xs
sm
md
lg

อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 6

เผยแพร่:

อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 6

พระบรมมหาราชวัง ปีพ.ศ. 2481

หม่อมพริ้มเดินเข้าไปในเขตตำหนักฝ่ายใน ที่เป็นหมู่ตึกหลังเล็กๆ หลายหลังเรียงกันอยู่ในสวนสวย บรรยากาศดูร่มรื่น ระหว่างทาง มีหญิงชาววังเดินผ่านไปมา ทุกคนแต่งกายสีตามวันแบบสวัสดิรักษา

ภายในห้องขนาดกลาง ห้องหนึ่ง คุณพริ้ง พี่สาวของหม่อมพริ้มนั่งอยู่บนพรม ห่างออกไป มีสาวๆ ชาววังแต่งกายสีตามวันจับกลุ่มกันแกะสลักผักผลไม้อย่างตั้งใจ
หม่อมพริ้มคลานมานั่งพับเพียบอยู่ตรงหน้า
“กราบคุณพี่ค่ะ”
คุณพริ้งยิ้มตอบ “ว่าอย่างไร แม่พริ้ม ฉันแว่วมาว่าอีกไม่นาน ที่วังรวีวารจะมีงานใหญ่”
“อิฉันก็มาเรียนคุณพี่เรื่องนี้ล่ะค่ะ” สีหน้าหม่อมดูกังวลนิดๆ “แล้วก็อยากจะหารือ...เรื่องลูกหญิงโสภา”

ทั้งสองพี่น้องเดินคุยกันในสวนสวย คุณพริ้งพูดอย่างเห็นใจหญิงโสภา
“ก็น่าเห็นใจแม่โสภา หมั้นปุ๊บแต่งปั๊บ แถมยังต้องติดตามสามีไปถึงฝรั่งเศส คนไม่เคยไปไหนไกลบ้าน มันก็น่าใจหาย”
“อิฉันก็ใช่ว่าจะอยากเสือกไสลูกให้ไปพ้นอก แต่คุณชายสืบสวัสดิ์เขาก็เป็นคนดี จริงๆ หญิงโสภาก็โตเป็นสาวแล้ว ไม่มีบารมีท่านชายคอยคุ้มครอง คนมันก็ฉวยโอกาสมาเกาะแกะ”
“จริงรึ” หม่อมพริ้มพยักหน้ารับ คุณพริ้งบอกทันที “งั้นรีบตบแต่งออกไปเสียก็ดีแล้ว.. ผู้ชายดีๆ อย่างคุณชายสืบสวัสดิ์หาได้ที่ไหน อายุไม่เท่าไหร่ก็ได้เป็นถึงเลขาท่านทูต อนาคตแม่โสภา อย่างไรเสียก็ไม่พ้นได้เป็นคุณหญิง”
“แต่อิฉันก็อดใจหายไม่ได้”
“ก็ตามประสาแม่ห่วงลูกสาวน่ะ แม่พริ้ม”
“ตอนโศภีกับศุภลักษณ์ออกเรือน อิฉันก็ไม่เคยเป็นแบบนี้นะคะ คุณพี่ นี่ใจคอมันวับๆ หวิวๆ ยังไงพิกล...เหมือนกับคนจะเสียลูกไปอย่างไรไม่ทราบค่ะ”
หม่อมพริ้มหน้าตาไม่สบายใจเอาเลย

ด้านหญิงโสภานั่งอยู่ที่เตียง มองไปที่กรอบรูป เป็นภาพของหล่อนถ่ายคู่กับหม่อมพริ้ม หญิงโสภาหยิบมาดูอย่างอาลัย ปนหวาดหวั่น แล้ววางกลับลงบนโต๊ะข้างเตียง
หญิงโสภาทรุดตัวลงกับพื้นห้อง พนมมือมองไปที่รูป
“หม่อมแม่ขา ชาตินี้ลูกน้อยวาสนา ไม่ได้อยู่ทดแทนคุณหม่อมแม่ เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้ลูกได้เกิดมาเป็นลูกหม่อมแม่ได้ทดแทนคุณหม่อมแม่ด้วยเถิดเจ้าประคุณ”
หญิงโสภาก้มลงกราบรูปหม่อมพริ้ม แล้วเงยหน้าขึ้น เปิดกล่องเครื่องมือเย็บปักถักร้อย หยิบกรรไกรตัดผ้าเล่มใหญ่คมวับขึ้นมา
หญิงโสภามองคมกรรไกร มองเส้นเลือดใหญ่ที่ข้อมือของตน รวบรวมความกล้าแล้วยกกรรไกร
ขึ้นสุดแขน หลับตาปี๋ มือสั่นระริก

ขณะเดียวกันสานอนพลิกไปพลิกมาอยู่ในมุ้ง ครุ่นคิดถึงคำพูดของคุณหญิงโสภา
“จะไม่มีผู้ชายคนไหนอีก นอกจากเขา ตลอดชีวิตของหญิง...”
สาสะดุ้งลุกพรวดขึ้นมา ใจคอไม่ดี
“คุณหญิง”

ขณะที่หวนนอนหลับอยู่ข้างๆ ที่นอนชายรวี รู้สึกเหมือนมีก้อนกรวดเล็กๆ ปาโดน หวนสะดุ้ง
“หืมม” หวนงัวเงีย หยิบก้อนกรวดมาดูงงๆ “อะไรวะ”
สาโผล่มาตรงหน้าต่างร้องเรียกเบาๆ “พี่หวน”
“นังสา” หวนตกใจระคนแปลกใจ
“เปิดประตูให้ฉันหน่อยพี่ ฉันเข้าไปไม่ได้”
“แล้วเอ็งจะเข้ามาทำไม”
“เอาน่ะ มาเปิดประตูให้ก่อน...เร็ว”

หวนเปิดประตู สารีบผลุบเข้ามาเร็วรี่
หวนเตือน “หม่อมท่านสั่งไว้ว่า...”
สาชู่ว์ปาก “อย่าเอะอะไป”
จากนั้นสารีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน หวนอ้าปากค้าง

