xs
sm
md
lg

สื่อรักสัมผัสหัวใจ ซีซั่น 2 ตอนที่ 14

เผยแพร่:

สื่อรักสัมผัสหัวใจ ซีซั่น 2 ตอนที่ 14

กรรณาเดินขรึมๆออกมาหน้าร้าน พงอินทร์รีบตามมา

“เดี๋ยวผมไปส่ง”
“ฉันมาเองได้ก็กลับเองได้”
“ไม่ได้ๆ ความปลอดภัยของคุณคือความรับผิดชอบของผม”
“ฉันเป็นความรับผิดชอบของนายตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ”
พงอินทร์ทำหน้ากวนๆ
“ตั้งแต่...เราคบกัน”
“ใครคบกะนาย...พูดดีๆนะ”
แต่แล้วจู่ๆน้ำหนึ่งก็วิ่งกลับมาทางหน้าร้าน เจอทั้งคู่พอดี
“โจ้...โชคดีจริงๆที่โจ้ยังไม่ไป ช่อเพชรส่งข้อความกลับมาแล้ว”
กรรณากับพงอินทร์พูดออกมาพร้อมกัน
“จริงเหรอ”
“ค่ะ ช่อเพชรส่งแมสเสจกลับมา” น้ำหนึ่งเอามือถือมากดให้ดูข้อความ “กำลังจะไปธุระที่ดรีมเวิร์ล ให้แมสเซนเจอร์เอามาให้ที่นี่ได้ไหม ขอบคุณค่ะ จากช่อเพชร”
กรรณาร้อนใจ
“ดรีมเวิร์ล...เรารีบไปกันเดี๋ยวนี้เลย”
“แต่หนึ่งมีประชุม”
“ประชุมอะไร...คุณต้องไปช่วยเรารับหน้าคุณช่อเพชรก่อน”
“หนึ่งกลับไปทำงานเถอะ แค่ช่วยติดต่อช่อเพชรให้ก็ขอบคุณมากแล้ว” พงอินทร์พูดแดกกรรณา “เกรงใจคุณมากจริงๆ”
“แต่...” กรรณาจะแย้ง
พงอินทร์ตัดบท
“เราก็รู้จักหน้าค่าตาช่อเพชร ไปจัดการกันเองน่ะดีแล้ว...ไป”
พงอินทร์คว้ามือกรรณาลากไป น้ำหนึ่งมองตาม สายตามึนๆ

ติณห์รู้เรื่องแปลกใจ
“คุณอยากจะร่วมลงทุนในรีสอร์ทของเรา...จริงเหรอครับ”
มิรันตีอยู่ข้างสมคิด
“จริงสิครับ...ผมชอบที่นี่มาก ออกแบบสวย กลมกลืนกับธรรมชาติ แค่เข้ามาก็รู้สึกผ่อน คลายสบายใจ ยิ่งมาเจอผู้บริหารที่ทั้งสวยและเก่งอย่างคุณแมรี่ด้วย ผมเลยอยากจะอยู่ ที่นี่ต่อไปนานๆ”
มิรันตีเขินๆ
“แขกพิเศษๆอย่างคุณ ฉัน...อุ๊บส์ พวกเรา ก็อยากให้พักนานๆเช่นกันค่ะ”
“ไอ้ติณห์...จิ้งจกทัก คนเขายังหยุดฟัง แต่นี่...ตาเอ็งนะ ไอ้คนนี้ มันไม่ได้มาดีแน่ๆ” หลวงพิชัยภักดีพยายามเตือน
“ผมเห็นว่าที่นี่ยังมีที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่อีก ที่ดินข้างๆที่เป็นรีสอร์ทร้างนั่นด้วย” สมคิดกล่อมต่อ
“ที่ดินกำนันพงษ์” มิรันตีเสริม
“ใช่ๆ ถ้าเขาขาย ผมก็อยากจะซื้อลงทุนร่วมด้วย”
“แล้วทำไมคุณไม่ลงทุนทำรีสอร์ทเองเลยล่ะครับ” ติณห์ถามเรียบๆ
“ก็...ผมไม่มีประสบการณ์ เลยอยากจะหาหุ้นส่วนที่มีทัศนคติตรงกันสักคนมาเป็นที่ปรึกษา”
มิรันตียิ้มแย้ม เพราะคิดว่าสมคิดหมายถึงอยากให้ตนเป็นหุ้นส่วนหัวใจ
“แม่ว่าน่าสนใจนะ...ถ้าเราซื้อที่ดินของกำนันพงษ์ได้ เราจะมีที่ดินกว้างมหาศาล ระดับสร้างสนามบินเล็กๆของเราได้เลย เราจะมีเครื่องบินส่วนตัว ขนาดสิบที่นั่ง รองรับนักท่องเที่ยวระดับอภิมหาเศรษฐีจากทั่วโลก พอเขามาถึงไทยแลนด์ปั๊บ เราก็พาขึ้นเครื่องมาลงที่คิดส์แอนด์แมรี่แลนด์ต่อทันที”
ติณห์อึ้ง
“คิดส์แอนด์แแมรี่แลนด์”
“คือ เราจะสถาปนารีสอร์ทเราเป็นประเทศขึ้นมา ชื่อประเทศคิดส์แอนด์แแมรี่แลนด์ มีเวลาเร็วกว่าประเทศไทยหนึ่งชั่วโมง หนึ่งดอลล่าห์คิดส์ เท่ากับหนึ่งร้อยบาท ปกครอง ด้วยระบบคิดส์ธิปไตย” มิรันตีอธิบาย
ติณห์งงว่ามิรันตีเพ้อเจ้ออะไรกันมากขนาดนี้ หลวงพิชัยภักดีเบ้หน้า
“นังเพ้อเจ้อ คิดธิปไปตายอะไรของเอ็ง”
“พอเถอะแมรี่...ยัวร์ซัน ติณห์ท่าทางจะไม่คิดเหมือนกับคุณนะ” สมคิดขัดขึ้น
“จริงเหรอติณห์...ลูกไม่คิดเหรอว่า คอนเซ็ปต์คิดส์แอนด์แมรี่แลนด์ มันเป็นอะไรที่โซ้คูล ลุ่มลึก บัทโคซี่ สบายๆ กันเอง เข้าใจชีวิตและเซ็กซี่ จริงมั้ยเบญจา”
เบญจาเออออตามน้ำ
“ค่ะ หนูชอบ เป็นอะไรที่พิเศษ ไม่ซ้ำซากจำเจเหมือนพวกรีสอร์ทอื่นๆ”
“ติณห์...ไอเดียลุ่มลึกๆแบบนี้จะเกิดไม่ได้เลยนะถ้าเราไม่มีหุ้นส่วนอย่างคุณรอบบี้” มิรันตีเกลี้ยกล่อม
“ลุ่มตื้นซะมากกว่า นังบ้าบอมิรันตี” หลวงพิชัยภักดีแดกดัน
“ว่ายังไงคะคุณติณห์”
“ไม่อยาก...ข้าตอบแทนให้เลย”
ติณห์ลังเล ไม่อยากรับไอเดียนี้ แต่กลัวมีพิรุธ เขาสบตามิรันตีที สมคิดที เบญจาทีแล้วตัดสินใจ
“ผมขอโทษนะครับ...ไอเดียนี้ผมคงไม่ซื้อ”
สมคิดกับเบญจาอึ้ง หลวงพิชัยภักดีพอใจ
“ให้ได้ยังงี้สิ สมแล้วที่เป็นทายาทหลวงพิชัยภักดี”
มิรันตีหน้าเสีย
“ติณห์...ทำไม”
“ผมทำใจซื้อไอเดียประเทศคิดส์แอนด์แมรี่แลนด์ไม่ได้ครับ แต่ถ้าเป็นประเทศคิดส์ติณห์ แมรี่แลนด์ ผมโอเค”
หลวงพิชัยภักดีหน้าเหวอ
“อ้าว...”
สมคิดยิ้มออก
“คิดส์ติณห์แมรี่แลนด์ ชื่อนี้เยี่ยมเลย”
“แล้วสกุลเงินก็ต้องเป็น ดอลล่าห์คิดส์ติณ”
“อย่างนี้คุณมิรันตีก็ต้องได้เป็นควีนของประเทศ คุณติณห์ก็เป็นรัชทายาท แล้วใครจะเป็น คิงส์ล่ะคะ”
“ก็...” มิรันตีหันมองสมคิด กระมิดกระเมี้ยน “คุณรอบบี้อยากจะเป็นคิงส์คู่ดิฉันมั้ยล่ะคะ คริๆ”
หลวงพิชัยภักดีเป็นคนเดียวที่ตะลึง ช็อค ไม่เข้าใจ
“พวกเอ็งเป็นบ้าไปหมดแล้ว อะไรกันเนี่ย ใครก็ได้ช่วยที”
ติณห์กับสมคิดเข้ากันดี เฮฮา มิรันตีกับเบญจาก็ชอบไอเดียนี้มากๆ ติณห์แอบเครียดสุดๆ

