xs
xsm
sm
md
lg

สาปพระเพ็ง ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 8

ในห้องสอบสวน 1 อภิวัฒน์หันขวับมาใส่พัทธยากับคทารัตน์

“โอ๊ย สมองตีบตันกันหรือยังไง บอกแล้วว่าผมไม่ใช่คนยิง จะเอายังไง ถ้าไม่ตั้งข้อหาก็ไม่มีสิทธิ์กักขังหน่วงเหนี่ยวเอาไว้นะโว๊ย... ผมจะกลับ”
“เรายังสอบสวนไม่เสร็จ”พัทธยาบอก
“ก็เล่าไปหมดแล้ว อยากรู้อะไรมากกว่านี้ ก็หัดใช้สมองสืบหากันเอง”
อภิวัฒน์ทำท่าจะเดินออก คทารัตน์เอ่ยถามขึ้น
“แล้วไม่รอคุณสิริรัตน์ กลับด้วยกันเหรอคะ”
“มันเป็นใคร ทำไมต้องรอ สอบสวนเสร็จเมื่อไหร่ก็ให้มันกลับเอง”
อภิวัฒน์เดินพรวดๆออกไป พัทธยามองตาม สีหน้ากังวลเรื่องเพชรดาขึ้นมาทันที
“นี่ล่ะธาตุแท้ ... พอจวนตัวก็ชิ่ง ใครจะเป็นจะตายยังไงก็ช่าง ฉันต้องรอดไว้ก่อน” คทารัตน์ว่า
พัทธยาเดินตามอภิวัฒน์ออกไปทันที
“อ้าว ... ผู้กอง”
วิกกี้ตามพัทธยาออกไปอีกคน รัดเกล้ามองตามสงสัย

ในห้องสอบสวน 2 สิริรัตน์ตาขวาง กำหมัดแน่น สถบดี วิวรรธน์ ยอดชายมองจับสังเกต
“ฉันยิงมัน ยิงมัน ยิงๆๆๆ ยิงจนกระสุนหมด เห็นมันขาดใจตายไปตรงหน้า”
“แต่หลักฐานนิติเวช กระสุนแค่นัดเดียวเองนะครับ” ยอดชายบอก
“ตกลงคุณยิงกี่นัดกันแน่” วิวรรธน์ถาม
“กี่นัด ฉันก็ไม่รู้หรอก ... เพราะฉันไม่ได้ยิง”
สิริรัตน์ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น ทุกคนสีหน้าเซ็งจัดที่โดนสิริรัตน์ปั่นหัว
“ให้การเท็จ ก็ไปนอนในคุกได้นะ สิริรัตน์”
“สิริรัตน์แค่หยอกเล่นนิดเดียว”
“แต่เรื่องที่ถีบคุณเพชรตกบันไดไม่ใช่เรื่องหยอก คุณอาจจะเจอข้อหาพยายามฆ่าโดยเจตนา โทษน่ะมีตั้งแต่ติดคุก 10 ปี 20 ปี หรือไม่ก็ประหารชีวิต”
สิริรัตน์เริ่มประสาท
“อย่า อย่าเอาสิริรัตน์เข้าคุก อย่าประหารชีวิตสิริรัตน์ คุณวัฒน์น่ะสิ ขู่สิริรัตน์ บังคับให้สิริรัตน์ตบตี ถีบเพชร เผลอๆคุณวัฒน์นั่นแหละ.. คนยิงพี่ดำ”
สิริรัตน์ปัดความผิดให้พ้นตัวทันที

บริเวณบันไดสำนักงานสืบ พัทธยาเดินเร็วมา วิกกี้ตามหลัง เอ่ยถามขึ้น
“ผู้กองพัทธ์คะ เราจะไม่ไปดูการสอบสวนสิริรัตน์กันหน่อยหรือคะ”
“คุณดูไปเลย ผมจะตามอภิวัฒน์”
พัทธยาเดินเร็วออกไป จนคทารัตน์ตามไม่ทัน ได้แต่หยุดมอง แล้วหันไปบ่นกับน้องสาว
“ทำไมไม่ให้ฉันไปด้วย ดูสิ ยายเกล้า ผู้กองพัทธ์รีบเกินเหตุรึเปล่า”
“ผู้กองคงจะเป็นห่วงมากน่ะค่ะ”
“แกหมายความว่าอะไร เกล้า ... ห่วงมาก ห่วงใคร”
“เกล้าคิดว่าผู้กองพัทธ์ห่วงคุณเพชรค่ะ”
คทารัตน์จ้องน้อง รัดเกล้าเอ่ยอธิบายขึ้น
“ก็วันก่อน คุณอภิวัฒน์เพิ่งทำร้ายคุณเพชรต่อหน้าผู้กองพัทธ์นี่คะ”
คทารัตน์สงสัยในความเป็นห่วงของพัทธยาที่มีต่อเพชรขึ้นมาทันที

ในห้องสอบสวน 2 สิริรัตน์มองทุกคนก่อนเอ่ยขึ้น
“คุณวัฒน์นั่นแหละที่อาจจะฆ่าพี่ดำ แล้วก็ทำร้ายเพชร น้องสาวตัวเอง”
“สุดท้ายเค้าอาจจะฆ่าคุณด้วย ถ้าคุณรู้เห็นอะไรมาตั้งแต่ต้น”
สิริรัตน์เริ่มนึกกลัวกับคำขู่ของสถบดี
“ฆ่าฉันเหรอ”
“ครับ ข่าวมีเยอะแยะไป รายไหนรายนั้น ฆ่าปิดปากคนที่สมรู้ร่วมคิด” วิวรรธน์บอก
“ไม่ สิริรัตน์ ไม่ได้ร่วมมืออะไรเลย คุณวัฒน์สั่งให้ตบตีเพชร สิริรัตน์ก็ทำตามคำสั่ง ถ้าสิริรัตน์ไม่ทำ สิริรัตน์ก็อยู่บ้านหลังนั้นไม่ได้”
สิริรัตน์มองทุกคนอย่างขอความเห็นใจเพราะเริ่มรู้สึกกลัว

โถงบ้านอภิมุขในบรรยากาศเงียบ เพชรดาเดินถือถุงชอปปิ้งจากซูเปอร์มาร์เก็ตเข้าบ้านมาอย่างหงอยๆ พอเดินเลี้ยวมา ก็เจอหมัดของอภิวัฒน์พุ่งเข้าชกเต็มหน้า เพชรดาผงะตามแรงชก ถุงหลุดมือกระจายบนพื้น ร่างล้มลงไป
“แกเล่าเรื่องพี่ดำทะเลาะกับฉันให้ตำรวจฟังใช่มั้ย”
เพชรดายังตั้งตัวไม่ติด อภิวัฒน์พุ่งเข้ามา
“อยากตายนักใช่มั้ย ถึงได้พูดเรื่องฉันยืมเงินพี่ดำ”
อภิวัฒน์ง้างเท้าเตะจนเพชรดากลิ้ง
“เงินพี่ชายฉัน มันก็ต้องเป็นของฉัน จำไว้ด้วย ฉันไม่เคยปล่อยให้คนที่จะทำลายฉัน มันรอดไปได้”
พัทธยาพุ่งเข้ามากระชากอภิวัฒน์
“แกนั่นแหละที่จะไม่รอด”
พัทธยาชกตูมเข้าหน้าอภิวัฒน์จนกระเด็น แล้วตามเข้าไปเตะซ้ำ
“ผู้กองพัทธ์” เพชรดาปราม
พัทธยาบ้าเลือดไม่ฟังใคร กระชากอภิวัฒน์ขึ้นมา กระหน่ำชกเข้าที่หน้าจนอภิวัฒน์เซ
“มึง... กูจะฟ้อ ตำรวจทำร้ายประชาชน”
“เออ... มึงฟ้องเลย”
พัทธยาชักปืนออกมา
“กูจะได้ยิงปากมึงซะตรงนี้ อยากตายมากมั้ย”
พัทธยาเล็งปืน อภิวัฒน์ผงะถอยด้วยความกลัว เพชรดามองอย่างตกใจ ผู้กองหนุ่มพร้อมจะลั่นไกทุกนาที

โถงด้านล่างสำนักงานสืบฯ วิวรรธน์ ยอดชายเดินมาส่งสิริรัตน์ สถบดีตามหลังมา สิริรัตน์มองซ้ายมองขวา รัดเกล้ามองแล้วบอก
“คุณอภิวัฒน์กลับไปแล้วค่ะ”
คทารัตน์ยิ้มหวานสนิท
“เธอฝากบอกด้วยว่าไม่รอ ให้กลับเอง เพราะไม่รู้จะรอทำไมค่ะ”
สิริรัตน์ออกอาการฮึดฮัดเดินปัดออกไป วิวรรธน์มองแล้วถามขึ้น
“ผู้กองพัทธ์ล่ะครับ”
“น่าจะตามคุณอภิวัฒน์ไปที่บ้านค่ะ” รัดเกล้าบอก
“พัทธ์มันห่วงคุณเพชร”
คทารัตน์หันขวับมอง ตาวาวด้วยความหึงที่ได้ยินซ้ำว่า พัทธยาห่วงเพชรดา

พัทธยาที่ถือปืนเดินเข้าหา อภิวัฒน์ถอยกรูด
“มึงอยากฟ้องนักใช่มั้ย ฟ้องสิ กูจะได้วิสามัญตรงนี้เลย คนอย่างมึงตายไป ทุกอย่างก็จบ”
อภิวัฒน์ท้าทั้งๆที่กลัว
“ไอ้ตำรวจเลว ไอ้ชาติชั่ว”
“กูชั่วได้มากกว่าที่มึงคิดอีก”
“ผู้กองคะ เพชรขอนะคะ...อย่าค่ะ”

พัทธยาได้ยินเสียงเพชรดาก็เรียกสติคืน หันมามองเพชรดา ด้วยแววตาเจ็บแค้นแทน
“นั่นใคร ผู้หญิงที่แกตบตี เค้าเป็นน้องสาวแกใช่มั้ย ถึงเป็นแค่ลูกแม่บ้าน แต่เค้าก็มีสายเลือดเดียวกับพวกแก เค้ามีเลือดเนื้อ มีชีวิต ไม่ใช่ที่รองมือรองเท้าของคนทั้งบ้าน”
เพชรดาลุกมาใกล้พัทธยา เอ่ยขอร้อง
“เก็บปืนเถอะค่ะ”
พัทธยามองทอดสายตาห่วงใยให้เพชรดา แล้วหันมาทางอภิวัฒน์
“อย่าให้ฉันรู้ ว่าแกคิดจะทำร้ายผู้หญิงน่าสงสารคนนี้อีก เพราะคนที่จะตายก่อนคือแก อภิวัฒน์”
พัทธยาเก็บปืนเดินออกไป เพชรดาเอ่ยบอกพี่ชาย
“เพชรจะไปคุยกับผู้กองพัทธ์เองค่ะ”
เพชรดาเดินตามพัทธยาออกไป อภิวัฒน์ถอนใจโล่งที่รอดตายมาได้

มุมหนึ่งในสนง.สืบฯ วิวรรธน์กำลังถอยหนีคทารัตน์ที่เดินเข้าหา
“ฉันจะขย้ำแก บดขยี้ ป่นแกเป็นผงตรงนี้ ถ้าแกคิดจะปิดฉัน เล่ามาให้หมด ผู้กองพัทธ์เข้านอกออกใน สนิทกับคุณเพชรแค่ไหน”
“ก็เท่าที่เราเห็นๆกันนั่นแหละครับ ผู้กองเค้าห่วงคุณเพชรแบบเพื่อน”
“เพื่อนอะไร เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมโลกหรือเพื่อนใจ”
“โธ่ เจ๊ สวยขนาดคุณเพชร ก็ต้องเพื่อนใจสิ”
“ไอ้...ไอ้”
“เอ้าๆ...ยัวะจนเรียกชื่อไม่ถูก คิดมากน่ะ เจ๊ ผู้กองพัทธ์เค้าก็ดีกับทุกคน”
คทารัตน์เชิด
“ไม่ต้องมาทำเสียงปลอบใจ ฉันไม่ได้อิจฉาอะไรคุณเพชรเค้าหรอกนะ ฉันแค่อยากรู้ว่าจะต้องวางตัวยังไง ถ้าเกิดผู้กองพัทธ์เค้าคิดจะจับปลาสองมือ”
วิวรรธน์งง
“จับปลาสองมือ”
“ก็จีบฉันด้วย แล้วก็สำรองคุณเพชรเผื่อไว้”
วิวรรธน์หัวเราะพรึ่ด
“แต่ที่ทุกคนเห็นคือเจ๊จีบผู้กองพัทธ์”
“ตลกมากมั้ย”
วิวรรธน์หยุดหัวเราะ คทารัตน์เริ่มเสียงแข็ง
“ฉันจะปลื้ม ประทับใจ หรือรักใครสักคน มันตลกมากนักใช่มั้ย แกมันยังเด็กคิดแต่เรื่องสนุกไปวันๆ ไม่เคยคิดถึงอนาคต คนไม่มีแก่นสารอย่างแก ไม่มีวันเข้าใจโลกของผู้ใหญ่อย่างฉัน”
คทารัตน์เดินหันหลังออกไป ทิ้งให้วิวรรธน์มองตาม
“ผู้ใหญ่อย่างเจ๊ต่างหากที่ไม่ยอมเปิดใจให้ความรัก”

ในร้านอาหาร ที่โต๊ะ พัทธยานั่งตรงข้าม กำลังมองเพชรดาด้วยแววตาเห็นใจ เธอคลี่ยิ้ม เขาเอื้อมมือไปแตะมือเบาๆก่อนกุมมือไว้อย่างนุ่มนวล เธอยิ้มอ่อนโยน พัทธยาทอดสายตามองด้วยความรัก

ห้องพักในโรงแรมม่านรูด สิริรัตน์เนื้อตัวเปล่าเปลือย สะบัดพลิกตัวจากแก้วกล้า เด็กหนุ่มร่างฟิต หน้าตาดีที่นอนอยู่บนเตียง เธอลุกขึ้นกระชากผ้าห่มดึงมาปิด แก้วเกล้ามองแล้วพูดขึ้น
“ดีนะ โมโหแล้วมาระบายเอากับผมแรงแรง น่าโมโหมาก”
“พูดมากน่า หรือจะไม่ให้ระบายก็บอกมา”
“ระบายได้ แต่ก็ต้องมีค่าระบายกันบ้าง ไหนล่ะ เงินที่พี่บอกว่าได้แน่ๆ ผัวแก่ส.ส.ก็ถูกยิงตายไปเป็นปีแล้ว”
“คุยเรื่องอื่นได้มั้ย ได้ยินเรื่องนี้แล้วมันเครียด”
แก้วกล้าลุกขึ้นนั่งมองสิริรัตน์ที่กำลังเสยผม
“เครียดก็ไปขอเงินไอ้ผัวน้องชายนั่นมาสิ”
“โอ๊ย... นั่นยิ่งเครียดใหญ่ จะพากันซวยไปหมดเพราะคดีบ้าๆเนี่ยะ ตำรวจก็ถามแล้วถามอีก จนตอบไม่ถูก”
“เรื่องคดียังไง ผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่าผมต้องใช้เงิน”
“รออีกนิดนะ เดี๋ยวพี่ได้เงินก้อน เราก็สบายกันแล้ว”
“เมื่อไหร่”
แก้วกล้าลุกขึ้น สิริรัตน์มองถูกใจไปทั้งเรือนร่างของเด็กหนุ่ม เอื้อมมือลูบไล้แผ่นอกเบาๆ
“น่านะ อีกนิดเดียว เดี๋ยวเราก็ได้เงินมหาศาลมาใช้ กินๆนอนๆมีความสุขกัน ทั้งวันทั้งคืน รออีกนิดเดียว พี่สัญญา”
สิริรัตน์จูบลงที่แก้มแก้วกล้าอย่างหลงใหล แต่สายตาแก้วกล้าไม่ยินดียินร้ายกับสิริรัตน์เหมือนก่อนอีกแล้ว

ในห้องทำงานสนง.สืบฯ ทุกคนมองพัทธยาที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ทุกอย่างมันชัดแล้ว เร่งเรื่องหมายจับอภิวัฒน์ได้เลย”
“ก็เหลือแต่เอาคำสารภาพของอภิวัฒน์มาให้ได้” สถบดีบอก
“อภิวัฒน์จะลงมือคนเดียวหรือเปล่า” วิวรรธน์ว่า
“สิริรัตน์มีพิรุธอะไรบ้างมั้ยล่ะ”
พัทธยาถามขึ้น ทุกคนมอง