ในเวลาต่อมาสาย่องเร็วๆ ไปตามทางเดินที่มีแสงสว่างเพียงรางๆ ที่หน้าห้องหญิงโสภา เรียกเบาๆ
“คุณหญิงขา คุณหญิง”
สาร้อนใจ เห็นว่าประตูไม่ได้ใส่กลอน เลยเปิดเข้าไปเลย มองเห็นเตียงว่างเปล่า
“คุณหญิง”
สาเห็นขาของหญิงโสภาอยู่ที่พื้นอีกด้านของเตียง ตกใจรีบวิ่งเข้าไป
“คุณหญิง”
ร่างของหญิงโสภากองอยู่ที่พื้น กรรไกรตกอยู่ ที่ข้อมือมีเลือดไหล แผลไม่ใหญ่มาก แค่เฉียด หญิงโสภากลัวจนทำไม่สำเร็จ สาตกใจสุดขีดรีบเข้าไปประคอง
“คุณหญิง นี่มันอะไร”
หญิงโสภาร้องไห้สะอึกสะอื้น “สา หญิงอยากตาย แต่หญิงทำไม่ได้ หญิงไม่กล้า หญิงกลัว...”
หญิงโสภาร้องไห้กระซิก สาเข้าใจ ดึงหญิงโสภามากอดปลอบ ด้วยความเห็นใจ

สาทำแผลให้หญิงโสภาที่นั่งอยู่บนเตียง พูดเตือนดุๆ
“คุณหญิงจะตายไปทำไมคะ ถ้าคิดจะตาย หนีไปกับคุณสมศักดิ์เสียไม่ดีกว่าหรือ”
“หญิงทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกจ้ะ หม่อมแม่คงเสียใจมาก”
“แล้วตายไปนี่ หม่อมท่านไม่เสียใจหรือคะ” หญิงโสภาอึ้ง “คิดอะไรโง่ๆ คุณหญิงตายไป หม่อมท่านก็เสียใจ คุณสมศักดิ์ก็เสียใจ ไม่มีใครได้อะไร แต่ถ้าคุณหญิงหนีไปกับคุณสมศักดิ์ อย่างน้อย ก็ยังมีคนสองคนที่มีความสุข”
หญิงโสภาอึ้งสับสนไปหมด ด้วยความอ่อนต่อโลก สาแนะนำจากมุมมองของตัวเอง
“พระท่านว่า ฆ่าตัวตายน่ะบาปหนักนะคะ คุณหญิง...ถ้าคุณหญิงรักคุณสมศักดิ์ก็หนีไปซะดีกว่า”
“หญิง” คุณหญิงสับสนหนัก “ไม่รู้สิสา”
“คุณหญิงรักคุณสมศักดิ์ไหมล่ะคะ”
หญิงโสภานิ่ง เห็นสายตาคาดคั้นของสา เลยค่อยๆ พยักหน้า
“รักเขา ก็ไปกับเขาเถอะค่ะ ยังไงก็ดีกว่าฆ่าตัวตาย”
หญิงโสภามองหน้าสา เหมือนเด็กหลงทางที่หาที่พึ่ง
“แล้วสาจะไปกับหญิงใช่ไหม” สาอึ้ง “นะ สา ไปกับหญิงนะ”

สาอึ้ง ตอบไม่ถูก เพราะยังไม่ได้ตัดสินใจเหมือนกัน
รุ่งเช้าหม่อมพริ้มนั่งสง่าอยู่ที่โซฟาห้องโถง จวนนั่งที่พื้นตรงหน้า เจิมเดินนำหญิงโสภาเข้ามา

“มานี่สิ หญิง แม่มีเรื่องจะปรึกษา” เห็นผ้าพันแผล “อ้าว แล้วนั่นแขนไปโดนอะไรมา”
“โดนกรรไกรค่ะ หญิงทำการฝีมือแล้วพลาด”
“ไหนดูซิ” หม่อมดูแผลอย่างห่วงใย “ดีที่แผลไม่ลึก อีกสองเดือนจะมีงานใหญ่ หญิงต้องระวังตัวมากๆ ด้วย”
เจิมเอ่ยขึ้น “จริงเจ้าค่ะ คนจะบวชจะแต่ง โบราณเขาว่ามันแรง...ต้องระวังตัวไว้”
หญิงโสภารีบตัดบท “หม่อมแม่ให้ป้าเจิมไปตามหญิง มีอะไรหรือคะ”
“อาทิตย์นี้ ท่านชายสืบสายจะมาตกลงเรื่องงานแต่งงานของหญิง ท่านป้าของหญิงก็จะออกจากวังมาเป็นผู้ใหญ่ทางเราด้วย แม่จะให้หญิงทำของว่างเลี้ยงท่านผู้ใหญ่...แต่ก็มามือเจ็บเสียนี่”
“นั่นสิเจ้าคะ อิฉันว่าจะชวนคุณหญิงทำข้าวแช่...เห็นหม่อมโปรด” จวนบอกประจบ
“ไม่ต้องมาสู่รู้ประจบข้า นังจวน” หม่อมหันมาพูดกับหญิงโสภาอย่างปรานี “มือเจ็บก็อย่าเลยลูก เอาไว้หายแล้วค่อยทำก็ได้”
หญิงโสภามองหม่อมพริ้มราวกับจะจดจำทั้งรักและอาลัย น้ำตาแทบหยด เมื่อได้คิดว่าเธอจะไปจากที่นี่แล้ว
“หญิงทำไหวค่ะ หม่อมแม่...หม่อมแม่ชอบข้าวแช่ หญิงก็อยากทำให้หม่อมแม่รับประทาน...” คุณหญิงไม่อาจพูดว่า เป็นครั้งสุดท้าย ได้แต่ส่งสายตาอาลัย “หม่อมแม่ว่าแขกจะมากันเมื่อไหร่นะคะ”
“วันอาทิตย์นี้จ้ะ หญิง ซักบ่ายสองโมง”
หม่อมพริ้มตอบยิ้มแย้ม ไม่ได้สงสัยอะไร หญิงโสภาหน้านิ่ง แต่มือเย็นเฉียบ ถึงเวลาแล้ว

เวลาเดียวกันที่ริมรั้วบ้านเช่า สาแอบมาส่งข่าวหญิงโสภาให้สมศักดิ์รู้
“งั้นคุณก็ต้องพาคุณหญิงโสภาหนีออกมาก่อนหน้านั้น”
สานึกหวั่นๆ “ฉันเหรอ...แล้วคุณล่ะ”
“ผมจะไปรอคุณที่ที่เรานัดกัน” สมศักดิ์ปลอบใจ “ไม่ต้องกลัวนะ คุณสาผมวางแผนเอาไว้รอบคอบแล้ว ขอแค่คุณกับคุณหญิงหนีออกมาให้ได้…เราก็จะไปมีชีวิตใหม่ด้วยกัน”

สาเดินคอตกกลับมานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ สีหน้าหนักใจ มองไปที่สนามเห็นหวนเล่นว่าวกับชายรวี ชายรวีหัวเราะสดใสอย่างน่ารักแล้วหันมาเห็นสา
“สา...สามาเล่นกับชายนะคะ”
สาฝืนยิ้ม ร้องตอบ “สามีน้อง สาวิ่งไม่ได้ค่ะ คุณชายเล่นกับหวนเถอะค่ะ”
“ไม่เอา ชายจะเล่นกับสา”
ชายรวีละจากหวน วิ่งมาหาสา ด้วยสายเลือดผูกพันกัน ชายรวีกอดสาอย่างรักใคร่ ฉอเลาะ
“ทำไมสาไม่มาร้องเพลงกล่อมชายนอนอีก”
สามองหน้าชายรวีที่ยิ้มประจบ อารมณ์แม่ที่ห่างหายไปก็เอ่อท้นขึ้นมา น้ำตาคลอๆ
“หวนก็อยู่นี่คะ”
“หวนร้องไม่เพราะ ไม่เหมือนสา ชายชอบฟังสาร้องเพลง สาร้องเพลงเพราะ”
สามองชายรวีที่มองมาตาแป๋ว อาลัยลูกชายเป็นที่สุด

ยามเย็น ท้องฟ้าสีหมากสุกสวยงาม ลมพัดใบไม้พลิ้วไหว ยินเสียงสาร้องเพลงนกขมิ้นดังกังวานใส มีชายรวีนอนบนหมอน แนบชิดกับสา ตาหรี่หลับใบหน้ายิ้มนิดๆ อย่างมีความสุข
สามองหน้าชายรวี แล้วอดไม่ได้ รำพึงเบาๆ

“คุณชายของสา...ถ้าสาไม่อยู่ จะคิดถึงสาไหม”
สาเอามือลูบผมชายรวี แล้วอดไม่ได้ก้มลงจูบหน้าผากเบาๆ อย่างอาลัยอาวรณ์
“ถึงอยู่ สาก็ไม่ได้เลี้ยงคุณชายอยู่ดี...อยู่ดีมีสุขนะคะ คนดีของสา”

เช้าวันต่อมา เป็นวันอาทิตย์ หม่อมพริ้มแต่งตัวสวยเป็นพิเศษเดินออกมาหน้าวัง พุดเดินตาม หม่อมพริ้มเห็นชิดจอดรถเหมือนรอใครอยู่
“อ้าว เจ้าชิด เจอพอดี ว่าจะให้พุดมันไปเรียกอยู่เชียว”
“หม่อมมีอะไรจะใช้ผมหรือขอรับ”
“เดี๋ยวซักเที่ยงเอ็งเอารถไปรับคุณพริ้ง คุณพี่ข้าออกมาจากวังที เธอจะมาที่นี่”
ชิดค้อมตัวบอก “ผมไปส่งคุณหญิงโสภาแล้ว จะรีบไปรับคุณท่านทันทีเลยขอรับ”
หม่อมพริ้มแปลกใจ “หญิงโสภาจะไปไหน”
“สามันบอกผมให้มาเตรียมรถ มันว่า คุณหญิงโสภาจะออกไปซื้อของที่บางลำพูขอรับ”
หม่อมพริ้มฉงน “ซื้อของ? ซื้ออะไร”

หญิงโสภาแต่งตัวสวยจะออกจากบ้าน ตอบหม่อมพริ้มเสียงเบาไม่ค่อยกล้าสบตา
“พอดีเทียนอบหมดค่ะ หม่อมแม่ หญิงจะออกไปซื้อ”
หม่อมพริ้มตกใจ “ตายจริง แล้วทำไมเพิ่งมารู้เอาตอนนี้” แล้วชักโกรธ “นังจวนมันเป็นแม่ครัวประสาอะไรของมัน ข้าวของหมดก็ไม่รู้เรื่อง แขกจะมากันบ่ายนี้แล้ว จะทำทันหรือหญิง”
“หญิงกรองน้ำลอยดอกมะลิไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ อบควันเทียนครู่เดียวก็พอ”
“จ้ะ งั้นหญิงรีบไปรีบมาเลยลูก” หม่อมบอกอย่างภาคภูมิใจ “แม่อยากให้หญิงปล่อยฝีมือให้เต็มที่ เขาจะได้รู้ว่าลูกสาวแม่มีค่าขนาดไหน”
หญิงโสภาฝืนยิ้ม กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล “ค่ะ งั้นหญิงลานะคะ หม่อมแม่”
หญิงโสภายกมือไหว้ แล้วรีบลุกไป ยังไม่ทันพ้นประตู ก็มีเสียงหม่อมพริ้มเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน หญิง” หญิงโสภาชะงัก ตัวเย็นเฉียบ “จะไปซื้อของน่ะ ไม่เอาสตางค์ไปหรือ”
หญิงโสภายืนอึ้ง รู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว แต่ก็ไม่กล้าหันมาตอบ กลัวจะโกหกต่อไปไม่ได้
หม่อมพริ้มหยิบกระเป๋าสตางค์ แล้วเดินเข้ามาหาส่งเงินให้
“เอาไปสามสิบบาทก็แล้วกัน เทียนอบน่ะไม่กี่สตางค์หรอก ที่เหลือเผื่อหญิงอยากจะซื้ออะไร”

หญิงโสภารับเงินมา พยายามกลืนกลั้นน้ำตาไว้อย่างสุดความสามารถ
 
อ่านต่อหน้า 2
อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 6 (ต่อ)

สาอยู่ในห้องคุณหญิงโสภา หล่อนแต่งตัวสวยดูทะมัดทะแมงกว่าทุกวัน กำลังจัดเสื้อและผ้าซิ่นสองสามชุด ลงกระเป๋าเสื่อจันทบูรใบใบย่อมๆ หญิงโสภากำเงิน เดินเข้ามาเห็นสาก็ตกใจ