ไตรรัตน์ที่หลับอยู่ ลืมตาขึ้น สายตาของเขาเป็นภาพบรรยากาศป่า ต้นไม้สูงทึบ มีนกบิน ส่งเสียงน่าขนลุก วังเวง หลอนๆ ไตรรัตน์งงว่าตัวเองมาอยู่ที่ไหนกัน แล้วทันใด ก็มีเสียงเขมือบดังมา เสียงเหมือนสัตว์ป่า มากมายกำลังรุมกระซวกซากสัตว์อยู่ เขาเอะใจ ค่อยๆเหลือบมองไปข้างตัว พบว่ามีภูตผี รุมกัดกินขาตัวเองและมีอีกหลายดวงวิญญาณลอยพุ่งมากัดกินตัว วิญญาณผีพุ่งจากยอดไม้ลงมา อ้าปากแสยะเขี้ยว พุ่งใส่หน้า ไตรรัตน์สยองร้องลั่น
“อ๊าก”

ไตรรัตน์ถูกมัดอยู่ สภาพโทรมมากขึ้น อ่อนแรงลง แต่ยังครวญคราง จากภาพหลอน
“อ๊าก...ออกไป...อย่าทำอะไรฉัน...ไป”
สุคนธรสนั่งอยู่ตรงหน้าพยายามสวดมนต์ให้ฟัง ทั้งน้ำตา โดยมีญาณินกับอรวรรณร่วมสวดด้วย หวังว่าพุทธคุณจะช่วยสะกดอาการคลั่งได้บ้าง ไตรรัตน์อุดหู ทุรนทุราย
“พี่ไม่เห็นว่ามันจะช่วยอะไรได้เลยยัยรส” ณัฐเดชขัดขึ้น
“วิชาของยัยรสยังแก้อาคมไม่ได้...เราไม่มีทางอื่นแล้ว นอกจากเชื่อมั่นในพระพุทธคุณ บุญบารมีของธรรมะ” ญาณินบอกอย่างมีหวัง
“มันอาจจะดูงมงาย แต่ป้าก็เชื่อนะคะว่าปาฏิหาริย์มีจริง เทวดาต้องเมตตาคนดี”
จิตกำนันพงษ์ที่นั่งสมาธิอยู่อีกด้าน ค่อยๆลืมตาขึ้น ญาณินรีบถาม
“กำนัน เป็นยังไงบ้าง”
“สิ่งที่ผมเห็นในสมาธิ ผมคิดว่ามันน่าจะช่วยนายไตรรัตน์ได้”
สุคนธรสร้อนใจ
“กำนันเห็นอะไรคะ”
กำนันพงษ์ลำบากใจ
“แต่มันอันตราย...ถึงตาย”
“อันตรายแค่ไหนฉันก็ไม่กลัว บอกมาเถอะกำนัน ฉันต้องทำอะไร” สุคนธรสแววตามุ่งมั่น
“ในนิมิต...ผมเห็นดวงจิตดวงหนึ่งไล่ตามดวงจิตอีกดวงหนึ่ง มันตรงกับความเชื่อ ของชนเผ่าลึกลับบนเทือกเขาในธิเบต ที่พูดถึงการตามดวงจิตของคนรักที่จากไปแล้วให้ กลับเข้าร่าง”
ญาณินคิดตาม
“ใช้จิตไปตามจิตน่ะเหรอ”
ณัฐเดชกับอรวรรณแปลกใจ
“แปลว่าอะไรครับ”
“โดยทั่วไป จิตจะใช้วิญญาณเป็นคูหาเพื่ออยู่อาศัย และเพื่อนำพาจิตไปสู่ที่ต่างๆแต่ตอนนี้จิตของนายไตรรัตน์หลุดออกไปจากวิญญาณ เตลิดไปไม่มีทิศทาง ยิ่งไปกว่านั้น...เซ้นซ์ที่ผมสัมผัสได้ในนิมิต มันคือ...มืด ดำ อันตราย พลัดพราก สูญเสีย และซากศพ”
สุคนธรสกับญาณินหนักใจ กำนันพงษ์หน้าเครียด

