วก็เวลาฝนตกอย่างนี้เราก็จะชอบตรงที่ว่าพี่อุ๋ยเป็นคนที่คิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้น่ารักมากคืออย่างธรรมดาแล้วถ้าฝนตกหรือว่าอะไรเขาจะหยุดถ่ายแต่อย่างที่นี่พี่อุ๋ยก็จะเปลี่ยนจากซีนที่ในบทเขียนว่าแม่ตากผ้ากับลูกน่ารักๆเล่นเงากันกลายเป็นวิ่งมาเก็บผ้าเพราะฝนตกหรืออย่างบางซีนที่เรานั่งอยู่อย่างนี้ฝนตกได้ไม่มีปัญหาซึ่งเราว่ามันเป็นเรื่องที่มันเมคเซ้นท์มันเป็นไปได้หมด

Q.เป็นตัวละครหลักตัวสำคัญของเรื่องทำให้ตัวบทบาทที่ได้รับต้องเกี่ยวเนื่องกับตัวละครอีกหลายๆตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเข้าฉากร่วมกันกับนักแสดงระดับฝีมืออาชีพย่างปีเตอร์-นพชัยและเต้ย-จรินทร์พรด้วย
P.ค่ะคืออย่างตัวละครของอาวัฒน์ที่พี่ปีเตอร์เล่นก็เป็นอีกตัวละครหนึ่งที่มาทำให้เรารู้สึกว่าอย่างน้อยมีคนหนึ่งเข้าใจอย่างน้อยมีคนหนึ่งเป็นเพื่อนคือเราไม่ได้มองเชิงชู้สาวขนาดนั้นมันจะเป็นเหมือนกับคนที่เขาเข้าใจแล้วเขาเป็นเพื่อนที่คอยช่วยเหลือกันมาตลอดเวลาก็เลยกลายเป็นเหมือนกับว่ามัทอย่างน้อยมีเพื่อนคู่คิดที่คอยอยู่ด้วยกันตลอดเวลาซึ่งในอนาคตตัววัฒน์เขาก็อยากให้มันก้าวหน้ากว่านั้นความสัมพันธ์ดีกว่านั้นก็คืออยากได้มาเป็นคู่กัน แล้วก็ความสัมพันธ์ที่สวยงามนี้ก็จะยังคงอยู่ตลอดไปซึ่งป๊อกว่ามันเป็นเรื่องที่สวยมันเป็นความรักที่ค่อนข้างสะอาดซึ่งการร่วมงานกับพี่ปีเตอร์ไม่มีปัญหาอยู่แล้วเคยทำงานร่วมงานด้วยกันอยู่แล้วส่วนตัวสนิทกันก็เลยไม่ยากเลยการแสดงพี่ปีเตอร์เขาสุดยอดอยู่แล้วเขาทำให้เราเชื่อโดยไม่ยากเลยว่าเขาเป็นคุณวัฒน์ที่จะมาคุยกันเข้ามาในชีวิตเราอะไรอย่างนั้นซึ่งโอเคมากแต่กับน้องเต้ยน้องเต้ยก็โอเคค่ะน้องเต้ยเป็นคนหนึ่งที่อยากร่วมงานด้วยตั้งแต่พอรู้ว่าเราจะต้องร่วมงานกับน้องเต้ยเราก็ไปเอางานเก่าๆเขามาดูบ้างอยากดูวิธีการเล่นเขาดูสิว่ามันเป็นยังไงแนวๆปรากฏว่าได้ดีเกินคาดค่ะน้องน่ารักมากแล้วก็ทำให้เรารู้สึกหมือนอย่างที่บอกเหมือนกับเจมส์ทำให้เรารู้สึกเราเข้ากับเขาโดยไม่ยาก

Q.ไม่เพียงเท่านั้นเห็นว่าต้องมีการแชร์ประสบการณ์ในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยการปั่นจักรยานเข้าฉากด้วย
P.ค่ะก็อย่างการถ่ายเรื่องนี้นะคะอย่างในรุ่นของลูกอย่างของเจมส์เขาก็จะมีจักรยานที่มีเกียร์ปั่นขึ้นเนินกันพี่ปีเตอร์เป็นเกียร์ปั่นขึ้นเนิน แต่ของมัทเป็นจักรยานเก่าแล้วไม่มีเกียร์จักรยานคุณแม่บ้านเราก็ต้องพยายามขี่ให้รู้สึกว่าถนัดด้วยแล้วต้องเอาลูกตอนเล็กซ้อนด้วยซึ่งก็ดีค่ะมันก็เป็นเรื่องท้าทายอีกอย่างหนึ่งของการถ่ายทำซึ่งการขี่จักรยานของเราอาจจะไม่ค่อยคล่องมากแต่ว่าเราก็จะพยายามทำให้มันรู้สึกว่ามันใช่ที่สุดก็แอบน้อยใจเล็กๆว่าสมัยนั้นไม่มีเกียร์สำหรับฉากที่เราต้องปั่นแล้วมีแทนตอนเด็กคือน้องยอร์ชซ้อนท้ายคือจริงๆแล้วต้องขอสารภาพเลยว่าไม่ได้แคร์ลูกเลยที่อยู่ข้างหลัง(หัวเราะ)เพราะว่ามัวแต่เครียดกับการที่เราจะต้องขี่แล้วพี่อุ๋ยเองครั้นจะให้นั่งเขาซ้อนแบบธรรมดาก็อาจจะดูหวานไปก็ต้องให้น้องนั่งหันหลังออกสะพายเป้ข้างหน้าตัวซึ่งคราวนี้ก็ต้องเป็นเรื่องของน้องแล้วหละ(หัวเราะ)ที่จะต้องทรงตัวเองให้ดีๆเราก็จะพยายามทำหน้าที่ขี่ให้มันผ่านพ้นไป(หัวเราะ)แต่ว่าจริงๆก็แอบรู้สึกห่วงๆๆเหมือนกันเพราะว่าจักรยานมันก็ไม่ใช่จักรยานของเราเราก็ไม่ค่อยถนัดแต่ก็จะพยายามก็ต้องดูแลกันค่ะก็จะบอกว่าพอถึงที่น้องยอร์ชโดดเลยนะครับอย่าแคร์พี่ป๊อกนะลูกโดดไปเลยๆ (หัวเราะ)