สิริรัตน์ที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว คว้าแก้วกล้ามาจูบลงที่แก้มอีกฟอดใหญ่
“พี่ไปก่อนนะ แล้วจะโทรหา เอ้า...พี่มีแค่นี้ เอาไว้”
สิริรัตน์ยัดเงินใส่มือแล้วเดินออกไป แก้วกล้าหน้าตาเบื่อหน่าย กลับมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง
เสียงประตูเปิดเข้ามา แก้วกล้าถามขึ้น
“จะระบายอีกรอบเหรอพี่”
ชายร่างสูงหน้าเหี้ยมคนหนึ่งเข้ามายืนปลายเตียง แก้วกล้ามองด้วยความตกใจ อีกคนถือปืนคุมเชิงอยู่หน้าประตู ชายหน้าเหี้ยมกระชากแก้วกล้าขึ้นมาแล้วเตะเข้าหว่างขา แก้วกล้าร่วง ชายหน้าเหี้ยมย่างเข้าหาแล้วเตะซ้ำจนคว่ำ
“อย่าพี่...อย่าทำผม”
“เฮียให้กูมาเตือน... ครั้งสุดท้าย หนี้บอลที่มึงติดอยู่ 3 แสน”
“ผมไม่ได้เบี้ยว ผมยังไม่มีจริงๆ”
“มึงมีเวลาอีกแค่ 3 วัน ถ้าไม่จ่าย สามแสน มึง … ตาย”
ชายหน้าเหี้ยมกระทืบลงที่ขาแล้วตบซ้ำด้วยด้วยด้ามปืนจนเลือดกระเด็น แก้วกล้าถอยกรูดติดผนังห้อง ชายหน้าเหี้ยมเดินออกไป แก้วกล้าหวาดกลัวเต็มที่

พัทธยามอง วิวรรธน์ที่เอ่ยขึ้น
“ผมรู้สึกว่าสิริรัตน์มีอะไรปิดบังเราอยู่”
“นี่ไอ้วิว เรื่องอะไร เอาแน่ๆ อย่ามาเดา”
“พี่วิวคงติดใจประเด็นเรื่องความพยาบาทของผู้หญิง” รัดเกล้าบอก
“ใช่ ... น้องเกล้าพูดถูก”
“หยุดเลย อย่าเอาคำพูดมั่วๆของนรสิงห์มาใช้กับคดีนี้ เรายังไม่ได้ตัดสิริรัตน์ออกไป ถ้าอภิวัฒน์สารภาพ ใครที่เกี่ยว เราก็ลากเข้าคุกได้หมด” สถบดีว่า
“อภิวัฒน์จะยอมสารภาพจริงๆใช่มั้ยครับ”
ยอดชายถามขึ้นด้วยเสียงไม่แน่ใจ พัทธยาสีหน้าเชื่อมั่น
“คนอย่างมัน รีดให้หนัก มันต้องหลุดอะไรออกมาแน่”
เสียงโทรศัพท์สำนักงานดังขึ้น คทารัตน์ที่อยู่ใกล้สุดเอื้อมมือไปรับขึ้น
“สวัสดีค่ะ สำนักงานสืบคดีพิเศษค่ะ .. พูดสายกับใครนะคะ ผู้กองพัทธ์”
คทารัตน์หันไปมองพัทธยา
“ใช่ค่ะ ผู้กองเป็นหัวหน้าชุดสืบสวนในคดีส.ส.อภิมุข”
ทุกคนหันมามองวิกกี้ทันที โดยเฉพาะพัทธยาที่ตั้งใจฟัง
“คุณว่าอะไรนะ มีหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับคดีนี้หรือคะ”

แก้วกล้าที่เดินอยู่ในชุมชน สีหน้าร้อนเงิน
“ผมมีหลักฐานใหม่ ที่จะมัดตัวฆาตกร”

ในห้องประชุม คทารัตน์สีหน้าจริงจังกับคนที่โทรเข้ามา ทุกคนมอง วิวรรธน์รีบหันไปบอกยอดชาย
“อัดสายนี้ อัดสายนี้ไว้”
ยอดชายวิ่งออกไปทางห้องเทคนิคด้านนอกทันที คทารัตน์ยื่นสายให้ พัทธยาถามขึ้น
“คุณน่ะเหรอครับ ที่รู้เรื่องคดีฆาตกรรม”
ทุกคนมองลุ้น
“โอเค ผมผู้กองพัทธ์ฟังอยู่ เล่ามาเลย ใจเย็นๆ คุณรู้อะไร ก็ค่อยเล่าๆ ไม่ต้องกลัวนะ พวกเราคุ้มครองพยานอย่างคุณได้”
แก้วกล้าตอบกลับอย่างเร็ว
“ไม่กลัว ไม่มีใครรู้จักผม... ผมจะเล่าเรื่องคืนที่ยิงกัน”
“คืนที่ยิงกัน เกิดอะไรขึ้น” พัทธยาถาม
แก้วกล้าตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“มีคนทะเลาะกัน ก่อนจะมีเสียงปืน”
“คุณได้ยินเสียงใครทะเลาะกัน”
แก้วกล้าสีหน้าตื่นเต้นขึ้น เมื่อนึกถึงคืนที่เห็นเหตุการณ์ในบ้านอภิมุข
“เสียงผู้ชายทะเลาะกับผู้หญิงด่ากันแหลก แล้วก็มีเสียงปืน...”
พัทธยาขยับ สีหน้าเครียด
“เสียงปืน หมายความว่ายิงกันตรงนั้นเลยเหรอ”
ทุกคนในห้องประชุมมองหน้ากัน อยากรู้มากขึ้น
“ทำไมคุณถึงได้ยิน คุณอยู่ในบ้านหลังนั้นหรือเปล่า”
แก้วกล้าชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อได้ยินพัทธยาถามว่าอยู่ในบ้านหรือเปล่า ก่อนจะตอบเลี่ยงไป
“ผมอยู่ชุมชนใกล้ๆ เสียงปืนดัง ผมก็ต้องได้ยิน ผู้กองจำชื่อผมไว้ดีๆ ผมชื่อแก้วกล้า เอาไว้ว่างๆ แล้วจะโทรมาเล่าให้ฟังอีก”
“แก้วกล้า คุณแก้วกล้าอย่าเพิ่งวางสายนะครับ เล่าต่ออีกหน่อย คุณแก้วกล้า คุณแก้วกล้า...”
แก้วกล้าเก็บมือถือ สีหน้ามั่นใจ วาดหวังถึงเงินที่จะได้
“ความลับชิ้นนี้ มันมีราคา ... แพงมากซะด้วย”

ทุกคนมอง พัทธยาที่วางสายแล้วพูดขึ้น
“นายแก้วกล้าคนนี้บอกว่าได้ยินเสียงผู้ชายกับผู้หญิงทะเลาะกันรุนแรง ตามด้วยเสียงปืน”
“ถ้าเป็นอย่างนายแก้วกล้าอะไรนี่เล่า เท่ากับว่านี่มันพลิกรูปคดีใหม่หมด ไม่ใช่อภิวัฒน์ที่เป็นคนยิง” สถบดีว่า
“ฆาตกรอาจจะเป็นผู้หญิง” รัดเกล้าว่า
“ใช่เลย... ความพยาบาทของผู้หญิง เหมือนที่คุณนรสิงห์บอก”
“ถ้าแกพูดถึงนรสิงห์อีกที ฉันจะเตะปากแก” สถบดีบอก
วิวรรธน์เงียบไป คทารัตน์พูดขึ้น
“คิดกันมั่งมั้ยคะว่า ถ้านายแก้วกล้าได้ยินเสียงชัดขนาดนั้น เค้าก็ควรจะอยู่ในบ้าน”
“จุดที่ถูกฆาตกรรม ห่างจากรั้วบ้านมาก” วิวรรธน์บอก
พัทธยามองไปที่ทั้งคู่ซึ่งตั้งข้อสันนิษฐานขึ้น

เวลาเย็น แก้วกล้าที่เดินมามองๆแถวหน้าบ้านอภิมุข ยามขยับตัวออกมามอง ๆ แก้วกล้าเห็นแล้ว ทำเป็นมองไปทางบ้านอีกหลัง แล้วรีบเดินออกไป

ในห้องประชุม ทุกคนที่สีหน้ายังเคร่งเครียด ยอดชายเดินกลับเข้ามาเงียบๆ มองคทารัตน์
“หรือว่าแก้วกล้าอาจจะโกหก ถ้าเค้าไม่ได้อยู่บ้านใกล้ๆ ไม่ใช่คนแถวนั้น”
“แต่เป็นใครสักคนที่ลอบเข้าไปในบ้านอภิมุข... ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้จัก” สถบดีบอก
“หรือไม่ก็มีคนรู้จัก เลยเข้าไปในบ้านได้ง่ายๆ” วิวรรธน์บอก
“ทุกข้อสันนิษฐานเป็นไปได้ทั้งนั้น เราต้องรีบหาพยานปากนี้ให้เจอ” คทารัตน์ว่า
“บางทีเค้าอาจจะติดต่อมาอีก” รัดเกล้าว่า
ทุกคนมองรัดเกล้า
“แก้วกล้าคงต้องการอะไรสักอย่างถึงเพิ่งติดต่อเรา ทั้งๆที่คดีนี้เป็นคดีดัง สอบสวนกันมาเป็นปีแล้ว”
“เงิน... น่าจะเป็นเงินรางวัลนำจับ”
“เมื่อไหร่เราจะเริ่มสอบปากคำผู้หญิงสามคนของบ้านนี้ครับ” ยอดชายถาม
พัทธยานั่งนิ่ง ไม่มีคำตอบ
“พรุ่งนี้ เวลาสอบปากคำมาริษา สิริรัตน์ เพชรดา ต้องเค้นให้หนักๆ ยังไงวันนี้แยกย้ายกันก่อน” สถบดีบอก
“ไป... ยอด”
ยอดชายทำหน้างงๆ หันไปมองรัดเกล้าที่ชวนและคว้าแขนยอดชาย
“ลืมหรือไง แกกับฉันนัดร้านจักรยานไว้ เรื่องแต่งล้อใหม่”
รัดเกล้ารีบหันไปทางทุกคน
“เกล้ากับยอดไปก่อนนะคะ”
รัดเกล้าคว้าแขนยอดชายออกไป สถบดีได้แต่มองตาม

รัดเกล้าลากเพื่อนมายังห้องโถงล่างในสนง.สืบฯ ยอดชายบ่นขึ้น
“อีกแล้วเหรอ เกล้า ขืนผู้กองไผ่รู้ว่าแกเอาฉันบังหน้า โดนเตะขึ้นมา แกต้องรับผิดชอบด้วย”
“หรือจะให้ฉันเตะแกก่อน”
“แกจะไปบ้านลึกลับนั่นอีกทำไมวะ”
“ฉันอยากรู้คำตอบ”
“คำตอบของอะไร”
“คำตอบของอดีต มันอาจจะเกี่ยวกับคดีนี้ คุณนรสิงห์บอกว่า มันคือกรรม.... กรรมที่ทุกคนทำร่วมกันมา”
ยอดชายมองเพื่อนอย่างขัดใจ แต่ไม่กล้าขัด รัดเกล้าวิ่งออกไปอย่างเร็ว

นรสิงห์ที่มองรัดเกล้าที่เดินเร็วเข้ามาตรงหน้า
“กล้ามาที่นี่คนเดียว ไม่กลัวฉันแล้วหรือ รัดเกล้า”
“เกล้ากลัวค่ะ”
“กลัว แต่ก็ยังอยากที่จะมา”
“คุณนรสิงห์เหมือนผู้หยั่งรู้ใจทุกคน...คุณทำได้ยังไงคะ”
นรสิงห์ยิ้มถาม
“อยากรู้เรื่องฉัน หรือว่าอยากรู้เรื่องพยานปากใหม่ในคดี”
“ทั้งสองเรื่องค่ะ”
รัดเกล้ายิ้มกับนรสิงห์อย่างผ่อนคลายขึ้น
“แต่อยากรู้เรื่องคุณนรสิงห์ก่อน”
“อยากรู้เรื่องฉัน จะทำให้ผู้กองไผ่คนรักของเธอโกรธ”
“ผู้กองไผ่ไม่ใช่แฟนเกล้าค่ะ”
“ผู้กองไผ่ดูห่วงใย อาทร มากเกินเพื่อน ซึ่งก็ไม่แปลก ในเมื่อลึกๆ เขารู้อยู่เสมอว่า เขาเคยรักเธอ ยิ่งกว่าชีวิตของเขา”
รัดเกล้ามองนรสิงห์แล้วพูดขึ้นจากในความทรงจำที่ติดอยู่
“ติสสา... มรันมา”
“เธอจำได้แล้วใช่มั้ย”
“เกล้าจำได้ไม่ชัด แต่เกล้ารู้สึกค่ะ ความรักของเค้าสองคน ... ผูกพัน ... มั่นคง แต่ก็เจ็บปวด สูญเสียสิ่งที่รักที่สุด”
นรสิงห์มองรัดเกล้าด้วยสายตาหม่นหมองลงทีละน้อย
“ทำไมเค้าสองคนถึงต้องผิดหวัง เจ็บปวด ในเมื่อรักกันมาก”
รัดเกล้าหันมามองนรสิงห์
“คุณนรสิงห์เห็นอดีตใช่มั้ยคะ คุณนรสิงห์เล่าให้เกล้าฟังหน่อยนะคะ เรื่องของติสสากับมรันมา”
รัดเกล้าสายตาอ้อนวอน นรสิงห์ยิ่งสะเทือนในใจ

สถบดีเดินตามพัทธยาเข้ามาในบ้าน พัทธยาสีหน้าเครียด กังวล จนเพื่อนเห็นได้ชัด
“นี่ตกลงว่าแกเครียดเรื่องคดี หรือเรื่องที่คุณเพชรถูกทำร้าย”
“เรื่องคดีสิวะ”
“คิดจะโกหกเพื่อนสนิทอย่างฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ … ฉันไม่เคยเห็นแกสนใจใครเหมือนคุณเพชร”
“ฉันห่วง คุณเพชรเค้าต้องทนทุกอย่างในบ้านวิปริตนั่นตามลำพัง”
“งั้นตอนนี้แกก็ให้ได้แค่ความเป็นห่วงว่ะ ปิดคดีเมื่อไหร่ แกถึงจะจีบคุณเพชรเป็นเรื่องเป็นราวได้”
“รื่องฉันกับคุณเพชร มันคงเป็นไปไม่ได้ เหมือนเรื่องแกกับเกล้านั่นแหละ”
“ไม่เหมือนกันแน่นอน ฉันกับเกล้า มันคือเรื่องเป็นไปได้ แค่ฝ่าด่านเจ๊วิกกี้ให้รอด”
“เกล้าเค้าดูมีใจให้แกตั้งแต่เมื่อไหร่ ไอ้ไผ่ ฉันไม่เห็นจะรู้เลย”
“ขอบใจที่ช่วยซ้ำเติม แต่ฉันไม่แคร์ว่ะ คนอย่างไอ้ไผ่ รักแล้วไม่มีคำว่าพลาด”
สถบดีสีหน้ามั่นใจสุดๆ

ในบ้านนรสิงห์รัดเกล้าในแววตามีแต่คำถาม
“ความรักของติสสากับมรันมาเป็นยังไงต่อ คุณนรสิงห์เล่าให้เกล้าฟังนะคะ”
“ฉันต้องเล่าแน่ๆ... เล่าให้ทุกคนฟังพร้อมๆกัน”
“ทำไมต้องทุกคน เพราะพวกเราเกี่ยวข้องกันมาน่ะเหรอคะ เกี่ยวข้องทั้งๆที่เป็นศัตรูกัน”
รัดเกล้าถามด้วยเสียงร้อนรน ในใจมีแต่ความอยากรู้

ภายในบ้าน สถบดีกำลังคุยมือถือ พัทธยามองอยู่ทางด้านหลัง
“ยอดเหรอ คือฉันโทรหารัดเกล้าน่ะ จะถามเรื่องแฟ้มคดีแต่ว่าโทรไม่ติด ขอคุยกับรัดเกล้าหน่อยสิ”
ยอดชายกำลังกินข้าว ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง หน้าตาเลิ่กลั่กเพราะไม่ได้มากับรัดเกล้า เขาพยายามหาข้ออ้าง
“เอ่อ คือว่า … เกล้า เกล้า เกล้ามันไปห้องน้ำ อีกสักชั่วโมง เดี๋ยวผมให้โทรกลับนะครับ”
ยอดชายสีหน้าโล่งใจที่โกหกเอาตัวรอดไปได้ สถบดีฟังน้ำเสียงตะกุกตะกักของยอดชายแล้วถามซ้ำ เพราะเริ่มเอะใจ
“อะไรวะ ตั้งชั่วโมง เข้าไปนอนเหรอ แกโกหกหรือเปล่า ไอ้ยอด แกอยู่กับเกล้าแน่นะ เอาแน่ๆอยู่หรือไม่อยู่ ถ้าอยากโดนเตะ แกก็โกหกฉันมาเลย ไอ้ยอด”
“ผมโดนไอ้เกล้ามันบังคับจริงๆครับ ผู้กอง”
ยอดชายรีบปิดมือถือหนี สถบดีสีหน้าเดือดมากนึกสังหรณ์ใจ พัทธยามองเพื่อน
“รัดเกล้า ... บ้านนรสิงห์”
สถบดีวิ่งออกไปทันที ทิ้งให้พัทธยามองตาม