“ผมรู้สึกว่า...ผู้ที่ไปตาม จะไม่ได้ฟื้นขึ้นมาอีก”
สุคนธรสเดินแยกออกมานอกบ้าน ญาณินไล่ตาม

“ยัยเจ๊...แกไม่ต้องเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงเพื่อฉันหรอก”
“ทีฉันมีปัญหา ฉันยังให้แกช่วย แต่พอเป็นปัญหาแก จะไม่ให้ฉันช่วยเหรอ อย่ามาเห็นแก่ตัวนะ”ญาณินต่อว่า
“ยัยเจ๊...มันอันตราย แกก็รู้”
“ที่ไตรรัตน์เป็นอย่างนี้ก็เพราะช่วยติณห์ แล้วจะให้ฉันอยู่เฉยๆเหรอ...พวกเราเป็นเพื่อนกัน มีชะตากรรมเดียวกัน และไม่เคยทิ้งกัน ถ้ายัยเนตร ยัยกรรณ ยัยแก้มอยู่ด้วย ก็ต้องพูด อย่างเดียวกับฉัน”
สุคนธรสซึ้งใจเพื่อน ณัฐเดชเข้ามา อรวรรณถือธูปตามมา
“ณิน รส รับปากกับพี่ว่าพวกเธอจะระมัดระวังตัวให้มากที่สุด”
สุคนธรสกับญาณินรับคำ
“ค่ะ”
อรวรรณห่วงมาก
“คุณหนู...”
“ป้าออ...หนูรู้ว่าป้าทำได้ ฝากชีวิตเราสองคนด้วยนะคะ” ญาณินฝากฝัง
จิตกำนันพงษ์โผล่เข้ามาทันที
“ได้เวลาแล้ว ฟ้ากำลังเปิด พร้อมหรือยัง”
ญาณินกับสุคนธรสมองหน้ากัน จับมือกันไว้ พร้อมสู้ตาย รับธูปจากอรวรรณ แล้วนั่งไหว้กับพื้น ตั้งจิตแน่วแน่ ก่อนจะปักธูปลงพื้นดินตรงหน้า ควันธูปลอยอ้อยอิ่ง ญาณินกับสุคนธรสนั่งขัดสมาธิ หลับตา ตั้งสมาธิ ควันธูปลอยเข้าจมูกญาณินกับสุคนธรส กำนันพงษ์กำชับ
“ตั้งสมาธิ...ตั้งจิตถึงจุดหมายที่ปรารถนา หยุดลมหายใจ เพื่อเข้าสู่เส้นเขตแดนของชีวิต และความตาย”
ญาณินกับสุคนธรสกลั้นหายใจควันธูปที่ลอยเข้าจมูก ชะงัก เข้าไม่ได้ ลอยผ่านไป ญาณินกับสุคนธรสยังคงกลั้นหายใจ กำนันพงษ์หลับตาขมุบขมิบปากสวดคาถา ญาณินกับสุคนธรสกลั้นหายใจนานเข้า หน้าเริ่มเขียว ร่างกายเริ่มสั่น แบบคนที่กำลังจะขาดอากาศหายใจตาย อรวรรณสุดจะทน อยากจะถลาเข้าไปห้าม ณัฐเดชจับเอาไว้ คอยลุ้น อรวรรณเบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองความตาย กำนันพงษ์สวดๆ สุคนธรสกับญาณินสั่นๆ แล้วในที่สุด กำนันพงษ์ก็ลืมตาโพลง
“ไป”
ญาณินกับสุคนธรสลืมตาเฮือกขึ้นมา ควันธูปที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ กลับพุ่งเป็นสายย้อนเข้าไปจมูกทั้งสองคนวื่บๆ พุ่งเข้าๆ ราวกับถูกดูด จนในที่สุดก็กลายเป็นภาพแว่บขาวสว่างจ้า ร่างของญาณินและสุคนธรสล้มลง ไปนอนชักกระตุกเล็กน้อยกำลังจะสิ้นใจ ณัฐเดชรีบเรียกอรวรรณ
“ป้าออ”
ณัฐเดชวิ่งไปที่ร่างของสุคนธรส จัดการทำการปั๊มหัวใจยื้อชีวิต อรวรรณเงอะๆงะๆ แล้วก็ไปปั๊มหัวใจของญาณิน ณัฐเดชคอยกำกับอรวรรณที่ท่าทางตื่น สติจะแตก
“ป้าออ ทำตามผม เป็นจังหวะเดียวกับผมกดแรงๆ แรงอีก...ดี...กดให้แรงอย่างนั้นทุกครั้ง ห้ามหยุด เราต้องยื้อชีวิตรสกับณินไว้ จนกว่าพวกเขาจะกลับมา”
อรวรรณตื่นๆ พยักหน้ารับรู้ไป ปั๊มหัวใจไป ร้องไห้ไป ญาณินกับสุคนธรสหลับไม่ได้สติ