Q.นอกจากนี้ทราบมาว่านักแสดงทุกคนจะต้องผ่านประสบการณ์ในการผัดฟักแม้วกันทุกคนในภาพยนตร์เรื่องนี้
P.ใช่ค่ะก็ทุกคนจะได้รับการเทรนเรื่องการผัดฟักแม้วมีทั้งพี่เต๋าแล้วก็มีพี่ป๊อกต้องผัดให้ลูกดูต้องมีเต้ยมีน้องเจมส์ผัดแล้วก็มีน้องยอร์ชตัวเล็กก็ต้องผัดเป็นด้วยคือทุกคนจะได้ผ่านการชูชากันไป

Q.ซึ่งในชีวิตจริงของป๊อก-ปิยธิดา กับการทำอาหารโดยเฉพาะผัดฟักแม้วเป็นอย่างไร และการผัดฟักแม้วกลายมาเป็นแง่มุมของความทรงจำที่แสนโรแมนติกในภาพยนตร์ได้อย่างไร
P.ที่จริงคือไม่ได้อวยตัวเองนะ(หัวเราะ)แต่จริงๆเป็นคนที่ทำกับข้าวได้ดีด้วยแล้วก็แต่ว่าด้วยข้อแม้ข้อจำกัดในตอนถ่ายทำมันอาจจะไม่ได้เยอะแยะมากมาย แต่ในส่วนของเรื่องอย่างใครจะคิดว่ากะไอ้แค่การผัดฟักแม้วมันจะเป็นความโรแมนติกมันเป็นไปได้ยังไงแต่มันเป็นไปแล้วจริงๆสำหรับเรื่องนี้ซึ่งการกินฟักแม้วของแต่ละตัวละครที่มีในเรื่องนี้มันจะไม่ใช่แค่การกินแต่มันเป็นความรู้สึกอีกแบบหนึ่งว่านี่คืออาหารที่เราเคยทำกับสามีนี่คือสิ่งที่เขาพยายามถ่ายทอดให้เราคิดถึงและเราจำได้นี่คือสิ่งที่เขาทำให้เรารู้สึกอบอุ่นใจเวลาทานอาหารแค่การทานอาหารเขายังทำให้เรารู้สึกว่าเราคิดถึงเราอบอุ่นใจได้เราเหมือนมีเขาอยู่ตลอดเวลา

Q.TIMELINE จดหมาย ความทรงจำ เป็นการถ่ายทอดแง่มุมความรักโรแมนติกผ่านมุมมองความรักของคนยุคนี้ที่พูดถึงโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คซึ่งเป็นเรื่องใกล้ๆตัวที่มั่นใจว่าเป็นหนังรักพ.ศ.นี้ที่จะไม่เชย
P.ค่ะอย่างไทม์ไลน์นะคะสื่อสารถึงการที่เราคนสองคนจะปฏิสัมพันธ์กันได้ยังไงอย่างในปัจจุบันเราก็จะใช้คอมพิวเตอร์ใช้เฟสบุ๊คใช้ทวิตเตอร์กันซึ่งพี่อุ๋ยพยายามที่จะทำให้เห็นถึงอย่างปกติธรรมดาคนจะชอบคิดว่าการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นเรื่องที่ไม่โรแมนติกเป็นเรื่องฉาบฉวยเป็นเรื่องความเร็วแต่พี่อุ๋ยพยายามที่จะสื่อสารให้เห็นว่าตรงนั้นมันมีความโรแมนติกแทรกมันเป็นความรักความโรแมนติกของคนยุคนี้ซึ่งมาเปรียบเทียบกับสมัยก่อนและเอาสมัยนี้มาให้ดูว่ามันไม่ใช่แค่ความรวดเร็วอย่างเดียวมันมีความลึกซึ้งได้ด้วยเพียงแต่ว่าเป็นการบันทึกที่แตกต่างกันอย่างสมัยนี้การบันทึกไม่ใช่กระดาษแต่เป็นการบันทึกลงความพิวเตอร์เป็นการบันทึกลงเฟสบุ๊คซึ่งมันเป็นการระบายความรู้สึกที่เหมือนกันเพียงแต่อยู่ในสื่อที่ต่างกันเพราะฉะนั้นความโรแมนติกมันมีอยู่ได้ทุกที่ค่ะถ้าคุณละเอียดพอแล้วคุณอย่าฉาบฉวยจนเกินไปนักคุณจะมองเห็นความลึกซึ้งมันยังมีอยู่คือป๊อกว่าคนไทยยังมีความโรแมนติกในเรื่องแบบนี้อยู่ความละเอียดของคนโซนเอเชียมันจะมีเรื่องของดรามาติกเรื่องของความรู้สึกค่อนข้างเยอะเพราะฉะนั้นต่อให้เป็นสื่อแบบไหนก็ตามความโรแมนติกยังมีอยู่ค่ะ






กำลังโหลดความคิดเห็น...