อ่านต่อหน้าที่ 2


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 8 (ต่อ)

นรสิงห์มองด้วยรัดเกล้าด้วยสายตาเป็นกันเองมากกว่าทุกครั้ง
“ถ้าฉันคือกษัตริย์นรสิงห์ในอดีตเมื่อพันปี ที่เธอเคยเห็นมาแล้ว เธอจะเชื่อมั้ย”
“ไม่เชื่อค่ะ โลกนี้ไม่มีใครที่เป็นอมตะได้ ไม่อย่างงั้นคุณนรสิงห์ก็ต้องไม่ใช่มนุษย์”
นรสิงห์ทอดสายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกขมขื่นในน้ำเสียง
“เด็กยุคนี้คงไม่เชื่อเรื่องศาสตร์ลี้ลับง่ายๆ ฉันอาจจะต้องคำสาปไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายไปชั่วกัปชั่วกัลป์”
“คำสาปมีจริงหรือคะ ... หรือถ้าเป็นจริงก็คงทรมานมาก”
“ใช่... ทรมานกับวันเวลาแห่งการรอคอย อยากให้การชดใช้มาถึงและสิ้นสุดลงสักที”
“ใครคะที่ต้องชดใช้ ใครบ้างที่เกี่ยวข้องกันมาจากอดีต แล้วเกี่ยวข้องกันเพื่ออะไร”
“กรรม ... เพื่อชดใช้กรรม”
รัดเกล้ามองด้วยแววตาอยากรู้ นรสิงห์เอ่ยต่อ
“กรรมที่ล้างผลาญเข่นฆ่าชีวิตคนอื่น เพื่อสนองกิเลสตัณหาสูงสุดของตัวเอง ทำให้ทุกชีวิตต้องมีจุดจบน่าเวทนา”
นรสิงห์มองรัดเกล้าลึกลงไปในดวงตา ความรู้สึกผิดต่อรัดเกล้าฉายประกาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างล่วงรู้
“เธอกลับไปได้แล้ว”
“คะ เรายังคุยกันไม่จบเลย”
“จบแค่นี้ สำหรับวันนี้ คนรักเธอมาตามแล้ว”
รัดเกล้าคิดนิดเดียว
“ผู้กองไผ่น่ะเหรอคะ มาตามเกล้า”
นรสิงห์แค่ยิ้มให้เป็นคำตอบ รัดเกล้าก็มองออกว่า นรสิงห์จะไม่บอกอะไรมากไปกว่านั้นแล้ว รัดเกล้าลุกขึ้น
“ก็ได้ค่ะ แต่ยังมีคำถามอีกมากที่เกล้าต้องการคำตอบจากคุณนรสิงห์ ขออนุญาตให้เกล้าได้มาอีกนะคะ”
รัดเกล้ายิ้มกับนรสิงห์ แล้วเดินออกไป เจ้าของบ้านมองตามเธอเพียงนิดเดียว แล้วหันกลับมามองแสงสีทองที่กำลังลับจากขอบหน้าต่าง ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามา นรสิงห์สีหน้าเปลี่ยนเป็นเขม็งเครียดขึ้น

รัดเกล้าเปิดประตูออกมาจากบ้านนรสิงห์ สถบดีคว้ามือรัดเกล้าไว้ทันที
“ต้องให้ผมก้มลงคุกเข่าขอร้องหรือเปล่า รัดเกล้า คุณถึงจะเลิกมาที่นี่”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ”
รัดเกล้าจ้องสถบดี
“ต่อให้ผู้กองทำมากกว่าคุกเข่า ยังไงเกล้าก็จะมา”
“นรสิงห์มันเป็นใคร ทำไมคุณต้องให้ค่ามันขนาดนี้”
สถบดีเผลอตัวบีบข้อมือรัดเกล้าแรงจนเธอร้อง
“โอ๊ย”
สถบดีรีบปล่อยมือ
“รัดเกล้า... ผมขอโทษ”
“เกล้าอยากมาบ้านนี้ค่ะ เพราะคุณนรสิงห์เค้าเป็นคนมีเหตุผลมากกว่าผู้กอง”
รัดเกล้าไม่หลบตา สถบดีมองอย่างเคือง

นรสิงห์ก้าวขึ้นบันไดไปด้านบนของบ้าน แต่ละก้าวของนรสิงห์เชื่องช้า สายตามีแววความเจ็บปวดเกาะกุม เหมือนนักโทษที่กำลังก้าวเข้าสู่หลักประหาร

บริเวณลานหน้าประตูบ้านนรสิงห์ รัดเกล้ามองไผ่ที่พยายามเอ่ยขอร้อง
“รัดเกล้า ผมมีเหตุผลนะที่ไม่อยากให้คุณเข้าใกล้นรสิงห์ คุณเคยมีอาการเจ็บ เหมือนถูกแทงตรงนี้ ...เราเจ็บเหมือนๆกัน ยิ่งเจ็บมากขึ้นตอนที่เจอนรสิงห์” สถบดีพูด
“แต่เกล้าดีขึ้นแล้ว เมื่อกี๊ที่เจอคุณนรสิงห์ เกล้าก็ไม่เจ็บเหมือนแต่ก่อน”
“นี่ผมห่วงคุณนะ เกล้า จะให้ผมทำยังไง คุณถึงจะห่างจากผู้ชายลึกลับ ไม่มีที่มาอย่างนรสิงห์”
“ถ้ามันคือกรรม กรรมที่พวกเราร่วมทำมากับคุณนรสิง เราก็หนีเค้าไม่พ้นหรอกค่ะ”
สถบดีไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่รัดเกล้าพูดออกมา เธอผละเดินออกจากตรงนั้น สถบดีเดินตาม

นรสิงห์ที่ก้าวเข้ามาในห้องหนึ่ง แสงสุดท้ายของวันกำลังลับไปจากห้อง ทุกอย่างเริ่มตกอยู่ในความมืดอย่างช้าๆ แสงแดดหายไปจากขอบหน้าต่าง นรสิงห์ประหวั่นพรั่นพรึงกับแสงจันทร์ที่กำลังคืบคลานเข้ามา

รัดเกล้ากับสถบดีเดินเข้าบ้านรัดเกล้า เดินตรงมายังบริเวณสระน้ำ ทั้งคู่ยืนอยู่ใต้พระจันทร์ที่เริ่มขึ้นลางๆบนฟ้า
“ผมไม่เชื่อเรื่องกรรม แต่ผมเชื่อว่าเราอาจจะเคยเจอกันมาก่อน เราสองคนผูกพันกันมา”
สถบดีกุมมือรัดเกล้าแผ่วเบา นุ่มนวล ตาทอดประกายความรัก แล้วพูดต่อ
“...ด้วยความรัก... คุณเชื่อมั้ย รัดเกล้า ไม่ว่านานแค่ไหน ไม่มีอะไรแยกเราจากกันได้ แม้กระทั่ง... ความตาย”
รัดเกล้ามองสบตา เธอรู้สึกวาบขึ้นในใจ และรู้สึกเจ็บที่หน้าอก
“โอ๊ย”
สถบดีตกใจ รีบเข้าไปประคอง
“เกล้า ... เป็นอะไร”

หน้าห้องรวมสำนักงานสืบฯ เวลากลางคืน วิวรรธน์ยืนมองพระจันทร์อยู่ตามลำพัง เสียงรองเท้าเดินขึ้นบันไดมาจากด้านหลัง วิวรรธน์หันไปมอง
“เจ๊”
คทารัตน์ตกใจเหมือนกันที่เห็นวิวรรธน์ยังอยู่
“ฉันลืมแลปทอป”
เธอเดินมายืนข้างวิวรรธน์มองไปที่พระจันทร์สว่าง
“พระจันทร์วันนี้ ดวงมันใหญ่มาก”
“เหมือนพระจันทร์กำลังจะลอยลงมาทับร่างเรา”
ทั้งคู่รู้สึกอึดอัดกับภาพพระจันทร์ดวงโตตรงหน้า เหมือนกำลังเลื่อนเข้ามาใกล้ คทารัตน์อึดอัดจนหายใจ กำกระเป๋าแน่นจนแขนเกร็ง เบือนหน้าหนี
“ฉันไม่อยากมอง ฉันเกลียดพระจันทร์”
“ผมก็เหมือนกัน มันอึดอัด เหมือนเรากำลังถูกจ้อง”
วิวรรธน์ยังมองพระจันทร์อยู่ แต่คทารัตน์ไม่ยอมหันมา จู่ๆ วิวรรธน์ก็เอ่ยขึ้นจากสำนึกที่ติดตัวมา
“เหมือนพระจันทร์กำลังพิพากษา”

ห้องหนึ่งในบ้าน นรสิงห์ที่คุกเข่าลง แสงจันทร์เคลื่อนเข้ามา เขาถอดเสื้อออกพ้นร่างจนร่างกายเปลือยเปล่า แสงจันทร์เคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกที เขาคุกเข่า เท้าแขนกับพื้น โน้มตัวลงไปด้านหน้าในท่าคำนับ
แสงจันทร์คืบคลานเข้ามาใกล้ นรสิงห์หวาดหวั่นกับการลงทัณฑ์ที่กำลังจะเริ่มอีกครั้ง

รัดเกล้ามองสถบดีที่ประคองตัวเองไว้แนบอก
“เกล้า ... คุณเป็นยังไงบ้าง เกล้า อย่าเป็นอะไรนะครับ”
สถบดีสีหน้าร้อนรน เป็นห่วงรัดเกล้าอย่างชัดเจน
“เมื่อกี้ ตอนคุณพูดว่าความตาย... เกล้าเจ็บ”
“ผมขอโทษ เกล้า... ผมขอโทษ”
รัดเกล้าทำท่าขยับจะออกจากอ้อมกอด สถบดีไม่ยอม
“อย่าเพิ่งลุก เกล้า ... นิ่งๆไว้ก่อนนะครับ”
สถบดีกระชับอ้อมกอดเข้าหารัดเกล้า
“ผมอยากขอให้ความเจ็บทั้งหมดของคุณมาอยู่ที่ผม ให้ผมทรมานจนตายก็ได้ ถ้ามันจะแลกกับรอยยิ้มของคุณ ไม่มีฝันร้าย ไม่มีความเจ็บมารบกวนคุณอีก”
รัดเกล้าเห็นความจริงใจ ห่วงใยของสถบดีในแววตาอย่างเต็มเปี่ยม

เวลาเดียวกัน พัทธยามองพระจันทร์เต็มดวงที่อยู่นอกหน้าต่าง เขารังเกียจพระจันทร์ดวงใหญ่ดวงนั้นขึ้นมาเป็นอย่างมาก จนต้องถอยห่างหน้าต่างให้พ้นเงาพระจันทร์ทันที

เพชรดาที่ก้าวออกมายืนจ้องพระจันทร์ดวงโตในบริเวณสวนบ้านอภิมุข ด้วยสายตาท้าทาย เงาจันทร์ทาบทับลงบนเสี้ยวหน้าเพชรดาจนดูกระด้าง

คทารัตน์ตัดสินใจหันหลังให้พระจันทร์ แล้วเดินไปที่ประตู วิวรรธน์เอ่ยขึ้นลอยๆ คทารัตน์ชะงัก
“พระเพ็ง พระจันทร์เต็มดวง เรียกว่าพระเพ็ง ถึงมีคืนที่เรียกกันว่า คืนบูชาเพ็ง”
สิ้นเสียงของวิวรรธน์ คทารัตน์ขนลุกไปทั้งร่าง มองพระจันทร์ด้วยความรู้สึกเกลียดอย่างที่ไม่ใช่ตัวตนของเธออีกต่อไป แต่กลับเป็นแม่ทัพสีหสาเมื่อพันปีก่อนคำรามออกมา
“ข้าเกลียดคืนบูชาเพ็ง”

นรสิงห์นั่งอยู่ในท่าคุกเข่าก้มคำนับ แสงจันทร์สีนวลคืบคลานมาจนประชิด แสงนวลนั้นกลายเป็นเปลวไฟสีฟ้าจุดขึ้นตั้งแต่ปลายนิ้วแล้วจิกลงบนพื้น ร่างทั้งร่างเกร็ง
“การทรมาน ทนทุกข์ ความเจ็บปวดใกล้จะถึงที่สิ้นสุดแล้ว”
เปลวไฟสีฟ้าลามขึ้นจากปลายนิ้วขึ้นสู่แขน ผิวหนังของนรสิงห์ที่ถูกเผาด้วยแสงแห่งจันทร์ ความปวดแสบปวดร้อนแผ่ไปทั่วผิวกาย
“ข้ากำลังพาทุกคนที่เกี่ยวพันเนื่องจากกรรมมาพบกัน ข้ากำลังทำเพื่อให้ถูกปลดปล่อยจากพันธนาการนี้เสียที”
เปลวไฟสีฟ้าลามขึ้นมาที่ไหล่และร่าง ผิวเนื้อบางส่วนไหม้เกรียม ควันจากเนื้อที่ถูกเผาลุกขึ้นระอุ
แต่นรสิงห์ก็ยังอดทนต่อความเจ็บปวด
“เหลือเพียงข้าต้องทำยังไง ให้ทุกคนที่ร่วมอยู่ในวงเวียนกรรม เชื่อและมองเห็นอดีต อย่างที่ควรจะเป็น ให้ทุกคนเห็นสิ่งที่ข้าก่อไว้ ให้ข้าได้เล่าเรื่องราวไปจนถึงวันสิ้นสุด ... วันที่ชะตากรรมของทุกคนต้องย่อยยับ ดับสูญลงด้วยมือของข้า”
แสงแห่งจันทร์เต็มดวงไม่ไยดีต่อคำวิงวอน เปลวไฟสีฟ้าเข้มจัด ลุกพรึ่บ แผดเผาไปทั้งร่างนรสิงห์

ในสำนักงานสืบฯ คทารัตน์คำรามออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“ข้าจะทำลายคืนบูชาเพ็ง”
วิวรรธน์ตอบเร็วขึ้นทันที หากแต่เป็นเสียงทักท้วงของสุเลวิน
“อย่าพูดอย่างนั้น ทำลายคืนบูชาเพ็ง จะนำบาปมหันต์มาสู่พวกเรา”

ไฟสีฟ้าที่กำลังเผาร่างนรสิงห์ให้แสบร้อนไปทั้งร่าง เขายังคงอดทนกับการลงทัณฑ์ ท่ามกลาง
ไฟลุกพรึ่บ โหมแรง

คทารัตน์รู้สึกตัวกลับมาเป็นวิกกี้ เจ้าแม่เก๋โก๊ะคนเดิม หันไปถามวิวรรธน์อย่างสงสัย
“บาปมหันต์อะไร”
“บาปที่ทำลายคืนบูชาเพ็ง บาปกรรมจะติดตามไปทุกชาติทุกภพ”
คทารัตน์เข้าไปเขย่าให้รู้สึกตัว
“วิว วิว ไอ้วิว”
วิวรรธน์รู้สึกตัว มองคทารัตน์ที่อยู่ใกล้ตรงหน้า
“แกป่วยหรือเปล่า พูดอะไรออกมา คืนบูชาเพ็ง บาปมหันต์ อะไรของแก”
วิวรรธน์กลับมาเป็นจัวเองอีกครั้ง แล้วย้อนถาม
“ผมพูด”
“เออน่ะสิ แกนี่ท่าทางจะชอบนิทานของคุณนรสิงห์เค้ามาก ถึงเอามาปะติดปะต่อเรื่องเอง”
“ผมเชื่อว่าอดีตที่คุณนรสิงห์เล่าให้เราทุกคนฟัง มันต้องมีความหมายมากกว่านิทานเรื่องนึง”
“แกเชื่อด้วยเหรอว่าคนเราจะเห็นอดีตได้ด้วยตาเปล่า แล้วอดีตที่คุณนรสิงห์เล่า มันก็ไม่ใช่ห้า- หกสิบปี ที่แกจะเปิดยูทูปย้อนดูได้ มันเป็นพันๆปีใช่มั้ย แล้วคุณนรสิงห์เป็นใคร ถึงอายุยืนเป็นพันๆปีได้อยู่คนเดียว”
วิวรรธน์อึ้ง ตอบไม่ได้ คทารัตน์รุก
“อึ้ง อึ้ง ไปไม่เป็นเลยใช่มั้ย เอางี้ ... อีกร้อยปี แกหาคำตอบได้ ค่อยมาตอบฉันแล้วกัน”
คทารัตน์สะบัดเชิดหันหลังออกไป วิวรรธน์ได้แต่มองตามอย่างอ่อนใจ