สุคนธรสกับญาณินยืนอยู่ในความมืด มองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
“มืดดำขนาดนี้เชียวเหรอ” สุคนธรสแปลกใจ
ญาณินตัดบท
“เรามีเวลาไม่มาก ก่อนที่ป้าออกับพี่ณัฐจะหมดแรง เราต้องรีบหาจิตของนายไตรรัตน์ ให้เจอ รีบไปเถอะ”
ญาณินเดินนำไป ทันทีที่ก้าวเท้าแรก ภาพที่ใต้ฝ่าเท้าของเธอก็กลายเป็นภาพถนนที่มอง จากมุมยอดตึกสูง ญาณินอึ้ง แล้วก็ร่วงลงไป สุคนธรสตกใจ
“ยัยเจ๊”
สุคนธรสรีบผวาช่วยจับแขนเอาไว้ได้ทัน ทั้งสองอยู่บนยอดตึกสูงเสียดฟ้า ญาณินกำลังจะร่วงจากตึก สุคนธรสจับมือไว้ และช่วยดึงขึ้นมาจนได้ ญาณินสยอง ขนหัวลุกแล้วภาพก็กลายเป็นที่อื่นๆ...สวนดอกไม้...กลางถนนใหญ่ ที่มีรถเปิดไฟสูงพุ่งเข้ามา ทั้งคู่ที่อยู่กลางถนน รถพุ่งเข้าใส่ ญาณินตกใจ ยกมือขึ้นกัน สุคนธรสหลับตา แต่พอลืมขึ้น ก็พบว่าทั้งคู่ยืนอยู่ในสนามเด็กเล่น ญาณินช็อคสุดๆ
“อะไรกันเนี่ย”
“ภาพที่เราเห็นเป็นไปตามจิตของคนอื่นที่เรารับกระแสเขาได้ ยัยเจ๊ เราต้องหาจิตนายไตรรัตน์ให้เจอตั้งจิตให้นิ่ง ไม่นึกคิด ไม่ปรุงแต่ง ไม่มีอะไรเลย ไม่มีแม้กระทั่งความ ว่างเปล่า”
สุคนธรสนิ่ง ตั้งสติ ตั้งจิต ญาณินท่องออกมา
“จิตคือหลักธรรม จิตคือพุทธะ”
พลันภาพเหล่านั้นหายไปหมด กลายเป็นความมืดมิดอีกครั้ง สุคนธรสเรียกหา
“ไตรรัตน์...ฉันเอง...สุคนธรส ภรรยาของนาย ไตรรัตน์ นายอยู่ไหน”
แล้วในความมืดก็มีเสียงกล่องดนตรีดังมา นิ้งหน่องๆ ญาณินรู้สึกได้
“เราเข้ามาในจิตของไตรรัตน์ได้แล้ว”
สุคนธรสกับญาณินมองหาเสียงพบว่าข้างหน้านั้น มีโมบายขนาดยักษ์รูปสัตว์น่ารักๆพวกกระต่าย แมว สุนัข นก แขวนอยู่ โดยมีร่างของไตรรัตน์นอนหงายจ้องโมบายนั้น ภายใต้แสงไฟดวงเดียว สุคนธรสชะงัก
“ไตรรัตน์”

ณัฐเดชกับอรวรรณยังคงปั๊มหัวใจให้สองสาวอยู่ อรวรรณท่าทางอ่อนแรง
“ป้าออ แรงอย่าตกครับ”
“ค่ะ”
อรวรรณพยายามฮึดสุดๆ แต่จังหวะเริ่มช้าลง แรงเริ่มตก

สุคนธรสกับญาณินเข้ามาหาไตรรัตน์ที่ยังคงนอนนิ่งจับจ้องที่โมบาย ไม่สนใจ ไม่รับรู้สิ่งอื่นรอบตัวเลย
“ไตรรัตน์...” สุคนธรสเรียก
ไตรรัตน์นอนมองโมบาย สีหน้าเคลิ้มสุข ไม่รับรู้โลกภายนอก แต่สักพักก็น้ำตาไหล สุคนธรสจับตัวเขย่า
“นายได้ยินฉันมั้ย...ไตรรัตน์”
ไตรรัตน์แววตายังคงล่องลอยเคลิ้ม จ้องแต่โมบาย ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเป็นอากาศธาตุ ยกเว้นโมบาย
“ไตรรัตน์ มองที่ฉัน นายต้องตั้งสติ ควบคุมจิตของนายให้ได้”
สุคนธรสพยายามดึงไตรรัตน์ขึ้นมากอด แต่เหมือนมีแรงดึงดูดจากพื้นที่รั้งร่างของเขาไว้ เธอพยายามออกแรงอีก แล้วอยู่ๆมีเสียงไตรรัตน์ดังมาจากอีกด้าน
“ใครอนุญาตให้พวกเธอเข้ามา”
สุคนธรสมองไปพบไตรรัตน์ยืนอยู่อีกด้าน ไตรรัตน์คนนี้เป็นแนวโหด แค่แบมือ ก็มีไม้เบสบอล โผล่มาอยู่ในมือได้เอง สุคนธรสอึ้งๆ งงๆ ญาณินจะขยับ
“อย่าขยับ” ไตรรัตน์ตวาด
เท้าญาณินที่ยกก้าวอยู่ ก็หล่นปึ่ง ราวกับถูกแรงดึงดูดมหาศาลดึงไว้ ญาณินกับสุคนธรสก้าว ขาไม่ออกอีกเลย
“นี่จิตของฉันนะจ๊ะคนสวย...เข้ามาทำไม”
ไตรรัตน์วิ่งเข้าหาทำท่าเหมือนจะฟาดใส่สุคนธรส เงื้อจะฟาดสุดแขน สุคนธรสยกมือป้อง แต่แล้วกลับกลายเป็นไตรรัตน์ยื่นดอกกุหลาบให้เธอตรงหน้า พลันภาพสถานที่ก็กลายเป็นสนามหญ้าสวยดอกไม้สวยๆ สุคนธรสอึ้ง คาดเดาอะไรที่นี่ไม่ได้เลย

ณัฐเดชกับอรวรรณยังคงปั๊มหัวใจให้สองสาวอยู่ แต่ครั้งนี้อรวรรณช้าลงมาก
“คุณณัฐ นี่มันนานแค่ไหนแล้ว”
ณัฐเดชเหลือบมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง
“สองนาที”
อรวรรณหน้าตื่น
“หา...สองนาทีเอง แต่ป้าจะหมดแรงแล้วแขนป้า มันเหมือนจะเป็นตะคริว”
“อดทนอีกนิดเดียวครับป้าออ”
อรวรรณยังพยายามฝืนตัวเองต่อไป

สุคนธรสฮึด ตั้งจิตให้แน่วแน่ เผชิญหน้าไตรรัตน์
“ฉันรู้...ที่นี่คือจิตของไตรรัตน์ แต่แกไม่ใช่ แกก็แค่อาคมสกปรกที่เข้ามาเปรอะ เปื้อนจิตแท้ของไตรรัตน์เท่านั้น”
“หร๋า...”
“ฉันจะสื่อสารกับจิตแท้ของไตรรัตน์ให้ได้”
ไตรรัตน์โผล่แว่บมาด้านหลังสุคนธรส เอาไม้เบสบอลง้างคอไว้จากด้านหลัง ญาณินตกใจ
“ยัยรส”
ญาณินจะเข้าไปช่วยแต่ขยับไม่ได้
“แกมีเวลาไม่มากแล้ว จะสื่อสารอะไรกับจิตแท้...เอาสิ...เอาเลย...หึๆ ฮ่าๆ”

ณัฐเดชกับอรวรรณยังคงปั๊มหัวใจให้สองสาวอยู่ แต่ครั้งนี้อรวรรณช้าลงมาก
“คุณณัฐ...ป้าไม่...ไม่ไหว”
“ไม่ได้ ถ้าหยุดยัยณินตาย”
“แต่...” อรวรรณพยายามจะปั๊มต่อ “แขนป้าล้า ไม่มีแรงแล้ว คุณหนูกลับมาได้แล้ว คุณหนู”
“อดทนอีดนิดเดียว...ป้าออ”