“สา! สาขึ้นมาได้ยังไง”
“สาแอบขึ้นมาทางข้างหลังค่ะ มาเก็บเสื้อผ้าให้คุณหญิง” สาถามอย่างตื่นเต้น “เป็นยังไงบ้างคะหม่อมท่านสงสัยอะไรหรือเปล่า”
หญิงโสภาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงเหมือนคนหมดแรงส่ายหน้าพูดเศร้าๆ
“ไม่...หม่อมแม่ยังให้เงินมาตั้งสามสิบบาท...”
พูดได้เพียงเท่านี้ หญิงโสภาก็พูดไม่ออก น้ำตาไหลริน รู้สึกผิดเต็มกลืน สารีบปลอบ
“คุณหญิงอย่าคิดมากไปเลยค่ะ”
“หญิงเลวเหลือเกิน”
“คุณหญิงไม่มีทางเลือกนี่คะ หม่อมท่านไม่มีทางเห็นคุณสมศักดิ์ดีไปกว่าคุณชายคนนั้นแน่ๆ ... คุณหญิงไม่รักคุณสมศักดิ์หรือคะ”
หญิงโสภาปาดน้ำตา พยายามเข้มแข็ง
“ไปค่ะ สาเก็บเสื้อผ้าให้แล้ว เอาไปนิดหน่อยก็พอ เดี๋ยวคนมันจะสงสัย...แต่เงินทองน่ะ ต้องใช้ คุณหญิงมีเท่าไหร่คะ”
หญิงโสภาหยิบกระเป๋าเงินในลิ้นชักออกมา “หญิงมีอยู่สองร้อยเท่านั้นล่ะจ้ะ”
สาเกรงใจ “งั้นเครื่องแต่งตัวทองหยองต้องเอาไปให้หมด” สาหยิบกำปั่นส่งให้ “เอาไปเผื่อๆ น่ะค่ะ จำเป็นจริงๆ เรายังพอจะเอาไปไขว้เขวได้” สาหมายถึงเอาไปจำนำได้นั่นเอง
หญิงโสภาเปิดกำปั่นส่งให้สาอย่างซังกะตาย
สาเทเครื่องเพชรทั้งหมดลงไปในถุงผ้า เอาถุงนั้นใส่กระเป๋าเสื่อจันทบูรใบใหญ่ แล้วทิ้งกำปั่นเปล่าเอาไว้บนเตียง

ชิดยืนรอที่รถ หญิงโสภาถือกระเป๋าเดินมาที่รถ สาเดินแกมวิ่งมาอีกทาง ในมือมีกระเป๋าใบเล็กๆ อีกใบ
โสภาบอกชิด “หญิงจะให้สาไปช่วยถือของจ้ะ”
หญิงโสภาขึ้นรถ สาจะตามเข้าไป ได้ยินเสียงคุณชายรวีร้องดังมาจากในตัวตึก
“สา สาจะไปไหน”
หวนจูงชายรวีออกมา สาหน้าเจื่อน
“สาไปธุระกับคุณหญิงโสภาค่ะ”
คุณชายรวีวิ่งมาเกาะมือสา
“ชายไปด้วย”

“ไม่ได้ค่ะ คุณชาย ไม่ได้”
หวนช่วยห้าม “ไปไม่ได้นะคะ คุณชาย สาเค้าไปตลาด”
ชายรวีไม่ยอมดึงแขนสาไว้ “ชายไปตลาดด้วย”
“ไม่ได้ค่ะ คุณชาย อย่าไปเลยนะคะ” สาพยายามแกะมือชายรวี แต่ไม่สำเร็จ “คุณชายอยู่บ้านนะคะ เดี๋ยวสาจะซื้อขนมมาฝาก”
หม่อมพริ้มเดินออกมา
“ชายรวี มาหาแม่นี่ลูก อย่าดื้อ”
“หม่อมแม่”
ชายรวีปล่อยมือจากสาทันที วิ่งกลับไปหาหม่อมพริ้ม สาอดเสียใจไม่ได้
หม่อมพริ้มกอดชายรวี “เขาไปซื้อของ อย่าไปกวนเขาเลยลูก ไปกับแม่ดีกว่า แม่จะเล่านิทานให้ฟัง เอาไหม”
หม่อมพริ้มพาชายรวีเข้าตำหนักไป ชายรวีไม่หันมาหาสาอีกเลย สามองตาม น้อยใจ ก่อนจะเข้ารถไป
สาบแก “ไปเถอะ ชิด”
รถแล่นออกไปช้าๆ สาหน้านิ่ง คิดว่าตัวเองคิดไม่ผิด ที่ไปจากที่นี่

จวนนอนหลับกรนครอกๆ อยู่บนแคร่ เจิมถีบโครม จนจวนตกแคร่ลงมา
“โอ๊ย ตาเถรหก” หวนขยี้ตา เห็นเจิมยืนเท้าสะเอวอยู่ “พี่เจิม” ลุกพรวด โมโห “จะบ้าหรือไงเนี่ย อยู่ดีๆ มาถีบฉันทำไม”
“ถีบแก้โรคสันหลังยาวของเอ็งน่ะซี.. ขี้เกียจนัก รู้ทั้งรู้ว่าหม่อมท่านจะมีแขกสำคัญมา ทำไมเอ็งไม่ดูไม่แล เอ็งปล่อยให้เทียนอบหมด คุณหญิงเธอจะทำข้าวแช่ได้ยังไง”
“พี่เจิมเอาอะไรมาพูด คุณหญิงเธอทำเครื่องข้าวแช่เสร็จสรรพหมดทุกอย่างแล้ว” จวนชี้มือไปที่คนโทดินเผาสีแดงที่มุมห้อง “น้ำลอยดอกมะลิอบเทียนหอมก็อยู่ในคนโทมอญโน่นตั้งแต่เมื่อคืน ฉันนี่แหละเป็นคนกรอกกับมือ จะบอกให้”
เจิมประหลาดใจ “อ้าว...แล้วคุณหญิงไปไหน”
“ฉันจะไปรู้รึ...นอนหลับอยู่ดีๆ ก็มาถีบกันซะงั้น”
จวนบ่นๆ งอนๆ เดินสะบัดก้นออกไป เจิมงง ชักไม่สบายใจ

รถแล่นมาบนถนนพระสุเมรุ ทางไปบางลำพู สานั่งหน้ากับชิด หญิงโสภานั่งด้านหลังคนเดียว ท่าทางกระสับกระส่าย หน้าซีด ทั้งชิดและสาพากันแอบมอง สากลุ้มใจ กลัวโดนจับได้ ชิดสงสัย เป็นห่วง

“คุณหญิงเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
“เปล่าจ้ะ”
สาจิกตาใส่หญิงโสภาให้ระงับอาการ แล้วบอกชิด
“อากาศคงร้อนน่ะ แกก็ขับไปเถอะ” สามองไปข้างหน้า นึกได้ “อุ๊ย จอดๆ จอดที่ข้างหน้าตลาดนี่แหละ”
ชิดท้วง “เอ ร้านขายเทียนอบมันอยู่เลยไปอีกไม่ใช่รึ”
“จอดเถอะน่ะ คุณหญิงเธอจะซื้อหลายอย่าง” ชิดจอด สาบอกชิด “รออยู่ที่รถนี่นะ เดี๋ยวซื้อของเสร็จแล้ว จะเดินกลับมาเอง ไปค่ะ คุณหญิง”
สาลงไปเปิดประตูรถ ดึงหญิงโสภาลงมา แล้วพาเดินไป

ตลาดบางลำพูปีพ.ศ. 2481
มีผู้คนค่อนข้างหนาแน่น สมศักดิ์ใส่หมวกหรุบลงมาปิดหน้า ยืนรออยู่
สมศักดิ์เห็นสากึ่งจูงกึ่งประคองหญิงโสภาเดินเข้าตลาดมา สมศักดิ์รีบเดินเข้าไปหา แล้วสะกิดแขนสาเบาๆ “ตามผมมา”
สมศักดิ์เดินนำลิ่วๆ ไปโดยไม่หันมามอง ทำเหมือนไม่รู้จักกัน สาพาหญิงโสภาเดินตาม

“ไปค่ะ คุณหญิง”
แลเห็นรถเก๋งคันเล็กๆ เก่าๆ จอดอยู่ริมถนน สมศักดิ์เดินข้ามถนนไปที่รถ สากับโสภาข้ามถนนตามไป พอไปถึงข้างรถ สมศักดิ์เหลียวดูรอบตัว เห็นว่าไม่มีคนมองมา ก็คว้ามือสองข้างของหญิงโสภามากอบกุม

“คุณหญิง” สมศักดิ์มองอย่างดื่มด่ำ “ยอดรักของผม ดีใจเหลือเกิน”
สมศักดิ์ยกมือสองข้างมาจูบ มีเสียงกระแอมล้อเลียนขึ้นมาในจังหวะนี้ หญิงโสภาตกใจรีบดึงมือออก
สาเองก็ตกใจ เพิ่งเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับ
“ไม่ต้องตกใจครับ คุณหญิง คุณสา” สมศักดิ์ขำๆ “ออกมาได้แล้ว พี่วินิจ”
วินิจออกมาจากรถ ยิ้มกวน มองคุณหญิงหัวจรดเท้า แล้วหันไปมองสาแล้วเป่าปากหวือ
คุณหญิงโสภากับสาชักสีหน้า ไม่พอใจ สมศักดิ์รีบไกล่เกลี่ย
“พี่นิจ นี่ไงคุณหญิงโสภาพรรณวดีที่ผมเล่าให้ฟัง แล้วนี่ คุณอุษา” สมศักดิ์แนะนำกับสองสาว “นี่พี่วินิจ เป็นพี่ และเป็นเพื่อนรักของผมครับ”
หญิงโสภามองดู เห็นวินิจใส่เสื้อผ้ายับย่นติดกระดุมไม่ครบเม็ด แถมมองมาด้วยท่าทางกิริยาไม่สุภาพหญิงโสภารู้สึกไม่ดีนัก ด้วยความถือตัวเธอจึงได้แต่ฝืนยิ้ม ยกมือไหว้นิดหนึ่งพอเป็นพิธี วินิจรับไหว้พลางนิ่วหน้าอย่างไม่พอใจเช่นกัน
สารีบพูดไกล่เกลี่ย
“เรารีบไปจากที่นี่ก่อนดีกว่าค่ะ คุณสมศักดิ์ เดี๋ยวนายชิดมาเห็นเข้า จะเหลวเสียเปล่าๆ”
“ก็จริง” สมศักดิ์เปิดประตูด้านหลัง “เชิญครับ คุณหญิง”
หญิงโสภาเข้าไปนั่ง ดึงสาเข้าไปด้วย ทำท่าเหมือนไม่อยากให้นั่งกับวินิจ
“สามานั่งกับหญิง”
สมศักดิ์เลี่ยงให้สาเข้าไป ตัวเองไปนั่งข้างหน้ากับวินิจ วินิจบ่นด้วยเสียงกวนๆ
“ใครจะนั่งตรงไหนก็รีบๆ นั่งเข้า” วินิจกระแทกเสียงใส่ “รำคาญ”
สมศักดิ์ขับรถแล่นออกไป สากับหญิงโสภามองหน้ากัน ใจคอชักไม่ค่อยดี

ขณะเดียวกันหม่อมพริ้มพูดกับเจิมอย่างไม่พอใจ
“เอ็งว่าหญิงโสภาหลอกข้าหรือ นังเจิม”
“บ่าวไปดูในครัว ข้าวแช่ก็เสร็จแล้ว เทียนอบก็ยังมีอยู่เต็มโหลจริงๆนะเจ้าคะ”
“เดี๋ยวหญิงโสภากลับมาได้รู้กัน” หม่อมหันมองนาฬิกาบอกเวลาบ่ายโมงชักหงุดหงิด “แล้วนี่ก็หายไปไหนทำไมป่านนี้ยังไม่กลับอีก”
ขาดคำ หวนก็หน้าตาตื่นเข้ามารายงาน
“พี่ชิดเอารถกลับเข้ามาแล้วค่ะ หม่อม”
“ดี เอ็งไปตามคุณหญิงให้มาหาข้าเดี๋ยวนี้”
“ค..คุณหญิงไม่ได้กลับมากับรถค่ะ หม่อม”
“อะไรนะ”
“พี่ชิดขับรถกลับมาคนเดียวค่ะ หม่อม ทั้งคุณหญิงโสภา ทั้งสา ไม่ได้กลับมาด้วยค่ะ”
หม่อมพริ้มอึ้ง แต่ยังไม่คิดในแง่ร้าย