ร่างนรสิงห์ถูกเผาไหม้ เปลวไฟลุกโชน นรสิงห์ยันร่างในท่าคุกเข่าคำนับไว้จนสุดแรง เงยหน้ามองพระจันทร์
“ทุกคนจะต้องรู้ ต้องเห็นกรรมของตัวเอง เมื่อนั้นการอโหสิเพียงอย่างเดียวที่จะยุติเวรกรรมทั้งหมด”
แสงไฟค่อยๆดับลง นรสิงห์ที่สีหน้าแววตาเจ็บปวดทุกข์ทนทรมาน

สถบดีประคองรัดเกล้าขึ้นยืนอย่างทะนุถนอม
“ให้ผมเจ็บแทนคุณได้จริงๆนะ เกล้า ผมยอม”
“แต่เวลาที่เกล้าเจ็บ คือตอนที่เกล้าเจอผู้กองนี่คะ”
“ทำไมมันถึงต้องเป็นอย่างนี้”
“คุณนรสิงห์บอกว่า เราเคยสร้างกรรมร่วมกันมา”
“แล้วนรสิงห์มันบอกรึเปล่าว่ากรรมอะไรบ้าง”
“ความรักค่ะ แล้วก็... ความผิดหวัง สูญเสีย รวดร้าว และความตาย”
“ไม่ว่าความรู้สึกไหนที่ทำให้เราเกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่อดีต ผมจะถือว่ามันคือความผูกพันระหว่างเรา” สถบดีน้ำเสียงจริงจัง
“รัดเกล้า ในชีวิตนี้ ตั้งแต่วินาทีนี้ เรามาเริ่มต้นผูกพันกันใหม่ได้มั้ยครับ ผมสัญญาว่าคราวนี้จะไม่มีความผิดหวัง ความสูญเสียอะไรเลย” สถบดีพูดต่อ
สถบดีสบสายตาบอกความรู้สึก รัดเกล้าอมยิ้มอย่างเอียงอาย

เช้าวันใหม่ โถงล่างสำนักงานสืบฯ ทุกคนมากันพร้อมหน้า สถบดียืนแบ่งงานต่อหน้าทุกคน
"เราจะแยกกันไป ฉันกับยอด วิวแล้วก็เกล้า จะไปตามเรื่องแก้วกล้าในชุมชน"
"เราน่าจะได้ข้อมูลเรื่องแก้วกล้า ถ้าเค้าอยู่แถวนั้นจริงๆ" วิวรรธน์บอก
"งั้นฉันกับผู้กองพัทธ์จะไปบ้านคุณเพชร ไปเชิญตัวผู้หญิงสามคนในบ้านนั้นมาสอบอีกครั้ง มุรธาไปกับฉันด้วย เธอน่าจะรับมือสิริรัตน์ได้" คทารัตน์บอก
พัทธยาเงียบมาตั้งแต่ต้น สายตาทุกคนเหมือนจะขอความเห็น
"ผมอยากได้ข้อมูลยืนยันจากแก้วกล้ามากกว่านี้ก่อน" พัทธยาเอ่ยขึ้น
"ไม่ต้องรอแก้วกล้าหรอกว่ะ พัทธ์ ยังไงก็เค้นสอบปากคำผู้หญิงสามคนในบ้านหลังนั้นอีกที คราวนี้อาจจะมีใครหลุดความจริงออกมา" สถบดีบอก
คทารัตน์หันไปทางพัทธยาบอก
"ไปกันเลยนะคะ ผู้กอง"
คทารัตน์ชวนอย่างกระตือรือร้น ทุกคนขยับพร้อมจะออกไปทำงาน ต่างจากพัทธยาที่มีสีหน้าอึดอัด ไม่อยากไป

ในบ้านอภิมุข ผู้หญิงทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า พัทธยา คทารัตน์ มุรธาอยู่ฝั่งตรงข้าม เพชรดาย้อนถาม
"สอบปากคำทุกคนใหม่ รวมทั้งเพชรด้วย"
"ค่ะ ทุกคน"
"นี่มันเรื่องอะไรกันอีก" มาริษาถาม
"สิริรัตน์ไม่ว่างไปให้การอะไรแล้วนะ"
มุรธายิ้มหวานบอก
"ต้องทำตัวให้ว่างมากๆนะคะ เราได้หลักฐานใหม่ว่าฆาตกรอาจจะเป็นผู้หญิง"
อภิวัฒน์ถึงกับยิ้มกว้างในทันที
"บอกแล้วว่าผมไม่ใช่คนยิง"
พัทธยาหันขวับไปทางอภิวัฒน์ โต้ตอบรุนแรงด้วยสายตาและน้ำเสียงทันที
"เรายังไม่ตัดผู้ต้องสงสัยคนไหนออกไปทั้งนั้น"
อภิวัฒน์เงียบลง มาริษาเอ่ยขึ้น
"ฉันพร้อมเมื่อไหร่ แล้วจะไปให้ปากคำ"
"ต้องขอโทษด้วยนะคะ ถ้าทำให้เข้าใจผิด เมื่อไหร่ที่เราพร้อม เราจะเป็นคนนัดให้เร็วที่สุด รบกวนทุกคนให้ความร่วมมือด้วยค่ะ" คทารัตน์บอก
"แค่นี้ใช่มั้ย"
มาริษาสีหน้าราบเรียบ ไม่สะทกสะท้านเดินออกไป อภิวัฒน์รีบเดินตามเมียออกไป เหลือสิริรัตน์ คทารัตน์หันไปยิ้มให้
"แล้วเจอกันอีกนะคะW
สิริรัตน์สะบัดหน้าพรึ่ด ออกไปทันที
เพชรดาสีหน้าหม่นหมองขยับลงนั่ง พัทธยาเดินเข้าไปใกล้ คทารัตน์สังเกตปนอารมณ์หึง
"คุณเพชรไม่สบายหรือเปล่าครับW
เพชรดาเงยมองพัทธยา คทารัตน์เข้ามาใกล้
"สีหน้าไม่ค่อยดีเลย เครียดเรื่องให้ปากคำอีกรอบเหรอคะ
"เปล่าค่ะ ฉันแค่คิดว่าเมื่อไหร่กันที่คดีนี้จะเอาตัวคนผิดมาลงโทษได้สักที ร่างพี่ดำที่เก็บไว้ ยังไม่ได้ทำพิธีเผา พี่ดำจะไม่มีวันสงบสุข"
เพชรดาสีหน้าเศร้ามาก น้ำตาคลอ พัทธยาขยับแต่ช้ากว่าคทารัตน์ที่ยืนผ้าเช็ดหน้าไปให้เพชรดาก่อน
"มั่นใจได้เลยค่ะ... เราต้องได้ฆาตกรตัวจริงมารับโทษแน่นอน"
เพชรดารับผ้าเช็ดหน้ามาจากคทารัตน์ที่สายตาคมปลาบ เธอยิ้มให้ผู้กอง ทำสีหน้าปกติมากทั้งที่ร้อนกรุ่นอยู่ในใจ เมื่อเห็นความอาทรของพัทธยามีกับเพชรดา

ทางเดินในชุมชน สถบดีเดินมาข้างวิวรรธน์ รัดเกล้าเดินใกล้กับยอดชาย จนเมื่อไผ่เดินไปใกล้รัดเกล้า วิวรรธน์มองแล้วอมยิ้ม
รัดเกล้ายิ้มให้ สถบดีถามอย่างห่วงใย
"ร้อนมั้ย เกล้า"
รัดเกล้านิ่งไม่ตอบ วิวรรธน์แซวขึ้น
"เดินกลางแดดเปรี้ยงๆ คงจะเย็นขนตั้งเลยล่ะครับ"
ยอดชายหันไปทางวิวรรธน์
"ก็ไม่แน่นะครับ หัวใจผู้กองอาจจะเย็นชุ่มฉ่ำเพราะความรัก"
"ฉันไปเหยียบหางแกตอนไหน ไอ้ยอด" สถบดีถาม
"เหยียบหางไม่เจ็บเท่าไหร่ อย่าเหยียบมาบนใจรัดเกล้าเพื่อนผมละกัน"
ยอดชายกับวิวรรธน์แตะมือกันที่ได้แซว รัดเกล้าพูดขึ้น
"ทำงานกันดีกว่ามั้ยคะ เกล้าไม่ชอบเอาเวลาราชการมาคุยเล่นเรื่องไร้สาระ"
รัดเกล้าเดินออกไป สถบดีหันมามองวิวรรธน์กับยอดชาย
"เป็นไง ... เจ็บปะ"
สถบดีเดินตามรัดเกล้าออกไป วิวรรธน์กับยอดชายหน้าเซ็งเล็กน้อยที่โดนเข้าซะเอง ก่อนเดินตามไปติดๆ

ในห้องประชุมสนง.สืบฯ พัทธยายืนตรงข้ามกับสถบดี วิวรรธน์กับยอดชายกำลังเล่ารายละเอียด
มุรธาวางแฟ้มจดหมายเรียกตัวสอบปากคำลงตรงหน้าพัทธยา
"เอกสารเชิญตัวผู้หญิง 3 คนในบ้านมาสอบปากคำเรียบร้อยแล้วค่ะ"
เขานิ่ง จนสถบดีต้องเรียก
"พัทธ์"
พัทธยาเพิ่งรู้สึกตัว ขยับหันไปมองทุกคน
"เตรียมห้องสอบสวนไว้เลย ยอดผมขอดูแฟ้มคำให้การคราวก่อนของ 3 คนนี้ด้วย"
"ได้ครับ"
ยอดชายเดินออกไป

เสียงโทรศัพท์ในห้องประชุมดังขึ้น พัทธยายื่นมือไปรับแล้ว รอฟังปลายสายถามขึ้น แล้วตอบกลับไป
"ใช่ฉันเอง ผู้กองพัทธ์.... นายเองเหรอ แก้วกล้า"
ทุกคนส่งสายตาอยากรู้มามองพัทธยาทันที สถบดีเอื้อมมือไปกดเปิดสปีคเกอร์
แก้วกล้ากำลังโทรมาจากมุมหนึ่งในชุมชน
"วันนี้ยกขบวนกันไปหาตัวผมเหรอ"
สถบดีขยับตัวเข้ามา
"ใช่ ฉันไปหานาย ฉัน ผู้กองไผ่ อยากคุยเรื่องเหตุการณ์คืนนั้น"
แก้วกล้ายิ้มถามทันที
"ได้ ... เท่าไหร่"
"เยอะและคุ้ม ถ้าคำให้การของนายถูกต้องและเป็นประโยชน์กับคดี"
"เตรียมเงินรางวัลนำจับไว้แล้วกัน แล้วผมจะติดต่อมา"
"แก้วกล้า... อย่าเพิ่งวาง... ฉันขอถามอะไรอีกหน่อย" สถบดีว่า
แก้วกล้าสีหน้ายิ้มกระหยิ่ม
"อยากจะเช็กใช่มั้ยล่ะ ว่าผมรู้จริงหรือเปล่า งั้นจะบอกให้ คืนนั้นก่อนเสียงปืนจะดัง ผู้ชายมันตะโกนว่า แกไม่ใช่เจ้าของหัวใจชั้น"
พูดจบแก้วกล้าตัดสายทันที
ไผ่ปิดสปีคเกอร์ พัทธยายืนนิ่งคิด วิวรรธน์พูดขึ้น
"เรื่องชู้สาว ... ฆาตกรเป็นผู้หญิงจริงๆ"
"อย่าด่วนสรุปจนกว่าจะได้คำให้การจากทุกฝ่าย ไผ่ แกจัดทีมสอบปากคำเป็น 3 ทีม"
"ฉันจะสอบปากคำคุณเพชรเอง"
สถบดีบอกเพื่อป้องกันพัทธยาจากข้อครหา พัทธยามองด้วยสายตาเข้าใจ
"ดี เอาสิริรัตน์มาให้ฉัน ส่วนวิกกี้เป็นคุณมาริษา ถ้าแก้วกล้าติดต่อมา ผมจะไปพาตัวแก้วกล้ามาที่นี่ เราจะให้แก้วกล้าฟังการสอบปากคำอยู่อีกห้อง แล้วบอกว่าเสียงของผู้หญิงคนไหนที่ทะเลาะกับคุณอภิมุข"
"ดีค่ะ แผนของผู้กองพัทธ์รอบคอบที่สุด"
คทารัตน์ยิ้มชื่นชมพัทธยาออกนอกหน้า วิวรรธน์ได้แต่มอง พัทธยาสีหน้าเครียดมาก ไม่สนใจคำชื่นชมของคทารัตน์เลย สถบดีมองเพื่อนอย่างสังเกต

ในห้องทำงานในเวลาต่อมา เหลือเพียงพัทธยากับสถบดีที่ยืนอยู่ตรงข้ามกัน
“แกกังวลเรื่องอะไรวะ หรือคิดว่าจะไม่ได้ตัวแก้วกล้า”
“ฉันต้องเอาตัวแก้วกล้ามาจนได้ คดีนี้มันจะได้ปิดสักที” พัทธนาบอก
“แกว่าใครคือฆาตกร คุณมาริษา ดูจะไม่เกี่ยวที่สุดเพราะมีสามีแล้ว ก็เหลือ สิริรัตน์ น้องเมีย กับ คุณเพชร น้องสาว”
พัทธยาสบตาเพื่อนอย่างจริงจัง
“น้องสาวอย่างคุณเพชร ไม่น่าจะทะเลาะกับพี่ชายด้วยเรื่อง ชู้สาวแบบที่แก้วกล้าเล่า”
“จะน้องหรือไม่น้อง ไม่สำคัญ เรายังตัดใครไม่ได้ทั้งนั้น ผู้หญิงในบ้านนั้น ทุกคนมีสิทธิ์ลั่นไกเป็นฆาตกร”
สถบดีเสียงเข้ม พัทธยาสายตากังวลมากที่เพื่อนยังไม่ตัดเพชรดาออกจากผู้ต้องสงสัย

ในบ้านอภิมุข เวลาเย็น เพชรดาเดินมาหยุดมองที่ตู้ปลา ภายในห้องสิริรัตน์เดินงุ่นง่าน ตรงข้ามกับมาริษาที่พลิกแมกกาซีนแฟชั่นอ่านอย่างใจเย็น
“ฉันไม่ได้ฆ่า ได้ยินมั้ยว่าฉันไม่ได้เป็นคนยิง”
มาริษาวางหนังสือลง ลุกขึ้นมองเหยียดสิริรัตน์หัวจรดเท้า
“ตำรวจเค้ามีหลักฐานแน่นหนา เร็วๆนี้คงมีคนต้องย้ายที่อยู่ใหม่”
“ใครก็จับฉันไม่ได้ ฉันจะอยู่บ้านนี้ ฉันไม่ไป”
“ก็ดีนะ อยู่รอให้ตำรวจเค้าเอากุญแจมือมาลากออกไป”
มาริษาหัวเราะหยันก่อนเดินเฉียดออกไป สิริรัตน์ยิ่งเต้น มือถือเพชรดาดังขึ้น เธอถอยจากที่ยืนอยู่ ขยับเดินห่างแล้วกดรับสาย
“เพชรค่ะ”

มุมหนึ่งในสนง.สืบฯ พัทธยาคุยสายกับเพชรดาด้วยสีหน้าร้อนใจ
“ผมอยากคุยกับคุณเรื่องสอบปากคำ เรื่องพยานคนใหม่ที่เพิ่งโผล่มา...นายแก้วกล้า”
เพชรดาแววตาวาบขึ้น
“นั่นน่ะสิคะ.. ฉันก็อยากจะถามว่า...”
สิริรัตน์เดินก้าวมาตรงหน้า เพชรดาชะงักคำถามเรื่องแก้วกล้าทันที พัทธยาเห็นว่า เสียงอีกฝ่ายเงียบไปก็ถามขึ้น
“ว่าอะไรครับ คุณเพชร คุณอยู่กับใคร อภิวัฒน์หรือเปล่า”
เพชรดาขยับเดินตามองอย่างระวัง สิริรัตน์ก็ขยับตาม
“ฉันฟังอยู่ค่ะ”
“เราต้องออกมาคุยกันนะครับ”
เพชรดามองเห็นสิริรัตน์ตามมาใกล้ก็บอก
“ฉันไม่สะดวกค่ะ แค่นี้นะคะ”
เพชรดาวางสายทันที พัทธยาสีหน้าร้อนใจ สิริรัตน์พุ่งเข้าหาเพชรดาทันที
“คุยกับใคร ตำรวจหรือเปล่า แกใส่ร้ายฉันหรือเปล่า”
“ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ผิด ก็อย่ากินปูนร้อนท้อง”
เพชรดามองจ้องสิริรัตน์ด้วยสายตารำคาญเต็มที แล้วเดินหนีไปจากตรงนั้น