ณัฐเดชสลับปั๊มหัวใจให้สุคนธรสที ญาณินที อรวรรณกัดฟันช่วยณัฐเดชปั๊มหัวใจญาณินต่อ
สุคนธรสพยายามยื้อไม้ไว้ไม่ให้รัดคอมากไปพยายามพูด

“ไตรรัตน์...ไตรรัตน์...ได้ยินฉันมั้ย ฉันมาช่วยนาย แต่นายต้องช่วยฉันด้วย สิ่งเหล่านี้คือมายา จิตของนายถูกปรุงแต่งขึ้นมาด้วยอาคมมนต์ดำที่พวกคนชั่วทำไว้ นายต้องควบคุมมันให้ได้ อย่ายอมแพ้ เข้าใจมั้ย”
“หยุดปากดีได้แล้ว แกไม่มีวันช่วยมันได้หรอก”
ญาณินสงสารสุคนธรส แต่ขยับเข้ามาช่วยอะไรไม่ได้
“ยัยรส...ทั้งหมดนี้ไม่มีอยู่จริง...ทำจิตให้ว่างสิ”
“เวลาอยู่ต่อหน้าแฟน แกทำจิตให้ว่างได้ด้วยเหรอ”
สุคนธรสจ้องเข้าไปในตาไตรรัตน์
“ไตรรัตน์ ฉันรู้ว่าจิตแท้ของนายจะไม่ทำอะไรฉัน”
“เหร๋อ”
ไตรรัตน์บีบคอ สุคนธรสจ้องตา
“ฉันเชื่อในตัวนาย นายไม่มีวันทำร้ายฉัน” สุคนธรสยกมือจับแก้มไตรรัตน์ “ตั้งสติให้ดีไตรรัตน์...ฉันคือภรรยาของนาย...ฉันรักนาย นายได้ยินมั้ย”
ไตรรัตน์ยังคงบีบคอ ญาณินพยายามจะหาทางช่วย เห็นไตรรัตน์ร่างที่นอนดูโมบายอยู่ และสังเกตเห็นว่ามี น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของเขา
“คุณรับรู้ทุกอย่าง...แต่คุณทำอะไรไม่ได้เพราะถูกอาคมสะกดอยู่ ใช่มั้ย คุณต้องทำให้ได้ สิ่งเหล่านี้ถูกปรุงแต่งขึ้นมา ทั้งที่จริงแล้ว มันไม่มีอะไรเลย ไม่มีรูป ไม่มีสังขาร ไม่มีความ รู้สึก ไม่มีแม้กระทั่งความว่างเปล่า...อย่าหลงในมายาของจิตคุณต้องก้าวพ้นออกมาจาก จิตตัวเอง”
ญาณินพูดไม่ทันขาดคำ ร่างญาณินก็ฟึ่บ หายไปดื้อๆ เหลือเพียงจุดแสงสว่างเล็กๆทิ้งท้าย
ไตรรัตน์ที่นอนยังคงไม่ไหวติงไม่มีปฏิกิริยาอะไร เพียงแต่ดูสงบขึ้น

อรวรรณหมดแรงจะปั๊มหัวใจแล้ว นั่งทรุดยกแขนไม่ขึ้นอีกเลยอยู่ข้างญาณิน หอบแฮ่ก ณัฐเดชตกใจ
“ป้าออ...อย่าหยุด อย่าหยุด”
อรวรรณได้แต่ร้องไห้ รู้สึกผิด แต่ทำไม่ไหวอีกแล้ว ณัฐเดชอึ้ง

ไตรรัตน์โหดกำลังบีบคอสุคนธรสอยู่
“นาย...ไม่เป็นไรไตรรัตน์ นายทำดีที่สุดแล้ว ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฉันไม่โกรธ ไม่เสียดายที่แต่งงานกับนาย ขอให้นายจำไว้แค่ว่า ฉันรักนาย”
ไตรรัตน์โหดยิ้มหยัน
“ฉันก็รักเธอ หึๆ”
แต่แล้วไตรรัตน์โหดมองผ่านหน้าสุคนธรสไป เห็นว่าไตรรัตน์ดีที่นอนอยู่กำลังค่อยๆลุกขึ้นมา ยืนได้ ไตรรัตน์โหดถึงกับอึ้ง มือที่บีบคออยู่คลายออก สุคนธรสร่วงลงไป
“แก...ออกไป๊ ที่นี่จิตของฉัน” ไตรรัตน์โหดไล่
เกิดคลื่นพลัง แปรปรวนไปทั่วบริเวณ ไตรรัตน์ดีสงบนิ่งไม่ไหวติง
“ไม่ใช่จิตของแก ไม่ใช่จิตของฉัน ไม่ใช่จิตของใคร ที่นี่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย”
ทันใด เกิดความสว่างสงบจากตัวไตรรัตน์ออกมา แผดจ้าไปทั่วบริเวณ จนกลืนกินความมืดมิด ทุกอย่างหายสิ้นไป กลายเป็นภาพขาวโพลน

สุคนธรสที่ถูกปั๊มหัวใจ ผวาเฮือกลืมตาขึ้นมา
“ไตรรัตน์”
ณัฐเดชเมื่อเห็นว่ารสฟื้นแล้ว ก็แผ่หลาไปเลย หมดสภาพมากๆ สุคนธรสผวาตื่น รีบมองอาการของไตรรัตน์ที่สงบลง เหมือนหลับไป กำนันพงษ์พูดขึ้น
“เขาปลอดภัยแล้ว เธอทำสำเร็จแล้วสุคนธรส”
อรวรรณร้องไห้ไม่หยุด เสียใจ โทษตัวเอง
“คุณรสฟื้นแล้ว...แล้ว...ทำไมคุณหนูยังไม่ฟื้น...คุณหนู” อรวรรณหันมาหาร่างญาณิน “ห๊า...”
อรวรรณสะดุ้งเพราะคนที่ปั๊มหัวใจอยู่ตอนนี้คือติณห์
“กลับมาสิญาณิน กลับมาหาผม...กลับมา”
สุคนธรสตกใจ
“ยัยเจ๊...ยัยเจ๊”
อรวรรณร้องไห้เสียใจ
“คุณหนู ป้าขอโทษ ป้าไม่ได้ตั้งใจ”
ณัฐเดชหันไปหากำนันพงษ์
“กำนันพงษ์ มีคาถาอาคมอะไรช่วยญาณินได้บ้างมั้ย”
กำนันพงษ์หนักใจ เพราะไม่มี
“คุณจะทิ้งผมไม่ได้ ตื่นขึ้นมา กลับมาแต่งงานกับผมก่อน...กลับมา” ติณห์คร่ำครวญ
ญาณินผวาเฮือก ลืมตาตื่น ทุกคนอึ้ง แต่ก็โล่งใจ ญาณินงง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“อ้าว ติณห์...คุณ...มาได้ไง แล้ว...” ญาณินหันหาสุคนธรส “ไตรรัตน์ปลอดภัยแล้วใช่มั้ย”
“ได้ยินคำว่าแต่งงานปุ๊บ ฟื้นปั๊บเลยนะ ไอ้เพื่อนบ้า”
สุคนธรสซึ้งใจเพื่อน โผกอดญาณิน ทั้งหมดโล่งอก ผ่อนคลาย