ที่ห้องโถง หม่อมพริ้มนั่งฟัง ชิดหมอบกับพื้น ตัวสั่นงันงก
“คุณหญิงให้ผมส่งที่ริมถนน แล้วเดินหายไปในตลาดบางลำพูขอรับ หม่อม ผมรออยู่นานสองนาน เห็นไม่กลับมา ก็เลยเดินไปตามหา...แต่ว่าหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอขอรับ”
“เอ็งดูทั่วแล้วแน่นะ ลูกข้าไปหกล้ม เป็นลมเป็นแล้งอยู่ที่ไหนหรือเปล่า”
“ไม่มีทางขอรับ สามันก็ไปกับคุณหญิงด้วย คุณหญิงมีกระเป๋าใบใหญ่ เธอให้มันถือกระเป๋าตามไป ...แล้วก็หายตัวไปทั้งสองคนเลยขอรับ”
เจิมตกใจ เดาออกทันที “คุณพระ”
หม่อมพริ้มหันมามองหน้าเจิมเขม็ง เจิมมองหม่อมรีบบอก
“หม่อมเจ้าขา...ไปดูที่ห้องคุณหญิงก่อนเถอะค่ะ”
หม่อมพริ้มสังหรณ์ใจ เดินลิ่วออกไปจากห้องทันที เจิมรีบตามไป

หม่อมพริ้มเปิดเข้าไปในห้องหญิงโสภาเร็วรี่ เห็นกำปั่นใส่เครื่องแต่งตัววางทิ้งอยู่บนเตียงว่างเปล่า หม่อมพริ้มใจเสีย หม่อมเปิดตู้ดูเห็นยังมีเสื้อผ้าอยู่ แต่มีรอยรื้อค้น ส่วนที่โต๊ะเครื่องแป้ง ของใช้ประจำวันพวกหวีแป้งที่หน้ากระจกหายไป
เจิมเดินตามเข้ามา เห็นหม่อมพริ้มยืนถือกำปั่นเปล่าอยู่ในมือ หน้าซีดเผือด
“เจิม...หญิงโสภาหนีออกจากบ้าน”
“บ่าวพอจะรู้เจ้าค่ะ ว่าคุณหญิงหนีไปกับใคร”
หม่อมพริ้มเอะใจในคำพูด “หนีไปกับใคร...นี่เอ็งหมายความว่า...”
เจิมแค้นจัด “อีสาเจ้าค่ะ หม่อม อีสามันเป็นตัวการ มันเป็นแม่สื่อแม่ชัก ให้คุณหญิงโสภากับนายสมศักดิ์แอบคบหากันเจ้าค่ะ”
หม่อมพริ้มตกตะลึง “หา! นี่เอ็งหมายความว่า หญิงโสภาหนีตาม...”

พูดได้เท่านั้นหม่อมพริ้มก็เป็นลมพับไป

 
อ่านต่อหน้า 3
อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 6 (ต่อ)

รถที่มีวินิจขับแล่นมาในย่านชุมชนแออัด ถนนคับแคบ จนรถแทบแล่นผ่านไปไม่ได้ แลเห็นพวกคนหาเช้ากินค่ำเดินขวักไขว่ หญิงโสภาสะท้อนใจ ช่างเป็นชีวิตที่แตกต่างจากวังรวีวารโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ ในบรรดาบ้านที่รถแล่นผ่านไปนั้น นอกจากเห็นสภาพความยากจนแล้ว สภาพรอบๆ ยังดูน่ากลัว น่าตกใจ ทั้งร้านคนจีนที่รับเชือดไก่ถอนขน มีร้านเชื่อมเหล็กที่มีลูกไฟกระเด็นออกมาบนถนน และร้านแขกแล่เนื้อ ที่มีเจ้าของเป็นแขกหน้าตาดุเลือดเปื้อนทั้งตัว
หญิงโสภากับสากุมมือกันแน่น มองออกไปนอกรถอย่างตื่นๆ

รถจอดตรงหน้าตรอกที่ทั้งเล็กและแคบ มีทางเดินทอดยาวเข้าไป
“เอ้า ถึงแล้ว ลงสิ” วินิจบอก
หญิงโสภามองรอบตัว หน้าตื่น “ที่นี่ที่ไหนคะ คุณสมศักดิ์”
สมศักดิ์ทำเสียงปลอบใจ “บ้านพักของเราอยู่ในซอยนี้ครับรถเข้าไม่ได้ เราต้องเดินเข้าไป”
สมศักดิ์ลงมาเปิดประตูให้อย่างสุภาพ ประคองคุณหญิงเดินเข้าซอย หญิงโสภาหน้าเสีย หันมาเรียกสาเสียงอ่อย ใจเสีย
“สา”
สาจับมือด้วยความสงสาร พยายามปลอบใจ “สาอยู่นี่ค่ะ คุณหญิงไม่ต้องกลัว”
วินิจมองอย่างอ่อนใจนึกหมั่นไส้
ทั้งสี่เดินเข้าซอยไปเนื่องจากเป็นซอยที่อยู่ติดริมแม่น้ำ เข้าไปด้านในจึงมีน้ำขัง พื้นเฉอะแฉะด้วยโคลนเลน ต้องเดินบนไม้กระดานสามสี่แผ่นที่ปูไว้ พอเดินหลีกกันพ้นคุณหญิงโสภาเดินตัวแข็ง มือเกาะแขนสาแจ


สมศักดิ์กับวินิจเดินนำสองสาวเข้ามาในกลุ่มบ้านไม้เก่าๆ ที่สร้างเบียดเสียดจนหลังคาแทบจะเกยกัน
ชาวบ้านมีสภาพยากจน เสื้อผ้าเก่ามอมแมม เมื่อสากับคุณหญิงโสภาเดินผ่านจึงเป็นเป้าสายตาของทุกคนให้หันมามอง พลางซุบซิบกัน
หญิงโสภาเดินก้มหน้างุด สาเองก็มองไปรอบๆ ตัวอย่างกังวล
สักครู่หนึ่งทั้งสี่คนเดินมาถึงบ้านไม้หลังเล็กๆ ชั้นเดียว แต่ยกพื้นสูง ข้างล่างเป็นที่เก็บของรุงรัง มีแคร่ผุพังวางอยู่
วินิจทำท่าผายมืออย่างโก้หรู “ถึงแล้วขอรับ นิวาสถานอันต่ำต้อยของกระผมยินดีต้อนรับ” เขายิ้ม พูดแดกดัน “คุณหญิงโสภาพรรณวดีและผู้ติดตาม”
สมศักดิ์อธิบายกับหญิงโสภาที่ยืนงงอยู่
“เราสามคนจะอาศัยอยู่ที่บ้านพี่วินิจก่อนชั่วคราว” แล้วเข้าไปประคอง “เชิญครับ คุณหญิง”
หญิงโสภาหน้าจ๋อย สากุมมือให้กำลังใจ แล้วพาเดินตามสมศักดิ์เข้าไปในตัวบ้าน