อ่านต่อหน้าที่ 3


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 8 (ต่อ)

บริเวณโถงด้านล่างสำนักงานสืบฯ เวลาเย็นต่อเนื่องมา รัดเกล้ากำลังจะกลับบ้าน สถบดีดักรออยู่ เดินเข้ามาหา
“เกล้า”
รัดเกล้าหันไปมองรอบๆ สถบดีรู้ใจรีบเอ่ยขึ้น
”ไอ้ยอดมันกลับไปแล้ว”
“หวังว่าผู้กองคงไม่ใช่อำนาจข่มขู่นักศึกษาฝึกงานอย่างพวกเรานะคะ”
“ผมไม่ได้ไล่มันไป”
รัดเกล้ามองคาดคั้น สถบดีอมยิ้ม ยอมสารภาพ
“ก็แค่บอกว่ามีอะไรก็ให้รีบไปทำ ไม่ต้องรอกลับพร้อมเกล้า”
รัดเกล้าเดินนำออกไป สถบดีเดินตามติดๆ
“ให้ผมไปส่งนะ”
รัดเกล้าหันมามอง ถามเขาทั้งรอยยิ้มขำ
“ผู้กองจะขี่มอเตอร์ไซค์ตามจักรยานเหรอคะ หรือว่าจะชนซ้ำ”
สถบดียิ้มเจ้าชู้
“โธ่ เกล้า จะให้ผมตามขอโทษคุณทั้งชีวิตก็ได้นะ หรือเกล้าจะเปลี่ยนใจมาซ้อนท้ายผม ผมก็เต็มใจมากเลย”
สถบดียิ้ม จนรัดเกล้ายิ้มไปด้วย
“ยิ้มบ่อยๆสิ เกล้า รู้มั้ยว่ามีคนอยากเห็นคุณยิ้มทั้งวัน”
“คนอื่นคงหาว่าเกล้าสติไม่ดี”
“ก็ช่างคนอื่น เพราะคุณไม่ได้ยิ้มให้เค้า คุณยิ้มให้ผมคนเดียว”
สถบดีมองจ้องลึกลงไปในตา จนรัดเกล้าอาย ไผ่ขยับจะเดินเข้าใกล้ ที่ด้านหลังคทารัตน์เดินมาเห็นก็เอ่ยขึ้นทันที
“ฉันยิ้มด้วยคนสิ ผู้กองไผ่”
คทารัตน์จ้องสถบดีตรงๆ เขาจ้องกลับ ไม่ยอมหลบตาเหมือนกัน
“อย่าเลยครับ บรรยากาศมันจะกร่อย ง่อย เซ็งทันตาเห็น”
“ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ถึงคอยห้ามยายเกล้าว่าอย่ามาสุงสิงกับพวกไม่น่าคุย ไม่น่าคบ มันจะทำให้ชีวิต เสื่อม”
คทารัตน์ตวัดสายตามมามอง รัดเกล้ารีบขยับ น้องสาวรีบเดินตามพี่สาวออกไปทันที เขามองตามรัดเกล้าที่เดินห่างไปอย่างเซ็งๆ ที่โดนขัดจังหวะ

ภายในบ้านพัทธยา วิวรรธน์เปิดตู้เย็น หยิบกระป๋องน้ำอัดลมมาวางให้ตรงหน้าสถบดีที่ยิ้มหวานคิดถึงรัดเกล้า
“หวานขนาดนี้ ไม่ต้องกินอะไรก็อิ่ม”
วิวรรธน์แกล้งหยิบกระป๋องน้ำอัดลมออกไป สถบดีรีบคว้ากระป๋องไว้ทันที จนวิวรรธน์อดยิ้มขำไม่ได้
มุมหนึ่งในบ้านห่างออกไป พัทธยายืนโทรศัพท์อยู่
“คุณเพชร เราต้องออกมาคุยกันนะครับ”

ในบ้านอภิมุข เพชรดากำลังเดินลงมาจากด้านบน สิริรัตน์กำลังจะออกจากบ้าน ทันทีที่เธอเอื้อมมือเปิดประตู อภิวัฒน์ก็เดินสวนเข้ามา เพชรดาหลบขึ้นไปยืนมองทันที
“จะออกไปไหน”
“ไปหาเพื่อนค่ะ”
“เพื่อนชื่ออะไร”
“ก็เพื่อน ... ทำไมต้องถามด้วยคะ”
“จะถูกสอบปากคำเป็นรอบที่สาม สบายใจมากหรือไง ถึงยังออกไปหาเพื่อนได้”
อภิวัฒน์ดึงแขนสิริรัตน์
“ฉันกลับมา เธอก็ไม่ต้องออกไปไหนแล้ว”
อภิวัฒน์ยึดแขนสิริรัตน์ไว้แน่น เธอมีสีหน้าขัดใจแต่ก็ต้องจำยอม เพชรดาสีหน้าผิดหวัง ที่ไม่ได้ออกไปหาพัทธยา

ในบ้าน พัทธยายืนกอดอก สีหน้าเครียด วิวรรธน์กับสถบดีที่กำลังกินขนมของว่างบนโต๊ะ สถบดีถามเพื่อน
“แกจะเครียดเรื่องสอบปากคำพรุ่งนี้ไปถึงไหนวะ”
“นั่นสิครับ ผู้กอง หรือว่าห่วงเรื่องคุณเพชร” วิวรรธน์ว่า
“ยังไงฉันก็สอบคุณเพชรให้เอง แกไม่ต้องห่วงว่าคนอื่นจะมาพูดลับหลัง หาว่าแกสอบปากคำช่วยคุณเพชร”
พัทธยามองเพื่อนแล้วยิ้มน้อยๆ
“ขอบใจมาก ไผ่ .. ถือว่าชีวิตฉันโชคดีมาก ที่มีเพื่อนดีๆอย่างแก”
พัทธยายิ้มให้ สถบดียิ้มกว้าง สีหน้ามั่นใจ
พัทธยาหันกลับมาพิงประตู มองไกลในความมืดด้วยสายตาเรียบลึก ยากที่ใครจะหยั่งถึงใจ

ในบ้านรัดเกล้าเวลากลางคืน คทารัตน์ยืนกอดอกคิดเรื่องพัทธยา รัดเกล้าเดินเข้ามาหาพี่สาว
“มีอะไรที่ทำให้พี่วิกกี้คนเก่ง กลุ้มใจได้คะเนี่ยะ”
รัดเกล้าแหย่ด้วยน้ำเสียงเล่นๆ คทารัตน์ปากตอบไม่ตรงกับใจ
“ฉันไม่ได้กลุ้มอะไรสักหน่อย”
“นั่นน่ะสิคะ วันนี้ออกไปกับผู้กองพัทธ์ทั้งที ไม่เห็นมีอะไรน่ากลุ้ม”
“เกล้า แกว่าพี่เพอร์เฟ็คท์ เข้มแข็งเกินไปหรือเปล่า”
“ผู้กองพัทธ์เค้าบอกมาเหรอคะ”
“ก็ผู้ชายทั่วๆไป เค้าไม่ชอบประเภทแข็งแรง เก่งกล้าสามารถกว่าเค้า เค้าชอบผู้หญิงน่าสงสาร ดูแลตัวเองไม่ได้”
“เหมือนคุณเพชรเหรอคะ”
“ฉันไม่ได้เจาะจงจะเปรียบเทียบอะไรกับคุณเพชรเค้านะ แค่พูดรวมๆ”
คทารัตน์รีบปฏิเสธ ไม่ให้น้องจับได้ว่ารู้สึกหวั่นไหวเรื่องเพชรดา แต่รัดเกล้าฟังแล้วอมยิ้ม เข้ามาใกล้พี่
“ผู้ชายเก่ง เค้าชอบผู้หญิงเป็นตัวของตัวเองนะคะ”
คทารัตน์ฟังแล้วคลี่ยิ้ม
“จริงเหรอ”
รัดเกล้ากอดแขนเอาใจพี่สาว
“แกว่าผู้กองพัทธ์เค้าเป็นคนยังไง”
“เกล้าเชื่อสายตาพี่วิกกี้ พี่วิกกี้รักใคร เกล้าก็รักด้วยค่ะ”
“แต่แกรักใคร พี่ไม่ได้โอเคด้วยทุกคนหรอกนะ โดยเฉพาะไอ้ผู้กองไผ่”
รัดเกล้าหน้าจ๋อยลง คทารัตน์มองน้องสาวสายตาจริงจัง
“ได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวเจ้าแม่เก๋โก๊ะทั้งที แกต้องภูมิใจเพราะนั่นหมายความว่าแกจะต้องเก่ง ฉลาด ไม่เสียรู้ให้ใครหลอกง่ายๆ”
“เกล้าอาจจะไม่เก่งเท่าพี่วิกกี้”
“ตอนนี้ยัง แต่ต่อไป แกต้องฉลาด ทันคนเหมือนพี่”
คทารัตน์ยิ้มให้กำลังใจน้อง
“ทำคดีนี้จบเมื่อไหร่ แกจะเก่งขึ้นอีกเยอะ”
รัดเกล้ากับวิกกี้ยิ้มให้กำลังใจกันอย่างพี่น้อง

เช้าวันใหม่ สำนักงานสืบคดีพิเศษในห้องสอบสวน 1 เพชรดาที่นั่งอยู่หน้าสถบดี ยอดชายที่ทำหน้าที่พิมพ์คำให้การ
“ระหว่างที่เตรียมงานแต่งงาน พี่ชายคุณเคยมีปัญหาเรื่องผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คู่หมั้นบ้างหรือเปล่า”
“เรื่องส่วนตัวขนาดนั้น ฉันไม่ทราบหรอกค่ะ”
“ทั้งๆที่ความสัมพันธ์ของคุณสิริรัตน์ที่ยังอยู่ในบ้านหลังนั้น ก็ยังคลุมเครือว่า อยู่ในฐานะไหนกันแน่”
เพชรดาเงียบทันที สถบดีจี้คำถามเร็ว
“คุณอภิมุขเคยพูดมั้ยว่า แต่งงานแล้ว จะให้คุณกับสิริรัตน์ยังอยู่ในบ้านหลังนั้นต่อ”
“พี่ดำเมตตาทุกคนในบ้าน”
“รวมถึงลูกชายที่พิการ” ยอดชายถาม
“พี่ดำรักตาหนึ่ง ถึงไม่ได้ดูแลใกล้ชิด แต่ก็รัก”
“แล้วเจ้าสาวของพี่ชายคุณล่ะ เค้ารักหลานคุณด้วยหรือเปล่า”
“ฉันไม่รู้ พี่ดำไม่เคยพาเจ้าสาวมารู้จักคนในครอบครัว”
“แสดงว่าที่พี่ชายคุณจะแต่งงาน ก็อาจจะมีคนไม่เห็นด้วย”
“ฉันไม่ทราบ”
“แล้วคุณล่ะ คุณเพชร”
สถบดีเสียงดังขึ้น จนเพชรต้องมองสบตาไผ่
“คุณรู้สึกยังไงที่พี่ชายกำลังจะแต่งงานกับเจ้าสาวคราวลูก คนที่คุณไม่เคยเห็นหน้า คนที่จะมาเป็นตัวหารในสมบัติของตระกูล คนที่จะมาเป็นแม่เลี้ยงของหลานคุณ”
ทุกคนนิ่งเงียบ ทั้งห้องเหมือนแทบจะหยุดหายใจ เพชรดาเงยหน้ามองทุกคน แววตานิ่ง
“ฉันบอกพี่ดำไปแล้ว ว่าถ้าพี่ดำจะมีความสุข ฉันก็ดีใจด้วย”

ในห้องสอบสวน 2 คทารัตน์กับรัดเกล้ามองมาริษาที่นั่งตรงข้าม
“มีใครบ้างคะที่ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานใหม่ของคุณอภิมุข”
“ไม่มี”
“แน่เหรอคะ”
มาริษาเงียบไป คทารัตน์จี้จ้องตามาริษา
“แน่ใจเหรอคะ ว่าทุกคนในบ้านเห็นด้วยกับการแต่งงานใหม่ของคุณอภิมุข”
เธอถามย้ำ ราวจะเค้นทุกสิ่งออกมาให้ได้
“แล้วคุณสิริรัตน์ล่ะคะ”

พัทธยาเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง วิวรรธน์โผล่เข้ามา พัทธยาหันมาถาม
“สิริรัตน์มาถึงหรือยัง”
“ยังครับ ผมจะรออยู่ด้านล่างนะครับ สิริรัตน์มาเมื่อไหร่ผมจะได้รีบพาขึ้นมา”
วิวรรธน์กลับออกไป เสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้น พัทธยายกหูรับแล้วฟัง
“นายเองเหรอ แก้วกล้า”
พัทธยาวาบด้วยความดีใจขึ้นมาทันที
“บอกเบอร์นายมาเลย จะได้ติดต่อกัน แก้วกล้า วันนี้ฉันต้องเจอนาย”

ในห้องสอบสวน 1 เพชรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ฉันดีใจจริงๆที่จะมีคนมาดูแลพี่ดำ พี่ดำยังบอกให้ฉันเตรียมงานแต่งงานให้ดีที่สุด”
แววตาเพชรดาเริ่มสะเทือนใจเมื่อนึกถึงเรื่องเก่าๆ
“เจ้าสาวของพี่ดำจะทำให้บ้านเรามีแต่ความสดชื่น”
เพชรดานิ่ง น้ำตาคลอขึ้นมา สถบดีกอดอกมองจ้องเพชรดา ทุกอย่างตกอยู่ในความเศร้าด้วยแววตาของเธอ

ในห้องสอบสวน 2 มาริษาตอบออกมา
“ไม่มีใครกล้ายุ่งเรื่องส่วนตัวของพี่ดำหรอก พี่ดำจะแต่งงานใหม่ ใครจะห้ามได้”
“แม้กระทั่งน้องเมียอย่างสิริรัตน์”
“ใช่ ไม่มีใครขัดใจพี่ดำได้ ถ้าพี่ดำสั่ง ทุกคนต้องเชื่อ แล้วก็ทำตาม”
คทารัตน์มองสังเกตมาริษาที่แววตาไม่รู้เรื่อง ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยจริงๆ

พัทธยาเดินเร็วมาที่โถงล่างสนง.สืบฯ และยังคุยสายกับแก้วกล้า
“รออยู่ที่นั่นแหละ แก้วกล้า ฉันจะรีบไป”
พัทธยาวางสายจะรีบออกไป วิวรรธน์เลี้ยวมาจากอีกทาง เข้ามารายงาน
“สิริรัตน์ยังติดต่อไม่ได้ครับ”
พัทธยาสั่งการ
“ถ้ามา บอกผู้กองไผ่ให้สอบปากคำสิริรัตน์แทน แก้วกล้าติดต่อมาแล้ว ผมจะไปเอาตัวมันมา ดึงคุณเพชรกับมาริษาให้อยู่ที่นี่ให้ได้ ผู้หญิงทั้งหมดจะต้องอยู่ให้แก้วกล้าชี้ตัว”
วิวรรธน์มองพัทธยาเดินเร็วออกไปทันที

ห้องพักในโรงแรมม่านรูด สิริรัตน์โผล่พรวดเข้ามา แก้วกล้าหันขวับมามอง
“ไหนบอกว่าต้องไปให้การกับตำรวจ”
“ให้บ้าอะไรเล่า พี่ต้องหาพยานให้ได้ก่อน ถ้ามีพยานยืนยันว่าคืนนั้น พี่ไม่ได้ยิงพี่ดำ ตำรวจมันจะเลิกสงสัยพี่”
“นึกว่าเรื่องอะไร วันนี้พี่กลับไปก่อนแล้วกัน ผมไม่ว่าง”
“ช่วยพี่ด้วย แก้วกล้า ช่วยพี่ก่อน เป็นพยานให้พี่ได้มั้ย”
“จะให้บอกเหรอว่าคืนนั้นพี่นอนอยู่ผมที่นี่”
“บอกว่าไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มก็ได้ แต่ห้ามพูดว่าเธอเป็นเด็กพี่ ไอ้อภิวัฒน์จอมงก มันต้องฆ่าพี่แน่ ขืนรู้ว่าพี่ดูดเงินมันมาให้เธอ พี่หมดทางหาเงินกันพอดี”
“แต่ผมบอกตำรวจไปแล้วว่า คืนนั้น ผมได้ยินเสียงผู้หญิงทะเลาะกับผู้ชาย“
“แกบอกตำรวจทำไม เดี๋ยวก็ซวยกันหมดหรอก”
“ก็พี่ไม่มีเงินให้ผม ตำรวจมันสัญญาว่าจะเอาเงินรางวัลนำจับมาให้”
“แก ไอ้แก้วกล้า ไอ้หน้าเงิน”
“เออสิวะ... ใครก็อยากได้เงินทั้งนั้น ไอ้ที่ฆ่ากันนองเลือดทั้งบ้าน ก็ไม่เพราะเงินมรดกเหรอวะ”
“เดี๋ยว... แกจะได้ยินยังไง ก็คืนนั้นแกนอนอยู่กับฉันที่นี่ หรือว่าแกย่องไปบ้านฉัน”
“ใช่... พอพี่ออกไป ผมก็ไปที่บ้านหลังนั้น แต่ผมไม่ได้เข้าประตูหน้าบ้าน ก็บ้านไอ้ผัวแก่ของพี่มันมีสองทางใช่มั้ย อย่างน้อยผมก็น่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือมาใช้หนี้พนันบอลบ้าง”
สิริรัตน์มองแววตากระด้างของแก้วกล้าที่ย้อนนึกไปถึงเรื่องอดีต