บรรยากาศสวนสนุกเสียงผู้คนกรี๊ดสนั่น กรรณากับพงอินทร์เดินเข้ามามองเครื่องเล่น กรรณาเงยหน้า อ้าปาก ตื่นเต้นกับภาพเครื่องเล่น และบรรยากาศของสวนสนุกต่างๆ
“โว้ว...ย้า...อ๊า...”
พงอินทร์งง ที่เธอดูอินกับเครื่องเล่นมาก
“นี่ๆ เธออยากเสียวมั้ย”
กรรณาหันมาจ้องตาเขียวปั๊ด
“นายโจ้...นายอยากตายเหรอ”
“อ๊าว...ก็ถามจริงๆ เห็นตื่นเต้นโอเว่อร์ยังกับเด็กสิบขวบ อายุเท่าไหร่แล้วป้า”
“ก็ฉันไม่เคยนี่นา”
พงอินทร์ฉงน แปลกใจ
“ไม่เคยอะไร”
“ก็...ตอนเด็กๆ ฉันไม่มีเงินที่จะเอามาจ่ายกับ อะไรที่มันสนุกสนาน เหมือนเด็กอื่นๆน่ะสิ ฉันต้องทำงานหาเงินช่วยแม่ตั้งแต่เด็ก เงินทองที่หามาได้ ก็ใช้ส่งตัวเองเรียน ซื้อข้าวกิน ซื้อเสื้อผ้าใส่”
พงอินทร์สายตาอ่อนลง
“งั้น...อยากเล่นป่ะล่ะ ไปเล่นกันเถอะ มา...เดี๋ยวผมออกตังค์ให้”
“ตลกแระ เรามาทำงาน ให้มันมีความรับผิดชอบหน่อย”
“โอเค งั้นถ้าเสร็จสิ้นเรื่องนี้เมื่อไหร่ ผมจะพาคุณมาเที่ยวนะ”
ทันใดนั้น มีเสียงประกาศจากประชาสัมพันธ์สวนสนุกดังมา
“คุณน้ำหนึ่ง กรุณามาพบ คุณช่อเพชรที่ประชาสัมพันธ์ด้วยค่ะ”
พงอินทร์กับกรรณาหันขวับมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วกรรณาก็จะวิ่งไปอีกทาง พงอินทร์คว้าแขนเพราะเธอวิ่งผิดทิศ
“ทางนี้...ไม่เคยมายังกล้าวิ่งนำอีก...ไป”
ทั้งคู่รีบไป

พงอินทร์กับกรรณารีบวิ่งมาที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ แต่กลับไม่พบใครที่เคาท์เตอร์ ทั้งสองคนรีบมองหาตัวช่อเพชรกันใหญ่
“ไหนล่ะ ช่อเพชรอยู่ไหน”
พงอินทร์วิ่งเข้าไปถามพนักงานเคาท์เตอร์
“ขอโทษครับ คุณช่อเพชรที่ประกาศให้ญาติมาหา เขาไปไหนแล้วครับ”
“อ้าว เมื่อกี้ยังยืนอยู่” พนักงานมองหา “นั่นไงคะ” พนักงานชี้ไป
พงอินทร์กับกรรณามองไป เห็นหลังของช่อเพชรเดินออกไปไวๆปะปนไปใน หมู่คนครอบครัวที่มาเที่ยวเล่น พงอินทร์กับกรรณารีบตามไป ซึ่งแท้จริงแล้ว น้ำหนึ่งปลอมตัวเป็นช่อเพชรมาปั่นหัวพงอินทร์กับกรรณา
พงอินทร์กับกรรณาวิ่งตามช่อเพชรที่เดินลัดเลาะไปทางนั้นทีนี้ที ทั้งสองตามไม่ทันสักที เหมือนถูกปั่นหัวให้งง พงอินทร์กับกรรณาวิ่งตามหาผ่านหน้าบ้านผีสิง มีผู้คนเดินหัวโกร๋น ผมตั้งออกมา มีคนที่แต่งตัวเป็นผี คอยเดินถ่ายรูปหน้าทางเข้า...บริเวณทางเข้าชมการแสดง พงอินทร์เห็นช่อเพชรปะปนผู้คนเข้าไปในส่วนของการแสดง ฮอลลีวู้ดแอคชั่น เขาคว้ามือกรรณาตามไป ภายในบริเวณอัฒจรรย์ชมการแสดง พงอินทร์กับกรรณาพยายามมองหาว่าช่อเพชรไปนั่งตรงไหน ชะโงกมอง เห็นว่าอยู่อีกมุม พงอินทร์จะแหวกผู้คนเข้าไปหา พอดีการแสดงมีระเบิดตู้ม มีขี่รถพุ่งมาจอดเอี๊ยด แล้วยิงๆ กรรณาตกใจ
“ว้ายๆ เขามีปืนด้วย”
“มันการแสดง”
พงอินทร์ดุกรรณา แล้วหันมาอีกที พบว่าช่อเพชรหายไปจากจุดที่เห็นเมื่อกี้แล้ว มองหาพบว่า ช่อเพชรเดินออกไป ก็รีบตาม
พงอินทร์กับกรรณาวิ่งตามหามารอบทะเลสาบ เห็นช่อเพชรเดินอยู่อีกด้าน ของทะเลสาบ กรรณาจะวิ่งลงเรือ พงอินทร์ลากให้วิ่งอ้อม
บริเวณซูเปอร์สแปลช พงอินทร์กับกรรณาตามมา มองหา แต่ไม่เจอ แล้วอยู่ๆเรือซูเปอร์สแปลช ก็มา พุ่งใส่ เกิดคลื่นน้ำกระเซ็นไปทั่ว กรรณารีบดึงพงอินทร์มาบังตัวเอง เขาจึงเปียกแทน หันหน้ามาฮึ่มฮั่มๆใส่ กรรณายิ้มแหะๆ รีบอ้างว่าไปตามช่อเพชรต่อเร็ว
ทางเดินใต้โมโนเรล...พงอินทร์กับกรรณารีบวิ่งมาบริเวณที่คนพลุกพล่าน พยายามมองหา แต่ไม่เห็น มีรถไฟโมโนเรลแล่นผ่านไป กรรณาเห็นช่อเพชรนั่งในรถนั้น
“นั่น”
พงอินทร์กับกรรณารีบวิ่งตามไปดักยืนรอที่สถานีโมโนเรลถัดมา พอรถมาจอด สองคนรีบรอดูคนที่ออกมา ปรากฏว่าไม่มีช่อเพชรในนั้น แปลกใจ รีบมองหา พบว่าช่อเพชรไปอยู่ด้านล่างสถานีแล้ว ทั้งสองคนถูกปั่นหัวมากๆ ช่อเพชรที่เหมือนหยุดรอให้เห็น พอทั้งคู่ตาม ช่อเพชรก็รีบเดินหนี กรรณากับพงอินทร์รีบตามไปอีก
น้ำหนึ่งที่ปลอมเป็นช่อเพชรเดินผ่านมาบริเวณทางเข้าบ้านหิมะทีแรกจะเดินผ่านไป แต่แล้วชะงัก หันกลับมามอง เพราะที่ด้านหน้ามีป้ายเขียนว่า
“เมืองหิมะปิดปรับปรุงชั่วคราว ขออภัยในความไม่สะดวก”
เธอตาวาว มีแผนการ แล้วเหลือบเห็น พงอินทร์กับกรรณาตามหามาแต่ไกลพอดี เธอเลยเอาป้ายนั้นออก โยนทิ้งซ่อนไว้แถวนั้น แล้วจงใจเดินล่อทั้งสองเข้าไปด้านในเมืองหิมะ พงอินทร์กับกรรณารีบตามไป