บ้านของวินิจ เป็นห้องอเนกประสงค์ที่มีทุกอย่าง ทั้งตู้เก็บของ โต๊ะกินข้าว โซฟายาวเก่าๆ สำหรับนั่งเล่น 1 ตัว หน้าต่างมองออกไปเห็นราวตากผ้าของข้างบ้านอยู่แค่เอื้อม ผนังอีกด้านมีประตูห้องสองห้องติดกัน สากับหญิงโสภายืนเคว้งคว้างอยู่กลางบ้าน วินิจบอกสมศักดิ์

วินิจชี้ไปที่ประตูห้อง “ฉันจัดห้องนั้นไว้ให้เป็นห้องหอ มีมุ้งหมอนที่นอนพร้อม” เขายักคิ้วล้อ “จะส่งตัวกันเลยไหม”
หญิงโสภาอายจนหน้าแดง นึกเกลียดวินิจขึ้นมาทันที สมศักดิ์รีบตัดบท
“คุณสาพาคุณหญิงไปพักผ่อนก่อนเถอะครับ จะได้จัดข้าวจัดของ ผมกับพี่วินิจจะเอารถไปคืนเจ้าของเขาก่อน”
“ค่ะ” สาพยักหน้า
“รีบไปรีบมานะคะ”
“ครับ”
สมศักดิ์บีบมือหญิงโสภาเร็วๆ หนึ่งครั้ง แล้วพาวินิจออกไป
“ไปค่ะ คุณหญิง เข้าไปดูห้องใหม่กัน”

สาหิ้วกระเป๋าทั้งของตัวเองและของหญิงโสภา เดินนำหญิงโสภาเข้าห้องไป
สาพาคุณหญิงเดินเข้ามาในห้องที่ทั้งเล็กและคับแคบ มีเตียง ตู้เสื้อผ้าหนึ่งหลัง และโต๊ะแต่งตัวทำจากไม้เก่าๆ

คุณหญิงโสภาลงนั่งบนเตียง เห็นผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนไม่ใช่ของใหม่ สีซีดจาง คุณหญิงมองรอบตัว น้ำตาคลอจวนจะหยดด้วยความอนาถใจ สาลงนั่งคุกเข่าหน้าเตียงพยายามพูดปลอบใจ
“ที่นอนหมอนมุ้งนี่ถึงจะเก่า แต่ก็สะอาดสะอ้านดี...คุณหญิงอาศัยนอนไปก่อนนะคะ เดี๋ยวเราค่อยไปซื้อไปหาของเราเอาใหม่”
หญิงโสภาฝืนยิ้ม “จ้ะ” ทำเสียงสดใส ปลอบใจตัวเอง “เรามาอาศัยเขา เท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว...ว่าแต่สาเถอะ มีที่นอนอยู่อันเดียว แล้วสาจะไปนอนที่ไหน”
“ไม่ต้องห่วงสาหรอกค่ะ ทูนหัว คนอย่างสามีหลังคาคุ้มหัวก็นอนได้แล้ว” อีสาหยอกล้อ เพื่อให้หญิงโสภาลืมเศร้า “อีกอย่าง นี่มันห้องหอของคุณหญิงนะคะ ขืนสามานอนด้วย คุณสมศักดิ์ได้โกรธสาตาย”
หญิงโสภาอาย “สาน่ะ อย่าพูดอย่างนี้สิ”
จังหวะนี้ประตูห้องก็เปิดผางออก สากับหญิงโสภาตกใจ
ดวงใจหญิงวัยประมาณ 28 ปี แต่งตัวแบบชาวบ้าน แต่สีสันจัดจ้าน ดอกดวงเต็ม บอกนิสัย เดินอาดๆ เข้ามาอย่างถือวิสาสะ
“ไหน ขอดูหน้าเมียพ่อสมศักดิ์หน่อยเถอะ” มองสากับหญิงโสภาจากหัวจรดเท้า “แม่โว้ย หน้าตาอย่างกับนางเอกด้วยกันทั้งคู่...ว่าแต่ว่าคนไหนกันล่ะ”
สาลุกพรวดขึ้น ทำท่าปกป้องหญิงโสภาเต็มที่ “หล่อนเป็นใครกัน เข้ามาในนี้ได้ยังไง”