ด้านหลังบ้านอภิมุข เวลากลางคืนในวันเกิดเหตุ แก้วกล้ากระโดดข้ามรั้วด้านหลังเข้ามาอย่างเงียบกริบ เขามองไปที่ตัวบ้าน หลบมุด อาศัยความมืดบังตัวเข้าไปอย่างเร็ว
ภายในบ้านอภิมุขเงียบกริบ เขาเข้ามา มองทีวี เครื่องเสียง ของตกแต่งบ้านมีราคา แล้วเดินผ่านมาที่ตู้โชว์ มองหาว่าจะหยิบอะไรออกไปได้บ้าง
“หุบปาก แกไม่มีสิทธิ์พูดอะไรในบ้านหลังนี้”
แก้วกล้าหันมองไปทางโถงกลางที่ได้ยินเสียงทันที
เขาค่อยเข้าๆมา ชะโงกมองลงไปชั้นล่างสุด แต่มองไม่เห็น
“ฉันคือเจ้าของบ้านหลังนี้ มีสิทธิ์ทุกอย่างในทรัพย์สิน เงินทองทุกบาททุกสตางค์” เสียงอภิมุขยังคงพูดดังต่อเนื่อง
เขาเลาะไปตามริมราวระเบียง พยายามจะดูให้ได้ เขาเห็นอภิมุขหันไปตวาดใส่คนที่ยืนอยู่ตรงข้าม เสียงผู้หญิงเหมือนกำลังสะอื้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้
“มันเงินของฉันทั้งนั้น แกไม่ใช่เจ้าของหัวใจชั้น กะอีแค่ชั้นระบายความใคร่ชั่วคราว ครั้งสองครั้งกับแก นั่นน่ะ เค้าไม่เรียกว่าพิศวาสหรอกนะ หุบปากของแกไว้ ไม่งั้นแกนั่นแหละจะไม่มีที่ซุกหัวนอน ต้องซมซานออกไปจากบ้านหลังนี้ยิ่งกว่าหมา”
อภิมุขเดินหายไปจากตรงนั้น ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ ก่อนเสียงปืนจะดังขึ้น ปัง !
แก้วกล้าสะดุ้งตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ขยับจะมองหน้าคนยิง เห็นแต่ปากกระบอกปืนที่แกว่งอยู่ในมือคนยิง เขากลัวจับใจ วิ่งหลบหนีออกไปจากตรงนั้น เงียบกริบ รวดเร็ว

ภายในห้อง สิริรัตน์ถามแก้วกล้า
“แกเห็นหน้าคนยิงใช่มั้ย”
“ไม่เห็น ไม่อยากตายอีกคน”
“ถ้างั้นไหนๆ แกก็จะรับเงินจากตำรวจแล้ว แกก็โทรไปบอกพวกมันว่าไม่ใช่ฉัน เป็นนังเพชรก็ได้ที่เป็นคนยิง”
“เออๆ ยังไงวันนี้พี่ออกไปก่อน”
“เอ๊ะ แกไล่ฉันอยู่ได้ ไล่ทำไมนักหนา หรือว่าแกนัดผู้หญิงอื่นไว้”
แก้วกล้าอึกอักไม่ตอบ สิริรัตน์ความหึงแล่นขึ้นหน้า พุ่งเข้าตบตี
“แกนัดผู้หญิงคนอื่นไว้ใช่มั้ย หา ใช่มั้ย ใช่มั้ย”
สิริรัตน์ทุบแก้วกล้า เขาโมโหยึดมือเธอไว้แล้วตวาดใส่
“ฉันนัดตำรวจ มันจะเอาเงินรางวัลนำจับมาให้”
“แก ไอ้หน้าเงิน นี่แกคิดจะเอาเงินหนีไปเสวยสุขคนเดียว แล้วปล่อยให้ฉันติดคุกใช่มั้ย ไอ้แก้วกล้า”
“เออสิวะ ไม่มีเงิน ก็เอาสังขารไปหลอกดูดเงินผัวแก่หน้าโง่เหอะ”
“ไอ้ชั่ว ไอ้เวร”
สิริรัตน์โผเข้าทุบตีแก้วกล้า
เสียงประตูห้องเปิดออก สิริรัตน์ แก้วกล้าหันไปมอง
สิริรัตน์ตกใจ
“ว๊าย ผู้กองพัทธ์”
พัทธยาใส่แจ๊กเกตเดินเข้าห้องมาหยุดมองคนทั้งคู่
“ไม่นึกว่าจะเจอคุณสิริรัตน์ที่นี่ รู้จักกับแก้วกล้ามานานแล้วเหรอ”
พัทธยาแปลกใจ ก่อนมองด้วยสายตาคมกริบ สิริรัตน์อึกอัก แก้วกล้าพูดสวนขึ้น
“ก็แค่เพื่อนแก้เหงาเวลาหิวน่ะ ผู้กอง”
พัทธยาแววตาเป็นประกายวาบ ยิ้มยินดีที่ทุกอย่างเข้าล็อกกันไปหมด เมื่อสิริรัตน์มาอยู่ตรงนี้ด้วย

ในห้องประชุมสนง.สืบฯ รัดเกล้าวางสายโทรศัพท์สำนักงาน หลังจากที่พยายามโทรหาสิริรัตน์
“สิริรัตน์ยังไม่ยอมรับสายเลยค่ะ”
คทารัตน์สั่ง
“โทรจนกว่าจะรับ”
“พัทธ์ได้ตัวแก้วกล้ามาเมื่อไหร่ เราปิดคดีนี้ได้แน่” สถบดีบอก
ทุกคนสีหน้ามีความหวัง รอคอยการกลับมาของพัทธยา

พัทธยามองจ้องแก้วกล้า สิริรัตน์ยืนยันเต็มที่
“แก้วกล้านี่แหละจะเป็นพยานให้สิริรัตน์ว่าไม่ได้ได้ยิงพี่ดำ”
“นายเห็นหน้าคนยิงหรือเปล่า”
“ไม่เห็นชัดๆ แต่ผมจำเสียงได้”
“แล้วเสียงนั้นคือ ...”
“ผมจะไม่ตอบอะไรอีก จนกว่าจะได้เงิน... ไหนล่ะผู้กอง เงินรางวัล ครบนะ ถ้าครบก็จะเล่าความจริงทั้งหมด เรื่องแรกเป็นแค่หนังตัวอย่าง”
พัทธยายิ้มบอก
“ฉันก็แทบจะรอไม่ไหวเหมือนกัน หนังเรื่องต่อไปมันต้องเข้มข้น สมกับที่ทุกคนค้นหาคำตอบมานาน ตอนจบของคดีพิศวาสฆาตกรรม”
พัทธยายิ้ม มือล้วงเข้าไปในแจ๊กเกต แก้วกล้าสีหน้ากระหยิ่ม ขยับเข้าไปจะรอรับเงิน พัทธยาดึงปืนออกมา
“ผู้กอง”
แก้วกล้าผงะ ถอยแต่ไม่ทัน! เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ผู้กองลั่นไกด้วยรอยยิ้ม สิริรัตน์สะดุ้งตกใจ หันมามอง เห็นแก้วกล้าเลือดเต็มหลัง ร่างแก้วกล้าทรุดลงกับพื้น
“ผู้กอง ... ผู้กองยิงแก้วกล้าทำไม”
ไม่ทันสิริรัตน์จะถามต่อ พัทธยาเล็งปืนมา
“แก อย่า”
สิริรัตน์กรีดเสียงได้คำเดียว เสียงปืนดังขึ้น กระสุนทะลุกอกสิริรัตน์ ขาดใจตายอยู่บนพื้น

พัทธยาลดปืนลง มองสองศพบนพื้น ก่อนคลี่ยิ้มเหี้ยม แววตาเลือดเย็น พัทธยาค่อยๆลอกพลาสติกใสบางเฉียบที่หุ้มด้ามปืนออกมา เพื่อไม่ให้มีรอยนิ้วมือของตัวเองหลงเหลืออยู่
พัทธยาทำทุกอย่างด้วยสายตาใจเย็น ไม่ร้อนรน ไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะย่อตัว โยนปืนไปทางปลายเตียง ทำเหมือนว่าปืนหล่นในที่เกิดเหตุ
พัทธยามองศพแก้วกล้ากับสิริรัตน์ด้วยสีหน้าพอใจ

ในห้องประชุมสนง.สืบฯสถบดียืนไม่ติด มือถือไผ่ดังขึ้น เขารีบคว้าจากบนโต๊ะมากดรับทันที
“ว่าไง พัทธ์ ที่นี่ยุ่งแล้วว่ะ สิริรัตน์ยังไม่มาเลย”
สถบดีนิ่งฟังปลายสาย ทุกคนมองสถบดีที่สีหน้าเครียด … ทวนคำ
“แกว่าไงนะ ... แก้วกล้าตายแล้ว”
ทุกคนตกใจ นึกไม่ถึง
“สิริรัตน์ถูกยิงตายในที่เกิดเหตุด้วย”
สถบดีวิ่งออกไปคนแรก คทารัตน์กับวิวรรธน์รีบตามออกไปทันที รัดเกล้า ยอดชาย มุรธามองตามอย่างกังวล

สภาพศพแก้วกล้ากับสิริรัตน์อยู่บนพื้น ทุกคนมองดูอยู่
“ตอนฉันมาถึง ... ก็เจอศพของ 2 คนนี้แล้ว พอแจ้งท้องที่มาตรวจที่เกิดเหตุ สอบปากคำ คนแถวนี้ให้การว่าที่นี่เป็นรังรักของสองคนนั่น ตั้งแต่ก่อนเกิดคดียิงคุณอภิมุข”
ทุกคนอึ้ง นึกไม่ถึง พัทธยารีบเล่าต่อ
“พอตรวจทั้งห้อง...ก็เจอ ...”
พัทธยาหันไปหยิบซองหลักฐานที่วางอยู่บนโต๊ะ ปืนถูกใส่อยู่ในซองใส
“ปืนตกอยู่ใต้เตียง เหมือนคนยิงรีบร้อนหนี หรืออาจจะมีการแย่งปืนกัน”
“ปืนของใคร มีทะเบียนมั้ยคะ” คทารัตน์ถาม
“ตำรวจตรวจสอบทะเบียนแล้ว”
พัทธยาหยุดนิ่ง ทุกคนมองอย่างอยากรู้คำตอบ
“เจ้าของปืนคือ อภิวัฒน์”
ทุกคนอึ้ง วิวรรธน์คิดแล้วพูดขึ้นทันที
“แค่ทะเบียนปืน เรายังจับอภิวัฒน์ไม่ได้ ถ้าไม่มีพยานเห็นตอนเค้ายิง ต้องตรวจลายนิ้วมือที่ปืนว่าเป็นของเค้าด้วยหรือเปล่า”
พัทธยาส่งถุงปืนให้วิวรรธน์
“วิว รีบเอาไปตรวจหาลายนิ้วมือให้เร็วที่สุด รู้ผลแล้วโทรรายงานผมทันที”
วิวรรธน์รับถุงมาแล้วรีบออกไป สถบดีมองคทารัตน์กับพัทธยา
“เราก็ต้องรีบไป ก่อนที่คนลงมือมันจะหนีได้อีกครั้ง”

ในบ้านอภิมุข อภิวัฒน์ถูกตำรวจท้องที่ลากออกมาจากในบ้าน
“ฉันไม่ได้ฆ่ามัน ฉันไม่ได้ยิงมันสองคน”
ที่สนามหน้าบ้าน พัทธยา สถบดี คทารัตน์ยืนมองอภิวัฒน์ดิ้นรน ขัดขืนการจับกุม
“ปล่อยฉัน ปล่อย ฉันไม่ได้ทำ ฉันจะฟ้อง พวกแกจับแพะ”
“แล้วปืนคุณไปอยู่ในห้องที่ฆ่ากันตายได้ยังไง”
“ฉันไม่รู้”
“เมื่อชั่วโมงนึงที่ผ่านมา คุณอยู่ที่ไหน” คทารัตน์ถาม
“ฉันทำธุระอยู่ข้างนอก เพิ่งกลับเข้ามา”
“ทุกอย่างลงตัวไปหมด คุณไม่อยู่บ้าน ไม่มีพยาน แต่ปืนคุณไปตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ที่ยิงกันตาย 2 ศพ” สถบดีบอก
“ฉันไม่ได้แตะปืนนั่นตั้งนานแล้ว ปืนมันเก็บอยู่ในตู้”
“เดี๋ยวก็รู้ว่าคุณแตะหรือไม่แตะ เรากำลังตรวจสอบลายนิ้วมือที่ปืน ว่าเป็นของใคร”
คทารัตน์พูดมองจ้องอภิวัฒน์ พัทธยาที่ยืนห่าง มองอภิวัฒน์ด้วยสายตาสะใจเยาะหยัน

ถุงปืนกับแฟ้มรายงานที่วางอยู่บนโต๊ะในห้องประชุมสนง.สืบฯ รัดเกล้าที่ยืนข้างวิวรรธน์ กำลังคุยสายกับพัทธยา ทุกคนในห้องฟังอยู่
“ผู้กองพัทธ์คะ ลายนิ้วมือที่ปืนตรงกับลายนิ้วมือคุณอภิวัฒน์ค่ะ”

อภิวัฒน์ดิ้นอาละวาดเต็มที่
“ไอ้พวกโง่ ก็ปืนของฉัน มันต้องมีลายนิ้วมือฉันแหงอยู่แล้ว”
อภิวัฒน์ดิ้นจนหลุดจากมือตำรวจ โถมตัวจะเตะ พัทธยาหลบป้องกันตัว เข้าชาร์จ จับแขน บิดไหล่อภิวัฒน์กดแรง จนอภิวัฒน์ร้องลั่น
“ฉันไม่ได้ยิงใคร ฉันไม่รู้จักไอ้แก้วกล้า”
“คุณจะปฏิเสธยังไงก็ได้ เพราะที่ผ่านมาคุณก็ไม่เคยยอมรับอะไรเลย แต่ทุกอย่างในคดีนี้จะถูกพิสูจน์แล้วก็ตัดสินตามหลักฐาน พยานทั้งหมด” สถบดีบอก
“ไอ้พวกบ้า ฉันจะยิงสิริรัตน์ทำไม”
“เพราะสิริรัตน์เป็นเมียเก็บของคุณ แล้วสิริรัตน์ก็มีแก้วกล้าด้วย ทั้งเรื่องหึงหวง ชู้สาว ทั้งเรื่องที่แก้วกล้ากำลังจะเปิดเผยว่าใครเป็นฆาตกร”
“ไม่ว่าจะแรงจูงใจข้อไหน ทั้งหมดเราจะพิสูจน์ด้วยหลักฐาน พยาน ที่รับรองได้ว่า จะไม่มีการลงโทษฆาตกรผิดตัว” สถบดีบอก
“ผู้หญิงอย่างสิริรัตน์จะมีสักกี่ผัวก็เรื่องของมัน กูไม่สน กูไม่เคยเสียดาย ไอ้แก้วกล้า กูก็ไม่รู้จัก ปล่อยกู กูไม่ผิด กูไม่ได้ยิงใคร”

อ่านต่อหน้าที่ 4

สาปพระเพ็ง ตอนที่ 8 (ต่อ)

ตำรวจ 2 นายรีบเข้าล็อกตัว จะพาอภิวัฒน์ไปที่รถ
“ยอมรับผิดสักที อภิวัฒน์ คนเลวไม่มีวันหนีกรรมชั่วที่ตัวเองก่อไว้ได้” พัทธยาบอก
อภิวัฒน์ดิ้นรน หันมาตะโกนอย่างบ้าคลั่ง มองจ้องพัทธยา
“กูไม่ได้ทำ ไอ้พัทธ์ มึงใส่ร้ายกู ไอ้พัทธ์ มึงต้องตาย กูจะฆ่ามึง”
ตำรวจรีบดึงอภิวัฒน์เข้าไปในรถ คทารัตน์แลพสถบดีหันมองพัทธยาอย่างเห็นใจ
“ใครจะโกรธแค้น อาฆาตผมแค่ไหน ผมก็ไม่สนใจ เพราะผมกำลังทำหน้าที่ ยึดหลักความจริง เพื่อให้คดีนี้จบลงอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรมที่สุด”
คทารัตน์มองพัทธยาด้วยสายตาชื่นชม
“เยี่ยมที่สุดเลยค่ะ ผู้กอง”
รถตำรวจแล่นออกไป พัทธยาเปลี่ยนสายตาชั่วแวบด้วยความสมใจที่อภิวัฒน์ถูกจับเข้าคุกจนได้