กรรณากับโจ้เข้ามาภายในเมืองหิมะ แต่ไม่พบช่อเพชร ไม่พบใครเลย มีแค่สองคนอยู่ในนั้น พงอินทร์มองไปรอบๆอย่างแปลกใจ ในขณะที่กรรณาตื่นเต้นกับหิมะตรงหน้า
“โห้ว หิมะ”
“ฉันว่ามันแปลกๆนะ เธอดูรอบๆสิ มันไม่มีใครเลย”
“นั่นสิ แล้วช่อเพชรล่ะ ไปอยู่ไหนแล้ว”
สองคนมองหา แปลกใจ

ด้านนอกเมืองหิมะ ช่อเพชรแอบออกมาจากอีกประตูหนึ่ง เดินลัดเลาะไปที่ ห้องควบคุม เมืองหิมะ มองซ้ายมองขวา ไม่มีพนักงาน เลยแอบเข้าไปภายใน ไปที่แผงควบคุม มองสำรวจ พบปุ่มที่มีอักษรเขียนว่า “CLOSE” ช่อเพชรกดปุ่มนั้นทันที ประตูหลักของเมืองหิมะปิด และล็อคทันที กรรณากับพงอินทร์ได้ยินเสียง แปลกใจ เห็นประตูกำลังเคลื่อนตัวปิด ตกใจ รีบวิ่งไป พยายามจะ ดันประตูไว้ แต่ไม่ทัน ประตูปิดสนิท กรรณาพยายามผลักและเปิดประตู แต่ทำอะไรไมได้
“ใครปิดประตู ล็อคด้วย”
“เราถูกหลอก”
กรรณาชะงัก
“ถูกหลอก”

โจ้กับกรรณาอึ้ง ซีด
ไตรรัตน์นอนพักอยู่ที่โซฟา หน้าตาสดใสขึ้น แต่ยังอ่อนแรง สุคนธรสช่วยเช็ดตัวให้อยู่
 
“ผมเห็นนะ”
สุคนธรสชะงัก
“หือ...เห็นอะไร”
“ตอนที่อยู่ในจิตผมน่ะ ผมรู้ ผมเห็น ผมได้ยินทุกอย่างนะ”
“แล้วยังไง”
“คุณบอกว่าคุณรักผม ไม่เสียดายที่ได้แต่งงานกับผม คริๆ”
สุคนธรสเอาผ้าฟาด
“ฟื้นมาก็ทะลึ่งเลยนะ”
“เอ้า ก็คนรักกันนี่เนาะ”
“เช็ดเองเลยไป ฉันจะไปดูยัยเจ๊”
สุคนธรสทิ้งผ้าใส่ จะไป แต่ไตรรัตน์คว้ามือดึงไว้มานั่งข้างๆ
“รักผมห่วงผมก็พูดออกมาเถอะ สามีภรรยาจะซึ้งๆกันบ้างไม่มีใครเขาว่าหรอก”
“แล้วเพราะอะไรทำให้นายเอาชนะอาคมนั่นได้”
“เออ นั่นสิ”
“อ้าว ไหนบอกว่ารู้เห็นทุกอย่าง”
“ทีแรก...ผมรู้สึกทั้งโกรธ เกลียด กลัว เสียใจสมเพชตัวเอง ความรู้สึกผมมันพลุ่งพล่าน กลับไปกลับมา แล้วอยู่ๆอะไรก็ไม่รู้ดลใจให้ผมพอเถอะ ช่างมัน...ทิ้งมันไปไม่ต้องรู้สึกอะ ไรก็ไม่ต้องเจ็บปวด ความรู้สึกพวกนั้นมันเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกวนไปวนมาของมันอยู่อย่างนั้น ผมก็แค่เดินออกไปจากมัน ออกไปจากวงจรของมัน ทุกอย่างก็จบ”
สุคนธรสไม่อยากจะเชื่อ
“รู้มั้ยว่าสิ่งที่นายพูดทางพุทธศาสนาเรียกว่าอะไร”
“อืม...มันปิ๊งๆ เรียกว่าพุทธิปัญญาใช่มั้ย”
“นิพพาน”
ไตรรัตน์อึ้ง
“หือ”
“ต่อให้เป็นแค่นิพพานชั่วคราวก็ยังดีกว่าไม่เคยเลย ไม่น่าเชื่อคนอย่างนายเนี่ยนะจะเข้า ถึงนิพพานได้...บ้าไปแล้ว”
ไตรรัตน์หน้าตื่น
“ฮ้า ไม่นะ ไม่เอาๆ ผมไม่นิพพาน ผมจะอยู่กับคุณ”
“นายควรเอาดีทางนี้นะ บางทีนายอาจจะบรรลุได้เป็นอรหันต์เลยก็ได้”
ไตรรัตน์โวยวาย
“ไม่...คนอื่นอาจมีเป้าหมายคือนิพพาน แต่ผมมีเป้าหมายคือคุณ ผมจะบรรลุถึง คุณให้ได้ สุคนธรส คุณคือนิพพานของผม”
สุคนธรสเดินแยกไป ขำๆยิ้มๆ ไตรรัตน์จริงจังกับการจะไม่นิพพานมาก