ดวงใจเท้าสะเอว หน้าตาพร้อมมีเรื่อง “ฉันชื่อดวงใจ เป็นเมียคุณวินิจ เป็นเจ้าของบ้านที่หล่อนอยู่นี่ล่ะย่ะ หล่อนล่ะยะเป็นใคร”
สาตกใจ
“ตายจริง” รีบเปลี่ยนท่าที พร้อมกับยกมือไหว้ “ฉันขอโทษจ้ะ พี่” หันไปหาคุณหญิงแนะนำ “นี่คุณหญิงโสภา...เป็นคนรักของคุณสมศักดิ์จ้ะ พี่”
หญิงโสภายกมือไหว้พอเป็นมารยาท ดวงใจพยักหน้ารับแบบคนไม่เรื่องมาก เดินอาดๆ เข้ามาจ้องหน้าหญิงโสภา มองอย่างสนใจ
“หน้าอ่อนเป็นหยวกท่าทางยังเด็กอยู่เลยนี่...เป็นถึงหม่อมราชวงศ์เชียวรึ”
หญิงโสภาไม่ตอบ หน้านิ่ง คอแข็งแบบคนถือตัว สารีบชวนดวงใจคุย ยิ้มประจบ
“จ้ะ ส่วนฉันชื่อสา เป็นพี่เลี้ยง”
ดวงใจตาโต “หา! พี่เลี้ยง! โตเป็นสาวจนมีผัวได้แล้ว ยังต้องมีพี่เลี้ยงอีกรึ เวรกรรม” พอเห็นหญิงโสภานั่งนิ่ง “นี่ แล้วใจคอหล่อนจะไม่พูดกับฉันซักคำหรือยะ แม่คุณ...หรือว่าเป็นใบ้”
หญิงโสภาสะดุ้ง แต่ยังนิ่ง ทำตัวไม่ถูก สารีบแก้ตัวแทน
“คุณหญิงเธอขี้อายน่ะจ้ะพี่ เลยพูดอะไรไม่ออก อย่าถือสากันเลยนะจ๊ะ”
ดวงใจชอบท่าทางอ่อนหวานประจบประแจงของสา เลยไม่เอาเรื่องแต่ก็อดเหน็บไม่ได้
“โฮ้ย อายทำไม กะอีแค่มีผัว .. ของแบบนี้ มันด้านได้ อายอด จริงไหมแม่สา”
ดวงใจหัวเราะร่วนสาพลอยขำ รู้สึกว่าดวงใจแค่เป็นคนหยาบๆ ไม่รู้กาลเทศะเท่านั้น ไม่ได้ร้ายกาจ
อะไร แต่หญิงโสภาไม่ชอบที่ดวงใจพูดลามปาม ได้แต่นั่งนิ่ง คอแข็ง
ทุกครั้งที่คุณหญิงโสภาได้ยินคนพูดพาดพิงถึงเรื่องเพศ จะเกิดอาการอายกึ่งไม่ชอบใจ เพราะสำหรับราชนิกุลอย่างเธอ เรื่องความต้องการทางเพศเป็นเรื่องน่าอาย


ส่วนที่วังรวีวาร หม่อมพริ้มนั่งนิ่งอยู่บนตั่งในห้องสำราญ น้ำตาแห้งไปหมดแล้ว แต่ดวงตาช้ำ ขมขื่น เจ็บแค้น ยังคงมีแต่เจิมที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น
“เป็นความผิดของบ่าวเอง ที่เลี้ยงมันมา...นึกไม่ถึงว่าอีสามันจะเลวเสียยิ่งกว่าหมา หม่อมขุนเลี้ยงมันมา มันยังแว้งกัดเอาได้...ถ้ารู้ว่ามันโตขึ้นมาเนรคุณอย่างนี้ บ่าวเอาขี้เถ้ายัดปากมันไปแล้ว”
“ข้าคิดอยู่เสมอ ว่าอีสามันเกิดมาทำลายสกุลรวีวาร...ข้ามัวแต่ไปห่วงชายรวี ไม่นึกเลย...”
หม่อมพริ้มลุกขึ้นทันทีด้วยความเจ็บใจ
“ข้าจะไปหาคุณพี่...แล้วจะไปแจ้งตำรวจ”
“ดีเจ้าค่ะ รีบไปตามตัวคุณหญิง...”

เจิมพูดไม่ทันขาดคำ หม่อมพริ้มก็หันมา ตวาดเสียงเกรี้ยวกราด
“อย่าเรียกมันว่าคุณหญิง” หม่อมพูดอย่างเจ็บช้ำ “ราชสกุลรวีวารไม่มีลูกหลานที่ใฝ่ต่ำอย่างนี้” ยิ่งคิดยิ่งแค้น “เลือดชั่วๆ ก้อนเดียว ข้าตัดได้...จากนี้ไป มันเป็นแค่นังโสภา ผู้หญิงหน้าด้านไร้ยางอายคนนึงเท่านั้น!”

หม่อมพริ้มเดินฉับๆ ออกไปจะขึ้นรถที่ชิดจอดรถอยู่ เจิมเดินตาม ชายรวีวิ่งเตาะแตะออกมาจากอีกด้าน มีเสียงหวนร้องห้ามตามมา
“คุณชายอย่า อย่าค่ะ”
ชายรวีที่วิ่งเข้ามาหาหม่อมพริ้ม ปากพูดไปด้วย
“หม่อมแม่ขา...สาไปไหน ชายจะหาสา”
ชายรวีกอดขาหม่อมพริ้ม พอหม่อมพริ้มได้ยินชื่อสา บันดาลโทสะ ลืมตัว
“ไปให้พ้น ไอ้ลูกขี้ข้า”
ชายรวีก้นกระแทก ล้มลง ไม่เจ็บมาก แค่หน้าเสีย
หวนกับเจิมตกใจ
“ชาย” ชายรวีส่ายหน้า น้ำตาคลอ “ชายเปล่า”
หม่อมพริ้มได้สติรีบทรุดตัวลง ดึงชายรวีเข้ามากอด
“โอ๋ คนดี...แม่ขอโทษนะจ๊ะ แม่ไม่ได้ว่าชายนะลูก แม่โกรธ แม่เลยพลั้งปากไป”
“หม่อมแม่โกรธใครคะ”
“โกรธคนเลวลูก” หม่อมพึมพำกับตัวเอง “คนบางคน มันเลวเสียจนไม่สมควรเป็นแม่ใคร”

หม่อมพริ้มมีสีหน้าเคียดแค้น กอดชายรวีแน่นไว้ในอ้อมอก โดยที่คุณชายน้อยไม่รู้เรื่องอะไร

 
อ่านต่อหน้า 4
อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 6 (ต่อ)

เย็นนั้นดวงใจกำลังทำอาหาร ในหม้อที่ตั้งบนเตาคือแกงป่าสีแดงจัด สาเดินเข้ามาจากด้านนอก พูดประจบ

“แหม...หอมจริง แกงอะไรจ๊ะพี่”
ดวงใจปลื้ม “ก็แกงป่านี่แหละ กับข้าวไม่เหมือนวังเจ้าวังนายหรอก” หล่อนยกแกงลงจากเตา “นี่หิวหรือยัง ถ้าหิวก็กินก่อนเลยนะ ไม่ต้องรอพี่วินิจกับพ่อสมศักดิ์หรอก”
“ก็ดีเหมือนกันจ้ะ...คุณหญิงไม่ได้รับอะไรตั้งแต่กลางวัน ป่านนี้คงหิวแล้ว”
สาหันไปหยิบจานข้าวมาตักข้าว วางลงบนถาดสังกะสี แล้วหยิบถ้วยแกงมา ทำท่าจะตักแกงใส่
“เดี๋ยวแม่
กำลังโหลดความคิดเห็น...