บริเวณโถงด้านล่างสนง.สืบฯ เวลาเย็น มาริษายืนมือไม้อ่อน ทำท่าจะเป็นลม จนเพชรดารีบเข้าไปประคองพี่สะใภ้
“ไม่จริง ต้องไม่ใช่คุณวัฒน์ คุณวัฒน์ฆ่าใครไม่ได้”
“ทำใจดีๆไว้ก่อนนะคะ”
เพชรดากับมาริษาตกใจกับเหตุการณ์ที่พลิกผันไปอย่างเร็ว
“สิริรัตน์อาจจะเป็นคนยิงคุณอภิมุข ถึงพยายามไปตกลงกับแก้วกล้าไม่ให้พูดความจริง อภิวัฒน์ที่ระแคะระคายเรื่องสิริรัตน์กับแก้วกล้าอยู่แล้ว เลยตามไปก่อนที่ผมจะไปถึง” พัทธยาบอก
สถบดีมองเพชรดาด้วยความเห็นใจ แต่ก็ต้องทำตามหน้าที่
“เราจะขอคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการสอบสวน เพราะผู้ต้องสงสัยอย่างอภิวัฒน์อาจจะหลบหนี ข่มขู่พยาน”
“คุณวัฒน์ต้องติดคุก”
มาริษารำพึงออกมาอย่างนึกไม่ถึง แล้วสะบัดออกจากเพชรดา
“งามหน้ามั้ย ครอบครัวแก ทุเรศที่สุด”
มาริษารีบเดินเร็วออกไป ด้วยความอับอาย
เพชรดาเซไปสองสามก้าว พัทธยาขยับ คทารัตน์มองแต่ช้ากว่า รัดเกล้าเข้าไปจับประคองเพชรดาไว้
“คุณเพชรนั่งก่อนมั้ยคะ”
“ไม่เป็นไร”
เพชรดาเบี่ยงตัวออกช้าๆ เหมือนพยายามจะคงความเข้มแข็งเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
“ไม่ว่าความจริงจะเป็นยังไง ฉันรับได้ ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม”
เพชรดา กลั้นก้อนสะอื้นไว้ แววตามีแต่ความทุกข์ระทม เดินออกไปท่ามกลางสายตาทุกคน
พัทธยาขยับตัวมองตาม คทารัตน์มองจับสังเกตด้วยสายตาน้อยใจ
“ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความพยาบาทของผู้หญิง”
พัทธยาตีสีหน้าตำรวจผู้จริงจัง ที่สามารถคลี่คลายคดีลงได้

ในบ้านรัดเกล้า คทารัตน์นั่งลง รัดเกล้ามองพี่สาวที่หน้าตาผ่อนคลายขึ้น
“ในที่สุด คดีปริศนาก็คือฆาตกรรมอำพราง ที่เริ่มขึ้นแล้วก็จบลงเพราะตัณหา ราคะของผู้ชายกับผู้หญิง”
“เหลือไว้แต่ความสูญเสีย”
“คนที่โง่ มองไม่เห็นว่าตัวเองกำลังถูกหลอก ถูกเอาเปรียบ มันก็อ่อนแอเกินกว่าจะหายใจต่อบนโลกใบนี้”
คทารัตน์หันมามองน้องสาว
“จำไว้นะยายเกล้า อย่าให้ความรัก ความหลง มาตบตาเราได้”

เวลากลางคืน พัทธยาเดินเข้ามาในบ้านที่ยังมืดอยู่ ด้วยรู้สึกเหนื่อยกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่ต้องใช้สมองทุกนาที ร่างหนึ่งยืนรออยู่ในเงามืด เขาชักปืนจากเอวขึ้นเล็งตามสัญชาติญาณตำรวจ
“วางมือแกไว้บนหัวกบาล แล้วก้าวออกมาช้าๆ ไม่งั้นสมองแกกระจุยแน่”
เพชรดาขยับก้าวออกมานิดเดียว
“คะ ผู้กองพัทธ์ ใจคอถึงกับจะฆ่าดิฉันเลยหรือคะ”
พัทธยาเพ่งมอง แววตาเพชรดาย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน

ในห้องนอนอภิวัฒน์ เพชรดาก้าวมายืนที่หน้าเตียง สิริรัตน์ยังนอนกอดเกยอยู่กับอภิวัฒน์ ทั้งคู่หลับสนิท เพชรดามองไปที่ขวดน้ำกับแก้วสองใบที่ตั้งอยู่
“ยานอนหลับทำให้สองคนนั่นไม่รู้ว่าชีวิตกำลังจะตกลงขุมนรก”
เพชรดาที่ใส่ถุงมือยางกันรอยนิ้วมือตนเอง หยิบเอาปืนออกจากตู้ในห้องนอนอภิวัฒน์

หน้าห้องนอนอภิวัฒน์ ปืนถูกยื่นให้พัทธยาที่ใส่ถุงมือยางเหมือนกัน

พัทธยาเก็บปืน ขยับเข้าไปใกล้เพชรดา
“โชคดีที่วันนี้สิริรัตน์มาเจอแก้วกล้า ทุกอย่างมันก็ยิ่งสมเหตุสมผล”
พัทธยาดึงเพชรดาออกมาจากเงามืด
ในแสงสว่าง สายตาเพชรดาหยาดเยิ้มเปี่ยมจริต ต่างจากเพชรดาผู้เย็นชา
“เหนื่อยมั้ยคะที่ทำทุกอย่างเพื่อเพชร”
พัทธยามองเพชรดาอย่างหลงใหล
“ไม่เลยครับ คุณต่างหากที่เสี่ยงที่สุด”
“ขอบคุณนะคะ พัทธ์ ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อคนรักของคุณ”
เพชรดาจูบลงที่แก้มพัทธยา เขารวบร่างเธอเข้ามาแนบชิด บดขยี้จูบให้สมความปรารถนาที่เฝ้ารอมานาน

เช้าวันใหม่ ห้องประชุมสนง.สืบฯ ทุกคนยืนกันพร้อมหน้า พัทธยาสรุปคดี
“ยื่นเรื่องขอฝากขังอภิวัฒน์ต่อ คัดค้านการประกันตัว จนกว่าจะขึ้นศาล เราปล่อยให้ผู้ต้องหาออกมาข่มขู่พยานไม่ได้”
“อภิวัฒน์ต้องเอาทนายมือดีมาสู้” สถบดีบอก
“ถ้าสิริรัตน์ไม่ตาย เราคงได้คำสารภาพว่า ทำไมสิริรัตน์ถึงต้องยิงคุณอภิมุข” รัดเกล้าว่าพัทธยาสายตาไม่พอใจที่รัดเกล้าพูดถึงการตายของสิริรัตน์ขึ้นมาอีก
“ถึงสิริรัตน์อยู่ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะสอบปากคำกี่ครั้ง สิริรัตน์ก็ปฏิเสธเหมือนอภิวัฒน์ ทั้งๆที่สองคนนี้วางแผนฆ่าอำพรางศพ”
วิวรรธน์ท้วงขึ้นอย่างเกรงใจ
“ขอโทษครับ เรายังตัดสินไม่ได้นะครับว่าสองคนนี้วางแผนกัน เพราะปืนในมืออภิมุขก็ไม่มีรอยนิ้วมือสิริรัตน์”
“ถุงมือราคาถูกนิดเดียวนะ วิว หรือนายจะไม่เชื่อหลักฐาน การสอบปากคำที่พวกเราทำกันมาทั้งหมด”
“ในกรณีของนายอภิวัฒน์ ถุงมือก็ราคาถูกเหมือนกัน ทำไมจะต้องทิ้งหลักฐานปืนทั้งกระบอกไว้มัดตัวเองด้วยล่ะครับ”
พัทธยากำลังจะโต้ตอบ แต่สถบดีขัดขึ้นก่อน
“วิวพูดถูก ตอนนี้เรายังไม่มีคำสารภาพจากใครเลย”
“แต่จากหลักฐานทั้งหมด ก็เหมือนที่ผู้กองพัทธ์พูด คดีนี้มันมีแรงจูงใจมาจากหญิงร้ายชายชั่วสมรู้ร่วมคิด”
น้ำเสียงและแววตาของคทารัตน์เสียดแทงใจ แต่พัทธยาก็ยังตีหน้าซื่อเป็นผู้บริสุทธิ์

หน้าประตูบ้านอภิมุข รถสปอร์ตคันหรูแล่นเร็วผ่านประตู เฉียดร่างยามที่มาเปิดประตูเข้าไปด้านใน
รถแล่นเร็ว เสียงบีบแตรดังเข้ามา รถเบรคแรง จอดลงทันที
เพชรดาลงจากรถป้ายแดงคันหรูที่เพิ่งไปซื้อ เสื้อผ้า ทรงผมและการแต่งหน้าของเธอถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด จากเชยเฉิ่ม เป็น เปรี้ยว เก๋จัด เพชรดาเดินเร็วด้วยท่าทางมาดมั่นเข้าบ้าน
เธอก้าวเข้ามายืนมองไปรอบบ้าน สีหน้าเปี่ยมสุขที่สุดที่ได้ครอบครองทุกอย่าง
“นี่คือบ้านของฉัน อาณาจักรของฉัน”

พัทธยากำลังจ้องมองไปที่คทารัตน์ที่พูดเน้นทุกคำ ด้วยสีหน้าของคนดี
“ถึงกับลงมือฆ่าพี่ชายตัวเองเพราะตัณหา อยากเป็นเจ้าของมรดก แต่สุดท้ายจุดจบคนเลว มันก็เหมือนกันทั้งนั้น ทรยศ หักหลัง แล้วก็ฆ่ากันเอง”
พัทธยาอมยิ้มน้อยๆ เพราะคำพูดเธอกำลังเสริมว่าสิริรัตน์กับอภิวัฒน์คือคนฆ่าอภิมุข
“ตราบใดที่ยังไม่มีคำสารภาพ เรายังวางใจไม่ได้ ระหว่างการสอบสวน ผมขอให้ทุกคนทำงานกันต่อ หลักฐาน พยาน ทุกอย่างที่เราจะส่งให้ศาล ต้องสมบูรณ์ที่สุด ไม่มีอะไรโต้แย้งได้ ถ้าเราจะให้ฆาตกรรับโทษ”
สถบดีมองทุกคนอย่างกำชับ พัทธยาทำเป็นยิ้มให้เพื่อนอย่างเห็นด้วย

รัดเกล้าเดินเข้าห้องมากับวิวรรธน์
“พี่วิวคิดว่าผู้หญิงที่ยิงคุณอภิมุขไม่ใช่สิริรัตน์เหรอคะ”
“พี่อยากได้ยินสิริรัตน์รับสารภาพ มากกว่าจะตายไปโดยไม่บอกอะไรเลย อย่างงี้มันคาใจน่ะเกล้า”
“ใช่ค่ะ ดูเหมือนทุกอย่างจะคลี่คลายได้หมด แต่ยังมีตอนจบที่เรานึกไม่ถึง เหมือนเรื่องที่คุณนรสิงห์เล่า”
สถบดีเดินเข้ามาได้ยินรัดเกล้า ก็พูดท้วงขึ้น
“เรื่องคดี น่ะจริง แต่เรื่องที่นรสิงห์เล่าน่ะ เพ้อเจ้อ”
รัดเกล้าหันไปยิ้มกวน
“เกล้าก็ดันชอบเรื่องเพ้อๆซะด้วยสิคะ”
สถบดียังไม่ทันจะเถียงอะไร ยอดชาย มุรธาเดินคุยกันเข้ามา ท่าทางกระดี๊กระด๊า
“อะไรๆก็ราบรื่น อย่างงี้มันต้องฉลอง”
“ฉลองวันเกิดอยากกินของแกล่ะอีกสิ ไอ้ยอด” สถบดีว่า
ยอดชายตกใจ
“อะไรครับ ผู้กอง อย่าบอกนะครับว่าไม่รู้”
รัดเกล้าดุ
“เงียบเลย ไอ้ยอด”
สถบดีมองรัดเกล้าอย่างสงสัย แล้วหันไปทางยอดชาย
“อะไร ไอ้ยอด”
ยอดชายเจอสายตารัดเกล้ากับสถบดีที่ต่างคนต่างจ้องมา ยอดชายไม่กล้าพูด มุรธาตอบขึ้นแทน
“พรุ่งนี้วันเกิดรัดเกล้า”
รัดเกล้ารีบบอกขึ้น
“เกล้าไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับวันเกิด ไม่ชอบ ไม่อยากมีงานเลี้ยง”
สถบดีสีหน้ารู้สึกผิดพลาดมากที่ไม่รู้วันเกิดรัดเกล้า

คทารัตน์เดินตามมาพัทธยามา
“ยายเกล้าเป็นน้องสาวสุดที่รักคนเดียว วิกกี้ก็เลยอยากมีเซอรไพร์สวันเกิดให้เค้านิดหน่อย พรุ่งนี้ผู้กองว่างใช่มั้ยคะ”
ไม่รอให้พัทธยาตอบ เธอยิ้มหวานแล้วรีบชวนต่อ
“เป็นปาร์ตี้เล็กๆน่ะค่ะ วิกกี้จัดเตรียมไว้สำหรับเราสองคน แล้วก็ ยายเกล้า เจ้าของวันเกิด”
พัทธยายิ้มหล่อ คทารัตน์ยิ่งยิ้มหวานจ๋อย หัวใจพองโต
“วิกกี้อยากให้ยายเกล้าได้พรวันเกิดจากผู้ชายเก่งๆอย่างผู้กอง อยากให้พรุ่งนี้เป็นวันเริ่มต้นความผูกพันดีๆของเราต่อไปในอนาคต”
เธอทอดสายตามองเขาอย่างมีนัย
“ ใช่ครับ ผมว่าน้องเกล้าก็ควรจะได้รับสิ่งดีๆ น่าจดจำในวันสำคัญของตัวเอง”
คทารัตน์ยิ้มหวาน ดีใจคิดว่าพัทธยาจะไปด้วยจริงๆ

ในบ้านพัทธยาสถบดีเดินตรงเข้าหาเพื่อน ท่าทางร้อนใจ
“เอาตัวฉันผูกโบว์ให้เป็นของขวัญวันเกิดเกล้าดีมั้ยวะ”
“อุจาด อุบาทว์ นี่แกเอาอวัยวะส่วนไหนคิดวะ”
“ก็เอาหัวใจคิดสิวะ คนอย่างเกล้าต้องชอบอะไรที่ไม่ธรรมดา”
“แค่ตัวแกก็เกินธรรมดาแล้ว ทำอะไรมากไป เดี๋ยวก็เตะตาว่าที่พี่เมียเข้าดังโครม”
“เฮอะ เจ๊วิกกี้น่ะเหรอ ฉันว่าปาร์ตี้พรุ่งนี้ เค้าคงแต่งตัวเริ่ดหัวจรดเท้า เหมามาทั้งห้าง อวดความสวยให้แกอึ้ง ตะลึง ฝันร้ายจนลืมไม่ลง”
“งั้นแกก็ตะลึงแทนแล้วกัน ฉันไม่ว่าง”
“เฮ้ย ธุระอะไรวะ สำคัญกว่างานวันเกิดรัดเกล้า”
สถบดีมองอย่างสงสัย แต่พัทธยาไม่ตอบ