อรวรรณเดินถือถาดที่มีน้ำดื่มเข้ามา มือสั่นกึกๆ จนถาดสั่นไปหมด ติณห์ต้องรีบเข้าไปช่วยถือ
“ถ้ายังไม่หายดี ก็พักก่อนเถอะครับป้าออ”
ญาณินยิ้มให้
“ขอบคุณมากนะคะป้าออ”
“โถ ขอบคุณคุณติณห์เถอะค่ะ...ถ้าไม่ได้คุณติณห์โผล่เข้ามา ป่านนี้ป้าคงช้ำใจตายไปแล้ว”
“พอดีผมมีเรื่องอยากจะมาปรึกษาคุณ แต่โทรแล้วไม่มีคนรับ ผมก็เลยแอบมาหา”
“เทวดาคงจะดลใจให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างนี้...คุณติณห์ต้องเกิดมาเพื่อคู่กับคุณ หนูของป้าแน่ๆค่ะ”
ณัฐเดชเข้ามา เพิ่งเสร็จจากการคุยโทรศัพท์
“ณิน...พี่ต้องกลับกรุงเทพแล้ว”
“อ้าว”
“ยัยแก้มโทรมา บอกว่าได้ข้อมูลเพิ่มเติมคดีคุณพิมพิลาศ...อยากจะเอาหลักฐานให้กับมือ พี่โดยตรง ไม่ผ่านใคร”
“ค่ะ ฝากบอกพวกที่บริษัทด้วยนะคะว่าไม่ต้องห่วง ทางนี้เอาอยู่”
“อย่าประมาท...ติณห์ฝากน้องๆฉันด้วย”
ณัฐเดชแยกออกไป ญาณินหันมาหาติณห์
“เมื่อกี้คุณบอกมีเรื่องจะมาปรึกษา เรื่องอะไรคะ”

ญาณินตกใจ เมื่อได้ยินสิ่งที่ติณห์บอก
“หมอสมคิดอยากหุ้นทำรีสอร์ทกับแม่คุณ...เขาต้องการอะไร แล้วแม่คุณไปหลงเชื่อ เขาได้ยังไง โดนมันทำเสน่ห์หรือเปล่า”
“ถ้าโดนทำเสน่ห์ก็ดีสิ แต่มันไม่ใช่ มัมหลงเสน่ห์หมอสมคิดจริงๆ คุณณิน ไหนคุณบอก ว่าทำพิธีถอนของจากตัวหมอสมคิดหมดไปแล้ว แล้วทำไม นายไตรรัตน์ยังเจออาคม ทำไมผ้ายันตร์ที่เจอในเรือนแกรนด์ปากับผ้ายันตร์ของหมอสมคิดที่คุณรสเจอที่บ้านนาย ไตรรัตน์ ทำไมมันถึงคล้ายกันเหมือนปลุกเสกโดยคนๆเดียวกันหรือว่าหมอสมคิดมันยังมีอาคมอยู่”
ญาณินคิดตาม
“หรือไม่ ก็อาจจะมีใครบางคนที่มีอาคมระดับเดียวกับหมอสมคิด”
ทันใดนั้น มือถือของติณห์ดังขึ้น
“เบญจา...” ญาณินนิ่งไปนิด คิดๆ แล้วหันมา ตาโต
ติณห์กับญาณินโพล่งออกมาพร้อมกัน หันมามองหน้ากัน
“เบญจา”
ติณห์อึ้ง

ค่ำนั้น กรรณาพยายามทุบประตู ตะโกนเรียกให้คนช่วย จนอ่อนแรงเพราะตะโกนมานานแล้ว
“ช่วยด้วยๆ มีใครได้ยินมั้ย เปิดประตูหน่อย มีคนติดในนี้ๆ”
“ไม่ต้องเรียกหรอก นี่มันสามทุ่มแล้ว พนักงานกลับบ้านไปนอนดูละครกันหมดแล้ว” พงอินทร์ขัดขึ้น
“ฉันไม่ยอมติดในนี้ทั้งคืนหรอก มันต้องมียามมีใครอยู่ในนี้บ้างสิ”
กรรณาทุบๆตะโกนเรียกต่อไป ระหว่างนั้น พงอินทร์มองไปรอบๆ แล้วเหลือบเห็นแผ่นอะไรบางอย่าง โผล่พ้นหิมะออกมา เลยเข้าไปหยิบดู เป็นป้ายที่เขียนว่า “ขออภัยในความไม่สะดวก ปิดปรับปรุง” กรรณาทุบไปตะโกนไป
“ไม่รู้หรือไงว่ามีคนติดในนี้ ปิดล็อกได้ยังไง ทำไมสะเพร่ากันอย่างนี้”
“ไม่มีใครสะเพร่าหรอก”
กรรณาหันขวับกลับมาหาเรื่อง
“ทำไมจะ...”
แต่กรรณาต้องชะงัก เพราะพงอินทร์ยืนชูป้ายให้ดู
“ผมเจอป้ายนี้ ทิ้งอยู่ใต้หิมะตรงนั้น”
“อ้าว...ถ้าปิดปรับปรุง แล้วช่อเพชรเข้ามาในนี้ทำไม” กรรณาพยายามทบทวน “เข้ามาแล้วก็ หายไป...แล้วเราก็เลยมาติดในนี้ ยังกับว่า เขาหลอกเราเข้ามา”
“ผมคิดว่า...ช่อเพชรอาจจะรู้ว่าเราตามตัวเขาอยู่ พอรู้ว่าเรามา
กำลังโหลดความคิดเห็น...