ภายในบ้านรัดเกล้า เช้าวันใหม่ คทารัตน์ยืนอยู่ห่างจากทุกคน สีหน้าเซ็งมาก เพราะพัทธยาไม่มา
ด้านหลัง ยอดชาย สถบดี วิวรรธน์ รัดเกล้า มุรธากำลังยืนอยู่ด้วยกัน
สถบดียื่นช่อกุหลาบขาวให้รัดเกล้า มุรธาตาโต ยอดชายกับวิวรรธน์แกล้งกรี๊ด คทารัตน์หันมามองทันที
“สุขสันต์วันเกิดครับ เกล้า”
รัดเกล้าอายๆ ยื่นมือไปรับดอกไม้
“หัวใจผมฝากมากับดอกไม้”
คทารัตน์เดินตรงรี่เข้ามา มองไปที่ดอกไม้
“ไหน เอามาให้ฉันดูหน่อย ไอ้หัวใจกะล่อนๆนี่ จะบีบให้แหลกคามือ ฉลองวันเกิดน้องสาวสุดที่รักสักหน่อย”
“โธ่ เจ๊ อยู่เฉยๆ ไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้นะว่าอิจฉา ตั้งแต่งานรับปริญญา ก็ยังไม่เคยได้ช่อดอกไม้จากผู้ชายคนไหนอีกเลยล่ะสิ” วิวรรธน์ว่า
มุรธาหัวเราะ คทารัคตน์หันขวับถาม
“ขำมากมั้ย”
มุรธาลอยหน้าบอก
“วันนี้ขำมากค่ะ”
คทารัตน์ทำท่าจะด่า วิวรรธน์รีบดักคอ
“อย่าด่านะ เจ๊ วันนี้วันดี วันเกิดน้องเกล้า ใครปากหมาแค่ไหนก็ต้องยิ้มไว้”
“จริงๆแล้วพี่วิกกี้มีคนมาจีบเยอะเลยนะคะ” รัดเกล้าบอก
“มันคงจะนานมากแล้ว สมัยเรียนอนุบาลหรือเปล่าครับเจ๊” สถบดีว่า
คทารัตน์มองเหยียด
“คำถามแบบนี้ ไม่โง่ถามไม่ได้นะ ฉันคงไม่ต้องมานั่งอวด ว่าผู้ชายคนล่าสุดที่โดนฉันทิ้ง ดูดีกว่าผู้กองกี่ร้อยเท่า แค่ให้มายืนรกหูรกตาในบ้านนานๆนี่ ฉันก็พะอืดพะอมเต็มที”
“ถ้าอีกหน่อยผมมาเป็นสมาชิกคนนึงของบ้านนี้ คุณคงคลั่งตายทุกวัน”
“จำไว้ด้วยว่า คนที่จะคลั่งตายไปก่อน คือพวกศัตรูของฉัน”
คทารัตน์ยิ้มเฉือดเชือน รัดเกล้าหน้าม่อยลง
“สิทธิ์ของความเป็นพี่ มันใช้บังคับหัวใจน้องไม่ได้” สถบดีบอก
“ฉันไม่ต้องบังคับน้องสาว เพราะยายเกล้าเค้าฉลาด รู้ดีว่าอะไรควรเลือก อะไรควรหยอกเล่นขำขำ อะไรควรเขี่ยทิ้ง”
คทารัตน์สะบัดหน้าหันหลังเดินออกไป มุรธามองตามแล้วพูดขึ้น
“เหวี่ยงสุดๆ เพราะแขกพิเศษไม่มา”
“นั่นสิ น่าสงสารพี่วิกกี้นะครับ”
รัดเกล้าหันไปถามสถบดี
“ผู้กองพัทธ์ไปไหนเหรอคะ”
สถบดียิ้มแห้งๆ
“มันบอกแค่ว่า ธุระสำคัญ”
สถบดีหน้าเจื่อน ไม่รู้จริงๆ

พัทธยาเดินลงมาที่ชายหาดยาว ด้านหลังร่างบางของเพชรดาในชุดเซ็กซี่ กำลังก้มลงเก็บเปลือกหอย เธอหันมาเห็นเขาก็ลุกขึ้น เธอในชุดเซ็กซี่ วาบหวิว เดินเข้าไปหา
“ผมรอวันนี้มาตลอด”
เขากุมมือเธอขึ้นมาจูบ
“ต้องอดทน ทำเป็นไม่รู้จักกัน ทั้งๆที่คุณเป็นของผม”
พัทธยาโอบเพชรดามากอดไว้ในอก
“คุณอดทนเพื่ออนาคตของเรานะคะ พัทธ์ ชีวิตของเราเริ่มต้นด้วยความทุกข์เหมือนกัน”
“ถึงเวลาแล้วที่ชีวิตของเราจะจบลงด้วยความสุขเหมือนกัน”
พัทธยาจูบลงที่หน้าผากเธออย่างแผ่วเบา แล้วโอบกอดไว้แน่น ทั้งคู่มองไกลไปที่ทะเล

เงาของคทารัตน์สะท้อนน้ำในสระ วิวรรธน์ผละจากกลุ่มที่กำลังกินของว่างในห้องครัว เดินมามอง
“เจ๊รู้มั้ยว่าความเครียดทำให้คนเราแก่ลงทุกวัน”
“ฉันรู้ แล้วก็ไม่ชอบให้ใครมาย้ำ”
“ผมก็ไม่อยากย้ำหรอกว่าจริงๆน่ะ เจ๊วิกกี้สวยจะตาย”
“ฉันบอกให้หยุดพูด”
"หรือว่าต้องเป็นผู้กองพัทธ์ชม เจ๊ถึงจะเชื่อ"
"ไอ้วิว"
คทารัตน์ยกมือจะตี วิวรรธน์รวบมือไว้ เธอดึงมือออก
"รู้คร๊าบว่าเจ๊อยากให้ผู้กองพัทธ์เค้าเห็น เค้าปลื้ม เค้าชม แต่เจ๊ไม่คิดมั่งเหรอว่า อาจจะมีคนอื่น ที่เค้ามองเห็นตัวตนเจ๊มาก่อน"
"หมายถึงตัวแกล่ะสิ"
"ใช่"
"ฉันรู้ว่าแกคิดยังไงกับฉัน"
วิวรรธน์อึ้งไป หลบสายตาไปอีกทาง ตรงข้ามกับเธอที่มองจ้อง

บริเวณระเบียงรีสอร์ตริมทะเล พัทธยานอนตระกองกอดเพชรดาไว้ สีหน้าเธอมีความสุขอยู่ในอกเขา
"เพื่อนคุณ พรรคพวกคุณเค้าจะคิดยังไงกันบ้างคะ ถ้ารู้ว่าคุณมาอยู่กับเพชร"
"ไม่มีใครรู้หรอกครับ จนกว่าเราจะเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านหลังนั้น"
เพชรดาจูบแก้มพัทธยา
"เพชรรักคุณนะคะ พัทธ์ รักที่สุดในชีวิต"
"ผมรักคุณมากกว่าที่คุณรักผม รักจนให้ได้กระทั่งชีวิตเช่นกัน"
พัทธยาทสบตาหวานฉ่ำกับเพชรดาในอก

คทารัตน์มองวิวรรธน์ที่ยังจ้องอยู่ตรงหน้า
"ฉันเชื่อนะว่าความรู้สึกของแกบริสุทธิ์ แต่ฉันจะบอกอะไรให้ฟัง ชีวิตฉัน ความรักฉัน ต้องการคำว่าเหมาะสม ฉันจะไม่ใช้หัวใจตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง"
"งั้นเราก็ต่างกัน เพราะผมเชื่อสัญชาตญาณกับหัวใจตัวเอง"
สถบดีกับรัดเกล้าเดินมา เห็นทั้งคู่คุยกันอยู่
"ดีนะเกล้า ที่คุณกับพี่สาวไม่เหมือนกัน"
"ถึงเกล้าจะไม่เหมือนพี่วิกกี้ แต่คุณก็รู้ว่าเราสองคนพี่น้องรักกันมาก"
สถบดีหันมามองรัดเกล้าด้วยสายตาเว้าวอน
"เมื่อไหร่เกล้าจะให้โอกาสผมพิสูจน์ความจริงใจบ้างล่ะครับ"
"อย่าให้เกล้าต้องเลือกเลยค่ะ ระหว่างคุณกับพี่วิกกี้ คุณก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว ว่าเกล้าต้องเลือกใคร"
รัดเกล้าปฏิเสธอย่างนิ่มนวล สถบดีมองทอดสายตาด้วยความเศร้า

พัทธยาวางร่างเพชรดาลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม สองคนมองสบสายตากันอย่างซาบซึ้ง ก่อนเพชรดาจะโน้มร่างเขาลงมาใกล้
ม่านรอบห้องปลิวไปตามแรงลม

วิกกี้ยืนเหงาๆ มองเงาจันทร์ในน้ำ สีหน้าเศร้าลงรู้สึกว้าเหว่ขึ้นมาจับใจ

บนเตียง รัดเกล้าที่กำลังหลับ
ภาพนรสิงห์แทงติสสาและมรันมาผ่านเข้ามา เธอกำลังฝันร้าย เหงื่อเต็มหน้า นอนกระสับกระส่าย
แววตากระหายเลือดของนรสิงห์ ได้แทงซ้ำลงไปที่ร่างติสสา มรันมา รัดเกล้าสะดุ้งเฮือกขึ้นมา เอามือแตะที่อก ความเจ็บกลับมารบกวนรัดเกล้าอีกครั้ง
"นรสิงห์"

ริมทะเลเช้าวันใหม่ เปลที่ผูกไว้ระหว่างต้นไม้ ตกแต่งอย่างสวยงาม เพชรดานอนซบเบียดชิดอยู่ในอกพัทธยา
"คุณเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ผมอยากตื่นขึ้นมาเห็นหน้าทุกวัน"
เพชรดาน้ำเสียงแววตาออดอ้อน
"ตอนนี้ชีวิตเพชรเป็นของคุณค่ะ"
พัทธยาฟังแล้วชื่นใจ โอบกอดเพชรดาไว้ในอกด้วยความสุข

ในบ้านรัดเกล้า คทารัตน์ใส่ชุดแอโรบิค ยืนกอดอกหน้าตาเซ็งจัดที่โดนรบกวนจากสถบดีคู่ปรับที่มาหาถึงบ้านแต่เช้า
"วันนี้วันหยุด จะมารบกวนอะไรตั้งแต่เช้า"
"ผมโทรหาเกล้าแต่เค้าไม่รับสายเลย เป็นห่วงว่ามีอะไรหรือเปล่า"
"ไม่มี กลับไปเลย รู้จักซะบ้าง ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี"
"แต่วันนี้ผมจะเป็นผู้ร้าย เถื่อน ถ่อย .. ผมไม่กลับ จนกว่าจะได้เจอรัดเกล้า"
"ผู้กองไผ่"
"จะโทรไปแจ้งสน.ก็ได้นะว่าผมบุกรุก แต่ยังไงผมก็ไม่ไป จะขวางหูขวางตาคุณอยู่ที่นี่ จนกว่าจะได้เจอรัดเกล้า"
"รัดเกล้าไม่อยู่ และฉันก็ไม่รู้ว่าไปไหน ชัดมั้ย"
คทารัตน์โต้สถบดีกลับอย่างมีอารมณ์

รัดเกล้า วิวรรธน์เดินอยู่ในสวน นรสิงห์มองทั้งคู่ด้วยสายตาคุ้นเคย
"ถึงเวลาแล้วที่พวกเธอทั้งหมดจะต้องรู้เรื่องราวที่ผูกพันกันไว้ ไม่ใช่แค่กรรมของตัวเอง"
วิวรรธน์ทวนคำ
"ทั้งหมด.... คุณนรสิงห์ไม่ได้หมายถึงแค่เราสองคน ยังมีเจ๊วิกกี้กับผู้กองไผ่ด้วยใช่มั้ยครับ"
"ฉลาด... สัญชาตญาณของเธอไม่เคยผิดพลาด ถ้ามีคนฟัง แล้วเชื่อในสิ่งที่เธอพูดบ้าง เรื่องเลวร้ายเกินยับยั้งคงจะไม่เกิดขึ้น"
"เรื่องเลวร้ายอะไรครับ คุณนรสิงห์ อดีตหรือปัจจุบัน"
รัดเกล้าเดาจากสายตาของนรสิงห์
"คุณนรสิงห์อยากให้พี่วิกกี้กับผู้กองไผ่มาฟังด้วยใช่มั้ยคะ"
"ไม่ใช่แค่พี่สาวกับคนรักของเธอ"
รัดเกล้าเหมือนอยากจะขัดขึ้น แต่นรสิงห์หันหลังมองไปไกล เอ่ยขึ้นมาก่อน
"ยังมีอีกสองคนที่กำลังจะสร้างความวิบัติ"
นรสิงห์มองไปไกล นึกถึงพัทธยากับเพชรดา

พัทธยากับเพชรดา กำลังว่ายน้ำเล่นในสระส่วนตัว เสียงหัวเราะหยอกล้อของสองคนดังประสานเสียงสดใส
"ผมอยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้ ที่นี่ ... แค่เราสองคน"
"อดทนอีกนิดนะคะ"
เพชรดายิ้มหวานให้พัทธยา
"กลับไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน เพชรอยากแน่ใจว่า อภิวัฒน์จะไม่เป็นตัวขัดขวางความสุขของเราอีก"
"ได้สิครับ ทุกอย่างที่เพชรต้องการ ผมจะจัดการให้เอง"
ทั้งคู่ยิ้มแย้ม แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาเร่าร้อน

ภายในห้อง รัดเกล้ากับวิวรรธน์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามนรสิงห์ สถบดีและคทารัตน์ก้าวเข้ามา พอเห็นวิวรรธน์กับรัดเกล้า สถบดีก็โวยขึ้น
"ไม่นึกเลยนะ วิว ว่าแกจะเป็นตัวตั้งตัวตีพาเกล้ามาถึงนี่"
"คุณนรสิงห์ให้ยายเกล้าตามเรามา มีเรื่องสำคัญเหรอคะ"
"คุณนรสิงห์จะเล่าเรื่องอดีตให้เราฟังค่ะ"
"อดีตอีกแล้วเหรอ เกล้า คุณงมงายไปกับนิทานบ้าๆบอๆของนายคนนี้มากไปแล้วนะ"
"แต่เกล้าเชื่อค่ะ เกล้าอยากรู้ว่าพวกเราเกี่ยวข้องอะไรกันมา"
"ถ้าไม่มีผู้กองกับเจ๊ คุณนรสิงห์ก็จะไม่เล่า" วิวรรธน์บอก
"งั้นเล่าเลยค่ะ วิกกี้ก็รู้สึกวิบๆอยู่เหมือนกันว่าต้องเคยผูกพันกับคุณนรสิงห์มาตั้งแต่ชาติที่แล้ว"
"ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ ผูกพันด้วยสายใยเส้นเดียวกัน" นรสิงห์บอก
"สายใยแห่งกรรม" วิวรรธน์ว่า
"ใช่...กรรม"
"แกหลอกเกล้าด้วยคำว่า กรรม มากี่ครั้งแล้ว"
รัดเกล้ามองสถบดี
"ผู้กองคะ เกล้าขอร้อง นั่งลงเถอะค่ะ แล้วฟังคุณนรสิงห์ก่อน"
สถบดีจำยอมนั่งลง
นรสิงห์หันมองมา คทารัตน์เกรงสายตานรสิงห์อย่างประหลาด
"เรื่องของคุณนรสิงห์สนุกดี คราวนี้จะเล่าจนจบเลยใช่มั้ยคะ"
นรสิงห์แววตาเศร้าหมองลง จนรัดเกล้ากับวิวรรธน์รู้สึกได้
"จุดจบของทุกคนไม่พ้นความตาย ความตายที่น่าอนาถ"
ทุกคนถูกสะกดอยู่ในภวังค์ นิ่งงัน หวนกลับคืนสู่อดีต
"โดยเฉพาะชีวิตน้อยๆที่ยังบริสุทธิ์ สวยงาม ฟังสิ... ฟังเสียงแห่งอดีตกาล"
เสียงกรุ๋งกริ๋งของกำไลข้อเท้าดังเข้ามา เสียงดังขึ้นๆ...
แววตาแห่งความทุกข์ของนรสิงห์ พาทุกคนย้อนกลับไปสู่อดีต

จบตอนที่ 8

ปีกมาร ตอนที่ 8
ปีกมาร ตอนที่ 8
ภายในห้องอาหารหรูแห่งนั้น ดวงแก้วยกเหล้าขึ้นจิบ นัยน์ตาจดจ้องมองภูฉาย เห็นท่าทีกระวนกระวายไม่รู้ว่าเป็นเพราะห่วงงาน แต่ก็ให้แปลกใจ “เป็นอะไรคะ คุณภูฉาย” “เอ้อ...ผม..ผมเกรงจะรบกวนเวลาของคุณดวงแก้วน่ะครับก็เลย...” “ถ้าคุณจะห่วงงานก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะคุณคงไม่มีภาระต้องห่วงที่บ้านไม่ใช่หรือ เห็นว่าคุณกำลังจะหย่า…” “เอ้อ…” ดวงแก้วเรียกบริกร ยื่นบัตรเครดิตการ์ดทองให้ “เอ้อ...ขอให้ผมได้รับเกียรติดีกว่าครับ คุณดวงแก้ว” “ฉันไม่อยากให้เรื่องกินข้าวของคุณ เป็นเรื่องตอบแทนที่ฉันมาเปิดบัญชีที่นี่ร้อยล้านแต่…” แววตาของเศรษฐีนียิ้มยั่ว ขณะพูดคำต่อมา
กำลังโหลดความคิดเห็น...